PhD. สวนสุนันทา รุ่น 3 (Blog 2)


การเรียนปริญญาเอกในวันนี้สิ่งสำคัญคือเรียนให้รู้จริง คิดป็นระบบ และสร้างงานวิจัยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ถึงทุกคน

            เนื่องจาก Blog เดิมนั้นมีข้อมูลค่อนข้างมาก อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งข้อมูล ผมจึงเปิด Blog นี้แทน

                                                                        จีระ หงส์ลดารมภ์

                                                                                   

คำสำคัญ (Tags): #phd. รุ่น 3 blog 2
หมายเลขบันทึก: 274993เขียนเมื่อ 10 กรกฎาคม 2009 11:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 12:10 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (336)

ท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

กรอบความคิดของอุปนิสัยทั้ง 7 ประการ The 7 Habits (อุปนิสัย 7 อย่าง)
เริ่มจากการพึ่งพาผู้อื่น นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ชนะใจตน

1. เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (โปรแอกทีฟ)
2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ
3. ทำตามลำดับความสำคัญ

ชนะใจผู้อื่น

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ
5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา
6. ประสานพลัง
7. ลับเลื่อยให้คม

อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน ( Individuals are responsible for their own choices and have the freedom to choose.) “ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเอง” “เราเป็นอย่างที่เราเป็น หรือเป็นอย่างที่เขาพูดการรุก คือ การทำให้ดีที่สุด ตั้งแต่ครั้งแรก (อย่าคิดว่าจะสามารถแก้ไขครั้งที่ 2 ได้อีก ฉันทำได้สิ่งที่จำเป็นต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ให้พยายามทำจิตใจให้ชอบ ทำซ้ำ ๆ จนเข้าไปอยู่ในจิตใจของตนเอง
Be Proactive คือ อะไรไม่เคยทำ ต้องเรียนรู้ ทำให้ได้ ทำให้เกิดความชำนาญ
การคิดแนวรุก คือ การตัดสินปัญหาแก้ไขได้ อย่าให้สิ่งภายนอกตัดสินเรา ฉันเลือกที่จะไป ฉันควบคุมความรู้สึกของฉันได้
แก่นสารของความอยู่รอด

อย่าไปสนใจว่าใครทำอะไร ให้สนใจเฉพาะว่า ตนเองทำอะไร ทำดีหรือยัง เพื่อที่จะเปิดเกมส์รุกได้ เช่น หัวหน้าว่า คือ เรื่องของหัวหน้า เรื่องของเรา คือ งานที่เราต้องทำ ทำไป อย่าสนใจสิ่งที่หัวหน้าว่า จนทำให้เราไม่สามารถทำงานในส่วนที่เรารับผิดชอบ

ความมีอิสระในการเลือก เช่น Self Awareness (เตือนตนเอง ให้รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร) Imagination
(ใช้สมองคิดว่าตอบโต้ให้เป็นการออมบัญชีความรู้สึก) Conscience (สติ) Independent Will (อิสระในความคิด)
อย่าสนใจสิ่งที่มากระทบระหว่างทางก่อนถึงความสำเร็จหรือเป้าหมาย ปล่อยวางมันไป มุ่งไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย

- ตอบสนองตามค่านิยม โดยไม่ยอมให้ อิทธิพลภายนอก (อารมณ์ ความรู้สึก หรือ สภาวการณ์) มาควบคุมการตอบสนองของตน
- รับผิดชอบต่อ พฤติกรรมของตนเอง (ทุกคนมีอิสระในการเลือกที่จะทำอะไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมาจากสิ่งที่เราเลือก)
- มุ่งเน้นที่ Circle of Influence (หาทางแก้ไขปัญหาเพื่อกำจัดความกังวล หรือ ไม่มองหรือคิดกังวลแต่เรื่องปัญหา) และถ้าฝึกไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ระดับ ให้อภัยต่อผู้อื่น (Transition Figure)
ผู้บริหารที่ดี จะต้องมีหลักการบริหาร 5 ข้อ คือ
Personal Mastery มุ่งสู่ความเป็นเลิศ สมอง (ความคิดสร้างสรรค์) – innovation
Mental Models วิธีคิดมุมมอง – channel (ช่องทาง) เช่น ตัวอย่างสินค้า เช่น แชมพู เป็นต้น
Shared Vision ประสานวิสัยทัศน์ แบ่งปันความคิด เรียนรู้นิสัยใจคอกัน
Team Learning เรียนรู้การทำงานเป็นทีม (Top – Down/ Down – Top)
Systems Thinking (คิดเป็นระบบ)

อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ(Mental creation precedes physical creation)
จิต คือผู้เดินทางอยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา ทุกอย่างเริ่มต้นที่จิต
เจตนา เป็นเครื่องชี้กรรม ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม
ความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก เริ่มสะสมความสำเร็จด้วยระยะเวลาที่ท่านไปอย่างสม่ำเสมอ
You are what you think.
การเรียน คือ ฟังด้วยหู การอบรม การพัฒนา
ความร่วมมือเป็นทีม/ ความคิดที่ช่วยกันแก้ปัญหา/ ความรับผิดชอบหน้าที่ตนเองให้ดี
การที่มนุษย์จะประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อย่าติดกับกรอบความคิด (สิ่งที่เราเห็นแล้วคิด เกิดความเข้าใจไปเอง ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้)
มนุษย์ควรหาความสามารถ เพื่อทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะทำงานให้เหมือนว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต
Think smart – ชี้เฉพาะ วัดได้ เป็นไปได้ เชื่อถือได้ มีตัวตน
จินตภาพ = Mind Map
วันใดที่คิดอยากจะทำอะไรที่ดี ให้เขียนไว้เพื่อให้จำได้ และต้องทำให้สำเร็จ ระวังทัศนคติที่ทำลายตัวเอง เช่น ขี้เกียจ ท้อแท้ พลัดวันประกันพรุ่ง วิตกกังวล ฯลฯ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถไปถึงความสำเร็จได้ การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด โดยมีหลักการ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เข้าใจถึง ความไม่เที่ยงแท้ ฯลฯ
สมองมี 2 ซีก คือ ซีกซ้าย (ปัญญา) ซีกขวา (อารมณ์) การฝึกสมองด้านขวาโดยจินตนาการให้แข็งแกร่ง ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน
อย่ายึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นคนหลงและผิดพลาด ยึดกับกรอบของตนเอง
ยุทธศาสตร์ - วางแผน ตัดสินใจทำ- คาดการณ์ว่าจะเพิ่มกี่ % - คิดว่าจะทำอย่างไร-ลงมือทำ
- การเริ่มต้นที่จุดมุ่งหมายในใจ คือ การสร้างหรือวางแผน การออกแบบ และ วางโครงร่างสำหรับสิ่งที่เราต้องการจะเป็น ก่อน โดยคิดหลายๆ ทางเลือก และ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในใจก่อน แล้วค่อยนำความคิดนั้นมาปฏิบัติ ให้เกิดผล ตามความคิดหรือสิ่งที่เราคาดหวังไว้
- การฝึกฝน อุปนิสัยที่ 2 นี้ ต้องเริ่มต้นที่ ต้องตั้ง Personal Mission ก่อน แล้ว จาก Personal Mission ค่อยๆ แตกมาเป็น Activity ย่อยๆ ในการทำอะไรในแต่ละช่วงของชีวิต และ ทบทวนสิ่งที่เรากระทำว่า support หรือ เป็นไปตาม Mission ที่เราอยากได้ หรือ อยากเป็น หรือไม่ 
- นิสัยข้อนี้เป็นการสร้าง ความปรารถนา และแรงจูงใจ ให้ทำในสิ่งที่เราควรจะทำ แต่เรามัก ผลัดวันกับตัวเองเสมอ

อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First ลำดับความสำคัญก่อนหลัง (Effectiveness requires balancing important relationships, roles, and activities.)

-         อุปนิสัยนี้เป็นการฝึก การบริหารเวลา โดยต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยจะโยงมาจาก Personal Mission คือทำในสิ่งที่ support mission ชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง คือ คิดว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร เริ่มจากอะไรก่อน โดยตอบรับในสิ่งที่ดีและปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดี ทุกคนมีต้นทุน คือ เวลาที่เท่ากัน 24 ช.ม. แต่ต่างกันในการใช้เวลาให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างไร

การสั่งสม (คุณลักษณะที่ดีที่ควรสะสมไว้)

การลบล้าง (สิ่งที่ควรเลิก)

ความเมตตากรุณาและสุภาพ

รักษาสัญญา

ทำตามความคาดหวัง

ซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์

กล่าวขอโทษ คำทักทาย คำขอบคุณ

เอาใจใส่คนในครอบครัว พูดคุย รับประทานอาหารร่วมกัน นอนให้ได้วันละ 6 ช.ม. เต็ม

ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 15 นาที

สงบจิตใจทุกวัน ๆ ละ 15 นาที

อ่านหนังสือทุกวัน ๆ ละ 30 นาที

             ความโหดร้าย ความหยาบคาย และอบายมุขต่าง ๆ

         ไม่รักษาสัญญา

           ทำลายความคาดหวัง

          ไม่ซื่อสัตย์และตีสองหน้า

             ยโส หลอกลวง

            ทำเย่อหยิ่งดูละครโทรทัศน์จนดึก

             ผัดวันประกันพรุ่ง

             ทะเลาะกันในครอบครัว

            เอาความเครียดจากงานมาระบายกับคนในบ้าน

- ใช้หลักในการแบ่ง สิ่งที่ต้องทำออกเป็น 4 ส่วนคือ 
I. สำคัญ และ เร่งด่วน (Emergency Job)
II. สำคัญ แต่ ไม่เร่งด่วน (Planning Job) ถ้า Plan ไม่ดี จะกลายไปเป็น ข้อ I
III. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Yes Man คือ ใครชวนทำอะไร ทำหมด)
IV. ไม่สำคัญ และ ไม่เร่งด่วน (สิ่งบันเทิง ที่เกินความจำเป็นในชีวิต ) ต้องเลิกทำ

1. Urgent (เร่งด่วน) Important (สำคัญ)
เช่น วิกฤตการณ์ การแก้ปัญหางานเฉพาะหน้า

2. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Important (สำคัญ)
เช่น การวางแผน การพักผ่อนหย่อนใจ การวางแผน

3.Urgent (เร่งด่วน) Unimportant (ไม่สำคัญ)
เช่น การรับโทรศัพท์ รายงาน ปิดประชุม

4. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Unimportant(ไม่สำคัญ)
เช่น การดูละครโทรทัศน์ กิจกรรมเสียเวลาต่าง ๆ

- สรุป คือต้องเลือกทำในข้อ I & II และ พยายามอย่าปล่อยให้ ข้อ II กลายมาเป็นข้อ I (Try to Keep Schedule)
Permanent change – Result/Action/Think/Idea/Conditioning
Strategy – Change Condition/New Idea/Positive Thinking/Focus Action/Better Result
Put First Think First คือ หน้าที่เราทำอะไร ให้ทำตามนั้นเป็นอันดับแรก ให้ได้ Productivity

อุปนิสัยที่ 4 Think Win-Win (Effective long-term relationships require mutual benefit)
- แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน
- ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่แข่งขันชิงดีกัน
- เน้นการฟัง ใช้เวลาในการสื่อสารกันให้ยาวนานขึ้น และ พูดคุยกันด้วยความกล้าแสดงออก
- จุดประสงค์ ของ การฝึกนิสัยที่ 4 คือ การสร้าง ความเชื่อซึ่งกันและกัน (Interpersonal Thrust ) หากเราคิดชนะ วันหนึ่งเราก็ต้องแพ้ หากเราปรองดองกันมีแต่ ชนะ-ชนะ เราควรฝึกให้คนคิดและต้องการสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง
วุฒิภาวะ คือ การแสดงความคิดและความรู้สึกของตนเองด้วยความกล้าแสดงออกและด้วยความเอาใจใส่ต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น
Character (คุณลักษณะ) + Competence (ความรู้ความสามารถ) นำไปสู่ Trustworthiness (ความน่าไว้วางใจ) นำไปสู่ Trust (ความไว้วางใจ) รวมกันเป็นความสัมพันธ์ (Relationship)
นิสัยที่มีประสิทธิภาพ (Effective Habits Internalized Principles and Patterns of Behavior) ประกอบไปด้วย
Knowledge & Skill (What to, Why to)
Skills (How to) ทำซ้ำ ๆ กลายเป็น Habit (นิสัย)
Desire = I want to (ความต้องการ)
กรอบความคิด คือ สิ่งที่เห็นเข้ากระบวนการความคิด ประสบการณ์เฉพาะบุคคล ค่านิยมเฉพาะคน สิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของตน ออกมาเป็น กรอบความคิดเฉพาะของตนเอง
กรอบความคิด หรือ กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นวิธีการที่บุคคลรับรู้ มองเห็นเข้าใจ และตีความโลกที่อยู่รอบตัว เปรียบเสมือนแผนที่ในใจ บุคคล เป็นผลผลิต ของ การเรียนรู้ และ ประสบการณ์ และไม่มีบุคคลที่สองที่จะมีความรู้แบบเดียวกัน ดังนั้น จึง ไม่มีบุคคลสองคนที่จะตึกรอบความคิดลักษณะเดียวกัน
กรอบความคิด เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดการการกระทำ ส่งผลต่ออนาคตของตนเองและผู้อื่น คนจะต้องคิดและควบคุมความคิดให้ได้
การกระทำอย่างเดียวกัน บางคนมีความสามารถในการทำงานให้เสร็จเร็วหรือช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตัดสินใจของแต่ละคน คนที่อยู่ข้างหน้า มีผลต่างจากคนที่อยู่ข้างหลัง รางวัลที่ได้ มีผลต่างกันมหาศาล แม้ว่าจะทุ่มสุดตัว เช่น การวิ่งแข่ง ที่ 1 มีความแตกต่างจากที่ 2 ดังนั้น เราจะต้องคิดให้ทันกับการการเปลี่ยนแปลงของโลก
ความผิดที่ไม่ก่อความเสียหายในทางศีลธรรมไม่ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ความผิด คือ สิ่งที่ทำให้คนก้าวหน้าจาก การพัฒนาสิ่งที่ผิด ให้ทำถูกและดีขึ้น
ปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องคำนึง คือ เป้าหมายสูงสุดที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือ วิธีการ อย่ายึดวิธีการเดิม ๆ ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
ความสำเร็จ คือ มีชีวิตเป็นอิสระ ที่เกิดจาก ความมุ่งมั่นให้ได้เป้าหมาย (Mission) + สิ่งที่ต้องการจะไป (Vision) + พลังผลักดัน (Passion)
การเรียนรู้ คือการเปลี่ยนแปลงการกระทำ เกิดเป็นพฤติกรรมแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ความรู้ ดึงความคิดที่เป็นนามธรรมมาเป็นการกระทำ ซึ่งเป็นรูปธรรม
กรอบความคิดใหม่ คือ ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส
การว่าใคร ให้คิดเสมอว่า เราเอากรอบความคิดเราว่าเขา = เราว่าตัวเราเอง
กรอบความคิด สร้างจากอารมณ์ + ความคิด
ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
Principle = หลักการที่เป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่
ถ้าไม่มีการสูญเสีย จะไม่มีการได้มา ต้องเสียสละ อดทน จึงจะได้มา นี่คือหลักการ
Independence = การพึ่งพาตนเองได้ Interdependence นำไปสู่ Globalization การผูกพันพึ่งพาคนหนึ่งคน มีผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ให้ระลึกไว้เสมอว่า เราจะร่วมกันทำอย่างไรดี
สงบจิตใจวันละ 15-30 นาที ทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละวันทุก ๆ วัน สร้างภาพความสำเร็จของตนเองให้ชัดขึ้นทุก ๆ วัน กล้าพูด กล้าทำ
คนพยายามมองโลกอย่างที่ต้องการเห็น ไม่มองอย่างโลกที่เป็นอยู่
คุณลักษณะ (Character) + ความรู้ความสามารถ (Competence) นำไปสู่ ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) และนำไปสู่ความไว้วางใจ (Trust)
การทำงานร่วมกันอยู่ตรงที่ว่า รู้จักเอาวัตถุประสงค์ของงานเป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องใจชอบหรือไม่ชอบเป็นเกณฑ์
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดอยู่กับที่ไม่ว่าบุคคลหรือวัตถุ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะคิดและทำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร นักต่อสู้ที่แท้ ย่อมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

รากฐานความก้าวหน้า 5 ประการ (5 Pillars) คือ

Productive – ผลผลิตขององค์กร เป็นตัวชี้วัดความสามารถของผู้บริหารและบุคคลในองค์กร
Participate – การร่วมมือการยอมรับ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน การให้ความร่วมมือที่ดีต่อกัน
Positive – ความคิดบวก การมีมุมมองที่กว้างไกล มองโอกาสที่ซ่อนตัวอยู่ในปัญหาทุกปัญหาได้ออก รู้จักคิด ความคิดเป็นตัวเริ่มต้นที่จะจุดประกายไฟทุกอย่าง ความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้คนทำอะไรที่เป็นประโยชน์
Patriotic – ความผูกพันความรัก ความเสียสละให้กับองค์กร เพื่อให้บริษัทอยู่ได้ เราก็อยู่ได้
Professionals – การเป็นมืออาชีพ จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ คือ ตาถึง - ต้องมองอะไรกว้าง มองไกล มองลึกซึ้ง มองให้เห็นที่มาที่ไป มองเห็นภาพรวมภาพย่อย มองเห็นความชัดเจนของข้อมูล การมองกว้าง ความลึกซึ้งเป็นเรื่องของประสบการณ์และทักษะจะต้องมีควบคู่กันไป มองเห็นรายละเอียด เห็นที่มาที่ไปโปร่งใส

ใจถึง กล้าตัดสินใจ แต่จะต้องตัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
มือถึง ทำอะไรต้องเก่ง หากเราไม่เก่ง ก็ขอความร่วมมือจากบุคคลอื่น ๆ ได้ เพียงใช้ศิลปะการเข้าไปนั่งในใจคนให้เป็น
เงินถึง เงินในที่นี้ หมายถึง สมองมนุษย์ คนมีสมองก็เหมือนมีเงิน เศรษฐีของโลกร่ำรวยมาจากการใช้สมองมากกว่าขนเงินมาลงทุน
บุญถึง เป็นคนมีความสุข จิตใจสงบ ทำดี ผลมาย่อมดี

คนที่เข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่นเท่านั้นที่จะยืนอยู่บนฝั่งแห่งความสำเร็จได้
ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ (Responsive Listening Skills)
โดยไม่ใช้คำพูด โดยใช้คำพูด
- ฟังอย่างสนใจ
- มีสีหน้าที่เอาใจใส
- สบตา
- พยักหน้า
- เอนตัวมาข้างหน้า
- เล่าต่ออีกซิครับ/ค่ะ
- อ้อ/ งั้นหรือ/ จริงหรือ
- ผมยังไม่ค่อยเข้าใจกรุณาเล่า อีกครั้งได้ไหมครับ

เทคนิคการใช้สูตร Taking the heat ในการรับฟัง

H - Hear them out (ตั้งใจรับฟัง)
E - Empathize (แสดงความเห็นอกเห็นใจ)
A - Apologize (ให้อภัย)
T - Take responsibility for action (รับผิดชอบในการแก้ไข)

อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand , Then to Be Understood (การวินิจฉัยโรคต้องมาก่อนการจ่ายยา ความเข้าใจได้มาจากการฟัง)
- อุปนิสัยนี้ เป็นการฝึก การฟัง โดยพยายามให้เป็นการฟังแบบ เข้าอกเข้าใจกัน
- มักจะพบว่าในองค์กร มีคนที่มักจะ ตัดสินใจ หรือ ออกคำสั่ง โดยยังไม่ได้ ทำความเข้าใจกับ สิ่ง ที่ผู้สื่อสาร ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ เพื่อนร่วมงาน ต้องการให้เราเข้าใจ

อุปนิสัยที่ 6 Synergize (ผลรวมที่ได้รับทั้งหมดมีค่ามากกว่าการเอา แต่ละส่วนมาร่วมกัน)
- ถ้าเราสามารถ ฝึก อุปนิสัยที่ 4 และ 5 ผ่านแล้ว จะทำให้เราสามารถ ผนึกพลังแนวความคิด ที่แตกต่างของแต่ละคน มาช่วยกันเป็นจุดเสริม เป็นทางเลือกใหม่ ทีมีประสิทธิผลมากขึ้น
- ผลรวมทั้งปวงจะมากกว่าการเอาแต่ละส่วนประกอบมาบวกกัน เช่น การเกิด Synergize ไม่ใช้การหารือร่วมกันเพื่อเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งของแต่ละคน แต่เป็นการนำ ข้อดีของแนวทางของแต่ละคน มารวมกันเป็นทางเลือกใหม่ ให้มีประสิทธิผลการขึ้น กว่าการนำแนวทางของแต่ละคนมารวมกัน

อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw (Production (results) requires development of Production Capability (resources) )
- เป็นการฝึกฝนอุปนิสัยทั้ง 6 ให้คมอยู่เสมอ โดยแบ่งเป็น 
การฝึกฝน ด้านกายภาพ (ทำร่างกายให้สมบูรณ์)
การฝึกฝน ด้านสติปัญญา (อ่าน หนังสือ หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ)
การฝึกฝน ด้านจิตวิญญาณ ( ทำสมาธิ หรือ การใช้เวลากับธรรมชาติ)
เสียอะไรเสียได้อย่าเสียใจ เพราะมันหมายถึงการสูญสิ้นทุก ๆ อย่าง
อดีตจบไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบัน ขณะจิตให้ดีที่สุด
ความคิดมีตัวตน คนจะเป็นอย่างที่คิด จงพูดอย่างที่คิดและทำอย่างที่พูด

  สมศรี  นวรัตน์  Ph.D รุ่น  3  SSRU

เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เกรียวกราวพอสมควรชื่อว่า Parallel thinking หรือแปลเป็นไทยว่า ความคิดคู่ขนาน ของ Dr’ Edward de Bono ออกวางตลาด ต่อจากนั้น ดูเหมือนจะได้รับข่าวคราวเสมอเกี่ยวกับ การจะพัฒนาความคิด ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ? มีการอบรมเรื่องของ Mind Mapping เพื่อสังเคราะห์ไอเดียต่างๆ ทำให้เห็นภาพว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันพอสมควร สำหรับความเรียงชิ้นนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจาก และความคิดของผู้เขียน และจากบทความหลายชิ้นของ Melvin D. Saunders อย่างเช่น Improving Your Creative Thinking Skills, Creativity and Creative Thinking, How creative thinking technique works, Ways to kill and ways to help an idea เป็นต้น ซึ่ง Saunders เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานทางด้านนี้ ซึ่งจะกระตุ้นให้เรากล้าคิด ในหนทางที่แตกต่าง เช่น การใช้ความคิดจากมุมองที่ต่างออกไป คิดแบบทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ คิดแบบเล่นๆ หรือใช้จินตนาการทุกชนิด เพื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้ และเขายังเสนอหนทางที่จะได้มาซึ่ง ความคิด หรือไอเดียใหม่ๆ อย่างเช่น ใช้วิธีการสุ่มต่างๆ เช่น การสุ่มด้วยภาพ การสุ่มด้วยคำ หรือกระทั่งการสุ่มด้วย Website (ลองเปิด website ที่ไม่เคยคิดว่าจะเปิดดูมาก่อน) รวมไปถึงการนำเอาไอเดีย ตั้งแต่สองไอเดีย ที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน มาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการได้มาซึ่ง ความคิดสร้างสรรค์

เราจะปรับปรุงทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ได้อย่างไร ?

กล่าวกันว่า ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นกิจกรรมสองอย่างที่เกี่ยวแขนไปกันไป. หลายปีมาแล้ว Dr. Edward de Bono, นักจิตวิทยา และนักค้นคว้าทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ได้ส่งเสริมเรื่องของ การใช้ความคิด สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lateral thinking (ความคิดข้างเคียง).

ความคิดแนวตั้ง (Vertical  Thinking) จะปฏิบัติการต่อเมื่อเราพยายามที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยเริ่มต้นจาก ขั้นตอนทางตรรกะขั้นหนึ่งไปสู่ ขั้นตอนต่อไป เพื่อบรรลุผลของการแก้ปัญหา ส่วนความคิดข้างเคียง (Lateral Thinking) นั้น จะวาดภาพ แบบแผนทางความคิดซึ่งมา กับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการที่ไม่เป็นไปตามวิธีการเดิมๆ (Unorthodox Methods) หรือการเล่นเกมส์กับข้อมูล

การขยายความสามารถทางสมอง หรือการใช้ความคิดด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับปรุงขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เราจะใช้ไม้ขีดไฟ 6 ก้านบนโต๊ะสร้างสามเหลี่ยมที่มีด้านสี่ด้านเท่ากันได้อย่างไร?     หลังจากที่ใช้ ความพยายามอย่างหนัก และไม่ประสบผลสำเร็จในลักษณะสองมิติ ในไม่ช้าเราก็จะเรียนรู้ว่า การทำให้มันเป็น สามเหลี่ยม ด้านเท่าสี่ด้านในรูปสามมิติ เป็นหนทางเดียวที่บรรลุผลสำเร็จได้. ดังนั้น จงหัดคิดแบบเถื่อนๆ (Think Wild) เสียบ้าง ความหมายของคำว่า คิดแบบเถื่อนๆ มิได้หมายความว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรม แต่มีนัยว่า ให้เราใช้จินตนาการทุกชนิด ของความเป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ Imagine all kinds of possibility และหาหนทางอีกทางหนึ่ง (Alternative) มาแก้ปัญหา, รวมไปถึงสิ่งที่เราคิดว่า มันทำไม่ได้ หรือน่าหัวเราะด้วย ยกตัวอย่างเช่น พยายามคิดถึง ความตรงกันข้าม กับสิ่งที่เป็นปกติเท่าที่คิดขึ้นมาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา จากนั้นก็ลงมือทำมัน อย่างจริงจังและประณีต

นอกจากนี้ ในหลายๆ สถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า หรือในที่ประชุมถ้าเผื่อว่าเรามีความเห็นอย่างหนึ่ง และอีกคนมีความเห็น ตรงข้ามกันกับเรา, ให้เราพยายามจินตภาพถึง ความคิดเห็นของคนๆนั้น ดูทีในเชิงกลับกัน จดบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความเห็นของเขาจึงใช้การได้; ต่อจากนั้นลองบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความคิดเห็นของเขาจึงใช้การไม่ได้; และในท้ายที่สุด จดบันทึกถึงสิ่งที่ไม่เข้าประเด็น หรือสอดคล้อง. ผู้คนเป็นจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ ที่ยากลำบาก โดยการไม่ลงรอยกันในการอธิบาย, การกล่าวหากัน และการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง, แทนที่จะ ควบคุม ความคิด ของพวกเขาต่อการกระทำ และการตัดสินใจว่า อะไรสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว.

เราเคยทราบไหมว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้ถูกทำขึ้นมาโดยผ่าน การค้นพบโดยบังเอิญ (Serendipity) หรือการค้นพบบางสิ่ง ขณะที่กำลังค้นหาบางสิ่งอยู่; และให้จำไว้ว่า, สิ่งนี้ได้ทำให้คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์ ตระหนักถึงโอกาสอันหนึ่ง เมื่อมันเสนอตัวของมันเองออกมา. ในภาวะฉุกเฉิน ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตกอกตกใจหรือบ้าคลั่ง แทนที่จะใช้หัวสมอง เพื่อกำหนดตัดสินใจถึงทางเลือกต่างๆของพวกเขา.

สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดหนึ่งของคนเรา ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องก็คือผู้คนส่วนใหญ่มักยึดถือความคิดเห็น หรือทัศนะต่างๆ ของตนเอาไว้ ทั้งนี้เพราะ พวกเขาได้ถูกล้อมกรอบเอาไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก หรือเหตุผลในเชิงอคติต่างๆ. การที่เราจะขยับ ขยาย แนวคิดของเราออกไปให้กว้างขวาง เพื่อคลุมถึงความคิดเห็น ในทางตรงข้ามจากจุดยืนของเรา, บ่อยครั้งจะต้องปลด เปลื้องพันธนาการจากการถูกจำกัดเช่นนี้ให้ได้ และให้เร็ว (ลบอคติออก และไม่ใช้เรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นพันธนาการ). ขณะที่สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มนำโลกไปสู่อาชญากรรม, การติดยาเสพติด และการมีหนี้สิน, ญี่ปุ่นกลับมีอาชญากรรม เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ค่อยมีผู้ติดยาเสพติด , มีความสามารถที่จะชำระหนี้ และเป็นชาติที่มีการศึกษาในโลก. เราคิดกันไหมว่า เหตุผลต่างๆ ในเชิงอคติ และอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทางการสหรัฐจำกัด ตนเองจากการเรียนรู้ จากตัวอย่าง ของญี่ปุ่น หรือมันมีเหตุผลอื่นๆหรือ ?

พอพูดกันมาถึงตรงนี้ ลองทดลองกับเพื่อนของเรา ที่มีสมมุติฐานหรือความเห็นในเชิงตรงข้าม เพื่อดูว่ามันนำพาเราไป ณ ที่ใด. เปิดใจของเราให้กว้างและคิดแบบเถื่อนๆ.

การคิดแบบวิภาษวิธี และการคิดด้วยสมองซีกขวา

นอกจากการใช้ความคิดในแบบข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการในการปรับปรุงทักษะของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ อีก 2 วิธี ซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ต่างๆได้คือ การคิดแบบวิภาษวิธี และ การคิดด้วยสมองซีกขวา

อันแรก, เป็นการคิดในแบบวิภาษวิธี (Dialectic) ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ข้อสรุปเดิม (Thesis), การต่อต้านข้อสรุปเดิม (Anti-thesis), และการสังเคราะห์ข้อสรุปเก่ากับใหม่ (Synthesis) ในที่นี้จะลองยกตัวอย่าง ที่เป็น รูปธรรมคือ ชาวประมงคนหนึ่งใช้วิธีการจับปลาแต่เดิมๆมาตลอด แต่ตอนนี้เขามีครอบครัว และมีคนที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น การจับปลาในแบบเดิมๆจึงไม่พอกิน จะทำอย่างไรถึงจะพอกิน. ออกไปหาปลาไกลขึ้นหรือ เรือก็เล็กเกินไป แทนที่จะจับปลา ก็เป็นการปล่อยปลาแทน จับแล้วนำมาปล่อยในกระชังเลี้ยงดู ดังนั้นเขาจึงได้ปลาเพิ่มขึ้น

อันที่สอง, การคิดด้วยสมองซีกขวา. เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนของคนเรา ซึ่งตามปกติแล้ว สมองในส่วนซีกซ้าย จะทำหน้าที่ครอบงำ สมองส่วนซีกขวาอยู่ตลอดเวลา จนกล่าวได้ว่า เรามีโอกาสใช้สมอง ซึ่งทรงประสิทธิภาพของคนเราเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะนับแต่สังคมได้มาถึงยุคแห่งการใช้เหตุผล (สมองซีกซ้าย), สมองที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก (สมองซีกขวา) เกือบจะไม่ถูกนำมาใช้เลย เพื่อคิดแบบสร้างสรรค์ หรือคิดแก้ปัญหาต่างๆ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการทำงานของสมองส่วนบนทั้งสองซีก(ซ้ายและขวา)ว่า มันทำงานแตกต่างกันอย่างไร? เพื่อว่าเราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ ความคิดสร้างสรรค์

สมองซีกซ้าย 1.เป็นเรื่องของสติปัญญาแบบเหตุผล, 2.เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข, 3.เป็นการคิดแบบนามธรรม, 4.คิดเป็นเส้นตรง, 5.เป็นเรื่องของการวิเคราะห์, 6.ไม่เกี่ยวกับจินตนาการ, 7.คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ, 8.เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย, 9.เกี่ยวข้องกับคำพูด

สมองซีกขวา 1. เป็นเรื่องของสหัชญาน(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล) 2.เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย, 3.เป็นการคิดแบบรูปธรรม, 4. คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง, เห็นภาพทั้งหมด, 5.เป็นเรื่องของการสังเคราะห์, 6.ใช้จินตนาการ, 7. คิดไม่เป็นไปตามลำดับ มีความหลากหลายเชื่อมต่อหลายมุม, 8.เป็นเรื่องของอัตวิสัย, 9.ไม่เกี่ยวกับคำพูด, เห็นเป็นภาพ

แม้ว่าจากการจำแนกจะเห็นว่า สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวา จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน แต่ความจริงแล้วมันเสริมกัน เพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะใช้ความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การคิดด้วยสมองซีกขวา จึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วยให้เราคิดได้มากขึ้น

สมศรี  นวรัตน์    Ph.D รุ่น 3  SSRU

เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์

อะไรคือการสร้างสรรค์ ?

การสร้างสรรค์คือ การทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ซึ่งบางสิ่งนั้นไม่เคยทีอยู่มาก่อน, ทั้งผลผลิตอันหนึ่ง, หรือกระบวนการอันหนึ่ง หรือความคิด-ไอเดียอันหนึ่ง.

อะไรบ้างที่จัดอยู่ในข่ายของการสร้างสรรค์. ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่มามาก่อนให้มีขึ้นมา. การประดิษฐ์สิ่งซึ่งมีอยู่ใน ณ ที่ไหนที่ใดสักแห่งหนึ่งแต่เราไม่รู้ว่ามีมันอยู่แล้ว. การคิดค้นกระบวนการใหม่อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่าง. การประยุกต์กระบวนการที่มีอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ความต้องการอีกครั้ง. การพัฒนาวิธีการใหม่ อันหนึ่งเกี่ยวกับ การมองไปยังบางสิ่งบางอย่าง. การนำมาซึ่งไอเดียหรือความคิดใหม่ ทำให้มันดำรงอยู่ หรือมีอยู่ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงวิธีการมอง ของใครคนใดคนหนึ่งที่มองบางสิ่งบางอย่างไป

พวกเราทั้งหลายต่างก็สร้างสรรค์กันทุกวัน เพราะเราเปลี่ยนแปลง ไอเดียหรือ ความคิดซึ่งเรายึดถือ เกี่ยวกับโลกรอบตัวเรา ต่างๆ อยู่เสมอ. การสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาให้กับโลก แต่มันอาจจะ เกี่ยวข้อง กับพัฒนาการ บางสิ่งบางอย่างให้ใหม่ขึ้นมาเล็กๆน้อยๆเพื่อตัวของเราเอง. เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวของเราเอง, โลกก็จะเปลี่ยน แปลงไปพร้อมกันกับเรา ทั้งการที่โลกได้รับผลกระทบโดยการกระทำที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเรา และในวิถีแห่ง การเปลี่ยนแปลง ที่เราได้มีประสบการณ์กับโลก.

ความคิดสร้างสรรค์จึงมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการผลิตสินค้า การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ กระบวนการที่คิดขึ้นมา และการบริการที่ดีขึ้น. เราคาดหวังกันว่า การสร้างสรรค์นั้นจะช่วยเราในหลายๆด้าน, เช่น องค์กร ของเราดีขึ้น, ลูกค้า หรือคนที่รับบริการจากเรามีความสุขมากขึ้น โดยผ่านการปรับปรุงขึ้นมา ใหม่นี้ใน ด้านคุณภาพ และปริมาณที่ผลิตออกมา

สมศรี  นวรัตน์  Ph.D.  รุ่น  3  SSRU

เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์

อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ ?

ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีไอเดียใหม่ๆ. มันเป็นการผสมผสานเของไอเดีย หรือความคิดต่างๆ ซึ่งไม่เคยผสมรวมตัวกันมาก่อน. การระดมสมอง(brainstorming) เป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์: มันทำงานโดย การรวบรวมไอเดียต่างๆที่กู่ก้องดังออกมาโดยใครบางคน ผสมรวมกัน กับของเรา เพื่อสรรค์สร้าง ไอเดียใหม่ อันหนึ่ง. คุณได้ใช้ประโยชน์ไอเดียนั้นของคนอื่นในฐานะแรงกระตุ้น. ไอเดียใหม่ต่างๆได้รับการก่อตัวขึ้นมา โดยการผสม รวมตัวของไอเดีย ที่มีอยู่ในใจเรา กับไอเดียที่ดังขึ้นของคนอื่น

โดยไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็ยังคงเกิดขึ้นมา แต่โดยปกติแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ; ความบังเอิญ หรือโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหนทางที่แตกต่าง และเราได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นประโยชน์. ความเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันเกิดขึ้นมา อย่างช้าๆโดยผ่าน การใช้ความคิดสติปัญญา อันบริสุทธิ์ และความก้าวหน้าเชิงตรรกะ การอาศัยความก้าวหน้าโดยความบังเอิญหรือในเชิงตรรกะ หลายครั้ง ต้องใช้เวลานานมากสำหรับการผลิตเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุง

ดังนั้น การใช้เทคนิควิธีพิเศษ, ความคิดสร้างสรรค์อันละเอียดอ่อนประณีตสามารถถูกนำมาใช้ได้เพื่อพัฒนาไอเดียใหม่ๆ. เทคนิคดังกล่าวจะช่วยทำให้ หรือไปบังคับให้เกิดลำดับการณ์อันกว้างขวางของการผสมผสานไอเดีย เพื่อจุดประกาย ความคิด ใหม่ๆและกระบวนการใหม่ๆ. การระดมสมองเป็นหนึ่งในเทคนิคพิเศษเหล่านี้ แต่ตามขนบประเพณี แล้ว มันจะเริ่มต้น ด้วยไอเดียที่ไม่ธรรมดา(start with un-original ideas).

ด้วยปฏิบัติการ, ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(การค้นหาอยู่เสมอ, การตั้งคำถาม และการวิเคราะห์ ที่พัฒนาได้โดย ผ่านการศึกษา, การฝึกฝนและการรู้ตัวของเราเอง) ได้เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา. ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(ongoing creative thinking)ทำให้ ทั้งความบังเอิญและความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอกตั้งใจเกิดขึ้นมาได้มากที่สุด. ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่องต้องใช้เวลา และปฏิบัติการอย่างใจจดใจจ่อเพื่อกลายมาเป็นทักษะที่สมบูรณ์ และในไม่ช้า ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายมาเป็นท่าที ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไป

สมศรี  นวรัตน์  Ph.D  รุ่น  3  SSRU

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์                  หนูได้เข้า www.Google.com ทำให้หนูมี Skill เพิ่มขึ้น ทราบรายละเอียดของงานวิจัยเพิ่มขึ้นจริง ๆ คะ หนูได้ค้นหาเรื่องกระบวนการวิจัยทรัพยากรมนุษย์  มาเรียนอาจารย์ดังนี้คะ

       

  การตระหนักถึงปัญหา สิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดในกระบวนการวิจัยก็คือ การตระหนักถึงปัญหาที่มีอยู่ เช่น จุดใดที่มีการ ขาดงาน และออกจากงานมีมากที่สุด จำนวนคนงานที่ขาดงาน หรืออกจากงานอาจทำให้สุขภาพขององค์การดีขึ้นก็ได้ ผู้บริหารอาจพิจารณา แล้วเห็นว่าการขาดงาน และการออกจากงานของพนักงานไม่เป็นปัญหา เพราะพนักงานเหล่านี้ ไม่เหมาะสมกับองค์การอยู่แล้ว ซึ่ง การพิจารณาดังกล่าวอาจเป็นที่สงสัยของผู้วิจัยว่าผู้บริหารไม่ได้ตระหนักถึงปัญหา ในความเป็นจริงปัญหาอาจมีสาเหตุมาจาก กระบวนการคัดเลือกไม่ดีพอ การฝึกอบรมทางการบริหารไม่เพียงพอ หรือาจากสาเหตุอื่น หรืออาจจะเป็นอย่างที่ผู้บริหาร พิจารณา ไว้ก็ได้

กระบวนการวิจัยทรัพยากรมนุษย์

1. การระบุปัญหา

ขั้นต่อมาก็คือการระบุความมุ่งหมายของการวิจัยให้ชัดเจน อุปสรรคที่สำคัญที่ต้องเอาชนะก็คือ ปัญหาไม่ใช่อาการของปัญหา ดังนั้นจึงต้องระบุปัญหาให้ชัดเจน

2. การเลือกวิธีสอบถาม

วิธีการสอบถามที่เลือกมาใช้ขึ้นอยู่ลักษณะของการวิจัยอาจเป็นวิธีกรณีศึกษา วิธีการสำรวจหรือการทดลอง ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ทุกวิธีที่ใช้ในการวิจัยได้อย่างไรก็ตาม การวิจัยทรัพยากรมนุษย์ส่วนมากจะใช้วิธีกรณีศึกษา หรือวิธีการสำรวจ

3. การเลือก และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม

เครื่องมือเชิงปริมาณหลายอย่างสามารถนำมาใช้กับการวิจัยทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากผู้บริหารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องมือเหล่านี้ อย่างไรก็ตามผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความสะดวกในการใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ สถานที่สมควรใช้เครื่องมือจุดอ่อน และ จุดแข็งของแต่ละวิธี และวิธีการตีความผลที่ได้จากการวิจัย การเลือกเครื่องมือจึงขึ้นอยู่กับ ความมุ่งหมายเฉพาะ ของการ ดำเนินการวิจัยนั้น

4. การแปลผลการวิจัย

ผู้วิจัยเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับปัญหาในการวิจัยจึงควรเป็นผู้แปลผลการวิจัยไม่ใช่บุคคลภายนอก หรือบุคคล ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับการวิจัยมาโดยตลอด ซึ่งอาจทำให้การแปลผลการวิจัยผิดไป

5. การนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ

ขั้นที่ค่อนข้างยากในกระบวนการวิจัยก็คือการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ ผลการวิจัยอาจแสดง ถึงความจำเป็นที่จะต้อง ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ผู้วิจัย หรือผู้บริหารจะเป็นตัวกระตุ้น ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็น เรื่องที่ค่อนข้าง ทำได้ลำบากอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยก็อยู่ที่ การนำผลการวิจัยไปลงมือปฏิบัติ ให้เกิดการแก้ปัญหา ตามผลการวิจัย ที่ค้นพบ

6. การประเมินผลการปฏิบัติ        

ความเพียรพยายามในการวิจัยอาจจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีการประเมินการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ การประเมินผลการ ปฏิบัติจึงต้องมีวัตถุประสงค์ในการประเมินเพื่อให้ทราบว่าการนำไปปฏิบัตินั้นแก้ไขปัญหาได้หรือไม่เพียงใด ผลการประเมินจะสะท้อนให้เห็นการตระหนักถึงปัญหา ช่วยสนับสนุน ความเพียรพยายามในการวิจัยต่อไป และช่วยในการคิดทบทวนถึงความจำเป็นในการวิจัย

 

ท่านอาจารย์คะ การเข้าอ่านในInternet หรือการอ่านหนังสือทำให้เรามี Knowledge เพิ่มขึ้นจริง ๆ นะคะ

 

  สมศรี  นวรัตน์  Ph.D รุ่น 3  SSRU

 

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์

 หนูได้อ่านเอกสารที่ท่านอาจารย์ได้ให้มา

  ตอนที่ 8.1  บทบาททรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

8.1.1    ความหมายของทรัพยากรมนุษย์และโลกาภิวัตน์

8.1.2        ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์

ตอนที่    8.2  แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

8.2.1        ทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

8.2.2        การเกษตรกับสังคมฐานความรู้

ตอนที่    8.3  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเกษตร

8.3.1        บทบาททรัพยากรมนุษย์ต่อการจัดการทรัพยากรเกษตร

8.3.2        การประยุกต์แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการจัดการทรัพยากรเกษตร

แนวคิด

            1.การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร   ซึ่งมองว่าทรัพยากรมนุษย์เปรียบเสมือนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง  เช่นเดียวกับ  ที่ดิน  น้ำ  และอื่น ๆ ซึ่งจะต้องถูกจัดการ  เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด  ซึ่งได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งทางเทคโนโลยี  เศรษฐกิจและการค้า  สังคม  และสิ่งแวดล้อม

2.แนวคิดการเรียนรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แนวคิดและทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  คือ ทฤษฎี  8 K’s, 5K’s, ทฤษฎี 3 วงกลม, แนวคิดของ  Peter Senge และทฤษฎีของคุณพารณ  อิศรเสนา    อยุธยา  และทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ  ในการเป็นสังคมการเรียนรู้  ซึ่งจะช่วยในการดำเนินชีวิตของทรัพยากรมนุษย์ต่าง ๆ ในการเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง

3.บทบาทและหน้าที่ของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรและการประยุกต์แนวคิด  ทฤษฎีต่าง ๆ  ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

เรื่องที่  8.1.1  ความหมายของทรัพยากรมนุษย์และโลกาภิวัตน์

1.      ความหมายของทรัพยากรมนุษย์

ทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Resource ในระดับองค์การ  จะหมายถึง  คนที่มีความพร้อม  มีความตั้งใจ  มีความสามารถที่จะอุทิศตนให้แก่เป้าหมายขององค์การ  หรือเป็นบุคคลในองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าของระบบการบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้

พระธรรมปิฎก  ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับมนุษย์  โดยมองมนุษย์เป็นสองมิติ  คือ

1)                  มองว่าเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกและมีความสามารถ  มีศักยภาพสามารถพัฒนาได้  คือ  ความหมายในฐานะเป็นคน  ซึ่งพัฒนาเพื่อตัวของเขาเองให้เป็นชีวิตที่มีคุณค่า  เป็นชีวิตที่ดีงามและสมบูรณ์ในตัวเอง

2)                  มองมนุษย์ในฐานะ เป็นทรัพยากร  เป็นเครื่องมือหรือเป็นทุน  เป็นปัจจัย  เป็นผู้ผลิต  เป็นผลผลิตและพัฒนาเพิ่มผลผลิตได้  เพิ่มศักยภาพในการผลิตได้  เพิ่มมูลค่าทุนได้ ซึ่งมนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากรนั้นสามารถจัดการบริหารได้  จัดสรรให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า

 2.      ความหมายของโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์หรือโลกานุวัตร  (globalization)  คือ  ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร  การคมนาคมขนส่ง  และเทคโนโลยีสารสมเทศ  อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ  การเมือง  เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล  ชุมชน  หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล  ทั่วทั้งโลก

สรุปได้ว่า  กระบวนการโลกาภิวัตน์  คือ กระบวนการเศรษฐกิจโลกไร้พรมแดนหรือบางคนอาจเรียกว่า กระบวนการทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวหมายถึงการทำให้ทุนนิยมโลกได้แก่  ระบบเงินตรา  เงินทุน  การผลิต  การขายสินค้า  และการบริการต่าง ๆ สามารถทะลุทะลวงพรมแดนของประเทศต่าง ๆ ได้โดยโลกทั้งโลก  คือ  ตลาดเดียว  เราอาจเรียกขบวนการโลกาภิวัตน์ว่าเป็น  ขบวนการครอบโลก

 

 สมศรี  นวรัตน์  Ph.D รุ่น 3 SSRU

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ ที่เคารพอย่างสูง

หนูได้ค้นข้อมูลทาง Internet พบว่า

การวิจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์(Human Resource Management Research) การวิจัยเป็นกระบวนการต่างๆที่ดำเนินไปอย่างมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินงานกับข้อมูล วิเคราะห์ และตีความหมายข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบอันถูกต้องต่อปัญหา หรือคำถามที่ได้ตั้งไว้ การวิจัย การบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นสหวิทยาการทำให้ยากลำบากและสับสนมีคนสนใจน้อย

ประเภทการวิจัย

- การวิจัยหลัก (Basic or Exploratory research) เพื่อสร้างองค์ความรู้ และทฤษฎี

- การวิจัยประยุกต์ (Applied or Operational research) เพื่อแก้ปัญหา

รูปแบบการวิจัย ทัศนะของ Flippo De, Cenzo & Robbins, Mondy & Noe

1. การวิจัยแบบทดลอง (Controlled experiments) - Controlled experiments - Experiment

2. การวิจัยสำรวจ (Survey) เช่น การทำโพล - Survey - Survey feedback

3. การศึกษาประวัติ(Historical studies)จากข้อมูลทุติยภูมิHistorical Studiss Ethod

4. การวิจัยกรณีศึกษา (Case studies) ศึกษาวิธีการแก้ปัญหา Case studies

5. การจำลองเหตุการณ์ (Simulation)เรื่องที่ควรทำวิจัย (ตามทัศนะของ Flippo)

จุดเน้นของการวิจัย (ตามทัศนะของ Mandy & Noe)

การจัดหาบุคลากร(Procurement)คือการเพิ่มผลผลิต(Increase Productivity)

การพัฒนา (Development)ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัย ต่อไปนี้

1. การจ่ายค่าตอบแทน (Compensation) - การจัดการที่มีประสิทธิภาพ

2. การประสานประโยชน์ หรือการบูรณาการ (Integration) - การวางแผน การสรรหาและคัดเลือก

3. การธำรงรักษา (Maintenance) - การฝึกอบรมและพัฒนา 4. การพ้นจากงาน (Separation) - การจ่ายค่าตอบแทน พนักงานสัมพันธ์ O&S

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

 1. ประชากร (Demographic factor) ไม่ใช่ดูแต่จำนวน ต้องเน้นคุณภาพด้วย

 2. ความเสมอภาคในโอกาสเข้าทำงาน (Affirmative action) 3. แนวความคิดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD)

4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Technological factor)

5. การรวมตัวของผู้ปฏิบัติงาน (Union factor)

แนวโน้มของ HR (ในทัศนะของ De Cenzo & Robbins)

1. องค์การจะเกี่ยวข้องกับ HR มากขึ้น (concern by organization with HRM)

2. ทัศนคติดีขึ้น ไม่มีการขู่ไล่ออก แต่ใช้วิธีเชิญออก (removal of termination as a threat)

3. แยกเป็นสองกลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน ผู้ใช้แรงสมอง (creation of bimodal workforce)

4. ฝ่ายจัดการต้องทำให้องค์การเล็ก แต่มีประสิทธิภาพ (lean and mean)

5. คู่สมรสต้องทำงานทั้งสองคน (dual-career couples)

6. ประโยชน์เกื้อกูล และสุขภาพ (benefits and health)

7. การทำงานที่บ้าน (working at home)

 8. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับพนักงาน (matching the environment to employee : ergonomics)

 9. สหภาพแรงงานลดบทบาทลง (decline of unions)

ในทัศนะของ Singer – ภาคเอกชน (ในทัศนะของ Stahl – ภาครัฐ)

1. กฎระเบียบของรัฐบาล

2. ยังคงยึดถือระบบคุณธรรม(ยาเสพติด โรคเอดส์ สิทธิส่วนตัว)

3. ผู้ทำงานต้องมีความสามารถสูง

4. การเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคน

3. การศึกษา (ฝึกอบรม พัฒนา) ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง (สรรหา รักษา คนกลุ่มน้อย ผู้อาวุโส-อ่อนวัย)

5. จริยธรรมจะมีบทบาทมากขึ้น 6. การจัดการระหว่างประเทศ

7. ฝ่ายบริหารจะต้องมีความมั่นใจ(โลกาภิวัฒน์ , competitive advantage)

6. ใช้ความมั่นใจให้เกิดประโยชน์

7. สถานภาพของสหภาพแรงงาน

8. ลดการใช้ระเบียบ ข้อบังคับ(การปรับเปลี่ยนกลวิธี)

9. การบริหารเป็นงานที่ท้าทาย (ไปทั่วโลก) (worldwide challenge)

10. การตรวจสอบหน้าที่ในการจัดการ HR

11. การบริหารต้องมีหลักเกณฑ์ (เป็นวิทยาศาสตร์) (การออกจากงาน การขาดงาน พนักงานสัมพันธ์) 10.ต้องส่งเสริมให้ภาครัฐได้รับความสนใจ

 สมศรี นวรัตน์ Ph.D ร่น 3 SSRU

Workshop 1:      วิเคราะห์ Michael Jackson กับทฤษฎีทุนมนุษย์ 8 K’s และ 5 K’s

8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภท พื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

Human Capital                                   ทุนมนุษย์

Intellectual Capital                           ทุนทางปัญญา

Ethical Capital                                    ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital                            ทุนแห่งความสุข

Social Capital                                      ทุนทางสังคม

Sustainability Capital                       ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital                                     ทุนทาง IT

Talented Capital                           ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

 

5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

Creativity Capital                              ทุนแห่งการสร้างสรรค์

Knowledge Capital                          ทุนทางความรู้

Innovation Capital                           ทุนทางนวัตกรรม

Emotional Capital                             ทุนทางอารมณ์

Cultural  Capital                                 ทุนทางวัฒนธรรม

................................................................................................................................................................................

กลุ่มที่ 1 (คุณธนพล คุณสมศรี คุณสุนันทา)

วิเคราะห์ว่า Michael Jackson

·         ขาด Ethical Capital – จากข่าวเรื่องทำอนาจารย์เด็กชาย

·         ขาด Happiness Capital – เริ่มจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ครอบครัวไม่อบอุ่น

·         ขาด Sustainability Capital

เขาเป็น Human Capital of the world (Macro) แต่ในระดับตัวเอง (Micro) กลับไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าหาก Michael Jackson ไม่ขาดทุนทั้ง 3 ประการข้างต้นเขาจะเป็น Human Capital of the world ตัวจริง

กลุ่มที่ 2 (คุณฉัตรแก้ว คุณจิราพร คุณสมศรี)

วิเคราะห์ว่า Michael Jackson

·         มีทักษะ พรสวรรค์

·         มี Creative และมี Innovation ใหม่ ๆ คือ เป็นคนแรกของโลกที่สร้างอาชีพใหม่ ๆ ทางด้านการเต้น และประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขาย

·         ขาดทุนทางปัญญา ทำให้การคิดและการตัดสินใจบางอย่างของเขามีความผิดพลาด

กลุ่มที่ 3 (คุณสกลชัย คุณฐิติรัตน์ คุณรัชศักดิ์)

วิเคราะห์ว่า Michael Jackson

·         หากมองในแง่ของการทำงานเขาน่าจะมีครบทุกทุน แต่ถ้ามองเป็นตัวบุคคลจะเห็นว่าเขาขาดทุนบางประการโดยเฉพาะเรื่องทุนทางจริยธรรมดังที่เป็นข่าว

·         หากมอง 5 K’s ในด้านการทำงานเขามีทุนทางด้านความรู้และความคิดสร้างสรรค์เยอะ

 

กลุ่มที่ 4 (คุณชัยธนัตถ์กร คุณลัดดา  คุณทักษิณานันท์ คุณวัชรินทร์)

วิเคราะห์ว่า Michael Jackson

·         ขาด Ethical Capital

·         ขาด Happiness Capital

·         ขาด Sustainability Capital

แต่สิ่งที่ขาดมากที่สุดน่าจะเป็นทุนแห่งความสุข

และหากมองเรื่อง 5 K’s แล้ว สิ่งที่เขามีมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Cultural Capital คือเขาสามารถทำให้วัฒนธรรมในแบบของอเมริกาให้ดังไปทั่วโลก

Workshop 2:      อ่านบทความ”นักการเมืองผู้หญิงไทยฯ” แล้ว ประเทศไทยได้อะไร?

กลุ่มที่ 4 (คุณชัยธนัตถ์กร คุณลัดดา  คุณทักษิณานันท์ คุณวัชรินทร์)

·         ประเทศไทยได้แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตในแง่ของเศรษฐศาสตร์ เช่น เรื่องผู้สูงอายุ

กลุ่มที่ 3 (คุณสกลชัย คุณฐิติรัตน์ คุณรัชศักดิ์)

·         คนไทยต้องมองเรื่องการเลือกผู้แทน เป็นมุมมองที่จะเลือกคนเก่ง คนมีความรู้มากขึ้น ให้โอกาสผู้หญิงมากขึ้นโดยเลิกความคิดแบบเดิม ๆ ที่เลือกจากครอบครัวที่มีอิทธิพล

กลุ่มที่ 1 (คุณธนพล คุณสมศรี คุณสุนันทา)

·         เรื่องทุนมนุษย์ เช่น เรื่องของการเกษียณอายุที่อายุ 60 ปี ควรจะยกเลิกได้แล้ว

กลุ่มที่ 2 (คุณฉัตรแก้ว คุณจิราพร คุณสมศรี)

ทำให้คนไทยได้คิดนอกกรอบ เช่น เรื่องการเมืองควรจะมีมุมมองใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิมและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทย

Workshop 3:     

  • เลือกจากบทความออกมาเป็น Research Research Hypothesis 1เรื่อง
  • จากการวิเคราะห์เรื่อง Michael Jackson เลือกมากเป็น Research Hypothesis 1 เรื่อง

กราบเรียน  ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์

            วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์)  ขออนุญาตคุยกับท่านอาจารย์เรื่อง เปรียบเทียบความสุขของคนไทย(หนู)กับคนญี่ปุ่น ในฐานะผู้ที่ต้องบริโภคการขนส่งมวลชน ตอนที่ 1 จากการที่หนูได้ไป ทัศนศึกษาช่วงวันที่  48 กรกฎาคม ณ. เมือง Tokyo  กับเพื่อน 4 คน  ไปกันเองคะ เพราะสะดวกในการ Planning สิ่งที่อยากจะศึกษาเพราะการวางแผนที่จะศึกษาจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์  เนื่องจากช่วงนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นฤดูฝนเหมือนกับบ้านเราเมืองไทย  โดยไปลงที่สนามบิน Narita Airport  หนูพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีมาก  ๆ แสดงถึงผู้นำประเทศแต่ละยุคแต่ละสมัยของญี่ปุ่น เขามี Vision ดีเยี่ยมมาก  มีการวางแผนระยะยาวได้ดี  ในเรื่องการคมนาคมเพราะหลังจากนั้นหนูเดินทางไป Tokyo ด้วยรถไฟ Keisei  Limited Express เพื่อเข้าพักที่โรงแรม Sky  Court Asakusa  ระหว่างเดินทางหนู ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงได้เจริญรวดเร็ว (หลังจากแพ้สงครามโลก) ในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งมวลชน  ในความคิดวิเคราะห์ของหนู  คิดว่าตรงกับทฤษฎีของท่านอาจารย์  จีระ  หงส์ลดารมภ์ นั่นเอง  คือ ต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องมีทุนทั้ง 8 ทุน (8K’s) เพิ่มเติมในยุคโลกาภิวัตน์ อีก  5K’s และเพิ่มการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขเพราะมนุษย์เมื่อได้รับการ Development แล้ว   จะสามารถดำเนินชีวิต อย่างมีความสุขได้  โดยทุนทางความสุขที่มนุษย์ควรมี  ซึ่งหนูได้เห็น  ได้สัมผัสที่ประเทศญี่ปุ่นคือ เมื่อหนูขึ้นไปในรถไฟ  หนูได้พบว่า คนญี่ปุ่นมีการเดินทางที่สะดวกไม่ต้องขับรถเอง ไม่ต้องรอรถติด  ไม่ต้องยุ่งยากในการหาที่จอดรถ  ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือขับรถไปชนคนอื่น  ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมัน (ซึ่งบ้านเราราคาแพงมาก)  และเมื่อเขาขึ้นมานั่งรถไฟทุก ๆคนไม่ว่าจะอายุมากขนาดไหนทุก ๆ คนที่ขึ้นรถจะมีหนังสือติดมือไว้สำหรับอ่านเกือบ 80 %  คนญี่ปุ่นชอบอ่านหนังสือและถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็จะนั่งเล่นComputerผ่านมือถือ(Mobile)ซึ่งหนูทราบที่หลังว่า เขาไม่ได้เล่นเกมส์เหมือนเด็กเมืองไทยแต่เขาอ่านหนังสือพิมพ์  ข่าวสารด้านต่าง ๆ ผ่านหน้าจอมือถือ เช่น อ่านข่าวกีฬา ผ่านMobile  ไม่ต้องถือหนังสือจำนวนหลาย ๆ เล่ม  ลดการพิมพ์หนังสือ และไม่ต้องใช้กระดาษมากมาย(ต้นไม้ถูกตัด)เหมือนบ้านเรา  จากการนั่งรถไฟจากสนามบินNaritaเพื่อเข้าไปเมืองTokyoใช้เวลาเกือบชั่วโมง   หนูเห็นคนญี่ปุ่นใช้เวลาที่คุ้มค่า(ทุนทางมนุษย์+ทุนด้านเวลา)ของประเทศ  เขาได้ใช้เวลาช่วงที่อยู่ในรถเพิ่มKnowledgeให้กับตัวเอง  โดยการอ่านหนังสือหรือติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา

            สรุปได้ว่าช่วงเวลา  1  ชั่วโมงในรถไฟ คนญี่ปุ่นมีความสุขมากเมื่อเทียบกับหนู (คนไทย) ที่นั่งรถเข้าไปกรุงเทพ ฯ ซึ่งระยะทางและเวลาพอ ๆ กัน แต่หนูมี ความสุขน้อยกว่าคนญี่ปุ่นมากมาย ดังนี้

1. หนูนั่งรถจากเพชรบุรีเข้ากรุงเทพ ฯ หนูไม่สามารถอ่านหนังสือได้ เพราะความไม่สะดวกของการเดินทาง  การไม่เข้าถึงบริการที่เอื้อต่อการอ่านหนังสือ ระยะเวลาที่เดินทางเท่ากัน หนูได้แค่ฟัง MP3 ที่บันทึกเสียงของท่านอาจารย์จีระและท่านอาจารย์สมชาย ไม่ได้อ่าน Paper ที่จริงแล้วหนูชอบอ่านจาก Paper มากกว่า เพราะได้ฝึกสายตาและสมอง มากกว่าฟังจาก MP3 หนูคิดว่าถ้าเมืองไทยสามารถพัฒนาการขนส่งทางรถไฟให้ดีได้ สามารถบริการสะดวกรวดเร็วกว่ารถไฟไทยในปัจจุบันที่ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ที่บริการดี ๆ คงจะทำให้ Human Capital ตัวหนูและอีกหลาย ๆ คน ใช้เวลาตรงนี้ได้ดี มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นอีกมาก

2.  เมื่อหนูสามารถอ่านหนังสือ อ่านสารคดีที่ดี ๆ  ในช่วงที่เดินทางชั่วโมงกว่า ๆ  ถ้าได้อ่านหนังสือดี ๆ  บวกกับ สิ่งที่หนูมีประสบการณ์ (Experience) จากหน้าที่และงานที่ทำในเรื่อง Community Heath คือการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ให้คนในพื้นที่ที่หนูรับผิดชอบ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก (Pro-Active) มากกว่าเชิงรับ คือสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชนตามบริบท (Context) ตนเองและระบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวนโยบาย 6 อ.  คือ 

1.  อาหาร  ต้องรสไม่จัด (อ่อนหวาน  อ่อนมัน  อ่อนเค็ม)  ในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสม

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง  3 5 วันต่อสัปดาห์ คนไทยจะไม่อ้วนลงพุง นำสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน ฯลฯ 

3.  อารมณ์  คนถ้าไม่เจ็บป่วย สุขภาพดี  อารมณ์จะดี  การเดินทางมาพบแพทย์ซึ่งพยาบาลไม่มากมายเช่นทุกวันนี้ (เชิงรับ) การใช้เวลารอการตรวจนานมากแต่ได้คุยกับแพทย์ไม่เกิน 2 นาที  คนไม่เจ็บป่วย ไม่เครียด  ความสุขก็จะเกิด  (Happiness)

4.  อโรคยา   ต้องตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะเมื่ออายุ  35  ปีขึ้นไป เพราะเป็นวัยที่เริ่ม เสื่อมสภาพของร่างกาย 

5.  อนามัยสิ่งแวดล้อม   ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางอากาศ โลกร้อน เมืองไทยยิ่งร้อนกว่าประเทศญี่ปุ่นเพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร(ยังไม่รวมร้อนใจอีกนะคะ)  มลภาวะที่เป็นพิษ  ทั้งเรื่องเสียงดังเกินเกณฑ์ที่กำหนด  การใช้กล่องโฟร์มบรรจุอาหาร  การตัดต้นไม้โดยเฉพาะไม้สักทอง  โดนตัดเหมือนเย้ยยันต่อกฎหมาย  อากาศเป็นพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อ.เขาย้อย  จ.เพชรบุรี  ของหนูเป็นเขตอุตสาหกรรม มีมลพิษมากมาย  ชาวบ้านเคยปลูกข้าว ก็ปลูกไม่ได้ มีโรงงานมาตั้งเต็มไปหมด  น้ำฝนที่เคยดื่มได้ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม (กลายเป็นสังคมเมือง)

6.  อบายมุข โดยเฉพาะ บุหรี่ สุรา ยาเสพติด สารเสพติด นำไปสู่การเป็นโรคที่อันตราย เช่น โรคมะเร็งปอด, โรคถุงลมโปร่งพอง ฯลฯ 

ถ้าหนูอยู่ในเมืองที่มีการขนส่งมวลชนดี ๆ และมีเวลาเดินทางในชั่วโมงกว่า ๆ หนูจะสามารถคิดงานใหม่ ๆ ได้ (Creative) โดยทำโครงการในลักษณะเชิงรุกในการสร้างเสริมสุขภาพดี ๆ ขึ้นเสนอของบประมาณสนับสนุนจาก อบต.ที่เป็นภาคีเครือข่ายได้อีกอย่างน้อย 1 2 เรื่อง เช่น ตอนนี้กำลังทำโครงการ ออกกำลังละลายไขมันคือการให้รางวัลชีวิต  คือค้นหา Target group  ที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์(BMI)  แล้วส่งเสริมให้เขาออกกำลังกายมาก ๆ  โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในบริบทให้เกิดประโยชน์และมีศักยภาพเช่น สร้างและใช้สนามฟุตบอลของหนุ่มสาว  มีสนามเปตองสำหรับผู้สูงอายุได้เล่นกีฬา  จากนั้นใช้เวลาอีก  6 เดือนในการเจาะหาค่าไขมัน  และค่า BMI  แต่ต้องมี  Data Baseอยู่ก่อนแล้ว และนำค่าก่อนทำโครงการและค่าหลังจากทำโครงการมาเปรียบเทียบกันว่า ค่าBMIและค่า Cholesterol, HDL,LDL, Triglyceride  แล้วดูภาพรวม(Total)ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?    การทำงาน เชิงรุก”  จะเป็นInnovation ที่หนูคิดว่าจะช่วยลดความเสี่ยง(Risk)ไม่ให้คนในชุมชนป่วยมากขึ้น  เป็นการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มเสี่ยง(Risk) คือ คนที่มีค่า BMI เกินเกณฑ์, มีค่าไขมันสูงเกินเกณฑ์เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคหลอดเลือดหัวใจ การประเมินผล  จะเก็บข้อมูลทั่วไป  เช่น เพศ อายุ  การศึกษา  อาชีพ  ค่าBMI  ค่าไขมันในเลือด ค่าBlood Pressure แล้วนำไปวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS จะได้ค่าออกมาว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีสุขภาวะดีขึ้น  เท่าเดิมหรือแย่ลง (อ้วนขึ้น)  เมื่อผลการวิเคราะห์ออกมา หนูจะคืนข้อมูลสู่ชุมชน  ผ่านอาสาสมัคร สาธารณสุข  (อสม.),กำนัน,ผู้ใหญ่บ้านและนำเสนอในเวลาร่วมประชุมกับ อบต.ท่าช้าง  ซึ่งหนูเข้าร่วมประชุมเดือนละ 1 ครั้ง  ไม่ทราบว่าจะเป็น Social Capitalได้หรือไม่นะคะ? เพราะเมื่อเราคืนข้อมูลสู่ชุมชนแล้ว ชุมชนก็จะรู้สถานะสุขภาพของชุมชน และคืนเจ้าตัว(ผู้เข้าร่วมโครงการด้วย)ทำให้เขาเกิด Intellectual Capital ในการดูแลสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองใน 6 อ.  ขณะนี้หนูกำลังตั้งชมรม  คนรักสุขภาพไม่กินหวานจัด  มันจัด  เค็มจัด” โดยใช้กิจกรรม  6 อ. และถ้าใครสามารถลดน้ำหนักได้ภายใน  6 เดือน โดยที่เราจะมีการพบปะพูดคุยและยกย่อง ชมเชย เป็นRewordชนิดหนึ่ง มีการมอบประกาศนียบัตรจากท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านลาดและนำรายชื่อคนเหล่านั้นประกาศออกเสียงตามสาย วิทยุชุมชนและสวท. เพชรบุรี  เขาจะภูมิใจตนเองขณะเดียวกันคนในชุมชนก็จะภูมิใจด้วย รวมถึงครอบครัวก็จะยินดีด้วยคะ

            วันนี้หนูคุยกับท่านอาจารย์ยาวไปหน่อยนะคะ  เรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น  แล้วนำมาประยุกต์และเปรียบเทียบในเรื่องคนไทย(หนู)กับคนญี่ปุ่นโดยวันนี้คุยกับอาจารย์เรื่องระบบขนส่งมวลชนและการIntegrationให้เข้ากับทฤษฎี 8K’s + 5K’s และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามทฤษฎี 3 วงกลมของท่านอาจารย์  เพื่อใช้ "การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กร" โดยเฉพาะของโรงพยาบาลบ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และวันที่ 13-14 กรกฎาคมนี้ หนูได้รับเชิญจากกรมโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อโดย  ไปพูดเรื่องโครงการ สุขภาพดีวิถีใน Model รุก รับ ลึก ด้วยทีมภาคีเครือข่ายมิตรภาพบำบัด ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ท ดอนเมือง วันนี้หนูขอยุติการพูดคุยกับอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ 

 

สมศรี  นวรัตน์  รพ.บ้านลาด  จ.เพชรบุรี   Tel. 081-9435033, 089-2549166

 

เรียนท่านอจ.จีระ หงส์ลดารมณ์

ขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านใส่ใจพวกเราอย่างมากนะครับ

ธนพล

และ

Ph.D.3 SSRU

เรียนท่านอจ.จีระ หงส์ลดารมณ์

ขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านใส่ใจพวกเราอย่างมากนะครับ

ธนพล

และ

Ph.D.3 SSRU

Dear All

Khun Ladda Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ เป็นข้อมูลนะครับ

ladda pinta <lemon_2910@hotmail.com>

บ ท ที่ ๗

ยุทธศาสตร์การเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจจะต้องสามารถสร้างให้เกิดเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกันที่เอื้อต่อการปรับตัวเมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งจะต้องมีสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ทั้งนี้ จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทัน มีการปรับโครงสร้างการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตแทนการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกิจกรรมในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างสมดุล เพื่อสร้าง

มูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดภายในและภายนอกประเทศตลอดจนสร้างความแปลกใหม่เพื่อนำตลาด นำไปสู่การเพิ่มการจ้างงาน การยกระดับรายได้ที่แท้จริงและคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ

ในปัจจุบันปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวยังมีประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพของคน ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และบริการโครงสร้างพื้นฐานที่คุณภาพไม่ดีพอ การเสริมสร้างให้ปัจจัยเหล่านี้มีคุณภาพและ

เพียงพอเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะทำให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์โดยอาศัยนโยบายและมาตรการระดับมหภาคโดยลำพัง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งต่อธุรกิจพื้นฐานด้านการผลิต การค้า และบริการ

ภาคการผลิตในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวที่ค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะที่โลกปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่อาศัยฐานความรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยพืชเกษตรหลักไม่สามารถแข่งขันได้ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะที่ดินและทรัพยากรน้ำ ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของฐานการผลิตและเป็นปัญหาต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งสถาบันเกษตรกรยังขาดความเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคการเกษตรโดยรวม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนในกระบวนการผลิตสูง เนื่องจากแรงงานขาดทักษะและไม่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพต่ำ ขาดการออกแบบที่ดี รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิต ขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ และขาดกลไกที่จะประสานเชื่อมโยงธุรกิจข้ามชาติในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน รวมทั้งผู้ประกอบการของไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวเพื่อการแข่งขันในตลาดที่มีพลวัตและผันผวนสูงขึ้นได้

ในด้านบริการ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งทำรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ แต่ก็ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมหลายประการ อาทิ ความเสื่อมโทรม

ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการที่ต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านบริการการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนภาพพจน์ด้านลบของประเทศด้านยาเสพติดและโสเภณีเด็ก

สำหรับด้านการค้า สินค้าส่งออกหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า

เพิ่มต่ำและสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานโดยสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทอาหารและมิใช่อาหาร

ยังมีน้อยประเภท ทำให้ฐานสินค้าส่งออกค่อนข้างแคบ ขาดความหลากหลาย ขณะเดียวกัน

การส่งออกยังต้องพึ่งพิงตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะผันแปรทางเศรษฐกิจในตลาดหลักเหล่านี้ได้ง่าย ในขณะที่ประเทศไทย

ยังมีอำนาจการต่อรองต่ำในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถขยายส่วนแบ่งด้านของตลาด

สินค้าส่งออก รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นได้ ความเป็นเอกภาพในกรอบอาเซียนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความสำคัญในภาวะที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมีอิทธิพลต่อการค้าและการลงทุนของโลกสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืน ในส่วนการเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าของประเทศให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันในการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของการผลิตและการตลาด ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการผสมผสานและความสอดคล้องกับหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลผลิตอย่างเป็นขบวนการในระดับชาติ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในกระบวนการทำงาน การแบ่งปันประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถพึ่งพาตนเอง รวมถึงการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากธุรกิจขนาดใหญ่ โดยผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพและความรวดเร็วของบริการโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน

๑ 1 วัตถุประสงค์

เพื่อให้ประเทศมีรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และกระจายผลสู่ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทอย่างทั่วถึง สามารถวางรากฐานให้

คนไทยมีความพร้อมด้านทุนทางปัญญาในการก้าวเข้าสู่เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกและประเทศได้อย่างเชื่อมั่น เห็นควรกำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนา ดังนี้

๑.๑ พัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับวิสาหกิจและหน่วยผลิตพื้นฐาน โดยการปรับโครงสร้างของภาคการผลิต ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ บนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า ที่มุ่งเน้นการพัฒนาในเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง

๑.๒ สร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยการวางรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี นำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

๒ 2 เป้าหมาย

๒.๑ พัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับวิสาหกิจและหน่วยผลิตพื้นฐาน

(๑) ให้ประเทศไทยคงความเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออกสินค้าเกษตร รวมทั้งเป็นแหล่งแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง

(๒) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคเกษตรขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๒.๐ ต่อปี โดยที่ผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๐.๕ ต่อปี

(๓) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๔.๕ ต่อปี โดยผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ ๒.๕ ต่อปี

(๔) ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ ๓ ต่อปี

(๕) สร้างความมั่นคงของภาคเกษตรโดยขยายกระบวนการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร ด้วยการยกระดับรายได้ควบคู่กับการมีงานทำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

(๖) ให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยมีวิสาหกิจที่จดทะเบียน คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๒ ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ทั้งหมดในปี ๒๕๔๙

(๗) สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่องในการพัฒนาคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และโครงสร้างพื้นฐาน

(๘) สร้างระบบข้อมูลและตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผล

๒.๒ สร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยการสร้างรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี

(๑) ให้การส่งออกสินค้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖ ต่อปี โดยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทย ให้อยู่ในระดับร้อยละ ๑.๑ ของตลาดโลก ในปี ๒๕๔๙

(๒) ให้มีนโยบายการลงทุนที่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมุ่งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่ไปกับการส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการริเริ่มสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง

(๓) รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ ๗-๘ ต่อปี และให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ต่อปี

๓ 3 แนวทางการพัฒนา

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการเสริมสร้างสมรรถนะทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าให้สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยอาศัยปัจจัยหลักที่สำคัญ ได้แก่ ทักษะและองค์ความรู้ของคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ

คุณภาพของกระบวนการผลิตและความคล่องตัวด้านการตลาด คำนึงถึงสมดุลกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างและผลักดันการเพิ่มผลผลิตอย่างเป็นขบวนการในระดับชาติ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจชุมชน รวมทั้งการปรับระบบการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีเอกภาพสร้างอำนาจต่อรอง และขยายศักยภาพการลงทุนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนา ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิต การค้า และบริการของประเทศมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้เกิดเสถียรภาพ มีภูมิคุ้มกัน และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีแนวทางการพัฒนาตามลำดับความสำคัญ ดังนี้

๓.๑ การปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

(๑) ปรับกระบวนการผลิตและวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการ โดย

(๑.๑) สร้างมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบการเกษตร โดยส่งเสริมการแปรรูป

ผลผลิตการเกษตร การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาระบบงานวิจัยและบุคลากรวิจัยทางการเกษตรและเกษตรแปรรูป พร้อมทั้งสนับสนุนการผลิตเครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

(๑.๒) เร่งรัดการพัฒนาการแปรรูปสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรในรูปอาหารและไม่ใช่อาหารที่มีศักยภาพในการขยายสัดส่วนการตลาดและการ

ส่งออก โดยนำเอาเทคโนโลยี ผลการวิจัยและพัฒนา มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อการเพิ่มมูลค่าของปัจจัยและกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง

(๑.๓) เพิ่มขีดความสามารถ ทักษะของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้มีขีดความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการได้ สามารถตัดสินใจและวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับการตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ มีการใช้ระบบข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต ราคาสินค้า และการตลาดเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ รวมทั้งการแปรรูปสินค้าและการตลาด โดยใช้หลักสหกรณ์

(๑.๔) ผลิตและพัฒนาบุคลากรในภาคการผลิตที่แท้จริง เพื่อให้ทันกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและตลาดแรงงาน โดยพัฒนากลไกและสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรม สถาบันเฉพาะทาง และสถานประกอบการในภาคการผลิตต่างๆ

(๑.๕) สนับสนุนให้สถาบันเฉพาะทางมีความเข้มแข็ง สามารถเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะ

อุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมวิศวการ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี การตลาด รวมทั้งคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน โดยการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารองค์กรทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

(๑.๖) ปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการผลิตที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วน และการนำเข้า ปรับใช้ หรือพัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อใช้ในการลดต้นทุนและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง โดยให้องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในภาคการผลิตเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วย

(๑.๗) ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนการลงทุนและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างวิสาหกิจข้ามชาติและวิสาหกิจท้องถิ่น

(๑.๘) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ในกระบวนการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การประกอบการธุรกรรมและขยายโอกาสทางการตลาด

(๑.๙) ส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณภาพของประเทศ เพื่อให้เป็นกลไก

ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ อาทิ ระบบมาตรวิทยา ระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ระบบทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบรับรองระบบงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและสามารถรองรับความต้องการของภาคการผลิต

(๒) เสริมสร้างประสิทธิภาพด้านการตลาดและการกระจายผลผลิตไปสู่ตลาด และเตรียมความพร้อมเพื่อแสวงโอกาสจากการค้าเสรี โดย

(๒.๑) ปรับปรุงตลาดสินค้าเกษตรทุกระดับให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิตอย่างเพียงพอ ให้สามารถสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างตลาดท้องถิ่น ตลาดกลางสินค้าเกษตรในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีขีดความสามารถในการกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง

(๒.๒) กระจายตลาดสินค้าส่งออกไทยที่มีศักยภาพสูงให้กว้างขวางเพื่อลดผลกระทบจากการพึ่งพิงตลาดหลัก โดยส่งเสริมภาคเอกชนในการขยายลู่ทางการตลาดของสินค้าไทยร่วมกับกลุ่มเศรษฐกิจและประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี การผนึกพลังร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าที่มีเครื่องหมาย

การค้าของตนเองที่เน้นคุณภาพและมาตรฐาน มีการวางระบบการขายและกระจายสินค้าอย่างครบวงจร พร้อมทั้งใช้มาตรการส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การซื้อขายแบบให้

สินเชื่อและการค้าต่างตอบแทน

(๒.๓) ส่งเสริมการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการจัดหาและเป็น

ช่องทางการตลาดในการกระจายสินค้า โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เตรียมความพร้อมในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านบุคลากรระบบโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ และสนับสนุนกลไกที่จำเป็นต่อการสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้ามามีบทบาทในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนร่วมมือกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆ ในการผลักดันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ

(๒.๔) พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ โดยความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ให้สามารถให้บริการข้อมูลแก่กลไกที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด เพื่อให้สามารถบริการข้อมูลด้านการค้า การตลาด และการลงทุน แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำไปสู่การส่งเสริมการค้าและการลงทุนได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่

(๒.๕) ทบทวน ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการค้าและการลงทุน และการนำกฎหมายที่จำเป็นมาใช้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของสังคม รวมทั้งพัฒนาสถาบันและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้กฎหมายสามารถบังคับใช้และส่งผลต่อการสร้างความสมดุลของการเปิดรับกระแสเศรษฐกิจโลกและการคุ้มครองภาคการผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ

(๓) สร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย

(๓.๑) ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนโดยให้เกษตรกรเรียนรู้จากประสบการณ์ของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในหลายๆ รูปแบบ

(๓.๒) ขยายการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อสร้างดุลยภาพของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างขีดความสามารถการเพิ่มผลผลิต เพื่อให้การเกษตรยั่งยืนอยู่รอดได้ในเชิงพาณิชย์ โดยให้มีการจำแนกประเภทกิจกรรมทางการเกษตรแบบยั่งยืนที่มีโอกาสในการพัฒนาสูง ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และช่องทางการตลาดที่แตกต่างกัน

(๓.๓) สร้างระบบเครือข่ายให้สามารถเชื่อมโยงการเกษตรแบบยั่งยืนและระบบเศรษฐกิจชุมชน พร้อมทั้งพิจารณาจัดทำมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ตระหนักในเรื่องคุณภาพของสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ

(๓.๔) สร้างความรู้และความเข้าใจให้เแก่เกษตรกรเพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างทั่วถึง เพื่อส่งเสริมการเกษตรปลอดสารพิษให้แพร่หลาย พร้อมทั้งเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนสารเคมีการเกษตรและให้มีการขยายผลในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง

๓.๒ เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านระบบการขนส่ง สื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และสาธารณูปการเพื่อสนับสนุนการเพิ่มสมรรถนะภาคการผลิตและบริการ โดย

(๑) ใช้ประโยชน์จากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้พัฒนาขึ้นแล้วให้คุ้มค่า โดยให้ความสำคัญกับการจัดการดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพและการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย มีราคาที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

(๒) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายโทรคมนาคม ท่าอากาศยานและท่าเรือหลัก รวมทั้งกิจการพาณิชย์นาวี ให้มีคุณภาพอยู่ในระดับมาตรฐาน สะดวกรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการเพิ่มสมรรถนะของภาคการผลิตและบริการของประเทศ

(๓) จัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการอย่างมีคุณภาพ มีความ

มั่นคงในระดับราคาที่เหมาะสม และพัฒนาการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

(๔) ปรับปรุงกระบวนการจัดเตรียมโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภาระหนี้ของประเทศ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของ

ชุมชน และสนับสนุนให้มีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งมีการดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพ

โปร่งใส และเกิดการยอมรับจากประชาชน

(๕) ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นขั้นตอน โดยให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านการปรับองค์กรและการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี สนับสนุนบทบาทการลงทุนของภาคเอกชนที่คำนึงถึงประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อลดภาระการลงทุนภาครัฐ และเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพดีขึ้น ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานรายสาขาให้ได้มาตรฐาน ทั้งในด้านคุณภาพและอัตราค่าบริการ เพื่อให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ให้และผู้ใช้บริการ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม

๓.๓ สร้างและผลักดันขบวนการเพิ่มผลผลิตของประเทศเพื่อการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย

(๑) พัฒนาปัจจัยหลักในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การสร้างให้เกิดจิตสำนึกในการเพิ่มผลผลิตของคนในชาติ การพัฒนาทักษะของคน การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานและดัชนีชี้วัดการติดตามประเมินผลเพื่อสนับสนุนและผลักดันให้แผนพัฒนาของชาติทุกด้านและทุกระดับเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

(๒) พัฒนาเครือข่ายเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน โดยให้มีองค์กรที่เป็นมืออาชีพ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสาน เชื่อมโยง และผลักดันขบวนการเพิ่มผลผลิตในระดับประเทศ ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

(๓) พัฒนากฎหมายและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็ง และสนับสนุนผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

๓.๔ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและธุรกิจชุมชน เพื่อการสร้างงานและขยายฐานการผลิตให้มั่นคงและยั่งยืน

(๑) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริหารจัดการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย

(๑.๑) พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นระบบและครบวงจร เพื่อให้เกิดการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน นำไปสู่การขยายฐานด้านเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการของภาคการผลิตและบริการ โดยส่งเสริมการรับช่วงและเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกิจการอุตสาหกรรมในลักษณะของกลุ่มอุตสาหกรรม ฝึกอบรม

ผู้ประกอบการในด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา

(๑.๒) สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่โดยใช้มาตรการจูงใจ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการตลาดทุกระดับร่วมกัน

(๒) สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจชุมชน โดย

(๒.๑) สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ธุรกิจชุมชน โดยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคีการพัฒนาต่างๆ ในการ

ร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในรูปเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน จัดทำระบบข้อมูลสินค้าชุมชน สนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ที่เน้นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ โดยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วย

ตนเองตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด

(๒.๒) เพิ่มปริมาณสินเชื่อให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และ

ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอตามความจำเป็น รวมทั้งพัฒนาระบบเครือข่ายสินเชื่อให้เชื่อมโยงกับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มผู้ประกอบการ

(๒.๓) สนับสนุนกระบวนการสหกรณ์ให้เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจที่จะ

ส่งเสริมการผลิตของชุมชน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ

การเมืองภาคประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้บรรจุในหลักสูตรการศึกษาเพื่อประชาสัมพันธ์แนวคิดแก่ชุมชน

๓.๕ ปรับปรุงระบบการเจรจาและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า และ การลงทุน

(๑) การสร้างเอกภาพในการเจรจาทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดย

(๑.๑) ให้มีการกำหนดทิศทางในการเจรจาการค้า ทั้งภาครัฐและเอกชน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นแกนกลางร่วมกับกลไกระดับนโยบายเฉพาะด้านในการจัดทำยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดภารกิจ และการแบ่งงานกันทำ รวมทั้งการประสานงานระหว่างกัน

(๑.๒) กำหนดกลไกในการดำเนินการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ให้มีความชัดเจน รวมทั้งระบบการประสานงานภายใต้ยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

(๑.๓) สนับสนุนใหัภาคเอกชนมีการรวมตัวกันในการกำหนดท่าทีของประเทศร่วมกับภาครัฐในการเจรจาและร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกรอบต่างๆ

(๒) เสริมสร้างอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีเศรษฐกิจ การค้า การ

ลงทุนระหว่างประเทศ

(๒.๑) แสวงหาโอกาสสร้างเงื่อนไขใหัไทยและมิตรประเทศสามารถเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น ในการกำหนดทิศทาง การสร้างกฎระเบียบและรูปแบบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับ

ผลประโยชน์และทิศทางในการพัฒนาประเทศของไทย

(๒.๒) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับประเทศในภูมิภาค เช่น อาเซียน เอเปค อาเซม เพื่อการขยายตลาดสินค้าและบริการ

รวมทั้งการเพิ่มแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าที่มีศักยภาพ ตลอดจนการขายบริการด้านการศึกษา ท่องเที่ยว และสาธารณสุข ที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน

(๓) ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน นำไปสู่การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในภูมิภาค โดย

(๓.๑) ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและอินโดจีน โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินการด้านตลาดร่วมกันเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค และการพัฒนาโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานระหว่างแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน

(๓.๒) พัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างกันให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่สามารถสนับสนุนการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

(๓.๓) ร่วมมือกับประเทศที่สามและ/หรือองค์กรระหว่างประเทศในการฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยการกระตุ้นธุรกิจด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพ

๓.๖ ส่งเสริมการค้าบริการที่มีศักยภาพเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และหา

รายได้จากเงินตราต่างประเทศ

(๑) พัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดย

(๑.๑) พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงกลุ่มพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างถูกวิธี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณี กา

Dear All

Khun Lada Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ ดูนะครับ

ladda pinta <lemon_2910@hotmail.com>

ล้วงลึกความสำคัญ 'ทุนมนุษย์' กับ 'ดิพาก ซี เจน' แห่ง Kellogg

'คน' ทรัพยากรหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ

ชี้โอกาสทอง 'เอเชีย' ต่อยอดสิ่งที่มีก้าวเทียบชั้นสากล

กับ 3 จุดแข็งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจ ย้ำหัวใจสำคัญลงทุนในคน

การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มีหลายเรื่องหลายมิติที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพราะเป็นศตวรรษที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงมนุษย์

และ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์" ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาศศินท์และสถาบันเอกชนที่มุ่งพัฒนามนุษย์รับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงเชื่อมโยงให้เห็นการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21

โดยได้จัดบรรยายพิเศษ "ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่" หรือ "Crystallizing Thailand ’ s Human Capital in the 21 Century " โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg

ฉายภาพเศรษฐกิจโลก

'ยุคทอง' ของเอเชีย

ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg มองถึงภาพเศรษฐกิจโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็น "ยุคทอง" ของเอเชีย ขึ้นมาแทนที่สหรัฐและยุโรป ดูได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปจากอัตราการเติบโตเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับเริ่มชะลอตัวลง

มีการคาดการณ์ว่าราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ขณะเดียวกันนโยบายในระดับประเทศต่างๆก็จะหันไปมองทางตะวันออก Look East แทนที่จะมองตะวันตก Look West ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ

"เอเชียอาจจะกลายเป็น United States of Asia หรือเรียกสั้นๆ ว่า New USA ฉะนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค"

และในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ The Age of Talent โดยยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนาในอนาคตของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีน และอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า

จีนมีแนวโน้มให้ความสำคัญในภาคการผลิตขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีการบริโภคนิยมและอัตราการออมสูงมาก รวมถึงมีความผูกพันกับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน

ขณะที่อินเดีย มีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในประเทศเพื่อให้บริการทางไกลแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และรัฐบาลอินเดียพยายามอย่างหนักในการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความใส่ใจในเรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างมาก

และสำหรับประเทศไทยนั้น เจน มองว่า มีจุดแข็งที่ระบบสาธารณูปโภคที่ดีประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้ประเทศไทยยังมี เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก

"ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของนวัตกรรม การคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา คนอเมริกันชอบคิดอะไรที่ใหญ่ๆ และมีความสามารถในการบริหารจัดการได้อย่างดี เป็นศูนย์รวมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก มีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสรเสรี ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกา"

ชี้ 'ทุนมนุษย์'

ปัจจัยแข่งขันในอนาคต

เจน ยังกล่าวต่อว่า ทิศทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดในเรื่องมิติของคน หรือทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า "ทุนมนุษย์"

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้

ซึ่ง เจน ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่เรียกว่า “5P Model” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความเป็นไปได้ (Potentiality) ความร่ำรวย (Prosperity) ความสามารถในการผลิต (Productivity) และสามารถในการเจริญเติบโตที่สร้างผลกำไร (Profitability) ซึ่งนำมาสู่ความร่ำรวยและความผาสุกของคนในประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง "5 H Model” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุลย์ (Harmony) หัว (Head) ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความขยันขันแข็งในการทำงาน หัวใจ (Heart) สำหรับคนไทย เจน หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และสุดท้าย สุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เอื้อต่อการทำงาน

เจน ได้กล่าวถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ว่า หากจะเพิ่มผลผลิต โดยเน้นไปที่ปัจจัยมนุษย์นั้น จะต้องคำนึงถึง การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) และแรงกระตุ้น (Motivation)โดยการให้รางวัลด้วยเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง พาไปเที่ยว ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) และนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ การมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ผู้นั้นมีความสามารถรอบด้าน

เจน ได้กล่าวถึง เรื่องการตลาดที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้กล่าวถึงหลักสูตรของ Kellogg ในการปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน ได้แก่ การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นความเป็นไปของโลกและประการสุดท้ายคือ การมีภาวะผู้นำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

สำหรับประเทศไทยนั้น เจน ได้มองถึงจุดแข็งที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปคือ

1. แนวโน้มของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในระดับโลก

2.ไทยมีความโดดเด่นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า เช่น อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ

3.ไทยมีความพร้อมในด้านการบริการต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและการลงทุนในคน

เจน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเราก็ต้องอุทิศตนให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนสามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ช่วง 25 ปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ 25 ปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว 25 ปี ถัดมา เป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วง 25 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติโดยรวม

------------------------------

Humanistic Society ความรู้ คู่คุณธรรม

การเปลี่ยนผ่านของโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม ยุคสังคมฐานความรู้ และเตรียมก้าวสู่ยุคสังคมหลังยุคสังคมฐานเรียนรู้ เมื่อยุคเปลี่ยนย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมองค์กรตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ แต่คำถามมีอยู่ว่าจะการดำเนินธุรกิจในโลก ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเดินเข้าสู่ "หลังยุคสังคมฐานความรู้" (Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society ) ทำให้สังคม ความรู้ และพัฒนาการจะเข้าไปสู่สังคมแห่ง "Trust Care Share & Collaboration" เพื่อแก้ปัญหาในยุคสังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้

ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ตามแนวทาง Humanistic Society จำเป็นต้องกำกับด้วยคุณธรรม New Value ยุคนี้จึงเป็น "ความรู้ คู่คุณธรรม" หรือความรู้ที่เป็นจิตสาธารณะ สำหรับประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเชื่อมโยงกับหลากหลายมิติ โดยดึงความรู้แฝงในทุนทั้ง 4 ได้แก่ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคมและทุนทางกายภาพ

และหากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจของโลกในยุค “หลังสังคมฐานความรู้” แบ่งออกเป็น 5 มิติ คือ

1.การปรับเปลี่ยนในกระบวนทัศน์ จุดเน้นและยุทธศาสตร์หลัก กระบวนทัศน์

"หลังสังคมฐานความรู้" พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค”เป็น“ผู้ร่วมสร้าง” ยุทธศาสตร์หลักจึงเปลี่ยนสู่ Mass Collaboration ที่ผู้บริโภคเชื่อมต่อกันเองและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในลักษณะเครือข่าย กระบวนทัศน์มีการปรับเปลี่ยนสู่ “การใส่ใจและแบ่งปัน” จุดเน้นเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ People Governance

2.การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและพลังขับเคลื่อน

นอกจากเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมแล้ว ผู้คนยังปรับเปลี่ยนโดยหันมาสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบเปิดระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ทั้งในกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมทางสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในกระบวนการแลกเปลี่ยนของผู้คนในสังคมยุคนี้

3.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จ

ยังเป็นโลกของไซเบอร์แต่กลับมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องคล้ายกับ “สังคมเกษตรกรรม” เศรษฐศาสตร์ของโลกในยุคนี้ จึงเป็นลักษณะEconomics of Reciprocity นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ ปัจจัยความสำเร็จจึงเป็นเรื่องของของการดึงศักยภาพของคนออกมาให้มากขึ้น เพื่อร่วมรังสรรค์กับผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม คุณประโยชน์จึงตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของสังคม

4.การเปลี่ยนแปลงในบทบาท วิถีสู่เป้าหมาย และผลผลิต

บทบาทของผู้ผลิตจะถอยลงเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้บริโภคเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันเองมากขึ้น เริ่มมีสินค้าหลายอย่างที่ผลิตและใช้โดยผู้บริโภคกันเอง ในลักษณะ Goods For and By Everyone

5.การเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขและรูปแบบของการทำกำไร

กำไรจะขึ้นอยู่กับการร่วมรังสรรค์ในนวัตกรรมของลูกค้า ผ่านระบบของบริษัท ยิ่งลูกค้ามีการร่วมรังสรรค์ในระบบหรือเครือข่ายมากเท่าไรก็จะเกิด Switching Cost ทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือเครือข่ายของคู่แข่งยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโลกที่กำลังเปลี่ยนไป หากคิดจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ ก็คงกลายเป็น “คนตกยุค” ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าแล้ว

Dear All

Khun Lada Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ ดูนะครับ

ladda pinta <lemon_2910@hotmail.com>

ล้วงลึกความสำคัญ 'ทุนมนุษย์' กับ 'ดิพาก ซี เจน' แห่ง Kellogg

'คน' ทรัพยากรหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ

ชี้โอกาสทอง 'เอเชีย' ต่อยอดสิ่งที่มีก้าวเทียบชั้นสากล

กับ 3 จุดแข็งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจ ย้ำหัวใจสำคัญลงทุนในคน

การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มีหลายเรื่องหลายมิติที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพราะเป็นศตวรรษที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงมนุษย์

และ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์" ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาศศินท์และสถาบันเอกชนที่มุ่งพัฒนามนุษย์รับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงเชื่อมโยงให้เห็นการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21

โดยได้จัดบรรยายพิเศษ "ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่" หรือ "Crystallizing Thailand ’ s Human Capital in the 21 Century " โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg

ฉายภาพเศรษฐกิจโลก

'ยุคทอง' ของเอเชีย

ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg มองถึงภาพเศรษฐกิจโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็น "ยุคทอง" ของเอเชีย ขึ้นมาแทนที่สหรัฐและยุโรป ดูได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปจากอัตราการเติบโตเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับเริ่มชะลอตัวลง

มีการคาดการณ์ว่าราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ขณะเดียวกันนโยบายในระดับประเทศต่างๆก็จะหันไปมองทางตะวันออก Look East แทนที่จะมองตะวันตก Look West ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ

"เอเชียอาจจะกลายเป็น United States of Asia หรือเรียกสั้นๆ ว่า New USA ฉะนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค"

และในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ The Age of Talent โดยยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนาในอนาคตของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีน และอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า

จีนมีแนวโน้มให้ความสำคัญในภาคการผลิตขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีการบริโภคนิยมและอัตราการออมสูงมาก รวมถึงมีความผูกพันกับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน

ขณะที่อินเดีย มีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในประเทศเพื่อให้บริการทางไกลแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และรัฐบาลอินเดียพยายามอย่างหนักในการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความใส่ใจในเรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างมาก

และสำหรับประเทศไทยนั้น เจน มองว่า มีจุดแข็งที่ระบบสาธารณูปโภคที่ดีประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้ประเทศไทยยังมี เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก

"ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของนวัตกรรม การคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา คนอเมริกันชอบคิดอะไรที่ใหญ่ๆ และมีความสามารถในการบริหารจัดการได้อย่างดี เป็นศูนย์รวมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก มีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสรเสรี ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกา"

ชี้ 'ทุนมนุษย์'

ปัจจัยแข่งขันในอนาคต

เจน ยังกล่าวต่อว่า ทิศทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดในเรื่องมิติของคน หรือทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า "ทุนมนุษย์"

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้

ซึ่ง เจน ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่เรียกว่า “5P Model” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความเป็นไปได้ (Potentiality) ความร่ำรวย (Prosperity) ความสามารถในการผลิต (Productivity) และสามารถในการเจริญเติบโตที่สร้างผลกำไร (Profitability) ซึ่งนำมาสู่ความร่ำรวยและความผาสุกของคนในประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง "5 H Model” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุลย์ (Harmony) หัว (Head) ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความขยันขันแข็งในการทำงาน หัวใจ (Heart) สำหรับคนไทย เจน หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และสุดท้าย สุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เอื้อต่อการทำงาน

เจน ได้กล่าวถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ว่า หากจะเพิ่มผลผลิต โดยเน้นไปที่ปัจจัยมนุษย์นั้น จะต้องคำนึงถึง การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) และแรงกระตุ้น (Motivation)โดยการให้รางวัลด้วยเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง พาไปเที่ยว ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) และนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ การมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ผู้นั้นมีความสามารถรอบด้าน

เจน ได้กล่าวถึง เรื่องการตลาดที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้กล่าวถึงหลักสูตรของ Kellogg ในการปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน ได้แก่ การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นความเป็นไปของโลกและประการสุดท้ายคือ การมีภาวะผู้นำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

สำหรับประเทศไทยนั้น เจน ได้มองถึงจุดแข็งที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปคือ

1. แนวโน้มของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในระดับโลก

2.ไทยมีความโดดเด่นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า เช่น อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ

3.ไทยมีความพร้อมในด้านการบริการต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและการลงทุนในคน

เจน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเราก็ต้องอุทิศตนให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนสามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ช่วง 25 ปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ 25 ปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว 25 ปี ถัดมา เป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วง 25 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติโดยรวม

------------------------------

Humanistic Society ความรู้ คู่คุณธรรม

การเปลี่ยนผ่านของโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม ยุคสังคมฐานความรู้ และเตรียมก้าวสู่ยุคสังคมหลังยุคสังคมฐานเรียนรู้ เมื่อยุคเปลี่ยนย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมองค์กรตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ แต่คำถามมีอยู่ว่าจะการดำเนินธุรกิจในโลก ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเดินเข้าสู่ "หลังยุคสังคมฐานความรู้" (Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society ) ทำให้สังคม ความรู้ และพัฒนาการจะเข้าไปสู่สังคมแห่ง "Trust Care Share & Collaboration" เพื่อแก้ปัญหาในยุคสังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้

ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ตามแนวทาง Humanistic Society จำเป็นต้องกำกับด้วยคุณธรรม New Value ยุคนี้จึงเป็น "ความรู้ คู่คุณธรรม" หรือความรู้ที่เป็นจิตสาธารณะ สำหรับประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเชื่อมโยงกับหลากหลายมิติ โดยดึงความรู้แฝงในทุนทั้ง 4 ได้แก่ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคมและทุนทางกายภาพ

และหากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจของโลกในยุค “หลังสังคมฐานความรู้” แบ่งออกเป็น 5 มิติ คือ

1.การปรับเปลี่ยนในกระบวนทัศน์ จุดเน้นและยุทธศาสตร์หลัก กระบวนทัศน์

"หลังสังคมฐานความรู้" พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค”เป็น“ผู้ร่วมสร้าง” ยุทธศาสตร์หลักจึงเปลี่ยนสู่ Mass Collaboration ที่ผู้บริโภคเชื่อมต่อกันเองและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในลักษณะเครือข่าย กระบวนทัศน์มีการปรับเปลี่ยนสู่ “การใส่ใจและแบ่งปัน” จุดเน้นเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ People Governance

2.การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและพลังขับเคลื่อน

นอกจากเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมแล้ว ผู้คนยังปรับเปลี่ยนโดยหันมาสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบเปิดระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ทั้งในกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมทางสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในกระบวนการแลกเปลี่ยนของผู้คนในสังคมยุคนี้

3.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จ

ยังเป็นโลกของไซเบอร์แต่กลับมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องคล้ายกับ “สังคมเกษตรกรรม” เศรษฐศาสตร์ของโลกในยุคนี้ จึงเป็นลักษณะEconomics of Reciprocity นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ ปัจจัยความสำเร็จจึงเป็นเรื่องของของการดึงศักยภาพของคนออกมาให้มากขึ้น เพื่อร่วมรังสรรค์กับผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม คุณประโยชน์จึงตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของสังคม

4.การเปลี่ยนแปลงในบทบาท วิถีสู่เป้าหมาย และผลผลิต

บทบาทของผู้ผลิตจะถอยลงเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้บริโภคเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันเองมากขึ้น เริ่มมีสินค้าหลายอย่างที่ผลิตและใช้โดยผู้บริโภคกันเอง ในลักษณะ Goods For and By Everyone

5.การเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขและรูปแบบของการทำกำไร

กำไรจะขึ้นอยู่กับการร่วมรังสรรค์ในนวัตกรรมของลูกค้า ผ่านระบบของบริษัท ยิ่งลูกค้ามีการร่วมรังสรรค์ในระบบหรือเครือข่ายมากเท่าไรก็จะเกิด Switching Cost ทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือเครือข่ายของคู่แข่งยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโลกที่กำลังเปลี่ยนไป หากคิดจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ ก็คงกลายเป็น “คนตกยุค” ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าแล้ว

Dear Khun A and Ae'

Thank you for your help and support na krab.

From

All Ph.D.3 SSRU

เรียน อจ.ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทางคุณอิ๋วได้ช่วยจัดการนัดหมายให้รุ่น 2 และ 3 ได้พบปะกันตามรายละเอียดครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ธนพล

081-840-6444

เรียน นักศึกษารุ่น 2 และรุ่น 3 ทุกท่าน

ด้วยทางโครงการ ฯ ขอประสานงานเรื่องพบปะนักศึกษารุ่น 2 และร่น 3 ซึ่งนักศึกษารุ่น 3 มีความประสงค์ขอพบปะนักศึกษารุ่น 2 เพื่อทำความรู้จัก แนะนำ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียน การทำงาน

ดังนั้นทางโครงการ ฯ ขอกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการพบปะของนักศึกษา ในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.00 น. ณ ห้องเรียน 2153 อาคารศรีจุฑาภา ชั้น 5 (เนื่องจากนักศึกษาทั้ง 2 รุ่น มีการเรียนในเวลา 17.00 น. เหมือนกัน)

จึงขอเรียนเชิญมา ตามวัน เวลา และสถานที่ ดังกล่าว

ขอบพระคุณค่ะ

ด้วยความเคารพ

อิ๋ว

 

เรียน ท่าน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ค่ะ

หนูไค้นคว้าเรื่อง Creative Economy

เปิดโมเดล Creative Economy
       
        จอห์น ฮอกิ้น กูรูด้านเศรษฐกิจ และเจ้าของผลงานหนังสือ Creative Economy ชาวอังกฤษ
ได้อธิบาย เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง แนวคิดที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อภาคการผลิต บริการ ภาคการขาย หรือแม้แต่อุตสาหกรรมบันเทิง เป็นแนวคิดที่อยู่บนการทำงานแบบใหม่ ที่มีปัจจัยหลักมาจากความสามารถ และทักษะพิเศษของบุคคล "มันเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีกระบวนการนำเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี่มารวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Industry ) หรือ อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ( Culture Industry )"
       
        ปัจจุบันธุรกิจที่จัดอยู่ในข่าย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ งานโฆษณา, สถาปัตยกรรม งานฝีมือ และการออกแบบ, แฟชั่น และเครื่องนุ่งห่ม, ภาพยนตร์ และวิดีโอ, การออกแบบกราฟิก, ซอฟท์แวร์ เพื่อการศึกษา และการพักผ่อนหย่อนใจ, ดนตรี และผลงานเพลง, ศิลปะการแสดง และบันเทิง, การเผยแพร่โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต, ผลงานทัศนศิลป์ และของเก่า งานเขียน และงานพิมพ์ต่างๆ
       
        อย่างไรก็ตาม บางครั้ง Creative Economy :CE ก็ถูกเรียกกันว่า Creative Industry :CI โดยแนวคิดนี้มีการนำไปใช้อย่างจริงจังในหลายประเทศของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อาทิ อังกฤษ จีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น สำหรับอังกฤษ ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์นี้ โดยขนาดของอุตสาหกรรมดังกล่าวของอังกฤษ คิดเป็น 7.3% ของจีดีพีทั้งประเทศ เป็นรองก็เพียงแต่ภาคการเงิน
       
        ขณะที่อัตราการเติบโตคิดเป็น 5% ต่อปี คิดเป็นสองเท่าของอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวถึง 1.8 ล้านคน เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลอังกฤษได้จัดให้มีโปรแกรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (The Creative Economy Program) ขึ้นตั้งแต่ปี 2005
       
        ในรายงานของ UNCTAD ระบุว่า อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ จัดเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโกบอลมากขึ้น มีอัตราเฉลี่ยเติบโตประมาณ 8.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2000-2005 ในกลุ่มประเทศยุโรป มูลค่า สินค้า บริการได้ถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 424.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าโลก ส่วนกลุ่มประเทศ เอเชีย คาดการณ์ว่าในอนาคตจะกลายเป็นอันดับสองของโลกในการส่งออกสินค้าประเภทความคิดสร้างสรรค์ โดยมีจีนเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุดแห่งหนึ่ง
       
        "ปัจจุบันแนวคิดเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลก ในฐานะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต อีกทั้งยังเป็นรูปแบบเศรษฐกิจระบบใหม่ที่เปิดให้บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารเศรษฐกิจ" ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการสำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ หรือ สบร. OKMD บอกถึงบทบาทสำคัญของ CE
       
       คน... ขุมพลังความคิดสร้างสรรค์
       
        เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ คือ การสร้างบรรยากาศ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้บุคคลมีความคิดสร้างสรรค์ ได้ใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจผลงานต่างๆขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
       
        ทางด้าน จอห์น ยังให้ข้อคิดอีกด้วย การสร้างเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นกรณีประเทศอังกฤษนั้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ อาทิ เสถียรภาพการเมืองมั่นคง มีความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งการศึกษา และความเข้าใจของคนอย่างทั่วถึง และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความเป็นอิสระทางความคิด และการแสดงออก
       
        " เพราะถ้าคนเรามีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะทำอะไรได้ รวมถึงการทำกิจกรรมที่สามารถฝึกสมองความคิดอย่างต่อเนื่อง มันก็จะส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงออกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝึกขจัดความคิดไม่ดีออกไป คิดแต่เรื่องดีให้จนเป็นนิสัย ความคิดนั้นต้องมาจากที่ตนเองคิดไม่ได้ไปลอกเลียนใคร มีความหมาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ "
       
        ทั้งนี้โมเดลพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์มาจากหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ทุกคน สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ (Everyone needs Creativity or Everyone can be Creativity ) เพราะเชื่อว่า คนเราทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่เด็กๆแล้ว 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพ ( Creativity needs Freedom ) ทั้งนี้ในสังคมที่สนับสนุนให้คนแสดงความคิด และสามารถแสดงออกได้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ฝึกฝน และเรียนรู้ 3. อิสรภาพความคิดสร้างสรรค์ต้องการตลาด ( Freedom needs markets ) ทั้งอิสระของความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดตลาด อันเนื่องมาจากความคิดสร้างสรรค์ได้มีการค้นคว้า ทำเป็นข้อมูลที่มูลค่าราคา และสามารถแลกเปลี่ยนนำไปใช้ประโยชน์ได้
       
        สำหรับประเทศไทย จอห์น บอกว่า ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าทำได้ดีก็ให้มุ่งเน้นสร้างจุดแข็งอย่างจริงจัง
       
        สำหรับภาคธุรกิจ กับการนำ Creative Economy มาประยุกต์ใช้ให้ได้ผล สำหรับบุคคล จะต้องสร้างให้ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ก่อน ไม่ว่าในภาคอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาทิ นักโฆษณา นักสื่อสารมวลชน หรือนักสถาปนิก สำหรับธุรกิจ นั้นก็ต้องรู้จัก และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะทำธุรกิจ อย่างรอบด้าน


ลัดดา  ปินตา Ph.D SSRU 3 084-8073320

เรียนท่านอาจารย์

หนูขอส่งการบ้านเพิ่มเติมค่ะ

จากที่ชั่วโมงเรียนของท่านอาจารย์ประกาย นั้น หัวข้อที่น่าสนใจในการทำวิจัยคือ

ปัจจัยที่ส่งต่อขีดความสามารถของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

ตัวแปรตาม ขีดความสามารถของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

ตัวแปรอิสระ

1. บุคลากรขององค์กร

1.1 ความสามารถของบุคลากร -ความรู้

-ประสบการณ์ / ทักษะ

-ทัศนคติ

1.2 แรงจูงใจของบุคลากร

2. นโยบายขององค์กร

3. สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร

หัวข้อวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ที่มีผู้จัดทำแล้ว มีตัวอย่างดังนี้

1. ประสิทธิภาพการกำหนดนโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์กรณีศึกษา : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก โดย นางอัปสร บุญยัง ผู้วิจัย

2. ผลกระทบต่อการพัฒนาองค์กรในบุคลากรที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลปฏิบัติงาน กรณีศึกษา : โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดย นางอรรจนา จำปาแก้ว ผู้วิจัย

3. ภาวะผู้นำโครงสร้างองค์การและวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล กรณีศึกษา:โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก โดย นพ.ละลิ่ว จิตต์การุญ ผู้วิจัย

4. บริษัทข้ามชาติกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดย รองศาสตราจารย์ สุปราณี ศรีฉัตราภิมุข หัวหน้าโครงการวิจัย

5. เรื่องบทบาทและศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเสริมสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดย นายสมชาย สุขสิริเสรีกุล ผู้วิจัย

6. การศึกษารูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทางสำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต โดย นายแมนฤทธิ์ บุญเย็น ผู้วิจัย

7. หัวหน้าโครงการวิจัย “คุณลักษณะและขีดความสามารถของข้าราชการไทยใน 10 ปีข้างหน้า” สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2551) โดย ดร. สมบัติ กุสุมาวลี หัวหน้าโครงการวิจัย

ด้วยความเคารพอย่างสูง

สุนันทา

โทร.081-309-5959

SSRU. Ph.D. รุ่น 3

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
ดิฉันและผอ.สมศรี เต็มอนุภาพกุล ได้ค้นคว้าเรื่องของการพัฒนาวิธีคิดสร้างสรรค์ ของ กิลฟอร์ด
( Guilford ) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันและคณะ กิลฟอร์ด ได้พัฒนาแนวคิดขึ้น 2 ประเภท คือ
1. ความคิดรวมหรือความคิดเอกนัย ( Convergent Thinking ) หมายถึงความคิดที่นำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องตามสภาพข้อมูลที่กำหนดเพียงคำตอบเดียว
2. ความคิดกระจายหรือความคิดอเนกนัย ( Divergent Thinking ) หมายถึงความคิดหลายทิศทางที่สามารถเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาได้ตลอดจนการนำไปสู่ผลิตผลของความคิดหรือคำตอบได้หลายอย่างด้วย กิลฟอร์ดกล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์คือความคิดอเนกนัยนั่นเอง
โครงสร้างของความคิดสร้างสรรค์ มี 3 มิติ คือเนื้อหา วิธีการ และผลของการคิด ส่วนองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ต้อง มี 4 ส่วน ต่อไปนี้
1. ความคิดคล่องแคล่ว ( Fluency ) หมายถึงการคิดตอบสนองได้รวดเร็วและมากที่สุด
2. ความคิดยืดหยุ่น ( Flexibility ) หมายถึงความสามารถในการปรับสภาพของความคิดในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
3. ความคิดริเริ่ม ( Originality ) หมายถึงความสามารถในการคิดแปลกใหม่
4. ความคิดละเอียดลออ ( Elaboration ) หมายถึงความสามารถมองเห็นรายละเอียดที่
คนอื่นมองไม่เห็น
ประเภทของความคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดกิลฟอร์ด
1. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการเปลี่ยนแปลง ( Innovation ) คือแนวคิดที่เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นเช่น ทฤษฎีใหม่ การประดิษฐ์ใหม่
2. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการสังเคราะห์ ( Synthesis ) คือการผสมผสานแนวคิดจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แล้วก่อให้เกิดแนวคิดใหม่อันมีคุณค่า
3. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการต่อเนื่อง ( Extention ) เป็นการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ประเภทการเปลี่ยนแปลงกับความคิดสร้างสรรค์ประเภทการสังเคราะห์คือเป็นโครงสร้างหรือกรอบที่กำหนดไว้กว้าง ๆ แต่ความต่อเนื่องเป็นรายละเอียดที่จำเป็น
4. ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการลอกเลียน ( Duplication ) เป็นลักษณะการจำลองหรือลอกเลียนจากความสำเร็จอื่น ๆ
กระบวนการคิดสร้างสรรค์
ขั้นที่ 1 ค้นพบปัญหา
ขั้นที่ 2 เตรียมการและรวบรวมข้อมูล
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์
ขั้นที่ 4 ฟูมฟักความคิด
ขั้นที่ 5 ความคิดกระจ่างชัด
ขั้นที่ 6 ทดสอบความคิด
ประมวลมาจากการคิดสร้างสรรค์ของ Torrance,1965 Wallach, 1962 Osborn, 1957 Anderson, 1957 Jungs, 1963
ขอแสดงความนับถือ
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359
นางสมศรี เต็มอนุภาพกุล 081-755-6338

พี่ เพื่อนๆ ทุกคน

สวัสดีค่ะทุกคน นาได้เก็บสิ่งดีดีจากเวทีการจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย ร่วมกับคณะที่ปรึกษาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของพวกเรา

ซึ่งจะนำเสนอ ทั้งหมด 6 ตอน แต่ละตอนอยากให้พี่ๆ เพื่อนทุกคนแสดงความคิดเห็นด้วยนะค่ะ รวมถึงผู้ที่สนใจจะเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติของเรา

6 กลยุทธ์ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ตอนที่ 1)

เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของทรัพยากรมนุษย์ในการสนองการพัฒนาประเทศเชิงการเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม คลอดจนการดำรงชีพที่มีสุขภาพและปลอดภัย การพัฒนาคนควรเร่งการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทโนโลยีไหม้มีมากขึ้น นอกจากนี้ควรเน้นการจัด วางระเบียบ และปรับวัฒนธรรมไทยใหม่ โดยเฉพาะความคิดและจริยธรรมให้ถูกต้องซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังความคิดตั้งแต่อนุบาล ทั้งนี้โดยมีการศึกษา และปรับแก้ไขจุดอ่อนของคนไทยที่ทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนา ทั้งๆ ที่ความจริงคนไทยฉลาดสามารถแข่งขันได้ทัดเทียมประเทศที่เจริญแล้ว แต่ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยเจริญได้

1.กลยุทธ์การศึกษาครั้งเดียวได้ความรู้ ความชำนาญพร้อมกัน

ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรสามารถเข้ารับการศึกษาในสายวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีตามความถนัดของแต่ละบุคคล และความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม นอกจานั้นยังต้องเพิ่มเรื่องภาษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ โดยภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันกำหนดสาขาและจำนวน พร้อมทั้งสัดส่วนที่เป็นความต้องการของประเทศ โดยรัฐและเอกชนจะร่วมกันสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและด้านการเงิน

1.1) เน้นการพัฒนาความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของชาติในอนาคต คือให้ความสำคัญอันดับแรกแก่ สาขาเกษตรอุตสาหกรรม และบุคลากรทางการแพทย์

1.2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรสามารถเข้ารับการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความถนัดของแต่ละบุคคลและความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม

1.3) ส่งเสริมทักษะแรงงานด้านภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้

ทักษิณานันท์

080-6148578

พี่ เพื่อนๆ ทุกคน

กลยุทธ์ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ตอนที่ 3)

3.การฝึกอบรมในหน่วยงานราชการและเอกชน

1) การฝึกอบรมในองค์กรหรือภายในหน่วยงานเป็นสิ่งที่รัฐและธุรกิจเอกชนจะต้องลงทุนจริงจังและต่อเนื่องทั้งเชิงลึก เชิงกว้าง และเชิงบูรณาการอย่างกว้างขวางให้ทันสมัยกับหรือก้าวหน้าไปกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันพร้อมทั้งสร้างให้บุคลากรดังกล่าวให้มีจินตนาการทั้งเชิงลึกและกว้างเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นบุคลากรจะล้าหลังทำให้ไม่สามารถจะแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ได้

2)ส่งเสริมทักษะแรงงานด้านภาษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ รวมถึงการต่อยอดความรู้ของแรงงานในทุกระดับอาชีพ

3) จัดประชุมวิชาการระดับหน่วยงานระหว่างหน่วยงานในประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งภาครับและเอกชน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

ทักษิณานันท์

080-6148578

พี่ เพื่อนๆ ทุกคน

กลยุทธ์ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ตอนที่ 4)

4กำจัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและส่งเสริมนักวิชาการ

กฎระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่น อัตราเงินเดือนที่เท่ากัน ไม่ว่าจะจบมาจากสถาบันใดก็ตาม จะต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความเป็นเลิศทางวิชาการ

ทักษิณานันท์

080-6148578

พี่ เพื่อนๆ ทุกคน

กลยุทธ์ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ตอนที่ 5)

5.พัฒนาบุคลากรในสาขาวิชาชีพที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

ประเทศไทย ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาวิชาชีพเฉพาะที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อเทียบกับมาตรฐานของนานาชาติได้แก่ สาขาอาชีวะ เศรษฐศาสตรืการเงิน บัญชีประกันภัย และโลจิสจิกส์ ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารมืออาชีพและผู้กำหนดนโยบายทางด้านเศรษฐกิจการเงินของประเทศ จึงจำเป็นต้องดำเนินการ ดังนี้

1) เร่งสนับสนุนและให้แรงจูงใจในการผลิตบุคลากรในสาขาทางอาชีวะ เศรษฐศาสตร์การเงิน บัญชี ประกันภัย และโลจิสจิกส์ เพื่อพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

2)เร่งพัฒนทักษะ และความสามารถของครู อาจารย์ ในกระบวนการสอน และถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียน และนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ทักษิณานันท์

080-6148578

พี่ เพื่อนๆ ทุกคน

กลยุทธ์ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ตอนที่ 6)

6. กลยุทธ์การสร้างค่านิยมใหม่ในการสร้างทุนมนุษย์

1) ต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นขยันทำงานหนักมีวินัยสูงทำงานอย่างชาญฉลาดและทำงานอย่างมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ (ให้มีมูลค่าของผลิตภาพอย่างน้อยสัก สามเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อรองรับสังคมสูงอายุและการแข่งขันและความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจที่นับวันจะมีความรุนแรงและรวดเร็วมากเป็นทวีคูณ) ซึ่งจะทำได้ก็จะต้องมีความยืดหยุ่นสูง การศึกษา จะต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องตลอดเวลา (life Long Learning ) พร้อมทั้งเข้าใจและอ่านทิศทางของกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ได้อย่างถูกต้อง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเป็นคนสูงอายุที่ยังคงมีประสิทธิภาพในการผลิตมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขเป็นการรองรับและเสริมความเข้มแข็งให้กับสังคมผู้สูงอายุในเวทีการแข่งขันโลกได้เป็นอย่างดี กฎระเบียบในการเกษียณอายุ 60 ปี ในขณะนี้อาจจะไม่เหมาะสมแล้วก็ได้ การที่ปล่อยให้คนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนไม่น้อยเกษียณอายุออกไปทั้งๆที่ ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความรู้ความสามารถเป็นการสูญเสียใหญ่หลวง ซึ่งระบบเช่นนี้ในต่างประเทศได้ติดตั้งใช้การไปแล้วหลายประเทศ ศาสตราจารย์หลายคนทำงานต่อเนื่องตลอดจนอายุเกิน 80 ปี และมีนวัตกรรมใหม่ๆ เสมอ

2) ส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมและสร้างค่านิยมสู่ความเออาทรและสมานฉันท์ เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งและเป็นรากฐานในประเทศอย่างยั่งยืน

ทักษิณานันท์

080-6148578

กฎ 13 ข้อของ John C. Maxwell VS กฎ 13 ข้อของ จีระ หงส์ลดารมภ์

1. Belief lifts your talents = ความเชื่อยกระดับพรสวรรค์ของคุณ

2. Passion energizes your talents = ความกระตือรือร้นทำให้พรสวรรค์ของคุณมีพลัง

3.Initiative activates your talent=การริเริ่มต้นกระตุ้นพรสวรรค์ของคุณ

4. Focus directs your talents = มุ่งมั่นช่วยพรสวรรค์ของคุณ

5. Preparation positions your talent = การเตรียมตัวช่วยพรสวรรค์ของคุณ

6. Practice sharpens your talent = การฝึกฝนทำให้พรสวรรค์ของคุณแหลมคมมากขึ้น

7. Perseverance sustains your talent = ความพยายามอดทนจะรักษาพรสวรรค์ของคุณ

8. Courage tests your talent = ความกล้าหาญทดสอบพรสวรรค์ของคุณ

9. Teach ability expands your talent = ความสามารถในการสอน/ถ่ายทอดช่วยขยายพรสวรรค์ของคุณ

10. Character protects your talent = อุปนิสัยลักษณะปกป้องพรสวรรค์ของคุณ

11. Relationships influence your talent = ความสัมพันธ์ที่ดีมีอิทธิพลต่อพรสวรรค์ของคุณ

12. Responsibility strengthens your talent = ความรับผิดชอบทำให้พรสวรรค์ของคุณแข็งแรงขึ้น

13.Teamwork multiplies your talent = การทำงานเป็นทีมทำให้พรสวรรค์ของคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

1. Hard work = ทำงานหนัก/ยาก

2. Discipline = มีการฝึกฝน/มีวินัย

3.Inspiration = มีแรงบันดาลใจ

4.Moderation = เดินสายกลาง

5.Patience = มีความอดทน

6.Love = มีความรัก

7.Caring = มีความห่วงใยใส่ใจ

8.Creativity = มีความคิดสร้างสรรค์

9.Innovation = มีนวัตกรรม

10.Emotional = รู้จักควบคุมอารมณ์

11.Spiritual = ทำด้วยจิตวิญญาณ

12.Luck = โชค

13.Happiness = ทำด้วยความสุข

2 ตารางนี้ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้น้องนกได้คิดต่อ หรือใครก็ได้ไม่ว่าจะวงการกีฬาหรือวงการบันเทิงที่มีพรสวรรค์และสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์ โดยนำเอาหลักการนี้ไปใช้

ส่วนของฝากจากอังกฤษอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระหว่างที่อยู่อังกฤษ ผมได้อ่านหนังสือชื่อ ''Winning Mind'' ของ Sebastian COE

ซึ่งเป็นอดีตนักกีฬากรีฑาทีมชาติเหรียญทองโอลิมปิกของอังกฤษ ขอนำข้อสรุปมาฝาก ที่เน้นคำว่า ''Winning Mind'' เพราะ

* Coe ได้ทำอะไรสำเร็จหลายๆ เรื่อง

* เป็นนักกีฬาเหรียญทอง, เป็นนักการเมือง, เป็นนักธุรกิจ

* ได้รับมอบให้เป็นประธานคณะกรรมการของโอลิมปิกอังกฤษที่เสนอตัวชิงชัยจนอังกฤษได้เป็นเจ้าภาพ 2012 อย่างเฉียดฉิว เมื่อ 5 ปีที่แล้วที่สิงคโปร์ ทำเอาฝรั่งเศสเพราะคะแนนนำมาตลอด มาแพ้อังกฤษในช่วงโค้งสุดท้าย

* ได้รับเกียรติจากสมเด็จพระราชินีอังกฤษให้เป็น Lord Coe ด้วย

ผมเข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้ใหม่มากยังไม่มีขายที่ร้านหนังสือ Kinokuniya Coe เน้นหลายเรื่องน่าสนใจ เพราะเขาเขียนจากความจริงจากประสบการณ์ของเขา หนังสือเล่มนี้ถ้าจะสั่งซื้อจาก Internet น่าจะได้

จริงๆ แล้วเน้นเรื่องภาวะผู้นำซึ่งผมเคยเรียนคุณระวิไปว่า พนักงานของ ''สยามกีฬา'' ทุกคนควรจะได้รับการฝึกเรื่องภาวะผู้นำ ซึ่งคุณระวิก็ให้ความสนใจอยู่อย่างมาก เคยเชิญ อ.สุขุม นวลสุกุล มาร่วมงานอยู่แล้ว และในอนาคต ''สยามกีฬา'' ก็จะสร้างผู้นำตั้งแต่เยาวชน หันมาสนใจเรื่องอื่นที่ไม่ใช่จากกีฬา ในที่สุดก็ช่วยให้เกิดสังคมที่สันติสุข มีความสุข สมดุล ปราศจากยาเสพติด และลดความขัดแย้งในสังคม

มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ คือ Coe เอาการกรีฑา (วิ่ง) 1,500 เมตร มาเป็นปรัชญาทางการวิเคราะห์ และพัฒนาผู้นำ คือ

* ต้องมี Vision ก่อนว่าต้องการอะไร

* ต้องมี Goal คือ เป้าหมายอาจจะเล็กๆ แต่สำเร็จก็อาจจะนำไปสู่จุดหมายใหญ่ได้

* เริ่มต้นจากกรีฑา คือ เริ่มวิ่งแต่ในชีวิตจริงคงอาจจะมี Vision แต่ต้องมี Action ด้วย

* ระหว่างที่วิ่งออกไปก็ต้องควบคุมการวิ่งให้อยู่ในระดับที่พอใจ มุ่งมั่น

* และสุดท้ายช่วงก่อนจะถึงเส้นชัย ต้องเร่งหรือใช้ยุทธวิธีที่นำไปสู่ชัยชนะให้ได้ ซึ่งการเป็นผู้นำก็เรียนรู้ได้จากนักกีฬา ไม่ต้องไปเรียนในตำรา บางมหาวิทยาลัยสอนเรื่องผู้นำแต่ไปลอกตำราฝรั่งมา

หรือถ้าในหนังสือ ''ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้'' ของผมกับคุณพารณ ท่านเน้น

Plan = วางแผน

Do = ลงมือทำ

Check = ตรวจสอบ/ปรับปรุง

Act = ทำให้สำเร็จ

ฐิติรัตน์ ถาวรสุจริตกุล

0863517928

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
ดิฉันและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาโรงเรียนไทรน้อย นายทวีศักดิ์ คงกะพัน ได้ตระหนักว่าทุนมนุษย์ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญอันหนึ่งในกระบวนการผลิต เฉกเช่นเดียวกับจำนวนแรงงาน ที่ดิน เงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ แต่ทุนมนุษย์มีข้อได้เปรียบปัจจัยการผลิตชนิดอื่น ตรงที่มันสามารถถูกสะสมได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด นอกจากนั้นการสะสมทุนมนุษย์ไม่มีค่าเสื่อม แต่กลับจะยิ่งเอื้อต่อการสะสมทุนมนุษย์ให้มีมากขึ้นไปอีกในอนาคต
การเพิ่มทุนมนุษย์ยังถือเป็นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน โดยการพัฒนาทักษะฝีมือของแรงงานจะเป็นการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างถาวรให้กับแรงงานเหล่านั้น นอกจากนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์ยังถูกยกให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ เนื่องจากการพัฒนาทุนมนุษย์ในผู้คนกลุ่มหนึ่งจะทำให้อุปทานของแรงงานมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จะลดอุปทานแรงงานด้อยทักษะลง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานมีทักษะในสังคมปรับตัวลดลง ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานด้อยทักษะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็คือการที่ค่าจ้างแรงงานของผู้คนในสังคมปรับตัวเข้าใกล้กันมากขึ้นนั่นเอง
ด้วยความสำคัญทางเศรษฐกิจในหลากหลายประการ จึงไม่น่าแปลกใจที่แวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ของโลก จะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดย James Heckman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลของมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ก็ถือเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับหัวข้อของการพัฒนาทุนมนุษย์นี้ โดยบทบรรยายชิ้นหนึ่งของเขา ได้กล่าววิจารณ์นโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำเอาข้อคิดส่วนหนึ่งของบทบรรยายดังกล่าว มาถ่ายทอดให้สังคมไทยได้รับทราบในบทความนี้
เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการพัฒนาทุนมนุษย์มักจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบการศึกษาของประเทศ โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ล้มเหลวของประเทศหนึ่ง มักจะถูกใช้เป็นหลักฐานแสดงถึงความล้มเหลว ของระบบการศึกษาในประเทศนั้นๆ ดังนั้นนโยบายปฏิรูปการศึกษา การปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตร การลดจำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคน หรือการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของเด็กนักเรียน จึงมักจะถูกหยิบยกขึ้นมา เป็นประเด็นถกเถียง เมื่อเกิดปัญหาคุณภาพของแรงงานในสังคมต่างๆ
นอกจากนั้นปัจจัยที่กีดกันการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็ก ก็มักจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มักจะถูกให้ความสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปปัจจัยดังกล่าวจะรวมไปถึงการขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อใช้ในการศึกษา การขาดแคลนแรงงานภายในครัวเรือน หรือความบกพร่องในการรับรู้ถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการศึกษา เป็นต้น นโยบายให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน หรือนโยบายเรียนฟรีภายใต้โรงเรียนสังกัดภาครัฐภายในท้องถิ่น จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้
ในระดับหนึ่งนโยบายเหล่านี้ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ แต่การวิเคราะห์ถึงปัญหาเหล่านี้ มักจะยังมองข้ามประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้รูปแบบของนโยบาย ในการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับประเทศ เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก
ใน ประการแรก นั้น กระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นกระบวนการที่ดำรงอยู่ตลอดชีวิต มันมิได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้าศึกษาภายในโรงเรียน แต่มันตั้งต้นมาตั้งแต่เด็กเริ่มลืมตาดูโลก โดยสิ่งแวดล้อมภายในบ้านจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของเด็กในช่วงนี้ นอกจากนั้นกระบวนการเรียนรู้ก็มิได้มีจุดจบภายหลังจากสำเร็จการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ ยังเกี่ยวพันกับการพัฒนาทักษะฝีมือในที่ทำงาน ไปจนถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายภายหลังจากจบการศึกษา
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวในการพัฒนาทุนมนุษย์อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ มิใช่แต่เพียงปัญหาในระบบการศึกษา โดยความล้มเหลวดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งสิ่งแวดล้อมในครอบครัวอาจจะทำให้เด็กไม่มีแรงจูงใจในการใฝ่หาความรู้หรือพัฒนาความคิด หรืออาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเข้าทำงาน ซึ่งการขาดกระบวนการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง หรือการคุ้มครองการจ้างงานที่สูงเกินไปก็อาจจะทำให้การพัฒนาทุนมนุษย์ขาดช่วงไป
ดังนั้นนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์จึงควรจะมุ่งส่งเสริมกระบวนการภายนอกระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงเด็กก่อนวัยเรียน เนื่องจากการศึกษาเปรียบเทียบ รายงานวิจัยหลายงานให้ข้อสรุปว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ของเด็ก ในช่วงนี้จะอยู่ในระดับสูงที่สุด และอาจจะสูงกว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงชีวิตอื่น รวมทั้งการพัฒนาในช่วงวัยเรียนหลายเท่าตัว
โดยผลตอบแทนที่สูงขึ้นนี้เกิดจากการที่ระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากนโยบายดังกล่าวที่ยาวนานที่สุด และนอกจากนั้นการพัฒนาทักษะ แรงจูงใจในการศึกษา ความรู้ ความคิด ก็ยิ่งก่อให้เกิดพัฒนาการต่างๆ ในด้านเหล่านี้เพิ่มเติมขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งส่งเสริมให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ของการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงนี้ สูงมากขึ้นเป็นลำดับ
นอกจากการมองการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต้องมีอยู่ตลอดชีวิตแล้ว ในประการที่สอง การวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนจากการพัฒนาทุนมนุษย์ ก็มิควรเจาะจงอยู่แต่เพียงผลลัพธ์ทางการพัฒนาในระดับสติปัญญาแต่เพียงเท่านั้น มีส่วนประกอบอีกหลากหลายที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของแรงงานมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น นอกเหนือไปจากสติปัญญาของพวกเขา
สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยจริยธรรมในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัว ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะทางสังคม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างเสริมได้ง่าย ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเสริมสติปัญญา แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาสติปัญญาดังกล่าว
ถ้าหากผลตอบแทนในด้านต่างๆ เหล่านี้ถูกคิดรวมเข้าไปในนโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์ กระบวนการพัฒนานอกเหนือจากระบบการศึกษาจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก และจะยิ่งตอกย้ำความสำคัญของกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงเด็กก่อนวัยเรียน รวมไปถึงบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองและสภาพแวดล้อมภายในและรอบๆ บ้าน มากยิ่งขึ้น
และใน ประการสุดท้าย เราก็ควรจะมีความเชื่อถือในความฉลาดของพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการเลือกสถานศึกษาที่เหมาะสมที่สุด ให้กับเด็ก นั่นคือสถานศึกษาต่างๆ ควรจะมีอิสระจากการควบคุมดูแลจากรัฐบาลมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการให้ความเคารพต่อการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเรียนกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือการศึกษานอกโรงเรียนมากยิ่งขึ้น
มีหลักฐานงานศึกษาที่ชี้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะสามารถแยกแยะสถานศึกษา (หรือวิธีการศึกษา) ที่ดีออกจากส่วนที่ไม่มีคุณภาพได้ ถ้าพวกเขามีประสบการณ์จากการเลือกอย่างอิสระมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งที่ชี้ว่า การแข่งขันก่อให้เกิดการพัฒนาในคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งหลักฐานนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นอีก ถ้าหากนำไปเปรียบเทียบกับระบบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมมากมาย แต่กลับไม่มีการพัฒนาคุณภาพมากนัก และนอกจากนั้นยังมีหลักสูตรการศึกษาห่างไกลจากสังคม และความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้นไปทุกทีด้วย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359
นายทวีศักดิ์ คงกะพันธ์ 085-901-5175

กราบเรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันนี้หนู(สมศรี นวรัตน์) ขออนุญาตคุยกับท่านอาจารย์ต่อนะคะ หยุดไป 2 วัน เนื่องจากหนูต้องมาบรรยาย วิชาการให้กับสำนักผู้ตรวจราชการเขต 4 เรื่องโรคไม่ติดต่อ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ที่โรงแรมอมารีแอร์พอร์ท ( Amari Hotels ) ดอนเมือง แล้วต่อในวันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2552 ที่โรงแรม Rama Gardens หนูได้รับเชิญมาบรรยายและแสดงนิทรรศการของทีมงานของหนู เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลบ้านลาด เรื่อง “ คลินิกวัยใส..สายใย..เพื่อวัยรุ่น ” และวันที่16 กรกฎาคม (วันนี้)หนูจะบรรยายร่วมกับภาคีเครือข่าย(Network)ที่ทำงานกับวัยรุ่น และหนูจะบรรยายเกี่ยวกับFunctionที่หนูได้ทำในรพ.บ้านลาด ทีมที่บรรยายประกอบด้วยมาจาก รพ.รามาธิบดี, สำนักงานสาธารณสุข จ.สุพรรณบุรี, อบต.จากจ.มหาสารคาม, จากรพ.บ้านลาด(ตัวหนู)และประธานเยาวชนของประเทศไทย(น้องน้ำเต้า)มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 250 คน มีผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์หลายคนมาพูดในวันแรก โดย มี รมช.ว่าการของกระทรวงสาธารณสุข มาเปิดงานและได้แวะเยี่ยมชม “บูทนิทรรศการของโรงพยาบาลบ้านลาด” หนูได้บรรยายให้ท่าน รตช.ทราบถึง “คลินิกวัยใสสายใยเพื่อวัยรุ่น” ของหนูว่า คืออะไร? ทำอย่างไร? มีมูลเหตุจูงใจอะไรที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น หนูจำได้ว่าสมัยที่เรียนป.โท ที่ NIDAกับอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงคำพูดของ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ เคยพูดว่า คุณภาพชีวิตคนที่ท่านอยากจะเห็นและอยากให้เป็นไปได้ในอนาคต คือ “คนในสังคม ไทยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี”จะเกิดได้นั้น “ต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา..ถึงเชิงตระกอน” พอพูดถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยจะเทียบได้กับทฤษฎี 8K’s ของท่านอาจารย์จีระนั้นคนไทยจำนวน 63 ล้านคนในเวลานี้ ตามความคิดของหนูนั้น คิดว่าตอนนี้คนไทยโดยภาพรวม ในเรื่องโครงสร้างอายุพบว่ามีปัญหา 2 กลุ่มใหญ่ ๆคือกลุ่มเด็ก(โดยเฉพาะวัยรุ่น) และวัยผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้าง “ด้านอายุ” ของประชากรเปลี่ยนแปลงไป พบว่าจำนวนการของทารกมีจำนวนการเกิดน้อย(เด็กทารก) เนื่องจากใช้วิธีการคุมกำเนิดได้ผลตามวัตถุประสงค์ ขณะนี้การแพทย์และสาธารณสุขของเมืองไทยดีขึ้นกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ทำให้สถิติของผู้สูงอายุจะมีมากขึ้นขณะที่อัตราการเกิดของทารกลดลง หนูมองประเด็นนี้ว่า “ผู้สูงอายุกับการจัดการด้านสุขภาพ” (Health Management ) ต้องมีการออกแบบระบบ( Design) การวางแผน(Plan) นำแผนสู่การปฏิบัติ(Implement) ประเมินผล( Evaluate)ไว้ในระยะยาว ….ในอนาคต เพราะผู้สูงอายุจะมีมากขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง หนูและทีมงาน (Teamwork) มีหน้าที่ดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่ แรกเกิด….เด็กเล็ก…จนถึงผู้สูงอายุ หนูคิดว่าวันนี้หนูจะคุย และวิเคราะห์เรื่อง “คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ(Quality of life)กับ…อาชีพปีนต้นตาล” โดยใช้ ทฤษฎี 8K’s ก่อนนะคะแล้วตามด้วย ทฤษฎี 5K’s + ทฤษฎี 3 วงกลม (C2M หนูตั้งใหม่เพื่อจำได้ง่าย ๆๆๆๆๆๆคะ) + ทฤษฎี 4L’ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่สามารถแบ่งมองได้ 2 มิติ คือ

มิติที่1เขาเหล่านั้น เป็นผู้มีประสบการณ์ดั้งเดิม(Experience) ที่ผู้สูงอายุสะสมมาตลอดชั่วชีวิตเช่น ผู้สูงอายุในอำเภอบ้านลาด เขาจะมีความเชี่ยวชาญในการปีนขึ้นต้นตาล โดยเขาเหล่านั้นจะตื่นแต่เช้าตรู่ ออกจากบ้านเช้ามืดไป “กรีดงวงตาล” แล้วทิ้งให้น้ำตาลไหลลงกระบอกไม้ไผ่ทิ้งระยะเวลาไว้ต้นละ 2 ชั่วโมงต่อต้น พอถึงเวลาก็จะปีนขึ้นไปเก็บน้ำตาลลงมาจากต้น จากนั้นจะนำไปเคี่ยวด้วยเตาไฟ เปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นน้ำตาลปึก การเก็บผลผลิตน้ำตาลสดสามารถเก็บได้ในช่วงเวลา 3 - 4 เดือนเท่านั้น เพราะเมื่อถึงฤดูฝนก็จะไม่สามารถเก็บน้ำตาลได้อีกแล้ว และจะเข้าสู่ฤดูทำนาข้าว จะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุผู้สูงอายุเหล่านี้เป็นทุนทางมนุษย์(Human Capital)ที่มีองค์ความรู้เดิมสั่งสม มานานเพราะหนูถามคุณลุงที่ทำอาชีพปีนต้นตาล ว่าทำมากี่ปีแล้ว เขาเล่าว่า “ขึ้นตาล”ตั้งแต่อายุ 15-16 ปี(ภาษาพูดของคนเมืองเพชร)ปัจจุบันอายุ 62 ปีแล้ว แสดงว่าขึ้นตาลเพื่อเก็บน้ำตาลสดมา 47 ปี หนูคิดว่านี่คือ Skill Knowledge + กับ เป็น Talented Capital ของคุณลุงเขา(ไม่ทราบว่าถูกหรือเปล่านะคะ? ) เพราะต้นตาลเมืองเพชรบุรี เป็นต้นไม้ที่มีความสูงมาก ถ้าใครไม่มีทักษะ ไม่มีความรู้ที่สั่งสมประสบการณ์มานาน ๆ ก็คงจะตกต้นตาลและไม่สามารถ อดทนกับความเสี่ยง (Risk)ที่ต้องปีนขึ้นที่สูง ๆ ได้ แต่ชาวบ้านมี Creative Thinking มีวิธีการขึ้นต้นตาลแบบพิเศษ โดยเขาจะนำบันไดพาดเวลาขึ้นต้นตาล เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “พะอง” ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งมีความยาวพอ ๆ กับความสูงของต้นตาล ใช้ไม้ไผ่ที่ยาวและมีกิ่งต่อไผ่ใช้สำหลับเหยียบขึ้นไปได้ง่าย สะดวกเป็นไม้ไผ่ต้นเดียว สิ่งเหล่านี้หนูคิดว่าเป็นทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ทุนทางปัญญาที่เขามีมา + กับทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Capital) ที่ชาวบ้าน เมืองเพชรบุรีได้สร้างขึ้นจากสิ่งที่มีในหมู่บ้านชนบทแบบไทย ๆ วิเคราะห์ได้กับทฤษฎี 5K’s ของท่านอาจารย์ จีระได้ไหมคะ? + กับทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีความสามารถในการมองหาและมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ไม้ไผ่ที่ยาวพอ ๆ กับลำต้นตาล มาประยุกต์ใช้ (Appropriate)กับการขึ้นปีนต้นตาลเพื่อขึ้นไป “กรีดงวงตาล” เพื่อเก็บน้ำตาลสด

หนูกำลังสื่อสารกับ ท่านอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์ ในแนวคิดที่ว่า “ภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยปีนต้นตาลเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital)อย่างหนึ่ง” แต่หนูคิดว่าทุนทางวัฒนธรรมตัวนี้ จะกำลังจะเกิดปัญหาในอนาคต เพราะคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจเรื่อง “ปีนต้นตาล” ไม่สนใจการอนุรักษ์อาชีพดั่งเดิม (วัฒนธรรมด้านอาชีพ) คนรุ่นใหม่ไม่สนใจอาชีพนี้ แต่กลับไปสนใจอาชีพภาคอุตสาหกรรม ที่อำเภอเขาย้อยและยกเป็นอำเภอที่ได้รับการยกเลิกให้เป็นเขต “อุตสาหกรรม” ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ ละทิ้งอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ไปเป็น “หนุ่มสาวโรงงาน” ไปเป็น “มนุษย์โรงงาน” หนูคิดว่าในอนาคตไม่น่าจะเกิน 20 ปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่นเก่าหมดอายุไขไปแล้ว หนูมีความรู้สึกเป็นห่วง เสียดายทุนทางวัฒนธรรมในการปีนต้นตาลเพื่อเก็บน้ำตาลสดที่เป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมมานาน เป็นวิถีชีวิต(Life style)ของชุมชน เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น(Local Wisdom) เป็นความรู้ (Knowledge) เป็นภูมิหลังของชุมชน โดยเฉพาะอำเภอบ้านลาดที่มีต้นตาลมากมาย

ผู้สูงอายุในมิติที่ 2 ในฐานะทุนมนุษย์ที่ควรเรียนรู้ ศึกษาวิถีชีวิต+ประสบการณ์ หนูคิดว่าผู้สูงอายุ (ในชนบทอำเภอบ้านลาด) ซึ่งโรงพยาบาลบ้านลาดของหนูตั้งอยู่เป็นทุนทางมนุษย์ ที่มีลักษณะ Intellectual Capital เพราะผู้สูงอายุมีความสามารถในการวิเคราะห์เป็นคือวิเคราะห์ว่าจะขึ้นต้นตาลอย่างไรถึงจะปลอดภัย ไม่ตกต้นตาล เป็นการคิดวิเคราะห์ (Analysis Thinking) เพื่อคุณภาพชีวิตของตนเองและของคนในครอบครัว ขณะเดียวกันทุนทางปัญญาในการขึ้นไปเก็บน้ำตาลและสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) คือนำน้ำตาลที่เก็บได้ไปประยุกต์จากน้ำตาลสดไปทำขนมหวาน นำมาสู่ การเพิ่มรายได้ (Value Added) เสริมอาชีพหลักจากทำไร่ ทำนา ทำสวน หนูคิดว่าทุนทางปัญญาในตัวผู้สูงอายุนั้นเป็นการแสดงพฤติกรรมออกโดยที่ ผู้สูงอายุที่ “คิดเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักใช้ความรู้และประสบการณ์และนำความรู้ต่าง ๆ มา Create หรือวิเคราะห์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม” ตัวอย่างเช่น ขนมตาลที่ทำจากลูกตาลสุก นำมาห่อด้วยใบตาลอ่อน (คล้าย ๆ กับขนมถ้วยฟู) ทำน้ำตาลปึกที่ทำจากน้ำตาลสดจากงวงต้นตาลซึ่งต่างจากน้ำตาลปึกจากจังหวัดสมุทรสงครามที่ทำน้ำตาลปึกจากต้นมะพร้าว ขนมที่ทำจากน้ำตาลมีมากมายหลายชนิด ซึ่งถือว่าโชคดีของคนเมืองเพชรบุรีที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติ (ต้นตาล)ที่มีมากมาย แต่สิ่งที่หนูคิดกังวลในอนาคต (คิดเอง กังวลเอง) คือ รู้สึก (ส่วนตัวว่า) จะทำอย่างไร?? กับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น(Local Wisdom)ในการปีนต้นตาลเพื่อเก็บน้ำตาลสดจากต้นตาล แล้วนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added)จะยังคงอยู่คู่เมืองเพชรบุรีในกลุ่มชน คนรุ่นหลังที่จะมารับช่วงต่อ เพราะความนิยมอาชีพที่ทันสมัยของคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ที่ชอบงานที่สบาย ตื่นเช้าขึ้นมาแทนที่จะเตรียมไปปีนต้นตาลเพื่อเก็บน้ำตาลสด นำมาสร้าง Value Added ในการทำขนมต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงดังเช่น ขนมจ่ามงกุฏ, ทองเอก, ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ขนมชั้น, ขนมหม้อแกง, ขนมบ้าบิ่น, ขนมลูกชุบ, ขนมเสน่ห์จันทร์, ขนมสัมปันนี ,ขนมข้าวตู, ข้าวเกรียบ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีน้ำตาลจากต้นตาลเป็นหลักของส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองเพชรบุรี

สรุปแล้วคนเป็นทุนที่สำคัญในทุก ๆ เรื่อง Human Capital ส่งผลให้เกิดทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)นำไปสู่ ทุนทางสังคม (Social Capital) นำไปสู่ทุนทางความรู้ ทักษะ (Talented Capital)ซึ่งสำคัญมาก ทุนเหล่านี้ไปสร้างเสริมเพิ่มเติมและเติมเต็มให้สามารถอยู่ในยุคปัจจุบัน (โลกโลกาภิวัตน์) บวก(+)ด้วยทฤษฎี 5K’s ของท่านอาจารย์ จีระ โดยทุนความคิดสร้างสรรค์ที่ชาวอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้สร้างสรรค์จากน้ำตาลสดมาเพิ่มมูลค่า(Value Added)เป็นขนมต่าง ๆดังกล่าวออกมาข้างต้น เป็นวิธีการใหม่ ๆ เป็นนวัตกรรม(Innovative) เป็นทุนปัญญา(Intellectual Capital) ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เติมเต็ม(Fulfilled) ด้วยความรู้สมัยใหม่โดยการทำ Package ให้สวยงาม จัดรูปแบบให้มีสีสรรที่น่ารับประทาน เช่น ขนมชั้นจะใส่สีจากธรรมชาติ เช่นสีม่วงทำจากสีของดอกอัญชัน สีเขียวทำจากใบเตย มีกลิ่นหอมเชิญชวนรับประทาน สิ่งเหล่านี้เป็นCultural Capital ซึ่งทุนนี้ใช้เวลาสะสมนาน หลายชั่วอายุคน จากรุ่น…สู่รุ่น แต่หนูรู้สึกเสียดายอย่างมากนะคะ ทุนทางวัฒนธรรมนี้ “มีโอกาส” สูญหายไปในอนาคตเพราะคนรุ่นใหม่ หนุ่มสาวรุ่นใหม่จะ “ขึ้นต้นตาล” และ “เก็บน้ำตาลสด” จากต้นตาลไม่ได้หรือถ้าขึ้นได้ก็เหลือน้อยเต็มที เพราะเหตุว่าทุก ๆเช้าที่หนูขับรถไปทำงานที่รพ.บ้านลาด (บ้านหนูอยู่ในอำเภอเมือง) หนูจะขับรถสวนทางกับคนหนุ่มสาวเหล่านั้นที่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปทำงานในอำเภอเมืองหรืออำเภอเขาย้อย ซึ่งเขาเข้ามาทำงานในลักษณะงานบริการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน(ร้านค้า/ห้าง) และภาคอุตสาหกรรมที่อำเภอเขาย้อย ขณะขับรถไปทำงานหนูจะเห็นแต่คนอายุเกือบ 60 ปี ที่ยังคงอนุรักษ์อาชีพเก็บน้ำตาลสดจากการปีนต้นตาล(สูงมาก ๆ) เพื่อนำน้ำตาลมาเคี่ยวเป็นน้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ ส่งตลาดเพื่อเข้าโรงงานทำขนม ถ้าบุคคลที่หนูเรียกเขาว่า “ปราชญ์พื้นบ้าน” ในเรื่องขึ้นต้นตาลเก็บน้ำตาลสด หมดอายุขัยไปแล้วคนรุ่นหลังไม่รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น(Local Wisdom) เหล่านี้ไว้ ไม่สืบสานต่อทุนทางวัฒนธรรมดังกล่าว ก็ไม่รักษาไว้ให้ ยั่งยืนสืบไป (Sustainable) เพราะทุนดังกล่าวจะหดหายไปเพราะ Knowledge เหล่านี้ไม่ได้ฝึกฝน Skill “ไม่เกิด” Talented Capital ทัศนคติ(Attitude)ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป Mindset เขาไปให้ความสำคัญกับงานสมัยใหม่ละทิ้งอาชีพทำน้ำตาลสดจากต้นตาล ก็จะเริ่มถดถอย หดหายไปในอนาคต ดังนั้นอาชีพทำน้ำตาลสดจากต้นตาลซึ่งเป็น Knowledge ที่ท่านอาจารย์จีระได้อธิบายไว้ในหนังสือว่า Knowledge มี 2 ประการ หนึ่งในนั้นคือ ความรู้ ข้อเท็จจริงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และหนูกำลังคิดว่าถ้าไม่มีการจัดการความรู้ (ปีนต้นตาล+เก็บน้ำตาล) ให้ดี ดำรงค์รักษาและถ่ายทอดสู่ลูกหลานเป็น KM หรือ Knowledge Management ซึ่งที่อาจารย์จีระ ได้อธิบายว่า KM หมายถึงจะหาความรู้อย่างไร (Acquired) ซึ่งต้องคิดเป็นด้วย ว่าจะหาความรู้ได้อย่างไร(จากคนเก่ง)จากคนที่ปีนต้นตาลต้นสูง ๆได้อย่างปลอดภัย) จะShare หรือแบ่งปันความรู้นี้อย่างไร (เพราะคนรุ่นหลังไม่รับ ไม่อยาก ได้ไม่สนใจที่จะเรียนรู้) ที่สำคัญจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง? แล้วจะวัด(KPI) ประโยชน์นั้นได้อย่างไร? ในขณะที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตาม ทฤษฎี 3 วงกลมของท่านอาจารย์จีระ แล้วบวกเพิ่มเข้าไปทฤษฎี 8K’s และทฤษฎี 5K’sนั้นคือเรื่องของ Context หรือบริบท Competence และ Motivation ในเรื่องบริบท(Context)นั้น อ.บ้านลาด มีต้นตาลในการผลิตน้ำตาลมากที่สุด ขณะเดียว กันความสามารถ(Competencies)ของคนในรุ่นใหม่หรือรุ่นหลัง ๆมีความต้องการลดลง (ไม่ชอบปีนต้นตาล ไม่ชอบอาชีพนี้) คนก็จะไม่สนใจ ไม่ฝึกทักษะอาชีพ ขณะเดียวกันไม่มีใคร(รวมทั้งตัวหนูด้วย) ไป Motivation กระตุ้น ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญ สร้างบรรยากาศที่จูงใจ ให้คนรุ่นใหม่ ๆรักชื่นชอบ ดำรงรักษาอาชีพนี้ไว้คู่กับต้นตาลเมืองเพชรบุรี ซึ่งจะ ไปเชื่อมโยงกับทฤษฎี 4 L’s ของท่านอาจารย์จีระ อีกนะคะ เพราะ Lที่ 1 = วิธีการเรียนรู้ (Learning Methodology) โดยใช้วิธีการศึกษากรณีศึกษา (Care Study = ขึ้นต้นตาล) ไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิท่านใด จัดทำ Workshop การขึ้นปีนต้นตาลบ้างเลยคะ Lที่ 2 = การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ (Learning Environment) เพราะจากการสังเกตของหนู พบว่าไม่ค่อยจะเห็นคนหนุ่มสาว ไตร่ถาม ยืนมองอย่างสนใจแล้วมีผู้สูงอายุคอยอธิบาย สาธิต ทำWorkshop ไม่มีการแสดงซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข(Happiness)เลย ไม่สนใจที่จะShareความรู้ Shareประสบการณ์ไม่มีการแสวงหาความรู้ร่วมกันเลย(ถ้ามีคงจะดีม๊ากมากนะคะ) Lที่ 3คือLearning Opportunities สร้างโอกาส ในการเรียนรู้ซึ่งเกิดจากผู้เรียนได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แต่เท่าที่หนูพบเห็นคือ ผู้สูงอายุทำงานปีนต้นตาลเป็นอาชีพเสริมช่วงว่างจากการทำนา คนหนุ่มสาวก็ขับมอร์เตอร์ไซต์เข้าในเมืองไปทำงานภาคบริการ และ L ที่ 4 คือ Learning Communities สร้างชุมชนในการเรียนรู้ ให้เกิดขึ้นแต่ที่หนูเห็นคือ คนหนุ่มสาวในชุมชนต่าง “เดินทางหนี” ออกจากอาชีพดั้งเดิมของชุมชนตนเอง มุ่งหน้าไปสู่อาชีพใหม่ที่เรียกว่า “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งหนูเองก็เป็นคนหนึ่ง (วิเคราะห์คนอื่น..แต่ลืมมองตนเองใช่ไหมคะ....) แต่หนูไม่มีความรู้ตรงนี้ มีแต่เรื่อง Health Promotion & Health Prevention in Communication แต่การชึ้นตนตาลก็เป็นการออกกำลังกายเพราะการปีนขึ้นไปในที่สูง ๆนั้นเหนื่อยมาก ๆโดยเฉพาะต้นตาลมีกลอนของท่านสุนทรภู่แต่งไว้ว่า

เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น

ระวังตนตีนมือระมัดมั้น

เหมือนครบคนคำหวานรำคราญครัน

ถ้าพลั้งพลัน “เจ็บอก” เหมืนตกตาล

หนูคุยกับท่านอาจารย์มากแล้วหนูขอจบด้วยกลอนนะคะ เนื่องจากหนูมาประชุมและพักอยู่ที่โรงแรม Rama Gordens ตั้งแต่ 14-17 กค. (4วัน 3คืน) ทำให้หนูเขียนไม่จบในคราวเดียวกัน ประกรอบกับหนูคิดถึงบ้านที่เมืองเพชรมากคะ เขียนได้แต่เรื่องผู้สูงอายุกับวิถีชีวิตอาชีพผู้ผลิตน้ำตาล เมืองเพชรบุรี อันที่จริงแล้วหนูตั้งใจจะเขียนเรื่อง คลินิกวัยรุ่น…วัยใสสายใยรักเพื่อวัยรุ่น ด้วย ขอเก็บไว้เป็นคราวหน้านะคะเพราะหนูจะต้องเตรียม Power Pointในการประชุมเช้าต่อคะ หนูขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงที่ทำให้หนูได้มี สำหรับเขียนข้อความสิ่งที่คิดไว้ในใจ+ในสมองและได้ มีโอกาสสื่อสาร มีพื้นที่เขียนสำหรับพูดคุยกับท่านอาจารย์ด้วยนะคะ

รักและเคารพอาจารย์มากที่สุด สมศรี นวรัตน์ Tel. 081-9435033

เรียน อาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงลดารมภ์

คำตอบ ข้อสอบกลางภาคข้อที่ 1 การนำ HR Architecture มาประยุกต์

กับ Life long Learning อย่างไร?

By Tanapol Kortana Ph.D. 3 SSRU

HR Architecture

จากรูปนี้ผมขอเริ่มที่กรอบสีฟ้าว่าด้วยเรื่อง( คิดเป็น วิเคราะห์เป็น คิดแบบวิทยาศาสตร์ คิดแบบ Creativity Innovation สังคมการเรียนรู้ จิตสาธารณะ) ผมขอพูดเรื่อง KM องค์ความรู้ทางด้านการบริหาร โดยเลือกเรื่องอุตสาหกรรมด้านการเงินและการธนาคาร

และเน้นส่วนของการแช่งขัน

Globalization (โลกาภิวัตน์ )

เราต้องนำเอากลยุทธ์ Systematic, Process and Network มาใช้เพื่อสร้าง KM , เครื่องมือต่าง ๆ (H/W) และการเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วประเทศ หรือทั่วโลกมาใช้ในการทำงานเพื่อ การเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร, เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน, เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และการสร้าง Community ขององค์กรที่มีขีดความสามารถแข่งขัน เรียนรู้และอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับทฤษฎี 4L’s ของ อจ.จีระ หงส์ลดารมภ์

4L’S

*Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้Learning

*Environmentสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้Learning

*Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้

*Learning Communitiesสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้

ถ้า CEO,CFO,COO,CMO ของธนาคารสามารถนำองค์ความรู้และข้อมูล KM [โดยใช้ข้อมูลในรูปแบบของ Business Intelligent(BI) และ Data Warehouse] มาใช้ได้ถูกต้องจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการคิดแบบ Strategic Thinking และสามารถทำให้เขาเหล่านั้นเป็น Strategic Leadership เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารให้เหนือคู่แข่งขันและเป็นผู้ชนะในสนามธุรกิจ”

ผู้บริหารที่มีการสร้าง KM ได้ถูกต้องจะสามารถสร้างผลการดำเนินการได้อย่างประสบความสำเร็จ ต้องดำเนินการโครงการ BI และ Data Warehouse โดยใช้ผู้รู้ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการนำเครื่องมือต่าง ๆ H/W , Application, Network และอื่น ๆ มาประกอบพร้อมทั้งทำ Research Culture ของผู้บริหารระดับสูงของธนาคารทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการทำ Questionnaire ,การทำ In-depth Interview และการนำ Case Study ที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวมาใช้ประกอบเพื่อ ออกแบบระบบ, ขั้นตอนทุก ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็น H/W, Network, Application และ Innovation ใหม่ ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม,เร็วกกว่าเดิม และ Real Time

การสร้าง KM ที่ดี และสามารถตอบสนองทฤษฎี 4L’s ได้จะมีส่วนสนับสนุนให้สามารถเกิด Life long Learning ให้กับชุมชนของธนาคารนั้น ๆ ได้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น จากจุดเริ่มต้นของการทำงานจนเกษียณอายุ และยังต่อเนื่องให้กับพนักงานรุ่นใหม่ต่อ ๆ ไปอีกด้วย

ภาวะโลกร้อน กับ HR Architecture

ผลที่ได้นอกจากการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับคนไทย สร้างระบบ BI ที่ช่วยให้ระบบการเงิน การและการธนาคารของไทยยั่งยืนและแข็งแรงอย่างยาวนาน ยังสามารถลดผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะโลกร้อนได้อย่างมากมายคือ

1. การสร้างระบบสื่อสาร On line จะช่วยลดการเดินทางโดยรถยนต์ และด้านอื่น ๆ จะเกี่ยวเนื่องตามมาคือลดมลภาวะที่เป็นผิดต่อสิ่งแวดล้อม

2. การออกแบบระบบ IT ที่มีประสิทธิภาพจะลดการใช้วัตถุต่าง ๆ ที่มีผลต่อการ

บริโภคทรัพยากรธรรมชาติ และมีส่วนลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

3. การติดต่อสื่อสารโดยใช้ Network เป็นการสนับสนุน Green Creative Economy อีกด้วย

4. การบริหารจัดการโดยใช้โดยใช้ High Performance Computing จะช่วยสนับสนุนการใช้ Strategy ของ Scope, Space and Scale เพื่อลดปัญหามลภาวะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ธนพล ก่อฐานะ

Mobile 081-840-6444

เรียน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คำตอบข้อ 4 By Tanapol Kortana Ph.D.3 SSRU

ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ การฟื้นตัวอะไร U,L,V หรือ W แต่ละแนว Human Capital จะมีบทบาทอย่างไรอธิบายเป็นข้อ ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ โดยแบ่งเป็นระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว

ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กับ การฟื้นตัวของลักษณะ U

ความหมายลักษณะการฟื้นตัวรูปตัว U หมายถึง ลักษณะของวิกฤตทีลงมาไม่ถึงจุดสุดท้าย หรือมักจะพูดกันว่า “วิกฤตมันไม่สุดเสียที” นั่นเอง และถ้าสุดแล้วก็จะอยู่ ในสถานะที่ว่า “เมื่อไหร่มันจะดีขึ้นเสียที” มันช่างใช้เวลายาวนานจริง ๆ กว่าจะดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เหมือนสมัยปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง สถานะของประเทศและธุรกิจต่าง ๆ มีผลประกอบการที่แย่ลง ๆ จนมีคำพูดที่ว่า “วิกฤตมันไม่สุดเสียที” เกิดขึ้นในช่วงนั้นนั่นเอง ต่อมากว่า 5 ปีเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มจะเรียกได้ว่าไม่ลงกว่านี้อีกแล้ว และก็อยู่ในสภาพคงที่อีกระยะหนึ่งถึงได้เริ่มเงยหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ.2548 นี่ละคือที่มาของรูปตัว U

วิกฤตรูปตัว U กับ Human Capital

ระยะสั้น ช่วงขาลงของวิกฤตเศรษฐกิจก็จะมีแต่คำพูดที่ว่า “ลดคน ๆๆๆๆ” เกิดขึ้นในทุกองค์กรจนมีคำพูดเกิดขึ้นอย่างมากมายว่า “เตะฝุ่น”, “Lay Off” , “คนเคยรวย”, “เปิดท้ายขายของ” และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่พูดถึงเศรษฐกิจที่วิกฤต ต่างคนต่างต้องเอาตัวรอดทั้งที่เป็น ประเทศไทย , รัฐวิสาหกิจ, ราชการ, องค์กรต่าง ๆ , บริษัทต่าง ๆ ,ร้านค้าย่อย และประชาชนคนธรรมดาหรือแต่ละครอบครัว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ Human Capital ทั้งหมด 8K’s (พื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์) ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการชี้วัดว่า “ใครสมควรจะอยู่ต่อ” หรือ “ใครสมควรจะตกงาน” หรือ “ใครสมควรเตะฝุ่น” เพราะช่วงขาลงระยะสั้นที่ดีที่สุดของกลยุทธ์ในการลดค่าใช้จ่ายคือการลดคน และแน่นอนต้องเลือกคนที่มีทุนมนุษย์ของ 8K’s

มากที่สุดเอาไว้ ดังนั้นถ้าใครไม่มี 8K’s ก็ต้องถูกไล่ออก

ระยะกลาง เมื่อมีคนตกงานจำนวนมากเกิดขึ้น ก็ต้องมาดูว่าใครจะมี Talented Capitalทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ, และ Intellectual Capital ทุนทางปัญญา ที่จะออกมาต่อสู้ชีวิตต่อไป เพราะจะหางานใหม่ในเวลานี้ก็ยากมาก ๆ ดังนั้นใครที่ความรู้ ความสามารถ ทัศนะคติที่ดีในการดำเนินชีวิตต่อไปก็จะหาธุรกิจเล็ก ๆ หรืออาชีพอิสระต่าง ๆ ทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว เช่น มีคนทำแซนวิซขาย หรือมีคนขับแท็กซี่ หรือมีคนขายมะหมีและเกี๊ยวชายสี่ หรือเปิดท้ายขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งของเก่าและของใหม่เกิดขึ้นเต็มไปหมด

ระยะยาว พอทุกอย่างผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง ก็จะเป็นภาวะช่วงกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ดังนั้นช่วงที่กำลังขาลงและคงอยู่ในช่วงของทรงตัว เราควรจะมีแผนระยะยาวไว้รองรับเมื่อเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาขึ้น เราจะได้วิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อฉกฉวยโอกาสของขาขึ้นให้เราได้สามารถโหนตามกระแสขาขึ้นจะทำให้เราฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และอะไรคือสิ่งที่เราจะเตรียมตัวไว้เพื่อรอโอกาสนี้ที่จะมาถึง เราก็ต้องหันมามองด้าน Human Capital ว่าเราควรเตรียมอะไรไว้บ้างและถ้าดูให้ดีจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทคือ

1.Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน

2.Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์

3.Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม

4.Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม

เมื่อเราได้ผ่านช่วงวิกฤตมาแล้วย่อมทำให้เราตระหนักถึง “ความอยู่รอด” ว่าเราจะสามารถอยู่รอดได้อย่างไรแบบยังยืน “Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน” และเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับอนาคตเพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั่นก็คือเราต้องมี “Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์” คิดในสิ่งใหม่ ๆ ทำด้วยวิธีใหม่ ๆ ไม่เหมือนเดิมเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน และถ้าเรามีสิ่งที่เราคิดค้นประดิษฐ์ ขึ้นมาใหม่ด้วย “Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม” จะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งขันและสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากที่สุด ยิ่งประกอบกับการที่เราเตรียมตัวมาก่อนพอดีกับช่วงขาขึ้นเราก็จะยิ่งได้เปรียบ และต่อเนื่องจากการที่เราเริ่มประสบความสำเร็จ เราต้องมาคำนึงถึงการที่จะทำอย่างไรให้สิ่งต่าง ๆ ที่เราดำเนินการมาด้วยดีจะสามารถทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาให้ได้ด้วยการสร้าง “Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม”

ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กับ การฟื้นตัวของลักษณะ V

ความหมายของการฟื้นตัวรูปตัว V ก็สามารถเปรียบได้กับการฟื้นตัวในประเทศเกาหลี ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของประเทศไทย (พ.ศ.2539-2540) แต่ทำไมประเทศเกาหลีถึงได้ฟื้นตัวเร็วมากใช้เวลาเพียงประมาณ 2 ปีทุก ๆ อย่างก็กลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะขออธิบายในรูปแบบของการนำเอาเรื่อง Human Capital มาชี้ให้เห็นถึงรูปแบบระยะสั้น , ระยะกลาง และระยะยาว โดยจะขอนำเอา ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กับ การฟื้นตัวของลักษณะ W มาอธิบายพร้อมกันเนื่องจากว่าการที่จะมีการฟื้นตัวในรูปแบบของตัว W นี้ได้ก็คือการมีวิกฤตเศรษฐกิจและฟื้นตัวในรูปตัว V 2 ครั้งนั่นเอง และเป็นความต่อเนื่องกันเนื่องจากว่าประเทศที่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ

ระยะสั้น ประชาชนชาวเกาหลีส่วนใหญ่มีพื้นฐานในด้าน “Intellectual Capitalทุนทางปัญญา” , “Digital Capital ทุนทาง IT” ดีมากอยู่แล้ว

ระยะกลาง รัฐบาลเกาหลีในเวลานั้น (พ.ศ. 2539-2540) ก็มีการวางแผนด้าน HR Architecture โดยมุ่งเน้นพัฒนาประชากรให้ได้มี “Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม” ตัวอย่างเช่น ประชาชนชายทุกคนอายุ 18 ปี ต้องเป็นทหาร 2 ปีทุก ๆ คนไม่มีข้อยกเว้นเพื่อเน้นฝึกความเป็นระเบียบ ความรักชาติ ความถูกต้อง เพื่อหล่อหลอมให้ประชาชนทุกคนมีความมีระเบียบวินัยและความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องซึ่งจะนำมาถึงความมีจริยธรรมนั่นเอง นอกจากนี้ยังเน้นการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยให้ประชาชนเลือกเรียนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่น ถ้าจะจบมาเพื่อทำธุรกิจ หรือจะเป็นลูกจ้างให้เรียนเพื่อมีจุดเด่นเฉพาะคือท่านจะเลือก ทำธุรกิจกับคนชาติไหนจะมีการเตรียมให้ท่านเรียนภาษาของชาตินั้น ๆ ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย (มีโปรแกรมให้เรียบร้อย) นี่คือที่มาที่ทำให้ประชาชนชาวเกาหลีมี “Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ” ในอาชีพและพร้อมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องมีเพื่อการนั้น ๆ

ระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นตามของประเทศเกาหลีหลังจากวิกฤตปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน ประเทศเกาหลีมีบริษัทเอกชนชื่อ “Sumsung” ปัจจุบันเป็นอันดับหนึ่งของโลกทางด้านอิเล็คโทรนิค นั่นหมายถึงว่าช่วงเวลาประมาณ 10 ปีนับแต่นั้นมาประเทศเกาหลีเปลี่ยนแปลงแซงหน้า ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอเมริกา ประเทศยุโรป เพราะเขามีการวางรากฐานของ “Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์”

และปลูกฝังให้ประชาชนเข้าใจและดำเนินชีวิตทุกอย่างจนกลายเป็น “Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม”

ในปัจจุบันประเทศเกาหลีจะไม่มีวันโดนผลกระทบแล้วเกิดภาวะวิกฤตได้อย่างง่าย ๆ อีกแล้ว เพราะเขาได้สร้างเสริมด้าน “Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน” โดยมีการสร้าง “Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม” จนสามารถนำประเทศชาติมาสู่อันดับหนึ่งทางด้าน IT ดังเช่นในปัจจุบันสินค้าของเกาหลีได้รับการยอมรับทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ จนกระทั่งอุตสาหกรรม IT และเราสังเกตและเห็นได้ชัดว่าประเทศเกาหลีรุกคืบหน้าต่อเนื่องมาถึงการขยายอุตสาหกรรม “วัฒนธรรมเกาหลี” เป็นสินค้าส่งออกได้จนมีกระแส “แดจังกึม” , กระแสเด็กเกาหลี เป็นต้น

ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กับ การฟื้นตัวของลักษณะ L

ความหมายของเศรษฐกิจรูปตัว L คือการที่ประเทศประสบภาวะวิกฤต แล้วก็ยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤตตลอดมา ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติฟื้นได้เลย และยังส่งผลให้ประชาชนลำบากแสนยากเข็น จะขอยกตัวอย่างประเทศพม่า เพื่อเราจะมองได้เห็นอย่างชัดเจน ในปัจจุบันถ้าเราจะพูดถึง Human Capital ในประเทศพม่าแล้ว ส่วนตัวอยากจะพูดว่าไม่มี Human Capital ทั้ง 8K’s และ 5 K’s เป็นผลให้ประชาชนที่ยังต้องการต่อสู้และยืนอยู่ได้ต้องหนีออกนอกประเทศเพื่อมาแสวงหาโอกาสที่จะทำให้มี “Human Capital” และแสวงหาความรู้ “Knowledge Capital ทุนทางความรู้” เนื่องจากการบริหารการปกครองเป็นแบบเผด็จการทางทหาร จึงไม่สามารถที่จะคาดเดาเป็น ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว แต่เขาเหล่านั้นมีเพียง “ระยะเดียว”

By Tanapol Kortana Ph.D.3 SSRU

081-840-6444

เรียน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์

คำตอบข้อ 5 การปฏิรูปการศึกษารอบ 2

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวไว้ว่าไม่ควรทำแบบดาวกระจาย ท่านได้กล่าวตอนหนึ่งในการสัมมนา เรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทย เริ่มด้วยร่วมใจปฏิรูปการศึกษา”ภาคกลางซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า

การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2

เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางไว้ 9 ประเด็น คือ

1.การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผู้เรียน

2.การผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษาและการมี ส่วนร่วม 4.การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา

5. การผลิตและพัฒนากำลังคน

6.การเงินเพื่อการศึกษา

7.เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

8.กฎหมายเพื่อการศึกษา และ

9.การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

ซึ่งหลังการรับฟังความคิดเห็นภายในเดือนมีนาคมนี้จะต้องได้คำตอบใน 3 ข้อคือ

1.จะปฏิรูปอะไร

2.จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร

3.และจะปฏิรูปอย่างไร

เพื่อให้การศึกษาไทยทัดเทียมอารยประเทศ ซึ่งภายในเดือนมีนาคมนี้ต้องได้ข้อสรุปทั้งหมด และตนมั่นใจว่าภายในปีนี้จะได้เห็นผลงานในการปฏิรูปการศึกษารอบสองอย่างชัดเจนแน่นอน

ความคิดเห็นท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษารอบสอง ไม่ควรทำแบบดาวกระจาย หรือทำทุกเรื่อง หากทำเช่นนั้นอีก 10 ปีมั่นใจว่าต้องมีการปฏิรูปรอบสาม เพราะขณะนี้ระบบการศึกษาและบรรยากาศในโรงเรียนนอกจากจะไม่ส่งเสริมการเรียนรู้แล้ว ยังทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วย ที่สำคัญสังคมไทยยังบ้าปริญญาแต่ไม่บ้าปัญญา ซึ่งถือเป็นการล้มละลายทางปัญญาอย่างช้า ๆ

ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษารอบสอง

1.ต้องสร้างการบริหารจัดการในระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง

2.ต้องปฏิรูปวิธีการเรียนรู้ให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก

3.ต้องสร้างภาวะผู้นำให้แก่ผู้บริหาร

เพราะขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีไม่ถึงร้อยละ 10 ที่มีภาวะผู้นำที่จะนำพาองค์กรให้ถึงจุดหมาย ส่วนใหญ่จะทำตามคำสั่งจากนักการเมือง.

คำตอบคือ จากการที่ ดร.จีระได้เน้นตามข้อมูลข้างต้นอธิบายได้ดังนี้คือ

1.ต้องสร้างการบริหารจัดการในระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง

เราสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีของ 3 วงกลมเพื่อที่จะสร้างระบบการบริหารจัดการในระบบการศึกษาให้เข้มแข็งโดยต้อง เน้นถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานประถมศึกษา, ผู้บริหารโดยเฉพาะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด, ครูหรืออาจารย์ทั้งหมดให้เกิดความเข้มแข็งโดยการนำ 8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภท ว่าด้วยเรื่องพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังต่อไปนี้คือ

2.ต้องปฏิรูปวิธีการเรียนรู้ให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก

โดยการนำทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ; 5 K’s (ใหม่) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ มาใช้เป็นนโยบายเพื่อที่จะสร้างเด็กใหม่ให้เกิดและเจริญเติบโตมาในแบบของคนที่กล้าคิด กล้าแสดงออก และรักการเรียนรู้ (Long Life Learning)

การสร้างภาวะผู้นำให้แก่ผู้บริหาร เราเน้น 3 หัวข้อหลัก ๆ เพื่อให้ได้ผู้นำที่มีความรู้และความสามารถ อีกทั้งมีวิสัยทัศน์และความเป็นผู้บริหารที่ใช้ใจ ความทุ่มเท ความจริงใจสามารถทำให้ได้รับการยอบรับและนำองค์กรไปสู่เป้าหมายได้จริง เพื่อที่จะให้ได้ผู้นำในยุคโลกาภิวัตน์จุดสำคัญคือต้องให้เขาเหล่านั้นมีความเข้าใจวิสัยทัศน์ในด้าน HR ใหม่ดังนี้คือ

ธนพล ก่อฐานะ

Ph.D.3 SSRU

เรียน อาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์

By Tanapol kortana Ph.D. 3 SSRU

คำตอบข้อ 2 รัฐบาลไทยเน้นแผน 11 Creative Economy

Creative Economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

หมายถึง แนวคิดที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อภาคการผลิต บริการ ภาคการขาย หรือแม้แต่อุตสาหกรรมบันเทิง เป็นแนวคิดที่อยู่บนการทำงานแบบใหม่ ที่มีปัจจัยหลักมาจากความสามารถ และทักษะพิเศษของบุคคล "มันเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีกระบวนการนำเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี่มารวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Industry ) หรือ อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ( Culture Industry )"

ปัจจุบันธุรกิจที่จัดอยู่ในข่าย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ งานโฆษณา, สถาปัตยกรรม งานฝีมือ และการออกแบบ, แฟชั่น และเครื่องนุ่งห่ม, ภาพยนตร์ และวิดีโอ, การออกแบบกราฟิก, ซอฟท์แวร์ เพื่อการศึกษา และการพักผ่อนหย่อนใจ, ดนตรี และผลงานเพลง, ศิลปะการแสดง และบันเทิง, การเผยแพร่โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต, ผลงานทัศนศิลป์ และของเก่า งานเขียน และงานพิมพ์ต่างๆ”

จุดอ่อนของรัฐบาลไทยที่เป็นอุปสรรค

การสร้างเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ อาทิ เสถียรภาพการเมืองมั่นคง มีความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งการศึกษา และความเข้าใจของคนอย่างทั่วถึง และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความเป็นอิสระทางความคิด และการแสดงออก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยขาดซึ่งปัจจัยที่จะสามารถใช้กลยุทธ์ Creative Economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ได้อย่างเต็มที่ อาจจะมีได้ก็เพียงบางกลุ่ม หรือบางคน หรือบางธุรกิจที่เราได้เปรียบทางการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งเราต้องหันมามองให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรคือจุดแข็งของประเทศไทย

จุดแข็งของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย มีจุดแข็งคือ

1. ระบบสาธารณูปโภคที่ดี

2. ประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้

3. ประเทศไทยยังมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีความโอบอ้อมอารี

4. ประเทศไทยมีวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างสบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก

ทางด้านจอห์น ฮอกิ้น กูรูด้านเศรษฐกิจ และเจ้าของผลงานหนังสือ Creative Economy ชาวอังกฤษ ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

“ คน... ขุมพลังความคิดสร้างสรรค์”

เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ คือ การสร้างบรรยากาศ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้บุคคลมีความคิดสร้างสรรค์ ได้ใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจผลงานต่างๆขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้

ทางด้าน จอห์น ยังให้ข้อคิดอีกด้วย การสร้างเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นกรณีประเทศอังกฤษนั้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ อาทิ เสถียรภาพการเมืองมั่นคง มีความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งการศึกษา และความเข้าใจของคนอย่างทั่วถึง และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความเป็นอิสระทางความคิด และการแสดงออก

" เพราะถ้าคนเรามีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะทำอะไรได้ รวมถึงการทำกิจกรรมที่สามารถฝึกสมองความคิดอย่างต่อเนื่อง มันก็จะส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงออกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝึกขจัดความคิดไม่ดีออกไป คิดแต่เรื่องดีให้จนเป็นนิสัย ความคิดนั้นต้องมาจากที่ตนเองคิดไม่ได้ไปลอกเลียนใคร มีความหมาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ "

ทั้งนี้โมเดลพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์มาจากหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ทุกคน สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ (Everyone needs Creativity or Everyone can be Creativity ) เพราะเชื่อว่า คนเราทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่เด็กๆแล้ว 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพ ( Creativity needs Freedom ) ทั้งนี้ในสังคมที่สนับสนุนให้คนแสดงความคิด และสามารถแสดงออกได้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ฝึกฝน และเรียนรู้ 3. อิสรภาพความคิดสร้างสรรค์ต้องการตลาด ( Freedom needs markets ) ทั้งอิสระของความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดตลาด อันเนื่องมาจากความคิดสร้างสรรค์ได้มีการค้นคว้า ทำเป็นข้อมูลที่มูลค่าราคา และสามารถแลกเปลี่ยนนำไปใช้ประโยชน์ได้

สำหรับประเทศไทย จอห์น บอกว่า ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าทำได้ดีก็ให้มุ่งเน้นสร้างจุดแข็งอย่างจริงจัง

สำหรับภาคธุรกิจ กับการนำ Creative Economy มาประยุกต์ใช้ให้ได้ผล สำหรับบุคคล จะต้องสร้างให้ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ก่อน ไม่ว่าในภาคอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาทิ นักโฆษณา นักสื่อสารมวลชน หรือนักสถาปนิก สำหรับธุรกิจ นั้นก็ต้องรู้จัก และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะทำธุรกิจ อย่างรอบด้าน

จากข้อคิดดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์พันธ์แท้ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดังนี้คือ

ดังนั้นถ้าเรามีการนำทฤษฎี 3 วงกลมของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มาใช้บริหารจัดการทุนมนุษย์อย่างแท้จริงจะสามารถลดจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็งให้กับประเทสอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม

ตัวอย่างธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จในการใช้

“Creative Economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

ตัวอย่างที่ 1

บริษัทไทยผลิต S/W ที่ใช้สำหรับการสร้างระบบเครือข่าย(สาขาของธนาคาร) โดยมีเพียงสายสัญญาณ Internet ,Computer 1ชุด และ Printer 1 ตัว ก็สามารถเปิดเป็นสาขาของธนาคาร ทำธุรกรรม ฝาก,ถอน ,โอนเงินได้และยังสามารถรับชำระเงินค่าบริการต่าง ๆ ได้อีกด้วย ที่สำคัญคือเป็น S/W ที่คนไทยผลิตและใช้ได้จริงในธนาคารชั้นนำของประเทศไทย

รายละเอียดของ S/W

ตัวอย่างที่ 2

Netbay Co., Ltd.

http://www.netbay.co.th

ประวัติบริษัท

บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด ได้จัดตั้งขึ้นจากการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท อินเตอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ "INET" และบริษัท ซอฟท์แวร์ลิ้งค์ จำกัด หรือ SWL โดยที่ INET ซึ่งถือเป็น ISP (Internet Service Provider) รายแรกและรายใหญ่ของประเทศไทยมีโครงข่ายความเร็วสูงทั่วประเทศ อีกทั้งยังให้บริการ Data Center ให้แก่ ภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอด การร่วมลงทุนในการจัดตั้งบริษัท เน็ตเบย์ จำกัด เป็นการร่วมประสานจุดแข็งของผู้ร่วมลงทุน นั่นคือ INET เป็นบริษัทที่มีความพร้อมในการให้บริการ Hosting Service Provider ซึ่งประกอบด้วยการรับฝาก ระบบคอมพิวเตอร์ การจัดเตรียมระบบเครือข่าย (Network) ระบบไฟสำรองและระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้ มาตรฐานสากล ในขณะที่ SWL เป็นผู้นำในการพัฒนาโปรแกรม / ซอฟต์แวร์ระบบงานทางด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Logistics & Supply Chain Management) อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการการรับ-ส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับใบขนสินค้าขาเข้าและขาออก, Manifest ทางอากาศ ทางเรือ และอื่นๆ อีกมากโดยการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบ e-Customs Paperless ของกรมศุลกากรและยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction Service Provider)

จากจุดแข็งของผู้ร่วมลงทุนทั้งสองทำให้บริษัท เน็ตเบย์ จำกัดสามารถเพิ่มคุณค่าในการให้บริการ (Value Added Services) แก่ลูกค้าของบริษัท ฯ โดยสามารถนำเสนอการให้บริการหลากหลายรูปแบบสอดคล้องตามความต้องการ และนโยบายการพัฒนาระบบงานของลูกค้าและมุ่งมั่นเป็น Gateway กลางในการเชื่อมโยงกับภาครัฐและเอกชน (National Single Window Entry) โดยมีความปลอดภัยมั่นคงจากการที่มี DRC Site (Disaster Recovery Center) รองรับกรณีระบบใดระบบหนึ่งเกิดปัญหา อีกระบบจะทำงานอัตโนมัติทันที โดยมีทีมงานที่มีคุณภาพดูแลควบคุม ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจของท่านจะดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ (Vision)

Netbay เป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน e-Business ครบวงจร ที่มุ่งมั่น สร้างสรรค์ ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และความใส่ใจ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจอันสูงสุดของลูกค้า และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

พันธกิจ (Mission)

1. เป็นศูนย์กลางในการให้บริการการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ครบวงจรระหว่าง B2G/B2B/G2C

2. มุ่งพัฒนาคุณภาพของระบบและการบริการให้เป็นที่เชื่อถือในระดับสูงของทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน

3. ยืนหยัดในภารกิจที่จะส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

คุณค่าหลัก (Core Value) 3 ประการของ "เน็ตเบย์"

เรามุ่งมั่นทำงานดั่งมืออาชีพ โดยมี

1. เป้าหมาย (Goal) ที่ชัดเจน วัดผลได้ สอดคล้องกับองค์กรและรับรู้ทั่วกัน

2. แผนงาน (Plan) ที่เป็นรูปธรรม เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์

3. ความตั้งใจจริง (Commitment) ที่จะฝ่าฟันเพื่อบรรลุผลสำเร็จดังมุ่งหมาย

เราจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการลูกค้า ด้วย

1. คุณภาพ (Quality) ที่เป็นที่ต้องการจริงๆ ของทุกคน

2. ความเร็ว (Speed) ที่ตอบสนองความพึงพอใจสูงสุด

3. ความใส่ใจ (Care) ที่แสดงถึงจิตใจของนักบริการ

เราจะร่วมแรงร่วมใจกันด้วยจิตวิญญาณ (Spirit) ที่มี

1. ความเข้าใจกัน (Understanding) โดยคำนึงถึงทุกฝ่ายอย่างมีเหตุและผล

2. ความเต็มใจ (Willingness) ด้วยการทุ่มเทกำลังอย่างไม่ย่อท้อ

3. ความจริงใจ (Sincerity) ที่กล้าพูดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง

Products & Services

e-Cargo Insurance

การจัดทำข้อมูลขอรับการประกันภัยสินคาด้วยระบบออนไลน์ (Online Marine Inusurance System) เป็นโปรแกรมการจัดทำข้อมูลเพื่อขอรับประกันภัยสินค้า เป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประยุกต์ในธุรกิจประกันภัย ทำให้ช่วยลดประหยัดเวลาในการขอรับ Policy สำหรับนำไปดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ได้

Read more...

e-Freight Net

e-Freight Net

 การจัดการเรื่องการจองระวางบนเครื่องบินทั้งทางเรือและทางอากาศ

 การออกเอกสารสำหรับส่งสินค้าระหว่างประเทศ เช่น MAWB, HAWB, B/L * สำหรับกลุ่มบริษัท Freight Forwarder, Shipping

 การสืบค้นข้อมูล เส้นทางและตารางการขนส่งของเรือต่างๆ

 อื่น ๆ

* MAWB = Master Air Waybill

* HAWB = House Air Waybill

* B/L = Bill of Lading

Read more...

e-Auction

e-AUCTION PROVIDER

การให้บริการ e-Auction เป็นส่วนหนึ่งของระบบ e-Procurement ที่บริษัทมีพร้อมให้บริการครบวงจรทั้งระบบ และนำไปใช้ในการให้บริการกับรัฐวิสาหกิจ เช่น ระบบ E-Ordering ในการซื้อขายบุหรี่ ผ่านระบบ Internet แก่ตัวแทนจำหน่ายของโรงงานยาสูบ ส่วนการให้บริการ e-Auction แก่หน่วยงานราชการนั้น ทางบริษัท ฯ เริ่มต้นดังนี้

ธันวาคม 2545 : ได้รับการคัดเลือกจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้ให้บริการ E-Auction Provider จากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

มกราคม 2546 : ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานราชการ เริ่ม Present และสาธิตระบบ E-Auction กับลูกค้าและหน่วยราชการ

กุมภาพันธ์ 2546 : ได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการในการเป็นผู้ให้บริการ E-Auction จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 60 หน่วยงาน และกว่า 100 โครงการ มูลค่าโครงการทั้งสิ้น ประมาณ 300 กว่าล้านบาท

Read more...

e-Marketplace & Procurement

e-Procurement

การให้บริการของ www.Thaiburi.com เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ บริษัทมีพร้อมให้บริการครบวงจรทั้งระบบ และนำไปใช้ในการให้บริการกับองค์กร, รัฐวิสาหกิจ, หน่วยงานอื่นๆ เช่น ระบบ E-Ordering, E-Procurement, E-Catalog, E-Auction Provider, ฯลฯ เป็นการจัดการซื้อขาย ผ่านระบบ Internet แก่ตัวแทนจำหน่ายต่างๆ โดยเป็นระบบการบริหารธุรกิจ Online ของทางบริษัทซอฟท์แวร์ลิ้งค์ จำกัด

ทั้งสองบริษัทคือบริษัทของคนไทย 100% ที่สามารถต่อสู้ด้วยตัวเองและก้าวเข้ามาเป็นผู้ประกอบการที่มาจากนโยบาย Creative Economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งสองบริษัทต้องต่อสู้กับคู่แข่งระดับโลกด้วยตัวเอง

ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยได้วางแผน HR Architecture , การวางแผนพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้หลัก 8K’s ,การวางรากฐานเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ 5K’s ,การนำหลักการ 4L’s มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้แบบ Life Long Learning และการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบทฤษฎี 3 วงกลมตามหลักของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ น่าจะทำให้เกิด Creative Economy และทำให้เกิดผู้ประกอบการไทยอีกมากมายตามมาอย่างแน่นอน ย่อมส่งให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การวางแผนระยะยาวเพื่อความยั่งยืน Sustainability

ได้อย่างแท้จริง

By Tanapol Kortana Ph.D.3 SSRU

เรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คำตอบข้อ 3 "Positioning for the Future and the Present" is the capture 9 of "Necessary Revolution" และทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเทียบกับ 8K's ของอาจารย์เรื่อง Sustainability Capital ว่ามีอะไรแตกต่างหรือเหมือนกัน

คำตอบ By Tanapol Kortana Ph.D.3 SSRU 081-840-6444

     สืบเนื่องจาก "Necessary Revolution" Capture1 ซึ่งกล่าวถึง Change or Necessary Revolution การเปลี่ยนขนาดใหญ่ในทุก ๆ ด้านอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเรื่องต้นทุนต่าง ๆ เช่น คน วัตถุดิบ การขนส่ง การจัดการ การดูแลหลังการขาย การสื่อสารรวดเร็ว ล้วนแล้วแต่มีผลทำให้การอยู่รอดของธุรกิจยากลำบากมากยิ่งขึ้นทุกที ๆ ๆ ๆ ดังนั้นในบทนี้จะกล่าวถึงการคิดเพื่อความอยู่รอดในด้านของผู้ลงทุน สังคม สิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง

     เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับทฤษฎี 8K'S ของอาจารย์แล้วจะตรงกับ Sustainability Capital แต่เราจะมองลึกลงไปจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าต้องการความอยู่รอดขององค์กร หรือของธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ต้องเข้าใจและนำไปปฏิบัติให้ได้ถึงทุน(Capital)ต่าง ๆ เหล่านี้คือ

• Human Capital ทุนมนุษย์

• Digital Capital ทุนทางปัญญา

• Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์

• Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม

• Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม

     สิ่งเหล่านี้คือความเหมือนแต่สิ่งที่สำคัญและแตกต่าง คืออาจารย์จีระพยายามสอนและสร้างให้มนุษย์ หรือผู้นำทั้งหลาย (Leadership) ควรตระหนักและต้องมีทุนตัวที่สำคัญคือ Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม และเขาเหล่านั้นจะได้มี Happiness Capital ทุนแห่งความสุขอย่างแท้จริง

      นอกจากนี้แล้วความสุดยอดที่แตกต่าง ของ “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” จาก “Positioning for the Future and the Present" is the capture 9 of "Necessary Revolution" คือ นอกจาก “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” สอนให้คนรู้จัก เข้าใจ เข้าถึง เรียนรู้และพัฒนา แล้วยังเน้นอย่างมาก ๆ ที่จะสอนให้คนไม่ประมาท ซึ่งหนังสือ “Leading Change” by John p. Kotter ก็ได้กล่าวไว้ว่า “Declaring Victory to soon” ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน และยังมีมากกว่านั้นอีกก็คือ “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ยังสอนให้คนรู้จักประเมินตัวเองเพื่อให้รู้จัก “ทำหรือลงทุนให้เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ อย่าทำอะไรเกินตัว”

      ซึ่งตรงกับอาจารย์จีระ ในหัวข้อ “Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ” และยังตรงกับ ทฤษฎี “ Strategic Thinking as Balance Thinking”

     เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ “ทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ของอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงของเรา สามารถตอบทุก ๆ เรื่องที่เป็นปัญหายาก ๆ และแก้ได้ด้วยหลักการที่เข้าใจได้ง่าย ๆ หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า “Simple”

     ความคิดเห็นข้างต้นนี้เป็นความคิดเห็นด้วย ความบริสุทธิ์ใจเพื่อตอบข้อสอบของลูกศิษย์อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

     By Tanapol Kortana Ph.D.3 SSRU 081-840-6444

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ผมอยากจะเสนอบทความเรื่อง "ต้นไม้มนุษย์ ปลูกโดยอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดรมภ์"

" The Human Tree " Planted by Dr.Chira Hongladarom

อาจารย์ได้พยายามพัฒนามนุษย์ทำมานานแล้ว...ทำอยู่ทุกวัน....และคงทำต่อไปในอนาคต......แบบยั่งยืน Sustainability Capital เพราะอาจารย์สร้างลูกศิษย์ให้มีความรู้ 8K's and 5K's เพื่อสร้างมนุษย์พันธ์แท้ หรือเปรียบเหมือนต้นไม้ ให้เกิดขึ้นต่อ ๆ ๆ ไป และยังสร้าง 4L's โดยเฉพาะ "Learning Communities สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้" ไว้ให้มีเครื่องมือเพื่อต่อเนื่องอย่างยาวนานครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

เรียนท่านอาจารย์

ในงานสัมมนาย่อยในวันนี้(19-7-2552) เป็นงานสัมมนาที่ทำให้ได้ความรู้และภาพที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมของมนุษย์ พฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งตรงตามกฎ 3 ข้อ ของหนังสือเป็นอย่างยิ่ง

หนูขออนุญาตแสดงความคิดเห็นและขอเรียนปรึกษาท่านอาจารย์ว่า ถ้าบุคคลมีการฝึกฝนให้มี Positive Thinking จะมีส่วนช่วยให้การล้างภาพความทรงจำ(ภาพที่ไม่ดี)ให้เป็นสีขาวนั้นมีจำนวนน้อยลงก็เป็นได้ เพราะการคิดเชิงบวก จะมีส่วนช่วยให้ความรุนแรงต่างๆที่เกี่ยวกับภาพในอดีตลดลงบ้างไม่มากก็น้อย เพราะหนูมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกสิ่งในโลกนี้จะมีผสมผสานกัน เช่นคำกล่าวที่ว่า ในสิ่งไม่ดี ก็มีสิ่งดีแอบแฝงอยู่ และในสิ่งดี ก็จะมีสิ่งไม่ดีแอบแฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรค มีคุณค่าอนันต์ในการรักษาโรคให้หายได้ แต่ถ้าบริโภคมากก็จะเกิดโทษได้มหันต์เช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะตรงกับ HR Architecture ของท่านอาจารย์ ที่กล่าวในลำดับสุดท้าย คือ ความยั่งยืน ความสุข และความสมดุล นั่นเอง

ด้วยความเคารพอย่างสูง

สุนันทา เสถียรมาศ (081-309-5959)

เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพอย่าสูง

 วันนี้หนู(สมศรี นวรัตน์)มีความสุข(Happiness)มากที่สุด.....ดีใจ....ตื่นเต้นที่สุด.....ที่ในชีวิตที่ได้พบเห็น.....ได้สัมผัส....ได้เรียนรู้กับปรมาจารย์ …กูรูที่เก่งสุดยอดเมืองไทย หนูคิดว่าการที่นักศึกษา Ph.Dรุ่น 3SSRU โชคดีมาก ๆๆๆ และเป็นโอกาส (Opportunity)ที่ “ไม่สามารถ” ประเมินค่าออกมาได้

คะแนนได้ที่ 1 “ต้อง” ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ “ เจ้าของ ” ทฤษฎี 8 K’s + ทฤษฎี 5 K’s + ทฤษฎี 3 วงกลม + ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการเป็นสังคมการเรียนรู้ + ทฤษฎี 4 L’s (ตัวจริง...ขอจริง)

 @ ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ

 @ รศ. ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช

@ ดร. ดวงสมร แกรโกศล

 @ คุณ พจนารถ ซีบังเกิด “คนเก่ง.. คนสำคัญ...และคนสวย ” แห่ง APM Assessment & APMLearning & APMConsulting ในการเปิดตัวหนังสือ (วิพากษ์) “The Three Laws of Performance ”

1. The Three Law in Action

2. Rewriting the Future of Leadership

3. Mastering the Game Performance

 @ คน (Human)พนักงาน/บุคลากรในองค์การ ผลการทำงานจะแสดงอาการ/การปฏิสัมพันธ์(Action)กับสิ่งที่เขาประสบอยู่จากสิ่งที่เขาคิด...กระทำ.....ตีความออกมา....แสดงออกเป็นพฤติกรรม(Behavior) ผู้นำในองค์กรที่ดี ต้องสื่อสารกับทุก ๆคนให้เข้าใจ ต้องสื่อสารให้รู้ทั่วถึงทั้งองค์กร

@ Situation ------> Performance ของคน โดยเฉพาะต้องเปิดใจ....ในสิ่งที่ค้างคาใจ...ทำให้ผ้าใบสะอาด....พร้อมที่จะวาดภาพฝัน (Vision)ขององค์กรได้สวย = Performance ก็จะเกิดแก่องค์กร

@ Language------->การแสดงออก, ท่าทาง, ภาษากาย, อารมณ์ (Emotion)ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ เน้นว่า การที่คนในองค์กร...ไม่พูดอะไรออกมา เป็น “อันตรายยิ่ง” เพราะถ้าเขาไม่พูด....เขามีสิ่งค้างคาในใจ “ผู้บริหารไม่รู้.... Language.......” การสื่อสาร...การตัดสินใจ....ผู้นำที่เก่งต้องอ่าน Language ของคนในองค์การให้ได้ และต้องปรับปรุง Behavior ของตนทุกที่...ทุกเวลา ในยุคโลกไร้พรมแดน ----> ผู้นำต้องแก้ปัญหาได้เร็ว....เพื่อไม่ให้เสียโอกาส

@ Performance ของคน คือ ผลประกอบการขององค์การ

ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ

@ ทฤษฎี 4 อ.

1. อ. อวิชา = ไม่รู้แต่คิดว่าตัวเองรู้------->ปัญหาผู้บริหารต้องพูดให้Clear

2. อ. อิจฉา = แก้ไขโดยการ “ลด”-----> เริ่มที่ตัวเราก่อน ต้องมีคนช่วยลดและต้องใช้ Positive Thinking

3. อ. อัตตา = การไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น---->ผู้นำต้อง “รับฟังความคิดเห็นลูกน้อง” จึงจะเกิดPerformance ของคน

4. อ.อคติ = Egoที่สูง โดยเฉพาะผู้บริหาร ---->ต้องแก้ไข

หนูคิดว่า “ทั้งหมด” ที่กล่าวมาเป็น Subset ของ ศ.ดร. จีระ หมดแล้วโดยเฉพาะทฤษฎี 8 K’s = Intellectual Capita: ทุนทางปัญญา (พื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์)

Human Capital ทุนมนุษย์

Intellectual Capital ทุนทางปัญญา

Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital ทุนแห่งความสุข

 Social Capital ทุนทางสังคม

 Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital ทุนทาง IT

Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ พฤติกรรม

ดังนั้น การที่จะเป็นคนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพขององค์กร---> ต้องเริ่มปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ตัวเราก่อน เตรียมเป็นผ้าใบที่สะอาด พร้อมจะวาดภาพที่สวยงามตามใจต้องการ โดย Action + Create + Fulfill Potential of my life  & Use Language  to Communication & Change my perspective on my Organization ,my Peole ,and mysefe......> เพื่อการเป็น HR ที่ดีของครอบครัว องค์กร ของคูรอาจารย์โดยเฉพราะ ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ ที่รักศิษย์ ดูแล เมตตาศิษย์ ยกย่อ ชมเชย ปรารภนาดี ให้ศิษย์ทุกคน เป็นคน " รักการอ่าน  ใฝ่เรียนรู้ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ" ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    หนูกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากนะคะ ที่กรุณาพวกหนูทุกคน ในทุก ๆ เรื่อง ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของท่านคะ 

สมศรี  นวรัตน์ 081-9435033

เรียนอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์

พวกเราทุกคน(Ph.D.3 SSRU)ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างมากที่ได้ให้เราได้มีส่วนร่วมในการจัดงานสัมนาเมื่อวันอาทิตยืที่ 19/7/52 ที่ผ่านมา พวกเราได้รับประสบการณ์และได้รับความรู้อย่างมากครับ

และพวกเราต้องขอขอบพระคุณอย่างมากสำหรับทีมงานของอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นคุณเอ,คุณเอ้ และอีกหลาย ๆ คนด้วยนะครับ

ด้วยความเคารพ

Ph.D.3 SSRU

ภาพบรรยากาศการเสวนา เรื่อง The three laws of performance และการปรับใช้กับสังคมไทย โดยได้รับเกียรติจาก รศ. ดร. ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ดร.ดวงสมร แกลโกศล ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 สำนักงานคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และคุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนมนุษย์ ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552 ณ ห้องเรียนปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

.............................................................

              Core Learning

         Capabilities

เรียน พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนนะคะ

วันนี้ท่านอาจารย์จีระได้โทรศัพท์มาคุยกับเล็ก แล้วให้บอกทุกคนด้วยว่า ให้ทำการบ้านเกี่ยวกับการสัมมนาในวันอาทิตย์ที่ 19-7-52 รวม 2 เรื่อง ดังนี้

1.ได้อะไรจากการสัมมนา

2.หากจะทำ Research ควรมี Hypothesis อะไร อะไรเป็นตัวแปรต้น อะไรเป็นตัวแปรตาม

ขอให้ทุกคนช่วยส่งการบ้านให้ท่านอาจารย์ด้วยนะคะ

สุนันทา

081-309-5959

กราบเรียนท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

หนู (สมศรี  นวรัตน์)  รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี  ได้กลับบ้านและมาอ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์ “The Necessary Revolution” -------> How Individuals and Organizations are Working Together to Create a Sustainable World  โดยท่าน Peter Senge  โดยหนูจะเลือกอ่านเรื่องที่หนูพอที่จะอ่านเข้าใจได้ เช่น หน้าที่ 45  มีเนื้อหาที่น่าสนใจคือ  เรื่อง  Learning  Capabilities  for System Change  พูดถึง  Core  Learning และ Capabilities นั้น ต้อง “Creative”  ความคิดสร้างสรรค์ ในการพัฒนาองค์กร หรือการเพิ่มสมรรถภาพ, ขีดความสามารถขององค์กรต้องมี  <-----  ความมุ่งมั่น (Commitment) ด้วย Long – Term ด้วย

-         Vision (วิสัยทัศน์) ---->  Larger  Vision

-         Goals

-         Outcome (ที่ desired = ที่ปรารถนา,พอใจ)

-         ทำงานที่มีความท้าทาย (Challenge Work)

-         มองระบบใหญ่ (System)

-         Transforming Relationship

-         พัฒนาทักษะ (Skills)

-         ร่วมกันหาแนวทางที่จะพัฒนา (Develop) ในการเรียน (Learn)

-         ระบบทุนทางปัญญา (System Intelligence)

-         Focus on Optimizing

เขาได้อธิบายว่า เหมือนชิ้นของ Puzzle ซึ่ง วางบนโต๊ะที่มี 3 ขา (leg)

บนถาดของ  Puzzle ประกอบด้วย Core Learning & Capabilities  ขาตั้งทั้ง 3 ขา ประกอบด้วย

1.      การมองระบบใหญ่ (Seeing System)

2.      Collaborating Across Boundaries (ร่วมกับผู้อื่นที่อยู่ข้ามเขตแดน)

3.      Creating Desired Futures (สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต)

1. Seeing System = Larger systems

            การจัดการ (Management) โดยมีนโยบาย (policies) มีกลยุทธ์ (Strategies) ในการแก้ปัญหาที่กำลังใหญ่โต ได้แก่เรื่อง

-         Waste (ของเสีย)

-         Toxicity (สารพิษ,ความเป็นพิษ)

2. Collaborating Across Boun-daries

            พูดถึงการทำงานในลักษณะ

-         Wet work

-         Organization

-         System thinking ----> เป็น thinker (นักคิด)

-         System Intelligence

-         Sustainable Development (การพัฒนาที่ยั่งยืนและประเด็นความยั่งยืน (sustainability Issues)

-         GDP ของระดับชาติ ระดับโลก

-         ความรับผิดชอบต่อสังคม  (Social Resporsibity)

-         Head Working

-         High  Level  Commitionent 

3.  Creating; Beyond Reactive Problem Solving

            เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ (Creating) นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะสร้างขึ้นมาและกระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์ (Process of creating) ต้องมีความต้องการอย่างแท้จริง (Truly want ) โดยใช้ทักษะ (Skills)และสร้าง Imaginable และเกิด New Energy System เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ (Outcome) ในอนาคตเพื่อให้เกิดความยั่งยืน 

การอ่านบทความหน้า 45 แล้วหนูคิดว่าเนื้อหา แนวคิด (Concept)  อยู่ในทฤษฎี 8K’s +5K’s+ 4L’s+ ทฤษฎี Value  Added +ทฤษฎี 3 วงกลม ซึ่งท่าน ศ.ดร.จีระ ท่านอาจารย์ของหนูเป็นเจ้าของทฤษฎีตัวจริง +ของจริง

 

วันนี้หนูขอยุติการพูดคุยกับท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  แค่นี้ก่อนนะคะ  พรุ่งนี้หนูจะคุยเรื่อง Thesis ในหัวข้อสัมมนาวันที่ 19 ที่สนุกมาก ๆๆๆๆๆๆๆ   อยากให้อาจารย์จัดแบบนี้อีกนะคะ

สมศรี  นวรัตน์  Tel. 081-9435033

  กราบเรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ได้กลับบ้านและมาอ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์ “The Necessary Revolution” -------> How Individuals and Organizations are Working Together to Create a Sustainable World โดยท่าน Peter Senge โดยหนูจะเลือกอ่านเรื่องที่หนูพอที่จะอ่านเข้าใจได้ เช่น หน้าที่ 45 มีเนื้อหาที่น่าสนใจคือ เรื่อง Learning Capabilities for System Change พูดถึง Core Learning และ Capabilities นั้น ต้อง

“Creative” ความคิดสร้างสรรค์ ในการพัฒนาองค์กร หรือการเพิ่มสมรรถภาพ, ขีดความสามารถขององค์กร

ต้องมี <----- ความมุ่งมั่น (Commitment) ด้วย Long – Term ด้วย

- Vision (วิสัยทัศน์) ----> Larger

- Vision

 - Goals

- Outcome (ที่ desired = ที่ปรารถนา,พอใจ)

- ทำงานที่มีความท้าทาย (Challenge Work)

- มองระบบใหญ่ (System)

- Transforming Relationship -

 พัฒนาทักษะ (Skills)

- ร่วมกันหาแนวทางที่จะพัฒนา (Develop) ในการเรียน (Learn) - ระบบทุนทางปัญญา (System Intelligence)

- Focus on Optimizing

เขาได้อธิบายว่า เหมือน ชิ้นของ Puzzle ซึ่ง วางบนโต๊ะที่มี 3 ขา (leg) บนถาดของ Puzzle ประกอบด้วย  Core Learning & Capabilities

ขาตั้งทั้ง 3 ขา ประกอบด้วย

1. การมองระบบใหญ่ (Seeing System)

2. Collaborating Across Boundaries (ร่วมกับผู้อื่นที่อยู่ข้ามเขตแดน)

3. Creating Desired Futures (สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต)

 1. Seeing System = Larger systems การจัดการ (Management) โดยมีนโยบาย (policies)

มีกลยุทธ์ (Strategies) ในการแก้ปัญหาที่กำลังใหญ่โต ได้แก่เรื่อง

 - Waste (ของเสีย)

- Toxicity (สารพิษ,ความเป็นพิษ)

2. Collaborating Across Boun-daries พูดถึงการทำงานในลักษณะ

- Network(เครือข่าย) -

 Organization (องค์กรที่ต้อง...เป็นเลิศ)

- System thinking ----> เป็น thinker (นักคิด)

- System Intelligence (ระบบปัญญา.....ไม่ใช่มีแต่ ...ปริญญา..?????)

- Sustainable Development (การพัฒนาที่ยั่งยืนและประเด็นของความยั่งยืน (sustainability Issues)

- GDP ของระดับชาติ ระดับโลก

- ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Resporsibity) - Head Working - High Level Commitionent

3. Creating; Beyond Reactive Problem Solving

เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ (Creating) นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะสร้างขึ้นมาและกระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์ (Process of creating) ต้องมีความต้องการอย่างแท้จริง (Truly want ) โดยใช้ทักษะ (Skills)และสร้าง Imaginable และเกิด New Energy System เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ (Outcome) ในอนาคตเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

   การอ่านบทความหน้า 45 แล้วหนูคิดว่าเนื้อหา / แนวคิด (Concept) อยู่ในทฤษฎี 8K’s +5K’s+ 4L’s+ ทฤษฎี Value Added +ทฤษฎี 3 วงกลม ซึ่งท่าน ศ.ดร.จีระ ท่านอาจารย์ของหนูเป็นเจ้าของทฤษฎีตัวจริง +ของจริง วันนี้หนูขอยุติการพูดคุยกับท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ แค่นี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้หนูจะคุยเรื่อง Thesis ในหัวข้อสัมมนาวันที่ 19 ที่สนุกมาก ๆๆๆๆๆๆๆ อยากให้อาจารย์จัดแบบนี้อีกนะคะ สมศรี นวรัตน์ Tel. 081-9435033

เรียนอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์

จากงานสัมนาเกี่ยวกับหนังสือ "Three Law of Performance" ผมพอจะเข้าใจได้ว่า

1. ผลงานขึ้นอยู่กับสถาณการณ์ที่เกิดขึ้น

2. สถาณการ์ที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับภาษาหรือสิ่งที่สื่อออกไป

3. สิ่งที่สื่อออกไปในอนาคต จะเปลี่ยนเป็นสถาณการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้คน

กฏทั้ง 3 ข้อเป็นคล้าย ๆ กับเป็นปรัชญาและเป็นสัจธรรม แต่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างไร เมื่อผมได้พิจารณาแล้วก็เห็นได้ชัดว่าถ้าเรานำทฤษฎี 8K's กับ 5K's ของอาจารย์จีระ มา Apply เพื่อที่จะใช้เป็น Process ในการสร้างผลงานที่ดี เกี่ยวเนื่องกับการสร้างสถาณการณ์ที่ดีให้เกิดขึ้น โดยการสื่อสารหรือภาษาที่ดีออกไปในอนาคต สิ่งที่เราจะได้คือโอกาสร้างผลงานที่ดี สร้างสถาณ์การที่ดีให้เกิดขึ้น พร้อมกับการสื่อภาษาที่ดีหรือการสื่อสารสิ่งดี ๆ ออกไปสู่สาธารณะ จะสามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ คือ

1.การเริ่มต้นด้วยการสอนให้คนเข้าใจถึงเรื่อง"ทุนทางปัญญา Intellectual Capital" เพื่อจะได้มองไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในจุดหมายปลายทาง ก่อนการตัดสินใจทำอะไรลงไป หรือจะพูดง่าย ๆ คือ "คิดก่อนทำ"

2.จะสามารถทำให้คนเข้าใจและสามารถสร้าง"ทุนทางอารมณ์ Emotional Capital" คือสามารถทำให้คนควบคุมอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง

3.การที่จะแก้ไขปัญหาหรือการที่จะสร้างสถานการณ์ที่ดีและสร้างโอกาสและผลงานที่ดีได้ต้องอาศัย "ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ Talented Capital" ถ้าใครมีทุนข้อนี้จะสามารถทำให้รับได้กับสถาณ์การต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ดี

4.ถ้าเราทำได้ตามนี้เราจะพบกับสถานการ์ที่ดี ผลงานที่ดี โดยการสื่อภาษาที่ดีหรือการสื่อสารที่ดีออกไปในอนาคตอย่างมี"ทุนทางวัฒนธรรม Culture Capital"คือการทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย หรือเป็นสันดารได้ยิ่งดี(เพราะสิ่งดี ๆ ควรฝึกและทำให้ได้)

5.และถ้าคุณคือคนที่มีการคิด การทำงาน การวางแผนตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คุณมั่นใจได้เลยว่าชีวิตของคุณจะพบกับ"ทุนความยั่งยืน Sustainability Capital"

สำหรับการตั้ง Hypothesis ที่ได้จากการสัมนาครั้งนี้ ผมอยากตั้ง Hypothesis ดังนี้คือ "การพัฒนาคนโดยใช้ทฤษฎี 8K's และ 5K's ของอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์สำหรับนักศึกษา Ph.D.จะสามารถทำให้คนเหล่านั้นมี "ทุนแห่งความยั่งยืน Sustainability Capital"

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

Mobile 081-840-6444

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
การบ้าน 19 กรกฎาคม 2552
นางจิราพร สวัสดิรักษ์
1. ได้อะไรจากการสัมมนา
จากการสัมมนา เห็นว่าเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งโดยใช้ทฤษฎี 4L's โดยเฉพาะวิธีการเรียนรู้แบบใหม่เน้นความทันสมัย ( Learning Methodology )ที่ลงทุนไม่มากนักแต่กำไรมหาศาล ทำไมจึงพูดเช่นนี้ เพราะ เราจะเห็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถให้ผู้ชมผู้ฟังได้รับข้อมูลข่าวสารเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Life Long Learning )อย่างแท้จริง ในการสัมมนาครั้งนี้ มีวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทั้งลึกและกว้าง มากด้วยประสบการณ์ ท่านแรกคือ คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนมนุษย์
หลังจากที่ได้ฟังท่านสรุปแล้ว ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงกฎ 3 ข้อ ที่อยู่ภายใต้ผลประกอบการขององค์กรและเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปรับปรุงองค์กร จากหนังสือThe three laws of performance ซึ่งกฏ 3 ข้อที่ว่า มีดังนี้
1.1 คนทำงานจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับสิ่งที่ประสบอยู่ โดยมองความจริงให้ตรงประเด็นเหมือนทฤษฎี 2 R's ของ ศ.ดร.จีระ การมีความคิดในใจ มีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาเกิดจาก เขาคิดและตีความกันอย่างไร
1.2 ภาษาใช้ภาษาแบบใด สะท้อนมาจาก ภาษากาย ภาษาตา และภาษาพฤติกรรม บางครั้งเจ้าตัวไม่ทราบว่าได้แสดงภาษาดังกล่าวออกมา จะสังเกตได้ว่าการใช้ภาษาและการแสดงออกดังกล่าว เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 8 K's ของ ศ.ดร.จีระ เรื่องของทุนทางด้านปัญญา ( Intellectual Capital ) และทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital )
หากบุคคลมีปัญญาและมีจริยธรรม การแสดงออกต้องเป็นไปในทาง Positive
1.3 ภาษาอนาคต ซึ่งต้องล้างใจก่อน เรื่องคาใจต้องไม่มี แล้วจึงคิดทำเรื่องใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ 5 K's ของศ.ดร.จีระ คือทุนแห่งการสร้างสรรค์ (Creativity Capital)
และทุนทางอารมณ์ ( Emotional Capital )
ส่วน ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ได้ให้ข้อคิดไว้น่าประทับใจว่าทั้งหมดนี้ เกิดจาก อวิชา อิจฉา อัตตา และอัคติ ซึ่งเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับทุนทางจริยธรรม
( Ethical Capital ) ทั้งสิ้น นอกจากนั้น ท่านยังให้แนวคิดที่กระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านเพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง แบบ Life Long Learning อีกด้วย รศ. ดร. ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้ข้อคิดว่าควรใช้ปิยวาจาในการสื่อสาร ภาษาอนาคต มีภาษาพูด ภาษากาย และภาษาใจ พื้นฐานทางการศึกษา จะมีผลให้คนมีสติมากกว่าอารมณ์ ส่วนดร.ดวงสมร แกลโกศล ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 สำนักงานคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แสดงความคิดเห็นว่า คุณจะทำงานอะไรขึ้นอยู่กับผลกระทบที่ได้รับ การสื่อสารมีผลต่อการทำงานและต้องมองเห็นภาพอนาคตให้ได้ ก็จะเกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
สำหรับดิฉันคิดว่า องค์กรใดก็ตามที่ต้องการพัฒนาบุคลากร ควรนำทฤษฎี 8K's , 5k's ไปใช้ และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ตาม ทฤษฎี 4L's จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความเจริญและยั่งยืนในอนาคต


2. หากจะทำ Research ควรมี Hypothesis อะไร อะไรเป็นตัวแปรต้น อะไรเป็นตัวแปรตาม
Hypothesis ที่น่าสนใจ คือ ภาวะผู้นำมีผลต่อการใช้ภาษาอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวแปรต้น คือ ภาวะผู้นำ
ตัวแปรตาม คือ ประสิทธิภาพการใช้ภาษาอนาคต
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359

 

 

รียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
การบ้าน 19 กรกฎาคม 2552
นางจิราพร สวัสดิรักษ์
1. ได้อะไรจากการสัมมนา
จากการสัมมนา เห็นว่าเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งโดยใช้ทฤษฎี 4L's โดยเฉพาะวิธีการเรียนรู้แบบใหม่เน้นความทันสมัย ( Learning Methodology )ที่ลงทุนไม่มากนักแต่กำไรมหาศาล ทำไมจึงพูดเช่นนี้ เพราะ เราจะเห็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถให้ผู้ชมผู้ฟังได้รับข้อมูลข่าวสารเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Life Long Learning )อย่างแท้จริง ในการสัมมนาครั้งนี้ มีวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทั้งลึกและกว้าง มากด้วยประสบการณ์ ท่านแรกคือ คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนมนุษย์
หลังจากที่ได้ฟังท่านสรุปแล้ว ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงกฎ 3 ข้อ ที่อยู่ภายใต้ผลประกอบการขององค์กรและเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปรับปรุงองค์กร จากหนังสือThe three laws of performance ซึ่งกฏ 3 ข้อที่ว่า มีดังนี้
1.1 คนทำงานจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับสิ่งที่ประสบอยู่ โดยมองความจริงให้ตรงประเด็นเหมือนทฤษฎี 2 R's ของ ศ.ดร.จีระ การมีความคิดในใจ มีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาเกิดจาก เขาคิดและตีความกันอย่างไร
1.2 ภาษาใช้ภาษาแบบใด สะท้อนมาจาก ภาษากาย ภาษาตา และภาษาพฤติกรรม บางครั้งเจ้าตัวไม่ทราบว่าได้แสดงภาษาดังกล่าวออกมา จะสังเกตได้ว่าการใช้ภาษาและการแสดงออกดังกล่าว เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 8 K's ของ ศ.ดร.จีระ เรื่องของทุนทางด้านปัญญา ( Intellectual Capital ) และทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital )
หากบุคคลมีปัญญาและมีจริยธรรม การแสดงออกต้องเป็นไปในทาง Positive
1.3 ภาษาอนาคต ซึ่งต้องล้างใจก่อน เรื่องคาใจต้องไม่มี แล้วจึงคิดทำเรื่องใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ 5 K's ของศ.ดร.จีระ คือทุนแห่งการสร้างสรรค์ (Creativity Capital)
และทุนทางอารมณ์ ( Emotional Capital )
ส่วน ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ได้ให้ข้อคิดไว้น่าประทับใจว่าทั้งหมดนี้ เกิดจาก อวิชา อิจฉา อัตตา และอัคติ ซึ่งเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับทุนทางจริยธรรม
( Ethical Capital ) ทั้งสิ้น นอกจากนั้น ท่านยังให้แนวคิดที่กระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านเพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง แบบ Life Long Learning อีกด้วย รศ. ดร. ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้ข้อคิดว่าควรใช้ปิยวาจาในการสื่อสาร ภาษาอนาคต มีภาษาพูด ภาษากาย และภาษาใจ พื้นฐานทางการศึกษา จะมีผลให้คนมีสติมากกว่าอารมณ์ ส่วนดร.ดวงสมร แกลโกศล ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 สำนักงานคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แสดงความคิดเห็นว่า คุณจะทำงานอะไรขึ้นอยู่กับผลกระทบที่ได้รับ การสื่อสารมีผลต่อการทำงานและต้องมองเห็นภาพอนาคตให้ได้ ก็จะเกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
สำหรับดิฉันคิดว่า องค์กรใดก็ตามที่ต้องการพัฒนาบุคลากร ควรนำทฤษฎี 8K's , 5k's ไปใช้ และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ตาม ทฤษฎี 4L's จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความเจริญและยั่งยืนในอนาคต


2. หากจะทำ Research ควรมี Hypothesis อะไร อะไรเป็นตัวแปรต้น อะไรเป็นตัวแปรตาม
Hypothesis ที่น่าสนใจ คือ ภาวะผู้นำมีผลต่อการใช้ภาษาอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวแปรต้น คือ ภาวะผู้นำ
ตัวแปรตาม คือ ประสิทธิภาพการใช้ภาษาอนาคต
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359

 

 

 

เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ที่เคารพ

การบ้าน  19  กรกฎาคม  2552

นางจิราพร  สวัสดิรักษ์

  • 1. ได้อะไรจากการสัมมนา

จากการสัมมนา  เห็นว่าเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งโดยใช้ทฤษฎี  4L's  โดยเฉพาะวิธีการเรียนรู้แบบใหม่เน้นความทันสมัย  ( Learning  Methodology )ที่ลงทุนไม่มากนักแต่กำไรมหาศาล  ทำไมจึงพูดเช่นนี้  เพราะ  เราจะเห็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถให้ผู้ชมผู้ฟังได้รับข้อมูลข่าวสารเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน  การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Life  Long  Learning )อย่างแท้จริง  ในการสัมมนาครั้งนี้  มีวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิ  มีความรอบรู้ทั้งลึกและกว้าง  มากด้วยประสบการณ์  ท่านแรกคือ  คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนมนุษย์

หลังจากที่ได้ฟังท่านสรุปแล้ว  ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงกฎ  3  ข้อ  ที่อยู่ภายใต้ผลประกอบการขององค์กรและเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปรับปรุงองค์กร  จากหนังสือThe three laws of performance  ซึ่งกฏ  3  ข้อที่ว่า  มีดังนี้

  • 1.1 คนทำงานจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับสิ่งที่ประสบอยู่ โดยมองความจริงให้ตรงประเด็นเหมือนทฤษฎี 2 R's ของ ศ.ดร.จีระ การมีความคิดในใจ มีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาเกิดจาก เขาคิดและตีความกันอย่างไร
  • 1.2 ภาษาใช้ภาษาแบบใด สะท้อนมาจาก ภาษากาย ภาษาตา และภาษาพฤติกรรม บางครั้งเจ้าตัวไม่ทราบว่าได้แสดงภาษาดังกล่าวออกมา จะสังเกตได้ว่าการใช้ภาษาและการแสดงออกดังกล่าว เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 8 K's ของ ศ.ดร.จีระ เรื่องของทุนทางด้านปัญญา ( Intellectual Capital ) และทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital )

หากบุคคลมีปัญญาและมีจริยธรรม  การแสดงออกต้องเป็นไปในทาง Positive

  • 1.3 ภาษาอนาคต ซึ่งต้องล้างใจก่อน เรื่องคาใจต้องไม่มี แล้วจึงคิดทำเรื่องใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ 5 K's ของศ.ดร.จีระ คือทุนแห่งการสร้างสรรค์ (Creativity Capital)

และทุนทางอารมณ์ ( Emotional  Capital )

ส่วน ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด  ได้ให้ข้อคิดไว้น่าประทับใจว่าทั้งหมดนี้  เกิดจาก  อวิชา  อิจฉา  อัตตา  และอัคติ  ซึ่งเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับทุนทางจริยธรรม

( Ethical  Capital ) ทั้งสิ้น  นอกจากนั้น  ท่านยังให้แนวคิดที่กระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านเพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง  แบบ  Life  Long  Learning  อีกด้วย  รศ. ดร. ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  ให้ข้อคิดว่าควรใช้ปิยวาจาในการสื่อสาร  ภาษาอนาคต มีภาษาพูด  ภาษากาย  และภาษาใจ   พื้นฐานทางการศึกษา  จะมีผลให้คนมีสติมากกว่าอารมณ์ ส่วนดร.ดวงสมร แกลโกศล ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 สำนักงานคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน  แสดงความคิดเห็นว่า  คุณจะทำงานอะไรขึ้นอยู่กับผลกระทบที่ได้รับ  การสื่อสารมีผลต่อการทำงานและต้องมองเห็นภาพอนาคตให้ได้  ก็จะเกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

      สำหรับดิฉันคิดว่า  องค์กรใดก็ตามที่ต้องการพัฒนาบุคลากร  ควรนำทฤษฎี  8K's , 5k's  ไปใช้  และพัฒนาการจัดการเรียนรู้  ตาม  ทฤษฎี  4L's  จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความเจริญและยั่งยืนในอนาคต

 

 

  • 2. หากจะทำ Research ควรมี Hypothesis อะไร อะไรเป็นตัวแปรต้น อะไรเป็นตัวแปรตาม

Hypothesis  ที่น่าสนใจ  คือ  ภาวะผู้นำมีผลต่อการใช้ภาษาอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวแปรต้น  คือ  ภาวะผู้นำ

ตัวแปรตาม  คือ  ประสิทธิภาพการใช้ภาษาอนาคต

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางจิราพร  สวัสดิรักษ์  087-066-2359

 

 

 

เรียน ท่าน ศ.ดร.จิระ  หงส์ลดารมภ์

หัวข้อที่ได้คุยกัน Performance Management (Overview book)

วิทยากรรับเชิญ

1. รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช

2. ดร.ดวงสมร แกลโกศล

3. คุณพจนารถ ซีบังเกิด

4. ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ

 

กฎ 3 ข้อ ให้ผลประกอบการของกิจการเป็นเลิศ

1. How people perform correlates to how situation occur to them

คนจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเคยประสบ หรือเป็นภาพที่ติดค้างอยู่ในใจ

2. How a situation language

ภาษาเป็นสิ่งที่ทำให้การติดต่อสื่อสารประสบผลสำเร็จ คือ  ภาษาที่เป็นคำพูด, ภาษาทางสีหน้า หรือการแสดงออกทางความรู้สึก, ภาษาทางพฤติกรรม ซึ่งภาษาที่แสดงออกมานั้นมาจากจิตใต้สำนึก ของแต่ละบุคคล หรือสิ่งที่ค้างคาในจิตใจของแต่ละบุคคล

3. Future based language transforms how situations occur to people

ภาษาอนาคตของผู้บริหาร และพนักงาน ต้องสอดคล้อง โดยนำเอาระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยผ่านองค์ประกอบของการติดต่อสื่อสารที่สมบูรณ์ และสามารถถ่ายทอดให้พนักงานได้ทราบว่าจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร (การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน) เพื่อให้พนักงานได้มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ได้รับจากการสัมมนาฯ ในวันนี้ คือ

         ทฤษฎี 4l's - เห็นวิธีการเรียนรู้ การเรียนรู้สามารถ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องนั่งเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เท่านั้น การเรียนรู้หากเรา เปิดใจ-เปิดสมอง ที่จะเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น จะทำให้มนุษย์สามารถรับเอาสิ่งใหม่ ๆ นำมาปรับใช้ในตัวเองและในการทำงานได้   ดังนั้น การเรียนรู้สามารถจะ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา หาโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องใหม่ ๆ และจะเกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

Hypothesis : การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรที่ดีส่งผลให้ผลการ ปฏิบัติงานของพนักงานเพิ่มขึ้น

                   : การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรที่ไม่ดีส่งผลให้ผลการปฏิบัติงานของพนักงานลดลง

ตัวแปรหลัก          : การติดต่อสื่อสาร

ตัวแปรอิสระ        : ผลการปฏิบัติงานของพนักงาน

 ขอบพระคุณค่ะ

ลัดดา  ปินตา 084-8073320                            

เรียนท่านอาจารย์

หนูขอตอบกรบ้านเกี่ยวกับเรื่องการสัมมนา เมื่อ 19-7-2552 ดังนี้ค่ะ

ข้อ 1. สิ่งที่ได้จากการสัมมนาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออก จากหนังสือ THREE LAW OF PERFORMANCE ว่า

1. ผลของการแสดงออก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับในอดีต

2. สถานการณ์ที่แสดงออก ขึ้นอยู่กับภาษา หรือ สิ่งที่สื่อออกมา เช่น กริยา ท่าทาง

3. ภาษา หรือสิ่งที่สื่อในอนาคต จะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งที่สื่อนั้นมีผลให้สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องได้

วิธีการแก้ไข คือ ต้องดำเนินการล้างภาพประสบการณ์ในอดีต(ที่ไม่ดี) ด้วยการสื่อสารระหว่างบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ในอดีต เพื่อไม่ให้มีความทรงจำที่ไม่ดี หลังจากพฤติกรรมก็จะเปลี่ยนแปลงไปเอง

นอกจากนี้ยังสาเหตุอื่น ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งได้แก่ 4 อ.

-อวิชชา คนเราเมื่อไม่มีความรู้ หรือไม่มีข้อมูล ก็อาจจะแสดงออกในสิ่งที่ไม่คาดคิดได้ และเกินความคาดหวัง หรือ ความไม่รู้ตัว เช่นในกรณีที่ผู้บริหาร มีงานเครียด แต่ไม่ได้พูดในสิ่งที่ไม่ดีกับลูกน้อง แต่ลูกน้องรู้ว่า ผู้บริหารเครียด ก็เนื่องการแสดงออกของสีหน้า ซึ่งขณะนั้น ตัวผู้บริหารเองไม่ทราบ เป็นต้น ดังนั้น ความไม่รู้ หรือ อวิชชา ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาความรู้เสมอไป ซึ่งถ้าหากมองในแง่ดี (POSITIVE THINK) ลูกน้องน่าจะเข้าใจผู้บริหารมากขึ้นด้วยซ้ำ และน่าจะช่วยกันในรื่องงานที่ตนเองปฏิบัติอยู่ไม่ให้เป็นภาระของผู้บริหาร เพื่อเป็นการช่วยลดภาระ หรือ อย่างน้อยอย่าพยายามเพิ่มภาระให้กับผู้บริหารมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารมีเวลาสำหรับการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่

-อิจฉา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความไม่รู้จักพอ หรือ ไม่มีคำว่า พอประมาณ

-อคติ เป็นพฤติกรรมที่มองคนในแง่ร้าย คิดในสิ่งที่ไม่ดี

-อัตตา เป็นการยึดถือตัวยึดถือตน ส่วนมากจะเกิดกับบุคคลที่ไม่เคยประสบความล้มเหลวเลยซึ่งข้อนี้ ถือว่า บุคคลนั้นมีอวิชชาด้วย คือ คนนั้นไม่รู้ว่า มีบุคคลเช่นเขาอยู่อีกมากมาย

หนูขอเสนอแนะวิธีแก้ไข กรณี 4 อ. ดังนี้

กรณี อวิชชา คือ การให้ความรู้ ให้ข้อมูล หรือ บอกกล่าวข้อมูลซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา รวมถึง POSITIVE THINKING ด้วย จะตรงกับ INTELLECTUAL CAPITAL

กรณี อิจฉา คือ การรู้จักประมาณตน พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และหากอยากได้ในสิ่งที่ดี ที่คนอื่นมี ก็ต้องประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี ก็จะได้ในสิ่งที่ดีตามมาภายหลัง จะตรงกับ ETHIC CAPITAL , HAPPINESS CAPITAL และ TALENTED CAPITAL

กรณี อคติ คือ การนำ POSITIVE THINKING มาใช้ แต่จะใช้ได้ต้องทำการฝึกฝนก่อน ฝึกจนชำนาญ แล้วจะเกิดเป็นนิสัยเอง และจะช่วยส่งผลดีในเรื่องของ CREATIVE THINKING อีกด้วย

ซึ่งตรงกับ ETHIC CAPITAL , HAPPINESS CAPITAL และ TALENTED CAPITAL

กรณี อัตตา คือ ต้องให้ข้อมูลแก่บุคคลนั้นมากๆ ทำให้เขารู้ว่า คนที่ประสบผลสำเร็จเช่นเขายังมีอีกมากมาย เขาจะได้ไม่ยึดถือในตนเองมากเกินกว่าเหตุ ซึ่งตรงกับ DIGITAL CAPITAL , SOCIAL CAPITAL และ TALENTED CAPITAL

สรุปได้ว่า จากทฤษฎีทุนมนุษย์ของท่านอาจารย์ กรณี 8 K’s สามารถนำมาปรับใช้กับเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ได้อย่างแท้จริง ส่วนกรณี 5 K’s ที่น่านำมาปรับใช้ คือ

1. ทุนทางอารมณ์ (EMOTIONAL CAPITAL) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางอารมณ์ที่มนุษย์ได้แสดงออก ที่ทุกคนต้องรู้จักนำมาใช้ในทางที่ถูกที่ควร และเหมาะสมกับเวลาด้วย

2. ทุนความรู้ (KNOWLEDGE CAPITAL) เป็นทุนที่ต้องมีในมนุษย์ทุกคน เมื่อนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป

3. ทุนวัฒนธรรม (CULTURE CAPITAL) เป็นทุนเกี่ยวข้องวัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละสังคม ที่ต้องนำมาปรับใช้ให้ถูกสถานการณ์ ถูกกาลเทศะด้วย

หมายเหตุ .- สิ่งที่หนูเขียนข้อเสนอแนะ และการนำทุนมนุษย์มาใช้ในการแก้ไข นั้นไม่ทราบว่า ถูกต้องมากน้อยเพียงใดคะ เพราะหนูพยายามจะฝึกวิธีการนำทุนมนุษย์มาใช้ เมื่อพบกรณีศึกษาต่างๆ

ข้อ 2. หัวข้อ Research จากเนื้อหาในงานสัมมนา คือ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์

ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์

ตัวแปรต้น คือ 1. สถานการณ์ที่ประสบในอดีต

2. ประเภทของการแสดงออก (เช่น บางคนโกรธแล้วเงียบ บางคนโกรธแล้วอาละวาด เป็นต้น)

3. ระดับการศึกษา

4. อาชีพ

5. อายุ

6. เพศ

7. สภาพครอบครัว

8. ฐานะทางครอบครัว

ด้วยความเคารพอย่างสูง

สุนันทา 081-309-5959

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ผมได้ส่งบทความลง Blog หลาย ๆ บทความเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และมีคนเข้ามาให้ความคิดเห็นดี ๆ ครับ

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

http://gotoknow.org/blog/tanapol-human-tree/278629

Human Tree (ต้นมนุษย์)

คำว่า “ต้นมนุษย์” ผู้เขียนต้องการจะเริ่มต้นด้วยบทความตอนแรกนี้ว่าด้วยเรื่องที่มาของคำว่า “ต้นมนุษย์” ก่อนว่าเป็นมาอย่างไรและผู้เขียนได้เตรียมหัวข้อต่าง ๆ ในบทความที่จะเขียนตอนต่อ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นของผู้ที่สนใจ และเป้าหมายที่แท้จริงก็คือความต้องการที่จะพยายามพัฒนาบุคลากร หรือนักเรียน หรือนักศึกษา หรือผู้รักการอ่าน การพัฒนา หรือผู้ที่จะต้องการความก้าวหน้า หรือผู้ที่จะต้องความท้าทาย หรือผู้ที่ต้องการจะ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีเป้าหมายและจุดหมายเหมือนกันคือ “การพัฒนาทุนมนุษย์ โดยแนะนำแนวทาง วิธีการให้เกิดแนวคิดในทางที่ดีขึ้น เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เพิ่มพูนในเรื่องของ ทัศนะคติที่ดี ,ความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งทาง IT ,สร้างเสริมภูมิปัญญา ,ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดในเชิงนวัตกรรม, พัฒนาด้านอารมณ์ให้เหมาะสมทุกสถานการณ์ ยึดหลักแนวทางจริยธรรม เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถที่จะไปถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างแท้จริง และต้องพยายามที่จะช่วยแนะนำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจและปฏิบัติให้ได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรมของเขาเหล่านั้นให้ได้ เพื่อความสำเร็จและความสุขที่ยั่งยืนซึ่งนำมาถึงทุนทางสังคมที่ดีในอนาคต”

การพัฒนาคนหรือการสร้างทุนมนุษย์ให้ได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้เขียนอยากจะเปรียบเทียบกับต้นไม้เพื่อจะทำให้ง่ายต่อการเข้าใจจึงเป็นที่มาของ “ต้นมนุษย์” จากประสบการณ์ที่เขียนบทความมาได้ระยะหนึ่งและความตั้งใจที่จะเขียนบทความให้ดี มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ จึงมีความคิดที่จะสร้างบทความทุก ๆ ตอนให้มีแนวทาง(Road Map) อย่างมีขบวนการ (Process) ที่ดีเพื่อให้เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ๆ ผู้เขียนจึงได้นำแบบอย่างของทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ของท่าน อีกทั้งจะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เรียนมาตอนเป็นนักศึกษา หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตแขนงนวัตกรรมการจัดการภาคธุรกิจ (Innovative Management) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และขอให้ผู้อ่านมั่นใจได้เลยว่าคณาจารย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีคุณภาพ มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของประเทศเทศไทย อีกทั้งยังมีอาจารย์ชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ๆ อีกด้วย และตัวผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์การทำงานมากว่าสามสิบปีและมีพื้นฐานการศึกษาจบปริญญาตรีด้านบัญชีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโททางด้านบริหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบการณ์การทำงานเป็นผู้บริหารในองค์กรระหว่างประเทศและในประเทศระดับชั้นแนวหน้ามาแล้วในทุก ๆ ด้านได้แก่ ขาย การตลาด การจัดการ การส่งออก การนำเข้า การบัญชี การเงิน และการบริหารงานบุคคล ปัจจุบันงานหลักคือการพัฒนาคน การมองให้เห็นถึงความสามารถของคนที่ซ่อนอยู่ภายในและต้องนำออกมาใช้และแสดงให้ได้ การที่ต้องช่วยให้คนอื่น ๆ มองเห็นโอกาส การสร้างโอกาสได้เอง การสร้างโอกาสในอนาคตให้ได้ด้วยตัวเอง

ผู้อ่านอาจจะงง ๆ ว่าผู้เขียนมีอาชีพอะไร ผู้เขียนนอกจากเป็นวิทยากรพิเศษให้โครงการสอนปริญญาโทในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยแล้ว ยังเป็นผู้บริหารในองค์กรภาคธุรกิจด้าน IT และยังนั่งเป็นที่ปรึกษา SMEs ด้านการบริหารจัดการธุรกิจและ IT ในฝ่ายประสานและบริการ SMEs ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม) มีหน้าที่คอย(ทุกวันศุกร์)ให้คำปรึกษานักธุรกิจ 3 ประเภทคือ ผู้ประกอบการใหม่ที่ต้องการคำแนะนำในด้านต่าง ๆ , นักธุรกิจที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตต้องการมองหาทางออกของปัญหา และนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจมาได้ดีแล้วไม่รู้จะต่อยอดอย่างไร และถ้าเขาต่อยอดไม่ได้จะทำให้เกิดวิกฤตได้ในอนาคตนั่นเอง นี่คือสิ่งที่ทำอยู่ทุก ๆ วันถ้ามองลึก ๆ แล้วคือการสอนให้คนรู้จักวิธีพัฒนาตัวเอง สอนให้เขาเหล่านั้นรู้จักคิดและนำไปปฏิบัติ สอนผู้ประกอบการให้มองทะลุปัญหาและแก้ปัญหาได้ สอนให้ผู้ประกอบการรู้จักวิธีการสร้างโอกาสทางธุรกิจได้เอง เป็นต้นหรือในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Coaching (ผู้ฝึกสอน) และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความตั้งใจที่จะสร้างบทความที่เป็นประโยชน์สามารถช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ตัวเองจากบทความซึ่งจะเป็น Coaching ให้เขาเหล่านั้นได้และก็ตรงกับทฤษฎี 4L’s ของท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์นั่นเองซึ่งเราจะมาอธิบายในตอนต่อไป

ธนพล ก่อฐานะ

ถึงทุก ๆ คน

            ยินดีมากที่ช่วยจัด “Reality Show” และมี Style ในการ Take care แขก ส่งแขก มีมารยาท ดูแลอธิการบดี และสำคัญที่สุดได้เรียนรู้เพื่อไปทำวิจัยเพื่อมีอนาคต

            Future ของคุณไม่ใช่แค่สอบ Coursework ต้องมี PhD Culture ให้ได้ มีอิทธิพลต่อสังคมอย่างแท้จริง

§       อ่าน วิเคราะห์

§       ชอบที่ทุกคนเห็นแล้วว่าอาจารย์มี ideas ที่นำไปปฏิบัติได้ และลูกศิษย์ควรจะถ่ายทอดให้นักเรียนทั้งในระดับปริญญาโท ตรี มัธยม อาชีวะ ให้มีทุนทางปัญญาให้ได้

§       โจทย์ที่จะฝากให้คิด และให้ทั้ง 13 ท่านตอบมาใน Blog ช่วงอาทิตย์ที่ไม่ได้พบกัน

o     อาจารย์จีระได้ 8 K และ 5 K มาเพราะอะไร?

o     อธิบายเพิ่มเติมรายละเอียดของ 8 K และ 5 K

o     มีหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในต่างประเทศหรือไม่

o     มีหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหรือปริญญาโทในประเทศไทยหรือไม่ ขอดู

o     ลองกำหนดยุทธวิธีทั้ง Macro – Micro โดยมองจาก HR Architecture ว่าจะพัฒนา 8 K และ 5 K อย่างไร

o     พัฒนาแบบไหนที่ล้มเหลว

o     พัฒนาแบบไหนที่ประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาให้ดูด้วย

§       ช่วยดู คิดวางแผนเรื่อง Ph.P Project ด่วน
                                                              จีระ หงส์ลดารมภ์

Dear Ajan Prof.Chira Hongladarom

There are a lot of The Thesis of Human Capital in abroad na krab.

Best regards,

Tanapol Kortana

Mobile 081-840-6444

yaichompoo@gmail.com | My Account | Sign out

Advanced Scholar Search

Scholar Preferences

Scholar All articles Recent articles

Results 1 - 10 of about 69,600 for Thesis+Human Capital+Ph.D.. (0.12 seconds)

Did you mean: Thesis+Human Capital+Phd.

Family investments in human capital: earnings of women

J Mincer, S Polachek - The journal of political economy, 1974 - jstor.org

... The human-capital approach was first applied to these data by Polachek in his Columbia

Ph.D. thesis, "Work Experience and the Difference between Male and ...

Cited by 1053 - Related articles - All 9 versions

Returns to education: a further international update and implications

G Psacharopoulos - Journal of Human Resources, 1985 - jstor.org

... areas. Estimates of the profitability of investment in human capital have pro- ... man

[21]). One of the earliest questions following the human capital revolution ...

Cited by 772 - Related articles - All 3 versions

Firm-specific human capital and promotion ladders

L Carmichael - The Bell Journal of Economics, 1983 - jstor.org

... investments in specific human capital. ... This article is a substantial revision of

chapter 4 of my Ph.D. thesis presented to Stanford University, 1980. ...

Cited by 207 - Related articles - All 8 versions

Paradoxical fate and biological action of peroxynitrite on human platelets

- ►pnas.org [PDF]

MA Moro, VM Darley-Usmar, DA Goodwin, NG … - Proceedings of the National Academy of Sciences, 1994 - National Acad Sciences

... Paradoxical fate and biological action of peroxynitrite on human platelets ... We have

Investigated the effects of ONOO- on human platelets in vitro in order to ...

Cited by 273 - Related articles - BL Direct - All 11 versions

The off-farm labor supply of farmers

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ผมได้ลองหา Thesis ของปริญญาเอก Ph.D.เกี่ยวกับ 8K's or 5K's ยังไม่พบ แต่พบของปริญญาโท MBA หลายรายการครับ

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

Scholar All articles Recent articles

Results 1 - 10 of about 1,090 for Thesis+Human Capital+MBA +in Thailand. (0.08 seconds)

Promotion systems and career development in Thailand: a case study of Siam Cement

SJ Appold, S Siengthai, JD Kasarda - Administrative Science Quarterly, 1998 - questia.com

... aspect of the social homophily thesis, a higher ... 1974 "Family investments in human

capital: Earnings of women ... 1948 Human Relations in the Restaurant Industry. ...

Cited by 22 - Related articles - BL Direct - All 5 versions

►Human Resource Management in Thailand: A Strategic Transition for Firm Competitiveness

S Siengthai, C Bechter - Research and Practice in Human Resource …, 2005 - rphrm.curtin.edu.au

... allows free flow of products, capital and labour. ... Human resource management in economic

recovery: A ... Master’s Degree Thesis, Chulalongkorn University, Thailand ...

Cited by 2 - Related articles - Cached - All 2 versions

Management of Technology in Thailand

C Sripaipan - Developing Technology Managers in the Pacific Rim: …, 1995 - books.google.com

... the development of a technical human capital base adequate ... In human resources

development, funding for 172 schol ... of the courses, there is a thesis or research ...

Cited by 1 - Related articles - All 2 versions

The third wave: future trends in international education

T Mazzarol, GN Soutar, MSY Seng - International Journal of Educational Management, 2003 - emeraldinsight.com

... a more sustained investment in their intellectual and human capital. ... were offering

เรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ผมได้ลองทำโครงการ Ph.P Project โดย Post บทความลง Blog คือ

http://gotoknow.org/portal/tanapolk

บล็อก

“ท่านเป็นผู้บริหารปัญหาหรือบริหารข้อมูล”

“การแก้ปัญหา ด้วยวิธีที่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”

Human Tree

จากวิกฤตสร้างเถ้าแก่

“ลิขิตฟ้าหรือต้องฝ่าฟัน”

“คลินิกธุรกิจ”

คุณเป็นผู้ประกอบการที่ “ไม่ใช่”, “ไม่ครบ” และ “ยังไม่ประสบความสำเร็จ?”

ลูกศิษย์ตอบอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงลดารมภ์

และถ้าทำแล้วพอใช้ได้อาจจะเป็นการเริ่มต้นเตรียมตัวสำหรับโครงการได้นะครับ

ผมจะลองปรึกษากับคุรเอและคุณเอ้ดูนะครับ

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

ถึงทุก ๆ คน

            เมื่อเช้านี้ช่วง 9 โมง ผมได้อ่านหนังสือที่ผมซื้อมาจากเขมร ชื่อว่า Staying Street Smart” ซึ่งแปลว่า คนเราจะเรียนรู้อะไรไม่จำเป็นต้องไปจบปริญญาโทหรือเอกเท่านั้น เรียนจาก Experience ก็ได้ 

            คนเขียนชื่อ Mark H. Mc Coemack หนังสือเล่มนี้ดีก็คือ What they don’t teach you at Harvard ซึ่งก็น่าสนใจ แต่ก็มีประเด็นว่า จริง  MBA Harvard ก็ไม่ได้สอนตำรา เขาเอาคนเก่งที่จบ MBA กลับมาช่วยให้ประสบการณ์คล้าย ๆ กับที่เราทำเมื่อวันอาทิตย์ แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็มีแนวคิดอันหนึ่งเรียกว่า Learning Disability คล้าย ๆ พิการทางการเรียน เพราะมีมหาเศรษฐีคนหนึ่งรวยมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน และที่น่าสนใจก็คือ หย่ามาแล้ว 5 ครั้ง ทุก ๆ ครั้งจะแต่งงานกับสาวสวยและมีอาชีพเป็นนางแบบ

            เมื่อถามว่าเพราะอะไรคำตอบก็คือเขาคิดว่าหย่าคนที่หนึ่งเขาน่าจะได้บทเรียน และก็ปรับตัว แต่อาจจะเป็นเพราะเขาคิดไม่เป็น ขาดทุนทางปัญญาก็เลยไม่เรียนจากความเจ็บปวด

            สังเกตดูลูกน้องหรือเจ้านายบางคนไม่เคยเรียนรู้อะไร ในที่สุดก็พิการทางการเรียนรู้

            คำถามสำหรับท่าน PhD Students – เหตุผลคืออะไร มีการวิจัยหรือไม่ และวิจัยแล้วตั้ง Hypothesis อย่างไร? 8K และ 5K ช่วยได้หรือเปล่า ลองไปคิดดู

                                           จีระ หงส์ลดารมภ์

           

           

 

ก่อนจะตอบการบ้าน ของ ท่านอาจารย์จีระ อยากให้ข้อมูลเพื่อนๆ เรื่อง

Multiple Regression Analysis ซึ่งอาจารย์จีระ พูดถึงบ่อยๆ

การวิเคราะห์การถดถอยหูคูณ Multiple Regression Analysis

หมายถึง การวิเคราะห์เกี่ยวกับการมีอิทธิพล หรือการส่งผล (Contribute)

ของตัวแปรต้นหลาย ๆ ตัวที่มีต่อตัวแปรตาม นั่นคือ เป็นการหาคำอธิบาย

(Explanation) และการพยากรณ์ (Prediction)

- การหาคำอธิบาย ได้แก่การหาคำตอบว่าตัวแปรต้นแต่ละตัวมีอิทธิพล

ต่อตัวแปรตามมากน้องเพียงใด

- การพยากรณ์ ได้แก่ การสร้างสมการพยากรณ์โดยใช้ตัวแปรต้นเป็น

ตัวพยากรณ์ตัวแปรตาม

- ส่วนการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มหรือลดเป็นขั้น ๆ นั้น

(ต่าย เซี่ยงฉี) กล่าวว่า ให้ความถูกต้องและน่าเชื่อถือได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ และสอดคล้องกับเอกชัย ชัยประเสริฐสิทธิ์ ที่กล่าวว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกสมการทั้งหมดและเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย วิธีการวิเคราะห์การถดถอย-พหุคูณแบบเพิ่มหรือลดเป็นขั้นๆ(Stepwise Multiple Regression Analysis) จะเลือกตัวแปรต้นที่มีค่าสหสัมพันธ์ กับตัวแปรตามสูงสุดเข้าสู่การวิเคราะห์เป็นอันดับแรกเสมอ และตัวต่อๆ ไป จะเลือกจากตัวแปรที่มีค่าสหสัมพันธ์ส่วนย่อย (Partial correlation ) สูงสุดในกลุ่มตัวแปรต้นที่ยังไม่ถูกเลือกเข้าเป็นอันดับต่อไป จากนั้นจะตรวจสอบตัวแปรต้นที่เลือกไว้แล้วว่า มีตัวแปรใดบ้างที่ เมื่อเอาตัวแปรต้นอีกตัวหนึ่งเข้ามาแล้วทำให้ค่าสัมประสิทธิ์ของการทำนาย (Coefficient of determination : R2 ) ของตัวแปรนั้นไม่มีนัยสำคัญ ( F to Remove, not Significant) ก็จะเอาตัวแปรนั้นออกจากสมการ

ขบวนการตรวจสอบ 2 ขั้นตอนนี้จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าตัวแปรต้น

ทุกตัวที่มีอยู่ในสมการมีค่า F to Remove มีนัยสำคัญ และตัวแปรต้นไม่อยู่ใน

สมการมีค่า F to Enter ไม่มีนัยสำคัญ จึงหยุด ก็จะได้ตัวแปรทุกตัวที่อยู่ในสมการ เป็นตัวแปรต้นที่คัดเลือกไว้ตามต้องการ

เป็นความเข้าใจดั่งเดิม แต่อาจารย์จีระ ท่านบอกว่า มัน Advanes มากกว่าเดิมแล้ว ดิฉันคงต้องขอความรู้จากคนที่เข้าใจ Multiple Regression Analysis ช่วยแนะนำ เพราะท่านคง เข้าสถิติมากกว่าตัวหนังสือข้างต้น(เพราะนี่เป็นความรู้เก่าที่ขุดขึ้นมาบอกกัน)

กฎ 3 ข้อ เพื่อให้ผลประกอบการของกิจการเป็นเลิศ

1. How people perform correlates to how situation occur to themคนทำอย่างไรขึ้นอยู่กับ(สัมพันธ์กันกับ) สิ่งที่เขาที่มากระทบเขา หรือที่เขาได้รับ เช่น มีความผิดหวังเขาก็มีอาการห่อเหี่ยว หรือถ้าเขารู้สึก happy ดวงตาก็จะมีประกาย

2. How a situation language

สถานการณ์เป็นอย่างไร อยู่ที่ภาษาที่แสดงออกมา เช่น ภาษาที่เป็นคำพูด, ภาษาทางสีหน้า หรือการแสดงออกทางความรู้สึก, ภาษาทางพฤติกรรม ซึ่งภาษาที่แสดงออกมานั้นมาจากจิตใต้สำนึก ของแต่ละบุคคล หรือสิ่งที่ค้างคาในจิตใจของแต่ละบุคคล

3. Future based language transforms how situations occur to people

ภาษาอนาคตของผู้บริหาร และพนักงาน ต้องสอดคล้อง โดยนำเอาระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยผ่านองค์ประกอบของการติดต่อสื่อสารที่สมบูรณ์ (การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน) เพื่อให้พนักงานได้มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน และที่สำคัญ คือ เป็นภาษาของผู้นำในองค์กร โดย การจัดการกับเรื่อง(สิ่ง)ค้างคาใจ ให้เหมือนกันการเคลียผืนผ้าใบให้สะอาด และผู้นำต้องหาให้เจอก่อนว่า อะไรคือสิ่งเหล่านั้น

Hypothesis ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อ ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรใน หน่วยงาน

ตัวแปรต้น ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ (สิ่งที่ค้างคาใจ)

ตัวแปรตาม ผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงาน

สรุปและรายงานหัววิจัยโดย สมศรี เต็มอนุภาพกุล (ผอ.081-7556338)

กราบเรียนศ.ดร.จีระ ที่เคารพอย่างสูง วันนี้หนู (สมศรี นวรัตน์) ขอพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัย (Thesis) จากการวิภาคหนังสือ The three laws of performance (กฎ 3 ข้อในการปฏิบัติงาน) เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์พจนารถได้นิยาม

คำว่า Laws ว่าไม่ได้หมายถึงกฎระเบียบหรือเทคนิคแต่ Laws ในที่นี้เป็นกฎที่ (คุณ) จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น เช่น พระอาทิตย์ต้องขึ้นทางด้านตะวันออกเสมอ ซึ่งคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้วิเคราะห์ วิจัย และเขียนขึ้นจากการทำงานเป็นที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ จากประสบการณ์และคิดว่ากฎทั้ง 3 ข้ออยู่ภายใต้ Performance ไม่ว่ากฎนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตามแต่จะอยู่ภายใต้กฎนั้นเสมอ คุณพจนารถได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าอ่านอย่างยิ่ง

กฎข้อที่ 1 สรุปว่า คนจะทำงานหรือปฏิบัติตัวอย่างไร จะสัมพันธ์/เกี่ยวข้อง (Correlate) กับสิ่งที่เขาประสบอยู่ ความสัมพันธ์หมายถึงปฏิกิริยาโต้ตอบของทั้ง 2 ฝ่าย เช่น ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Environment) กับบุคลากรในองค์กร อาจารย์พจนารถได้ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า เหมือนคน 2 คนกำลังเต้นรำกัน ทั้ง 2 คนต้องมีความสัมพันธ์กัน มีปฏิกิริยาที่ Action ต่อกัน หรือ Correlate ต่อกัน กฎข้อที่ 1 อธิบายว่า ความสัมพันธ์ต้องเกิดจาก 2 ฝ่าย คือ องค์กร/สิ่งแวดล้อม/สถานการณ์ในองค์กรร่วมกับบุคคล/พนักงานในองค์กร ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ใช่เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายเดียวต้องมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน

โดยอาจารย์พจนารถสรุป

กฎข้อที่ 1 ว่า คนทำงานในองค์กรจะเป็นอย่างไร? หรือ Performance ขึ้นอยู่กับ

1. สิ่งที่พนักงาน/บุคลากรในองค์กรคิด (อยู่ในใจ)

2. สิ่งที่มากระทบ, Environment ต่าง ๆ ที่มากระทบกับตัวพนักงาน/บุคลากรในองค์กร

3. การตีความอย่างไร?ของ------>พนักงานหรือบุคลากรในองค์กร โดยที่อาจารย์พจนารถได้ยกตัวอย่างว่าถ้าพนักงาน/บุคลากรคิดว่าองค์กรของเขากำลัง “แย่แล้ว” (สิ่งที่เขากำลังประสบ) องค์กรของเขาไม่มีอนาคต ดังนั้นพฤติกรรมการแสดงออกของเขาในการทำงานคือจะทำงานไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็หางานใหม่ควบคู่ไปด้วยอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาคิดว่าองค์กรกำลังแย่แล้วคือสิ่งที่เขากำลังประสบอยู่ ในทางตรงข้าม ถ้าเขาคิดว่า (สิ่งที่เขาประสบ) องค์กรของเขา “มีอนาคต” พฤติกรรม (Behavior) ที่เขาแสดงออกก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง เช่น มีความสุข (Happiness) ขณะทำงาน แสดงออกทางสีหน้าและแววตาเป็นประกาย มีความกระตือรือร้นอยากทำงาน

กฎข้อที่ 2 สถานการณ์จะเป็นอย่างไร (Performance) ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้ทั้งที่พูดออกมาเป็นคำพูด ไม่เป็นคำพูด ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า Language ซึ่งประกอบด้วย

1. ภาษากาย

2. ภาษาพูด ที่สื่อเนื้อความออกมา

3. ภาษาที่แสดงออกมา (Feeling) เช่น ประกายสายตา รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก

ทั้ง 3 ข้อเป็น Environment ประเภทหนึ่งโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวในพฤติกรรมที่แสดงออกมา Languageนี้ทุกคนจะมีอยู่ในตัวของทุกคน Language คือ สิ่งที่ข้างค้างอยู่ในใจโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว มี Complain อยู่ในใจตลอดเวลา เป็นเหตุผลทางจิตวิทยาและจะ “โทษคนอื่น” ว่า “เราไม่ผิด” และโทษคนอื่น---> “ที่ฉันPerform ไม่ดี” เพราะมาจากคนอื่นทั้งนั้น ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำให้หา/วิเคราะห์  “รากของปัญหา” (Root Cause Analysis : RCA) การหาสิ่งที่ค้างคาในใจ ข้อข้องใจ ให้เจอ โดย--->ต้อง กลับไปถามตัวเอง ว่าเรามีข้อค้างค่าใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร? ถึงได้ส่งภาษา (Language) ออกมาอย่างนั้น “คนส่วนใหญ่จะหาไม่เจอ” เพราะคนเหล่านั้น ไม่รู้ตัวเอง

กฎข้อที่ 3 ถ้าอย่างนั้นเราควรใช้ Facture Language (ภาษาอนาคต) ในใจคิดถึงอนาคตแล้วพูดออกมา---------> ทำให้คนพูดออกมา----->เห็นภาพข้างหน้าที่จะเดินไป ว่าภาพข้างหน้าเป็นอย่างไร? คำพูดที่เป็นภาษาอนาคตเป็นคำพูดที่ “เกี่ยวโยง” ไปกับผู้นำในองค์กร (Leader) คนในองค์กรต้องใช้ภาษานี้นั้นก็คือ Vision (วิสัยทัศน์) ซึ่งเป็นภาพข้างหน้า “ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร” และเห็นภาพข้างหน้าร่วมกันกับทุกคนในองค์กร (การมีส่วนร่วมใน Vision ขององค์กร) คำพูดที่เป็นภาษาอนาคตเป็นคำพูดที่เกี่ยวโยง “อย่างยิ่ง” กับ คนที่เป็น Leader ในองค์กร ผู้นำองค์กรต้องใช้ภาษานี้โดยการเขียน Vision ขององค์กรที่น่า “จูงใจ (Motivation)” ต้องเขียนและเรียนรู้ (Learning) ว่าจะเขียนอย่างไรที่จะจูงใจให้คนในองค์กร เห็นภาพข้างหน้า = Facture Language การเขียนและสื่อสาร Vision แล้วทำให้คนในองค์กรมีความรู้สึกขนรุกขนพองเกิดความกระตือรือร้น “อยากร่วมเดินไปข้างหน้ากับองค์กร” มีความหวัง มีอนาคต สรุปสุดท้ายอาจารย์พจนารถได้สรุปกฎทั้ง 3 ข้อนี้ว่า “เราต้องคำนึงถึงกฎ 3 ข้อนี้เสมอ” เพื่อให้เกิดการปรับปรุง Performance โดยแนะนำว่า

1. การใช้กฎทั้ง 3 ข้อในองค์กรจะทำอย่างไร? ----> ให้ Performance ของผู้นำและขององค์กรดีขึ้น

2. กฎทั้ง 3 ข้อสามารถใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว อนาคตชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร?

สามารถดูได้จากกฎทั้ง 3 ข้อ คือ

 กฎข้อที่ 1 คุณ Focus เรื่องอะไร? อะไรทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์นั้น เช่น เรามีทัศนคติ (Attitude) ที่ไม่ดี รู้สึกแย่ ไม่มีอนาคต หรือรู้สึกดี มองเห็นอนาคตของตัวเองและขององค์กรก็ขึ้นอยู่กับ Attitude กฎข้อที่

2 ภาษาที่ใช้ ----> เราใช้ภาษาแบบไหน เรามี Language ข้อค้างคาใจอยู่เกี่ยวกับเรื่องอะไร

กฎข้อที่ 3 ภาษาอนาคต (Facture Language) การจะบอกภาษาอนาคตได้

อาจารย์พจนารถได้อธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าภาษาอนาคตเปรียบเสมือนการที่เราวาดรูปบนผืนผ้าใบที่เดิมมีรูปอยู่แล้ว เราไม่มีทางที่จะวาดรูปใหม่ลงไปได้ โดยที่เราไม่ได้ทำความสะอาด (Clean) ผืนผ้าใบ เราจะไม่สามารถวาดรูปได้ ผ้าใบที่มีพื้นที่ที่สะอาดเท่านั้นที่จะสามารถวาดรูปลงไปได้ นั่นคือ Facture Language หมายถึง เราต้องกลับไปดูเรื่องที่ค้างคาในใจ ทั้งหลายว่ามีเรื่องอะไรบ้าง (กฎข้อที่ 2) สุดท้ายอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเรื่องของคู่สามีภรรยา ซึ่งเป็นเรื่องของคน 2คนที่มีปฏิสัมพันธ์กัน (เป็นคู่ที่รักกันมากและเป็นครอบครัวที่ Prefect มาก) มีอนาคตที่ดี หน้าที่การงานที่ก้าวหน้า แต่ ในใจของภรรยา “ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ” คิดในใจว่าสามีพฤติกรรมมาสายตลอดเวลา ดังนั้น ความเคารพนับถือสามีจึงมีน้อย และ Complain (บ่น, คร่ำครวญ) ว่า “สามีมาสายอีกแล้ว” ซึ่งทำให้ภรรยามี Power ที่จะ Control สามี โดยที่ตนเอง “ก็ไม่รู้ตัว” ขณะเดียวกันสิ่งที่สามีคิดว่า “ทำไมภรรยาของฉันขี้บ่นจังเลย” เพราะฉะนั้นที่ฉัน (สามี) กลับบ้านดึก ไม่ใส่ใจครอบครัวนั้นเพราะคุณ (ภรรยา) ขี้บ่น สิ่งที่ทั้งสามีและภรรยาแสดงออกมาเป็นภาษา (Language) ที่สื่อออกมาตามกฎข้อที่ 2 ดังนั้น ทั้งสามี-ภรรยา “ต้องรู้ตัวก่อนว่าอะไรคือสิ่งนั้น” ที่เรา Complain ตลอดเวลา โดยที่ “เราไม่รู้ตัว” ที่สำคัญที่สุดต้องหา “ตัวช่วย” (คนช่วย) โดยมีคนช่วยแนะนำ เสนอแนะ บอก ถ้าเราสามารถทำความสะอาด (Clean) สิ่งเหล่านี้ได้ ก็เปรียบเสมือนเราทำผืนผ้าใบได้ขาวสะอาด ทำให้ได้ผืนผ้าใบผืนใหม่พร้อมที่จะวาดรูปภาพ ภาพฝันในอนาคต (Vision) ได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน หรือครอบครัว (ชุมชนพื้นฐาน)

ศ.ดร.จีระ ได้เสริมความรู้ต่อจากอาจารย์พจนารถว่า

- หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนภาษาวิชาการที่ “พรมแดนของความรู้”

- เป็นหนังสือที่ “คุ้มค่า” กับการอ่าน เพราะผู้เขียนได้เขียนจากประสบการณ์จากการทำงาน ที่ได้ปฏิบัติงานจริง เกิดขึ้นจริง เรา (ผู้อ่าน/นักศึกษา) สามารถนำเอา Knowledge จากการอ่านมาต่อยอดให้กับตนเองโดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กร

- สามารถนำมาประยุกต์ใช้ (Apply) ในองค์กร, บริษัท, ชุมชน

- ในหนังสือได้บอกถึง Process ของการทำให้ผืนผ้าใบให้ขาวสะอาดว่าต้องทำอย่างไร?

- การที่คนจะรู้กฎข้อที่ 1 ว่าสถานการณ์ตนเองอยู่ที่ไหน? จะรู้ได้อย่างไรใครจะมาบอกให้รู้ เพื่อต่อยอด เพื่อช่วยทั้งในเรื่องส่วนตัวและช่วยเรื่องในองค์กร ----> จะทำให้เกิดการต่อยอดได้ “กว้างและไกล”

-กฎข้อที่ 2 จากการที่อาจารย์ศ.ดร.จีระ เป็นผู้นำในองค์มาตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของ Human Capital อาจารย์ได้พูดถึงการใช้ Language ซึ่งประกอบด้วย ภาษา, การใช้อารมณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตัวหนังสือ แต่เป็นการสื่อภาษาที่ไม่ใช่คำพูด ซึ่งท่านอาจารย์ได้พูดถึงหนังสือที่ชื่อว่า “Crusoe Conversation” (ไม่ทราบว่าเขียนถูกหรือเปล่านะคะ) ในหนังสือได้บอกว่า “การไม่พูดอะไรเลย” -----> “เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” เพราะถูกเก็บกด ไม่ได้แสดงออก ขณะเดียวกัน “การพูดมากเกินไป” ก็อันตรายเช่นกัน การฝึกใช้ Language ก็เหมือนกับ Emotion Capital (ทฤษฎีของท่านอาจารย์จีระนั่นเอง)

- กฎข้อที่ 3 ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ได้พูดถึง “Performance” หมายถึง ผลประกอบการขององค์กร “ไม่ใช่” ผลการปฏิบัติงาน และถ้าPerformance เกิดสูงสุดในองค์กรแล้ว จะแสดงถึง Human Capital ซึ่งเป็นทุนที่ทำให้เกิด Performance สูงสุดนั่นเอง และ Human Capital หรือทุนทางมนุษย์ถูกนำไปใช้ในองค์กรจะทำให้องค์กรไปสู่ “ความเป็นเลิศ (Excellence)” เพราะคนจะมี “พลังสูงสุด”

วันนี้หนู (สมศรี นวรัตน์) จาก รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรีขอยุติการพูดคุย การสื่อสาร การทบทวน การทำการบ้าน ส่งท่านอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้หนูจะนำเรื่องที่ท่านอาจารย์พจนารถและท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ไปคิดต่อยอดเพื่อค้นหา Thesis สำหรับบทความจากหนังสือ The three laws of performance นะคะ สมศรี นวรัตน์ Tel. 081-9435033

กราบเรียนศ.ดร.จีระ ที่เคารพอย่างสูง

วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์) ขอพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัย (Thesis) จากการวิภาคหนังสือ The three laws of performance (กฎ 3 ข้อในการปฏิบัติงาน) เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์พจนารถได้นิยามคำว่า Laws ว่าไม่ได้หมายถึงกฎระเบียบหรือเทคนิคแต่ Laws ในที่นี้เป็นกฎที่ (คุณ) จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น เช่น พระอาทิตย์ต้องขึ้นทางด้านตะวันออกเสมอ ซึ่งคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้วิเคราะห์ วิจัย และเขียนขึ้นจากการทำงานเป็นที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ จากประสบการณ์และคิดว่ากฎทั้ง 3 ข้ออยู่ภายใต้ Performance ไม่ว่ากฎนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตามแต่จะอยู่ภายใต้กฎนั้นเสมอ คุณพจนารถได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าอ่านอย่างยิ่ง

กฎข้อที่ 1 สรุปว่า คนจะทำงานหรือปฏิบัติตัวอย่างไร จะสัมพันธ์/เกี่ยวข้อง (Correlate) กับสิ่งที่เขาประสบอยู่ ความสัมพันธ์หมายถึงปฏิกิริยาโต้ตอบของทั้ง 2 ฝ่าย เช่น ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Environment) กับบุคลากรในองค์กร อาจารย์พจนารถได้ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า เหมือนคน 2 คนกำลังเต้นรำกัน ทั้ง 2 คนต้องมีความสัมพันธ์กัน มีปฏิกิริยาที่ Action ต่อกัน หรือ Correlate ต่อกัน กฎข้อที่ 1 อธิบายว่า ความสัมพันธ์ต้องเกิดจาก 2 ฝ่าย คือ องค์กร/สิ่งแวดล้อม/สถานการณ์ในองค์กรร่วมกับบุคคล/พนักงานในองค์กร ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ใช่เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายเดียวต้องมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน โดยอาจารย์พจนารถสรุปกฎข้อที่ 1 ว่า คนทำงานในองค์กรจะเป็นอย่างไร? หรือ Performance ขึ้นอยู่กับ

1. สิ่งที่พนักงาน/บุคลากรในองค์กรคิด (อยู่ในใจ)

2. สิ่งที่มากระทบ, Environment ต่าง ๆ ที่มากระทบกับตัวพนักงาน/บุคลากรในองค์กร

3. การตีความอย่างไร?ของ------>พนักงานหรือบุคลากรในองค์กร

โดยที่อาจารย์พจนารถได้ยกตัวอย่างว่าถ้าพนักงาน/บุคลากรคิดว่าองค์กรของเขากำลัง แย่แล้ว(สิ่งที่เขากำลังประสบ) องค์กรของเขาไม่มีอนาคต ดังนั้นพฤติกรรมการแสดงออกของเขาในการทำงานคือจะทำงานไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็หางานใหม่ควบคู่ไปด้วยอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาคิดว่าองค์กรกำลังแย่แล้วคือสิ่งที่เขากำลังประสบอยู่ ในทางตรงข้าม ถ้าเขาคิดว่า (สิ่งที่เขาประสบ) องค์กรของเขา มีอนาคต พฤติกรรม (Behavior) ที่เขาแสดงออกก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง เช่น มีความสุข (Happiness) ขณะทำงาน แสดงออกทางสีหน้าและแววตาเป็นประกาย มีความกระตือรือร้นอยากทำงาน

กฎข้อที่ 2 สถานการณ์จะเป็นอย่างไร (Performance) ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้ทั้งที่พูดออกมาเป็นคำพูด ไม่เป็นคำพูด ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า Language ซึ่งประกอบด้วย

1. ภาษากาย

2. ภาษาพูด ที่สื่อเนื้อความออกมา

3. ภาษาที่แสดงออกมา (Feeling) เช่น ประกายสายตา รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออก ทั้ง 3 ข้อเป็น Environment ประเภทหนึ่งโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวในพฤติกรรมที่แสดงออกมา

Languageนี้ทุกคนจะมีอยู่ในตัวของทุกคน Language คือ สิ่งที่ข้างค้างอยู่ในใจโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว มี Complain อยู่ในใจตลอดเวลา เป็นเหตุผลทางจิตวิทยาและจะ โทษคนอื่น ว่า เราไม่ผิด และโทษคนอื่น---> “ที่ฉันPerform ไม่ดีเพราะมาจากคนอื่นทั้งนั้น

            ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำให้หา รากของปัญหา (Root Cause Analysis : RCA) การหาสิ่งที่ค้างคาในใจ ข้อข้องใจ ให้เจอ โดย--->ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเรามีข้อค้างค่าใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร? ถึงได้ส่งภาษา (Language) ออกมาอย่างนั้น คนส่วนใหญ่จะหาไม่เจอ เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้ตัวเอง

            กฎข้อที่ 3 ถ้าอย่างนั้นเราควรใช้ Facture Language (ภาษาอนาคต) ในใจคิดถึงอนาคตแล้วพูดออกมา---------> ทำให้คนพูดออกมา----->เห็นภาพข้างหน้าที่จะเดินไป ว่าภาพข้างหน้าเป็นอย่างไร? คำพูดที่เป็นภาษาอนาคตเป็นคำพูดที่ เกี่ยวโยง ไปกับผู้นำในองค์กร (Leader) คนในองค์กรต้องใช้ภาษานี้นั้นก็คือ Vision (วิสัยทัศน์) ซึ่งเป็นภาพข้างหน้า ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร และเห็นภาพข้างหน้าร่วมกันกับทุกคนในองค์กร (การมีส่วนร่วมใน Vision ขององค์กร) คำพูดที่เป็นภาษาอนาคตเป็นคำพูดที่เกี่ยวโยง อย่างยิ่ง กับ คนที่เป็น Leader ในองค์กร ผู้นำองค์กรต้องใช้ภาษานี้โดยการเขียน Vision ขององค์กรที่น่า จูงใจ (Motivation) ต้องเขียนและเรียนรู้ (Learning) ว่าจะเขียนอย่างไรที่จะจูงใจให้คนในองค์กรเห็นภาพข้างหน้า =  Facture Language การเขียนและสื่อสาร Vision แล้วทำให้คนในองค์กรมีความรู้สึกขนรุกขนพองเกิดความกระตือรือร้น อยากร่วมเดินไปข้างหน้ากับองค์กร มีความหวัง มีอนาคต

            สรุปสุดท้ายอาจารย์พจนารถได้สรุปกฎทั้ง 3 ข้อนี้ว่า เราต้องคำนึงถึงกฎ 3 ข้อนี้เสมอ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง Performance โดยแนะนำว่า

            1. การใช้กฎทั้ง 3 ข้อในองค์กรจะทำอย่างไร? ----> ให้ Performance ของผู้นำและขององค์กรดีขึ้น

            2. กฎทั้ง 3 ข้อสามารถใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว อนาคตชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร? สามารถดูได้จากกฎทั้ง 3 ข้อ คือ

            กฎข้อที่ 1 คุณ Focus เรื่องอะไร? อะไรทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์นั้น เช่น เรามีทัศนคติ (Attitude) ที่ไม่ดี รู้สึกแย่ ไม่มีอนาคต หรือรู้สึกดี มองเห็นอนาคตของตัวเองและขององค์กรก็ขึ้นอยู่กับ Attitude

            กฎข้อที่ 2 ภาษาที่ใช้ ----> เราใช้ภาษาแบบไหน เรามี Language ข้อค้างคาใจอยู่เกี่ยวกับเรื่องอะไร

            กฎข้อที่ 3 ภาษาอนาคต (Facture Language) การจะบอกภาษาอนาคตได้ อาจารย์พจนารถได้อธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าภาษาอนาคตเปรียบเสมือนการที่เราวาดรูปบนผืนผ้าใบที่เดิมมีรูปอยู่แล้ว เราไม่มีทางที่จะวาดรูปใหม่ลงไปได้ โดยที่เราไม่ได้ทำความสะอาด (Clean) ผืนผ้าใบ เราจะไม่สามารถวาดรูปได้ ผ้าใบที่มีพื้นที่ที่สะอาดเท่านั้นที่จะสามารถวาดรูปลงไปได้ นั่นคือ Facture Language หมายถึง เราต้องกลับไปดูเรื่องที่ค้างคาในใจ ทั้งหลายว่ามีเรื่องอะไรบ้าง (กฎข้อที่ 2)

            สุดท้ายอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเรื่องของคู่สามีภรรยา ซึ่งเป็นเรื่องของคน 2คนที่มีปฏิสัมพันธ์กัน (เป็นคู่ที่รักกันมากและเป็นครอบครัวที่ Prefect มาก) มีอนาคตที่ดี หน้าที่การงานที่ก้าวหน้า แต่ ในใจของภรรยา ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ คิดในใจว่าสามีพฤติกรรมมาสายตลอดเวลา ดังนั้น ความเคารพนับถือสามีจึงมีน้อย และ Complain (บ่น, คร่ำครวญ) ว่า สามีมาสายอีกแล้ว ซึ่งทำให้ภรรยามี Power ที่จะ Control สามี โดยที่ตนเอง ก็ไม่รู้ตัว  ขณะเดียวกันสิ่งที่สามีคิดว่า ทำไมภรรยาของฉันขี้บ่นจังเลย  เพราะฉะนั้นที่ฉัน (สามี) กลับบ้านดึก ไม่ใส่ใจครอบครัวนั้นเพราะคุณ (ภรรยา) ขี้บ่น สิ่งที่ทั้งสามีและภรรยาแสดงออกมาเป็นภาษา (Language) ที่สื่อออกมาตามกฎข้อที่ 2 ดังนั้น ทั้งสามี-ภรรยา ต้องรู้ตัวก่อนว่าอะไรคือสิ่งนั้น ที่เรา Complain ตลอดเวลา โดยที่ เราไม่รู้ตัว ที่สำคัญที่สุดต้องหา ตัวช่วย (คนช่วย) โดยมีคนช่วยแนะนำ เสนอแนะ บอก ถ้าเราสามารถทำความสะอาด (Clean) สิ่งเหล่านี้ได้ ก็เปรียบเสมือนเราทำผืนผ้าใบได้ขาวสะอาด ทำให้ได้ผืนผ้าใบผืนใหม่พร้อมที่จะวาดรูปภาพ ภาพฝันในอนาคต (Vision) ได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน หรือครอบครัว (ชุมชนพื้นฐาน)

            ศ.ดร.จีระ ได้เสริมความรู้ต่อจากอาจารย์พจนารถว่า

            - หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนภาษาวิชาการที่ พรมแดนของความรู้

            - เป็นหนังสือที่ คุ้มค่า กับการอ่าน เพราะผู้เขียนได้เขียนจากประสบการณ์จากการทำงาน ที่ได้ปฏิบัติงานจริง เกิดขึ้นจริง เรา (ผู้อ่าน/นักศึกษา) สามารถนำเอา Knowledge จากการอ่านมาต่อยอดให้กับตนเองโดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กร

            - สามารถนำมาประยุกต์ใช้ (Apply) ในองค์กร, บริษัท, ชุมชน

            - ในหนังสือได้บอกถึง Process ของการทำให้ผืนผ้าใบให้ขาวสะอาดว่าต้องทำอย่างไร?

            - การที่คนจะรู้กฎข้อที่ 1 ว่าสถานการณ์ตนเองอยู่ที่ไหน? จะรู้ได้อย่างไรใครจะมาบอกให้รู้ เพื่อต่อยอด เพื่อช่วยทั้งในเรื่องส่วนตัวและช่วยเรื่องในองค์กร ----> จะทำให้เกิดการต่อยอดได้ กว้างและไกล   

            -กฎข้อที่ 2 จากการที่อาจารย์ศ.ดร.จีระ เป็นผู้นำในองค์มาตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของ Human Capital อาจารย์ได้พูดถึงการใช้ Language ซึ่งประกอบด้วย ภาษา, การใช้อารมณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตัวหนังสือ แต่เป็นการสื่อภาษาที่ไม่ใช่คำพูด ซึ่งท่านอาจารย์ได้พูดถึงหนังสือที่ชื่อว่า “Crusoe Conversation” (ไม่ทราบว่าเขียนถูกหรือเปล่านะคะ) ในหนังสือได้บอกว่า การไม่พูดอะไรเลย” -----> “เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะถูกเก็บกด ไม่ได้แสดงออก ขณะเดียวกัน การพูดมากเกินไป ก็อันตรายเช่นกัน การฝึกใช้ Language ก็เหมือนกับ Emotion Capital (ทฤษฎีของท่านอาจารย์จีระนั่นเอง)

            - กฎข้อที่ 3 ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ได้พูดถึง “Performance” หมายถึง ผลประกอบการขององค์กร ไม่ใช่ ผลการปฏิบัติงาน และถ้าPerformance เกิดสูงสุดในองค์กรแล้ว จะแสดงถึง Human Capital ซึ่งเป็นทุนที่ทำให้เกิด Performance สูงสุดนั่นเอง และ Human Capital หรือทุนทางมนุษย์ถูกนำไปใช้ในองค์กรจะทำให้องค์กรไปสู่ ความเป็นเลิศ (Excellence) เพราะคนจะมี พลังสูงสุด

            วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์) จาก รพ.บ้านลาดขอยุติการพูดคุย การสื่อสาร การทบทวน การทำการบ้าน ส่งท่านอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้หนูจะนำเรื่องที่ท่านอาจารย์พจนารถและท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ไปคิดต่อยอดเพื่อค้นหา Thesis สำหรับบทความจากหนังสือ The three laws of performance นะคะ

สมศรี  นวรัตน์ Tel. 081-9435033

 

กราบเรียนศ.ดร.จีระ ที่เคารพอย่างสูง

 

จากการวิภาคหนังสือ The three laws of performance (กฎ 3 ข้อต่อผลประกอบการจากการปฏิบัติงาน) เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมานั้นหนูคิดว่าสามารตั้งThesis ทั้ง ซึ่งหนูคิดเรื่อง Research Question ได้แค่นี้ (ก่อนนะคะ) ได้แก่

1. ภาวะผู้นำมีความสัมพันธ์กับการเติบโตขององค์กรหรือไม่?

2. ภาวะผู้นำมีความสัมพันธ์กับผลประกอบการขององค์กรอย่างไร?

3. ภาวะผู้นำมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลประกอบการขององค์กรหรือไม่?

(Human Capital มีความสัมพันธ์ กับ Organization Performance)หรือไม่?

4. องค์กรที่มีภาวะผู้นำระดับสูงจะมีต่อผลประกอบการสูงกว่า (High Performance ) องค์กรที่มีภาวะผู้นำระดับต่ำ

5.การสื่อสารของผู้นำเป็นปัจจัยหรือองค์ประกอบที่สำคัญของการเพิ่ม ผลประกอบการ(Performance) ขององค์กร

6. การสื่อสารของผู้นำในองค์กรเป็นปัจจัยหลักของการสร้างผลประกอบการ

7. การสื่อสารของผู้นำมีผลกระทบเชิงบวกต่อของบุคลากรขององค์กร

 8. การสร้างแรงจูงใจของผู้นำมีผลกระทบต่อของบุคลากรในองค์กรหรือไม่?

9. สภาวะทางอารมณ์(Emotion)ของผู้นำ มีต่อผลประกอบการ(Performance)หรือไม่?

10. การสื่อสาร (Communication) มีความสัมพันธ์กับ ผลประกอบการหรือไม่?

 

วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์) จาก รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ขอยุติการพูดคุย การสื่อสาร การทบทวน การทำการบ้าน ส่งท่านอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ

สมศรี  นวรัตน์ Tel. 081-9435033

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอบการบ้านข้อ "การพัฒนาแบบไหนล้มเหลว"

      ความคิดเห็นท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศกล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษารอบสอง ไม่ควรทำแบบดาวกระจาย หรือทำทุกเรื่อง หากทำเช่นนั้นอีก 10 ปีมั่นใจว่าต้องมีการปฏิรูปรอบสาม เพราะขณะนี้ระบบการศึกษาและบรรยากาศในโรงเรียนนอกจากจะไม่ส่งเสริมการเรียนรู้แล้ว ยังทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วย ที่สำคัญสังคมไทยยังบ้าปริญญาแต่ไม่บ้าปัญญา ซึ่งถือเป็นการล้มละลายทางปัญญาอย่างช้า ๆ

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอบคำถาม "การพัฒนาแบบไหน" และยกตัวอย่าง

ขอตอบว่า จะเลือกใช้ทฤษฎี 4L's ของอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์

โดยการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ Leanring Community เช่นตัวอย่างของ gotoknow และสร้างบทความต่าง ๆ จากขึ้นมาเพื่อพัฒนาให้คนสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง และแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่นอีกด้วย ตัวอย่างบทความ

Human Tree (ต้นมนุษย์)

คำว่า “ต้นมนุษย์” ผู้เขียนต้องการจะเริ่มต้นด้วยบทความตอนแรกนี้ว่าด้วยเรื่องที่มาของคำว่า “ต้นมนุษย์” ก่อนว่าเป็นมาอย่างไรและผู้เขียนได้เตรียมหัวข้อต่าง ๆ ในบทความที่จะเขียนตอนต่อ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นของผู้ที่สนใจ และเป้าหมายที่แท้จริงก็คือความต้องการที่จะพยายามพัฒนาบุคลากร หรือนักเรียน หรือนักศึกษา หรือผู้รักการอ่าน การพัฒนา หรือผู้ที่จะต้องการความก้าวหน้า หรือผู้ที่จะต้องความท้าทาย หรือผู้ที่ต้องการจะ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีเป้าหมายและจุดหมายเหมือนกันคือ “การพัฒนาทุนมนุษย์ โดยแนะนำแนวทาง วิธีการให้เกิดแนวคิดในทางที่ดีขึ้น เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เพิ่มพูนในเรื่องของ ทัศนะคติที่ดี ,ความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งทาง IT ,สร้างเสริมภูมิปัญญา ,ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดในเชิงนวัตกรรม, พัฒนาด้านอารมณ์ให้เหมาะสมทุกสถานการณ์ ยึดหลักแนวทางจริยธรรม เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถที่จะไปถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างแท้จริง และต้องพยายามที่จะช่วยแนะนำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจและปฏิบัติให้ได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรมของเขาเหล่านั้นให้ได้ เพื่อความสำเร็จและความสุขที่ยั่งยืนซึ่งนำมาถึงทุนทางสังคมที่ดีในอนาคต” การพัฒนาคนหรือการสร้างทุนมนุษย์ให้ได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้เขียนอยากจะเปรียบเทียบกับต้นไม้เพื่อจะทำให้ง่ายต่อการเข้าใจจึงเป็นที่มาของ “ต้นมนุษย์” จากประสบการณ์ที่เขียนบทความมาได้ระยะหนึ่งและความตั้งใจที่จะเขียนบทความให้ดี มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ จึงมีความคิดที่จะสร้างบทความทุก ๆ ตอนให้มีแนวทาง(Road Map) อย่างมีขบวนการ (Process) ที่ดีเพื่อให้เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ๆ ผู้เขียนจึงได้นำแบบอย่างของทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ของท่าน อีกทั้งจะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เรียนมาตอนเป็นนักศึกษา หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตแขนงนวัตกรรมการจัดการภาคธุรกิจ (Innovative Management) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และขอให้ผู้อ่านมั่นใจได้เลยว่าคณาจารย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีคุณภาพ มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของประเทศเทศไทย อีกทั้งยังมีอาจารย์ชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ๆ อีกด้วย และตัวผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์การทำงานมากว่าสามสิบปีและมีพื้นฐานการศึกษาจบปริญญาตรีด้านบัญชีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโททางด้านบริหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบการณ์การทำงานเป็นผู้บริหารในองค์กรระหว่างประเทศและในประเทศระดับชั้นแนวหน้ามาแล้วในทุก ๆ ด้านได้แก่ ขาย การตลาด การจัดการ การส่งออก การนำเข้า การบัญชี การเงิน และการบริหารงานบุคคล ปัจจุบันงานหลักคือการพัฒนาคน การมองให้เห็นถึงความสามารถของคนที่ซ่อนอยู่ภายในและต้องนำออกมาใช้และแสดงให้ได้ การที่ต้องช่วยให้คนอื่น ๆ มองเห็นโอกาส การสร้างโอกาสได้เอง การสร้างโอกาสในอนาคตให้ได้ด้วยตัวเอง ผู้อ่านอาจจะงง ๆ ว่าผู้เขียนมีอาชีพอะไร ผู้เขียนนอกจากเป็นวิทยากรพิเศษให้โครงการสอนปริญญาโทในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยแล้ว ยังเป็นผู้บริหารในองค์กรภาคธุรกิจด้าน IT และยังนั่งเป็นที่ปรึกษา SMEs ด้านการบริหารจัดการธุรกิจและ IT ในฝ่ายประสานและบริการ SMEs ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม) มีหน้าที่คอย(ทุกวันศุกร์)ให้คำปรึกษานักธุรกิจ 3 ประเภทคือ ผู้ประกอบการใหม่ที่ต้องการคำแนะนำในด้านต่าง ๆ , นักธุรกิจที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตต้องการมองหาทางออกของปัญหา และนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจมาได้ดีแล้วไม่รู้จะต่อยอดอย่างไร และถ้าเขาต่อยอดไม่ได้จะทำให้เกิดวิกฤตได้ในอนาคตนั่นเอง นี่คือสิ่งที่ทำอยู่ทุก ๆ วันถ้ามองลึก ๆ แล้วคือการสอนให้คนรู้จักวิธีพัฒนาตัวเอง สอนให้เขาเหล่านั้นรู้จักคิดและนำไปปฏิบัติ สอนผู้ประกอบการให้มองทะลุปัญหาและแก้ปัญหาได้ สอนให้ผู้ประกอบการรู้จักวิธีการสร้างโอกาสทางธุรกิจได้เอง เป็นต้นหรือในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Coaching (ผู้ฝึกสอน) และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความตั้งใจที่จะสร้างบทความที่เป็นประโยชน์สามารถช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ตัวเองจากบทความซึ่งจะเป็น Coaching ให้เขาเหล่านั้นได้และก็ตรงกับทฤษฎี 4L’s ของท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์นั่นเองซึ่งเราจะมาอธิบายในตอนต่อไป

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

เรียนอาจารยืศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คำตอบข้อ Macro และ Micro โดยมองจาก HR Architecture ว่าจะพัฒนา 8K's และ 5K's อย่างไร

คำตอบคือ

1.ต้องสร้างการบริหารจัดการในระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง

เราสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีของ 3 วงกลม

     เพื่อที่จะสร้างระบบการบริหารจัดการในระบบการศึกษาให้เข้มแข็งโดยต้อง เน้นถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานประถมศึกษา, ผู้บริหารโดยเฉพาะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด, ครูหรืออาจารย์ทั้งหมด ให้เกิดความเข้มแข็งโดยการนำ 8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภท ว่าด้วยเรื่องพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังต่อไปนี้คือ ทุน 8K's คือ

Human Capital ทุนมนุษย์

Intellectual Capital ทุนทางปัญญา

Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital ทุนแห่งความสุข

Social Capital ทุนทางสังคม

Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital ทุนทาง IT

Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ พฤติกรรม

2.ต้องปฏิรูปวิธีการเรียนรู้ให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก

     โดยการนำทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ; 5 K’s (ใหม่) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ มาใช้เป็นนโยบายเพื่อที่จะสร้างเด็กใหม่ให้เกิดและเจริญเติบโตมาในแบบของคนที่กล้าคิด กล้าแสดงออก และรักการเรียนรู้ (Long Life Learning) ทุน 5K's คือ

1. Creative Capital

2. Knowledge Capital

3. Innovation Capital

4. Emotional Capital

5. Culture Capital

3.Leadership Competency การสร้างภาวะผู้นำให้แก่ผู้บริหาร

เราเน้น 3 หัวข้อหลัก ๆ เพื่อให้ได้ผู้นำที่มีความรู้และความสามารถ อีกทั้งมีวิสัยทัศน์และความเป็นผู้บริหารที่ใช้ใจ ความทุ่มเท ความจริงใจสามารถทำให้ได้รับการยอบรับและนำองค์กรไปสู่เป้าหมายได้จริง เพื่อที่จะให้ได้ผู้นำในยุคโลกาภิวัตน์จุดสำคัญคือต้องให้เขาเหล่านั้นมีความเข้าใจวิสัยทัศน์ในด้าน HR ใหม่ดังนี้คือ

 

Old HR
New HR

 

Routine
Strategic
HR Department
CEO + Other Departments
Training
Learning
Expense
Investment
Static
Change Management
Information
Knowledge
Stand alone
Partnership
efficiency
Effectiveness
Value
Value Added
Command & Control
Respect & Dignity
Micro
Macro to Micro
Red Ocean
Blue Ocean
Liability
Assets

 

 

ภาพบรรยากาศการเสวนา เรื่อง The three laws of performance และการปรับใช้กับสังคมไทย ค่ะ

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอบคำถามที่ว่าอาจารย์จีระได้ 8K's และ 5K's มาอย่างไร

ขอตอบว่า

อาจารย์ต้องสะสมทุนมนุษย์อย่างมากมาย รวมทั้งทุก ๆ ทุนใน 8K's และ 5K's ไว้ครบหมดอยู่ในตัวเองเรียบร้อยก่อนแล้ว จึงนำมาสอนในรูปแบบเป็น Process ที่เรียกว่า "ทฤษฎี 8K's" และ "ทฤษฎี 5K's" ได้ในภายหลัง

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

สรุปสิ่งที่ได้จากเวทีเสวนาวิชาการ เมื่ออาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552

1.ด้านวิชาการ

จากการวิพากษ์หนังสือ The three laws of performance เนื้อหาสาระในหนังสือจะพูดถึงประเด็นการ Performance ด้วยกฎ 3 ข้อ ดังนี้

กฎข้อที่ 1 How people perform correlates to how situation occur to them

กล่าวคือ Performance ของคนขึ้นอยู่กับ 1) สิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจ 2) สิ่งที่มากระทบ, Environment กับตัวเขา และ 3) การตีความความ

กฎข้อที่ 2 How a situation language กล่าวคือ Performance ของสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับภาษาที่แสดงออกมาทั้งที่เป็นภาษาพูด ภาษากาย และใจ (อารมณ์)

กฎข้อที่ 3 .Future based language transforms how situations occur to people กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ Performance ขึ้นอยู่กับ ภาษาในอนาคต หรือ Vision ขององค์กร ซึ่งผู้ที่จะเป็นคนสื่อภาษานี้ให้เกิด Performance ในองค์กรที่สำคัญนั้นก็คือผู้นำองค์กร

กฎทั้ง 3 เป็นวิธีการ Performance ไปสู่การเปลี่ยนแปลงซึ่งสื่อออกมาเป็นภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษากาย ภาษาใจ (อารมณ์) สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ธุรกิจองค์กรต่างๆ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้สื่อภาษา? สถานการณ์ไหนที่ควรจะใช้ภาษาอะไร? จะสื่ออย่างไร ? ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของคนสื่อ

2.ด้านการบริหารจัดการ

1) ได้เรียนรู้วิธีการ กระบวนการจัดเสวนาวิชาการแบบมืออาชีพ

2) ได้เรียนรู้วิธีการวิพากษ์หนังสือ

3) ได้เรียนรู้การเป็นผู้ดำเนินรายการ

4) ได้เรียนการแสดงความคิดเห็นต่อที่สาธารณะ แบบมืออาชีพ

ทักษิณานันท์ โทร. 080-6148578

Hypothesis ที่ได้จากการเสวนาวิชาการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552

Hypothesis : การสื่อสารของผู้นำองค์กรมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มผลิตภาพในองค์กร

1. ตัวแปรต้น การสื่อสาร

2. ตัวแปรตาม การเพิ่มผลิตภาพ

ทักษิณานันท์ โทร. 080-6148578

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดรมภ์

ผมได้สร้าง Blog เพื่อเขียนบทความเผยแพร่แบบต่อเนื่องนี่เป็นตอนที่สอง โดยจะนำเอาทฤษฎีของอาจารย์มาเป็นพื้นฐานในการเขียนบทความเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยผมใช้บทความที่ผมจะเขียนต่อเนื่องเป็นการสอนวิธีแห่งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และถ้าทำได้ก็น่าจะช่วยให้คนที่เข้ามาอ่านก็จะเกิดขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่งของสภาพแวดล้อมครับ

ด้วยความเคารพ

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

http://gotoknow.org/blog/tanapol-human-tree/278954

Human Tree (ต้นมนุษย์) ตอนที่สอง

อนาคตของทุนมนุษย์ของคนไทย เราจะมาช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้เขาเหล่านั้นเจริญเติบโตขึ้นมาโดยมีทุนมนุษย์และความสามารถในเรื่องต่าง ๆ ที่ควรจะมีเพื่อต่อสู้และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ดีขึ้น สำหรับตอนที่สองนี้ผู้เขียนขอให้ภาพรวมต่อจากตอนที่หนึ่งว่า มีทฤษฎีอะไรบ้าง หรือหัวข้อของแต่ละทฤษฎีมีอะไรบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมทั้งหมดก่อน และเราจะมาเรียนรู้แต่ละทฤษฎีและแต่ละหัวข้อตามลำดับขั้นตอนที่ผู้เขียนจะพยายามสื่อและเรียบเรียงให้เข้าใจแบบง่าย ๆ นอกจากนี้ยังจะมีตัวอย่างประกอบคล้าย ๆ การทำ "Workshop" หรือการนำกรณีศึกษา(Case Study) เพื่อทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง หรือชีวิตที่ต้องอยู่กับการแข่งขัน ต้องมีความรวดเร็ว(Speed) ต้องสามารถอยู่ได้แบบยั่งยืน สอดคล้องกับวัฒนธรรม ต้องมีความสุขและสิ่งสำคัญที่สุดต้องมีจริยธรรม

ทฤษฎีต่าง ๆ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทฤษฎีต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการอธิบาย

ทุน 8K's คือ

Human Capital ทุนมนุษย์

Intellectual Capital ทุนทางปัญญา

Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital ทุนแห่งความสุข

Social Capital ทุนทางสังคม

Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital ทุนทาง IT

Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ พฤติกรรม

ทุน 5K's คือ

1. Creative Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์

2. Knowledge Capital ทุนทางความรู้

3. Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม

4. Emotional Capital ทุนทางอารมณ์

5. Culture Capital ทุนทางวัฒนธรรม

สำหรับ 4L's คือ

Learning Methodology วิธีการเรียนรู้

Learning Environment สภาพแวดล้อมของการเรียนรู้

Learning Opportunities โอกาสแห่งการเรียนรู้

Learning Communities ชุมชนแห่งการเรียนรู้

คอยพบตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้นะครับ

ธนพล ก่อฐานะ

Ph.D.3 SSRU (Innovative Management)

คุณฉัตรแก้ว ฮาตระวัง

เรียน  ท่าน ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  ที่เคารพ

                                                                                                                                                                               

                วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2009 ท่าน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเรียนรู้ให้กับพวกเราเพื่อให้เข้าใจถึงแก่นและสัมผัสกับรรยากาศและสังคมของการเรียนรู้  เพื่อให้เกิดองค์ความรู้และภูมิปัญญา  เพื่อเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ตามหลักทฤษฎี 4L’S, 8K’S, 5K’S โดยได้เชิญ รศ. ดร. ช่วงโชติ  พันธุเวช  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนัทา  ดร. สรจักร  เกษมสุวรรณ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด  ดร. ดวงสมร  แกลโกศล และคุณพจนารถ  ซีบังเกิด  ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนมนุษย์ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ  เพื่อเสวนา  เรื่อง  The Three Laws of Performance and the Leadership Corollaries ซึ่งในหนังสือดังกล่าวได้พูดถึงความสำคัญของภาษาที่แสดงออกและใช้ในการสื่อสารทุกระดับขององค์กร เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจที่มีพลังโดยสรุปเป็นกฎได้ 3 ข้อคือ

 

First Law of Performance

   How people perform correlates to how situations occur to them

        Leadership Corollary 1

            Leaders have a say, and give others a say, in how situations occur

 

Second Law of Performance

   How a situation occurs arises in language

        Leadership Corollary 2

            Leaders master the conversational environment

 

Third Law of Performance

   Future-based language transforms how situations occur to people

        Leadership Corollary 3

            Leaders listen for the future of their organization      

 

            ซึ่งจากกฎทั้ง 3 ข้อที่ได้เข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ผมเห็นว่าตัวผู้นำองค์กรในการที่จะนำพาธุรกิจและองค์กรมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะบริหารจัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  เพื่อความสำเร็จของธุรกิจและองค์กร โดยเฉพาะความสามารถในการใช้ภาษาและการมองการไกล มีตัวอย่าง Hypothesis ที่สนใจคือ

                - “ความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการสื่อสารของผู้นำองค์กร”

                         * ตัวแปรอิสระ คือ การสื่อสาร และตัวผู้นำองค์กร

                                * ตัวแปรตาม  คือ ผลสำเร็จของธุรกิจ

            - “การเจริญเติบโตของธุรกิจขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กร

                        * ตัวแปรอิสระ คือ ผู้นำองค์กร

                                * ตัวแปรตาม คือ การเจริญเติบโตของธุรกิจ

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ฉัตรแก้ว  ฮาตระวัง

Ph.D.รุ่น 3 SSRU    Mobile: 081- 661-1701

ขอแก้ไขข้อความใน Blog เมื่อวานนี้

ถึงทุก ๆ คน

            เมื่อเช้านี้ช่วง 9 โมง ผมได้อ่านหนังสือที่ผมซื้อมาจากเขมร ชื่อว่า Staying Street Smart” ซึ่งแปลว่า คนเราจะเรียนรู้อะไรไม่จำเป็นต้องไปจบปริญญาโทหรือเอกเท่านั้น เรียนจาก Experience ก็ได้ 

            คนเขียนชื่อ Mark H. Mc Coemack ซึ่งเคยแต่งหนังสือ ชื่อWhat they don’t teach you at Harvard ซึ่งก็น่าสนใจ แต่ก็มีประเด็นว่า จริง  MBA Harvard ก็ไม่ได้สอนตำรา เขาเอาคนเก่งที่จบ MBA กลับมาช่วยให้ประสบการณ์คล้าย ๆ กับที่เราทำเมื่อวันอาทิตย์ แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็มีแนวคิดอันหนึ่งเรียกว่า Learning Disability คล้าย ๆ พิการทางการเรียน เพราะมีมหาเศรษฐีคนหนึ่งรวยมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน และที่น่าสนใจก็คือ หย่ามาแล้ว 5 ครั้ง ทุก ๆ ครั้งจะแต่งงานกับสาวสวยและมีอาชีพเป็นนางแบบ

            เมื่อถามว่าเพราะอะไรคำตอบก็คือเขาคิดว่าหย่าคนที่หนึ่งเขาน่าจะได้บทเรียน และก็ปรับตัว แต่อาจจะเป็นเพราะเขาคิดไม่เป็น ขาดทุนทางปัญญาก็เลยไม่เรียนจากความเจ็บปวด

            สังเกตดูลูกน้องหรือเจ้านายบางคนไม่เคยเรียนรู้อะไร ในที่สุดก็พิการทางการเรียนรู้

            คำถามสำหรับท่าน PhD Students – เหตุผลคืออะไร มีการวิจัยหรือไม่ และวิจัยแล้วตั้ง Hypothesis อย่างไร? 8K และ 5K ช่วยได้หรือเปล่า ลองไปคิดดู

                                           จีระ หงส์ลดารมภ์

สมมติฐาน(Hypothesis) คืออะไร ?

            หลังจากได้ทำการเลือกปัญหาและศึกษารายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ  กับปัญหาที่จะทำการวิจัยแล้ว  ขั้นต่อไปก็จะต้องทำการตั้งสมมติฐานเพื่อใช้ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากปัญหานั้น สมมติฐานเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับข้อเท็จจริง  ดังนั้น  สมมติฐานจึงเป็นข้อความที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง  เงื่อนไขหรือพฤติกรรม  เพื่อใช้เป็นแนวทางในขบวนการวิจัย  สมมติฐานอาจจะถูกหรือผิด  จริงหรือไม่จริงก็ได้  ซึ่งจำเป็นจะต้องทำการทดสอบว่าได้รับการยืนยันหรือไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลเพียงใด  ถ้าหากสมมติฐานใดได้รับการยืนยันจากข้อมูล  เราก็จะยอมรับสมมติฐานนั้นว่าเป็นจริงหรือถูกต้อง  แต่ถ้าสมมติฐานใดไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูล  เราก็จะปฏิเสธสมมติฐานนั้นทันที  สมมติฐานจึงเป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาที่มีลักษณะเป็นข้อความที่แสวงหาคำอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือเหตุการณ์  โดยที่ยังไม่มีการยืนยันจากข้อเท็จจริง

 

สมมติฐานมีความสำคัญอย่างไร ?

            การแก้ปัญหาที่ยุ่งยากจำเป็นต้องใช้ขบวนการที่ซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะคล้ายกับงานก่อสร้างใหญ่ ๆ ทั่วไป บางครั้งความคิดใหม่ ๆ มิได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามลำดับขั้นหรือการปฏิบัติตามคำสั่งชี้แจงของหนังสือคู่มือเสมอไป  แต่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสมมติฐานหรือตั้งคำถามในการวิจัยซึ่งเป็นการเดาอย่างมีเหตุผล  สมมติฐานจึงนับว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญของนักวิจัยอย่างหนึ่งที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับสิ่งต่าง ๆ  ที่สังเกตได้  หรือเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกตได้เข้ากับทฤษฎี

โดยทั่วไปเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็พยายามเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหานั้น ลักษณะการเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างเดา ๆ ไม่มีขอบเขต  บางครั้งจะพบว่ามีผู้เก็บข้อมูลใช้เวลาเป็นแรมปีก็ยังไม่สามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาได้  และยิ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถจะทำการสังเกตได้โดยตรง ก็ทำให้เกิดความเลื่อนลอยมากยิ่งขึ้น สมมติฐานจะเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่จะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลได้ถูกต้องและมีความสัมพันธ์กับปัญหาที่จะแก้อย่างแท้จริง  อย่างไรก็ดีเราต้องการข้อเท็จจริงมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ข้อเท็จจริงนั้น ๆ มันไม่ได้ปรากฏขึ้นให้เราเห็นอย่างง่าย ๆได้เสมอไป  นอกจากจะต้องมีสมมติฐานเพื่อทำการทดสอบเสียก่อนเท่านั้น  เมื่อเริ่มวิเคราะห์ปัญหา  อาทิ  เช่น  ปัญหานักเรียนยกพวกตีกัน  ฯลฯ  เป็นต้น  อาจสังเกตได้ว่าข้อมูลบางอย่างเลือนรางและไม่สมบูรณ์  ข้อมูลบางอย่างก็ไม่มีความสัมพันธ์กับปัญหาแต่อย่างใด แต่เราก็พยายามถามตัวเองว่าจะรวบรวมข้อมูลที่สมบูรณ์ได้อย่างไรเพื่อจะนำมาอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ทราบ  ถ้าหากสามารถจินตนาการ(Imagination) อย่างมีเหตุผลอย่างหนึ่ง  เพราะสมมติฐาน เปรียบเสมือนสะพานที่ทอดเชื่อมโยง ระหว่าง ข้อเท็จจริงที่เราทราบไปสู่ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ทราบ

นักวิจัยใช้สมมติฐานในการแก้ปัญหาตั้งแต่ง่ายไปจนถึงยากที่สุดได้  อาทิ เช่น  ถ้าเราเดินเข้าไปในห้องมืดแห่งหนึ่งกดสวิทช์แล้วไฟไม่สว่าง  เราอาจรวบรวมข้อเท็จจริงที่ทราบแล้วกับที่ยังไม่ทราบเข้าด้วยกัน  โดยตั้งจินตนาการหรือคาดคะเนว่าสาเหตุที่ไฟในห้องไม่สว่างนั้นอาจเนื่องมาจาก

(1) หลอดขาด     (2) สายไฟหลุด  หรือ (3) ฟิวส์ขาด  สมมติฐานเหล่านี้จะช่วยในการกำหนดว่าจะใช้ข้อมูลอะไรบ้าง  และใช้อย่างไรในการแก้ปัญหานี้  ถ้าเราถอดหลอดไฟดวงนี้ไฟใส่แทนดวงอื่นปรากฏว่าสว่าง   

สมมติฐานข้อที่ 1 ก็ไม่ใช่คำตอบของปัญหานี้  หลังจากทดสอบสมมติฐานอื่น ๆ อีก 2 ข้อ ก็พบว่าสมมติฐานข้อที่ 3 นั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหลอดไฟจึงไม่สว่าง 

สมมติฐานนี้ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง  ก็ คล้ายกับนัยน์ตาที่ช่วยให้มองเห็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างมีระบบและเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  อะไรที่ทำไม่ถูกต้อง  ไม่มีระบบก็จะช่วยให้เรามองเห็นทางที่จะทำได้ถูกต้องและมีระบบชัดเจนยิ่งขึ้น  สมมติฐานจะช่วยให้ความรู้แก่เราในการคัดเลือกข้อมูล ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ในการตีความหมายหรืออธิบายสถานการณ์ที่ไม่ทราบ  สมมติฐานจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการวิเดาจากสิ่งที่ทราบไปยังสิ่งที่ไม่ทราบ  สมมติฐานจึงนับว่ามีประโยชน์อย่างมากที่ช่วยให้สามารถแสวงหาความรู้ความจริงต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

 

สมมติฐานมีกี่ชนิด

โดยทั่วไปนักวิจัยจะแบ่งสมมติฐานออกเป็น 2 ชนิด  คือ สมมติฐานทางวิจัย (Research Hypothesis) และ สมมติฐานทางสถิติ  (Statistical Hypothesis)

สมมติฐานทางวิจัย มักจะเขียนอยู่ใน ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวหรือมากกว่าขึ้นไป  ที่นักวิจัยคาดคะเนไว้  อาทิ  เช่น  เด็กที่ถนัดตาซ้ายจะได้คะแนนการสอบอ่านต่ำกว่าเด็กทั่วไปที่เรียนอยู่ในชั้นเดียวกัน

สมมติฐานทางสถิติหรือ  Competing Hypothesis  ประกอบด้วย

-         Null Hypothesis (H0)

-         Alternative Hypothesis (H1) Null Hypothesis

ไม่จำเป็นจะต้องตั้งให้แทนความคาดหวังผลของนักวิจัยเสมอไป  ตามปกติมักจะเขียนให้อยู่ในลักษณะไม่มีความแตกต่างหรือไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้อง  เป็นต้น  อาทิ  เช่น  จากสมมติฐานทางวิจัยเมื่อเขียนเป็น Null  Hypothesis ก็จะได้ดังนี้ไม่มีความแตกต่างระหว่างคะแนนการสอบอ่านของเด็กถนัดตาซ้ายและเด็กทั่วไป

นักวิจัยส่วนมากตั้ง Null  Hypothesis  ขึ้นมีก็คาดหวังว่าจะปฏิเสธ (reject) H0 และยอมรับ (accept) Alternative Hypothesis (H1)  ซึ่งมี ข้อความคล้ายกับสมมติฐานทางวิจัยนั่นเอง  การที่ต้องแปลงสมมติฐานทางวิจัยให้เป็น Null  Hypothesis นั้นก็เพื่อให้สามารถทำการทดสอบทางสถิติได้  ซึ่งได้กล่าวอย่างละเอียดในหนังสือสถิติเบื้องต้น  ของ ดร.อนันต์  ศรีโสภา  สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช  กรุงเทพมหานคร 

วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์)รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ขอคุยกับท่านอาจารย์ ศ. ดร. จีระ และเพื่อน ๆ  Ph.D3 SSRU รุ่น 3 เพื่อให้เกิด 8K’s +5K’s+4L’s+ทฤษฎี 3 วงกลม+ทฤษฎี Value Added เจ้าของทฤษฎีตัวจริงคือท่าน ศ.ดร. จีระ ซึ่งหนูภาคภูมิใจมากที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์  หนูคิดว่าเพื่อน ๆ Ph.D รุ่น 3 ทุกคนก็คิดเช่นเดียวกัน คิดเหมือนกันกับหนูนะคะ  

สมมติฐาน(Hypothesis) คืออะไร ?

            หลังจากได้ทำการเลือกปัญหาและศึกษารายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ  กับปัญหาที่จะทำการวิจัยแล้ว  ขั้นต่อไปก็จะต้องทำการตั้งสมมติฐานเพื่อใช้ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากปัญหานั้น สมมติฐานเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับข้อเท็จจริง  ดังนั้น  สมมติฐานจึงเป็นข้อความที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง  เงื่อนไขหรือพฤติกรรม  เพื่อใช้เป็นแนวทางในขบวนการวิจัย  สมมติฐานอาจจะถูกหรือผิด  จริงหรือไม่จริงก็ได้  ซึ่งจำเป็นจะต้องทำการทดสอบว่าได้รับการยืนยันหรือไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลเพียงใด  ถ้าหากสมมติฐานใดได้รับการยืนยันจากข้อมูล  เราก็จะยอมรับสมมติฐานนั้นว่าเป็นจริงหรือถูกต้อง  แต่ถ้าสมมติฐานใดไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูล  เราก็จะปฏิเสธสมมติฐานนั้นทันที  สมมติฐานจึงเป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาที่มีลักษณะเป็นข้อความที่แสวงหาคำอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือเหตุการณ์  โดยที่ยังไม่มีการยืนยันจากข้อเท็จจริง

 

สมมติฐานมีความสำคัญอย่างไร ?

            การแก้ปัญหาที่ยุ่งยากจำเป็นต้องใช้ขบวนการที่ซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะคล้ายกับงานก่อสร้างใหญ่ ๆ ทั่วไป บางครั้ง ความคิดใหม่ ๆ(Creative) มิได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามลำดับขั้นหรือการปฏิบัติตามคำสั่งชี้แจงของหนังสือคู่มือเสมอไป  แต่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสมมติฐานหรือตั้งคำถามในการวิจัยซึ่ง เป็นการเดาอย่างมีเหตุผล  สมมติฐานจึงนับว่า เป็นเครื่องมือ(Tool)ที่สำคัญของนักวิจัย อย่างหนึ่งที่ช่วยให้สามารถ เชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับสิ่งต่าง ๆ  ที่สังเกตได้ หรือเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกตได้เข้ากับทฤษฎี

โดยทั่วไปเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็พยายาม เก็บรวบรวมข้อมูล(Data)ต่าง ๆ  เพื่อนำมาแก้ไขปัญหานั้น ลักษณะการเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างเดา ๆ ไม่มีขอบเขต  บางครั้งจะพบว่ามีผู้เก็บข้อมูล ใช้เวลาเป็นแรมปี ก็ยัง ไม่สามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาได้  และ ยิ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถจะทำการสังเกตได้โดยตรง ก็ทำให้เกิด ความเลื่อนลอย มากยิ่งขึ้น สมมติฐานจะเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ที่จะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลได้ ถูกต้อง และ มีความสัมพันธ์กับปัญหาที่จะแก้อย่างแท้จริง  อย่างไรก็ดีเราต้องการข้อเท็จจริงมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ข้อเท็จจริงนั้น ๆ มันไม่ได้ปรากฏขึ้นให้เราเห็นอย่างง่าย ๆได้เสมอไป  นอกจากจะต้อง มีสมมติฐานเพื่อทำการทดสอบ เสียก่อนเท่านั้น  เมื่อเริ่มวิเคราะห์ปัญหา  อาทิ เช่น  ปัญหานักเรียนยกพวกตีกัน  ฯลฯ  เป็นต้น  อาจสังเกตได้ว่า ข้อมูลบางอย่างเลือนรางและไม่สมบูรณ์  ข้อมูลบางอย่างก็ไม่มีความสัมพันธ์กับปัญหาแต่อย่างใด แต่เราก็พยายาม ถามตัวเอง ว่า จะรวบรวมข้อมูลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร เพื่อจะนำมา อธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ทราบ  ถ้าหากสามารถจินตนาการ(Imagination) อย่างมีเหตุผลอย่างหนึ่ง  เพราะสมมติฐาน เปรียบเสมือนสะพานที่ทอดเชื่อมโยง ระหว่าง ข้อเท็จจริงที่เราทราบไปสู่ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ทราบ

นักวิจัยใช้สมมติฐานในการ แก้ปัญหา ตั้งแต่ง่ายไปจนถึงยากที่สุดได้  อาทิ เช่น  ถ้าเราเดินเข้าไปในห้องมืดแห่งหนึ่งกดสวิทช์แล้วไฟไม่สว่าง  เราอาจรวบรวมข้อเท็จจริงที่ทราบแล้วกับที่ ยังไม่ทราบเข้าด้วยกัน  โดย ตั้งจินตนาการหรือคาดคะเน ว่าสาเหตุที่ไฟในห้องไม่สว่างนั้นอาจเนื่องมาจาก

(1) หลอดขาด     (2) สายไฟหลุด  หรือ (3) ฟิวส์ขาด  สมมติฐานเหล่านี้จะ ช่วยในการกำหนดว่าจะใช้ข้อมูลอะไรบ้าง  และใช้อย่างไร? ในการแก้ปัญหานี้  ถ้าเราถอดหลอดไฟดวงนี้ไฟใส่แทนดวงอื่นปรากฏว่าสว่าง   

สมมติฐานข้อที่ 1 ก็ไม่ใช่คำตอบของปัญหานี้  หลังจากทดสอบสมมติฐานอื่น ๆ อีก 2 ข้อ ก็พบว่าสมมติฐานข้อที่ 3 นั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหลอดไฟจึงไม่สว่าง 

สมมติฐานนี้ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง  ก็ คล้ายกับนัยน์ตาที่ช่วยให้มองเห็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างมีระบบและเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  อะไรที่ทำไม่ถูกต้อง  ไม่มีระบบก็จะช่วยให้ เรามองเห็นทาง ที่จะทำได้ถูกต้องและมีระบบชัดเจนยิ่งขึ้น  สมมติฐานจะช่วยให้ความรู้แก่เราในการคัดเลือกข้อมูล ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ในการตีความหมายหรืออธิบายสถานการณ์ที่ไม่ทราบ  สมมติฐานจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการวิเดาจากสิ่งที่ทราบไปยังสิ่งที่ไม่ทราบ  สมมติฐานจึงนับว่ามีประโยชน์อย่างมากที่ช่วยให้สามารถแสวงหาความรู้ความจริงต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

 

สมมติฐานมีกี่ชนิด

โดยทั่วไปนักวิจัยจะแบ่ง สมมติฐานออกเป็น 2 ชนิด  คือ สมมติฐานทางวิจัย (Research Hypothesis) และ สมมติฐานทางสถิติ  (Statistical Hypothesis)

สมมติฐานทางวิจัย มักจะเขียนอยู่ใน ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวหรือมากกว่าขึ้นไป  ที่นักวิจัยคาดคะเนไว้  อาทิ  เช่น  เด็กที่ถนัดตาซ้ายจะได้คะแนนการสอบอ่านต่ำกว่าเด็กทั่วไปที่เรียนอยู่ในชั้นเดียวกัน

สมมติฐานทางสถิติหรือ  Competing Hypothesis  ประกอบด้วย

-         Null Hypothesis (H0)

-         Alternative Hypothesis (H1) Null Hypothesis

ไม่จำเป็นจะต้องตั้งให้แทนความคาดหวังผลของนักวิจัยเสมอไป  ตามปกติมักจะเขียนให้อยู่ในลักษณะไม่มีความแตกต่างหรือไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้องเป็นต้น เช่น  จากสมมติฐานทางวิจัยเมื่อเขียนเป็น Null  Hypothesis ก็จะได้ดังนี้ ไม่มีความแตกต่างระหว่างคะแนนการสอบอ่านของเด็กถนัดตาซ้ายและเด็กทั่วไป

นักวิจัยส่วนมากตั้ง Null  Hypothesis  ขึ้นมีก็คาดหวังว่าจะปฏิเสธ (reject) H0 และยอมรับ (accept) Alternative Hypothesis (H1)  ซึ่งมี ข้อความคล้ายกับสมมติฐานทางวิจัยนั่นเอง   การที่ต้องแปลงสมมติฐานทางวิจัยให้เป็น Null  Hypothesis นั้นก็เพื่อให้สามารถทำการทดสอบทางสถิติได้  ซึ่งได้กล่าวอย่างละเอียดในหนังสือสถิติเบื้องต้น  ของ ดร.อนันต์  ศรีโสภา  สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช  กรุงเทพมหานคร 

วันนี้หนู (สมศรี  นวรัตน์) รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ขอคุยกับท่านอาจารย์ ศ. ดร. จีระ และเพื่อนๆ Ph.D3 SSRU รุ่น 3 เพื่อให้เกิด 8K’s +5K’s+4L’s+ทฤษฎี 3 วงกลม+ทฤษฎี Value Added เจ้าของทฤษฎีตัวจริงคือท่าน ศ.ดร. จีระ ซึ่งหนูภาคภูมิใจมากที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์  หนูคิดว่าเพื่อน ๆ Ph.D รุ่น 3 ทุกคนก็คิดเช่นเดียวกัน คิดเหมือนกันกับหนูนะคะ 

เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คำถามจากหัวข้อหนังสือ “ Staying Street Smart”

"สังเกตดูลูกน้องหรือเจ้านายบางคนไม่เคยเรียนรู้อะไร ในที่สุดก็พิการทางการเรียนรู้ "

คำถามคือเหตุผลอะไร

     ผมขอตอบว่าการขาดทุนทางปัญญาเป็นสาเหตุหลักของ "เรื่องพิการทางการเรียนรู้" และผมได้ศึกษาและลองหาข้อมูลพบว่ามีการนำ 8K's หัวข้อ Intellectual Capital และ 5K's หัวข้อ Innovation Capital มาใช้ในการทำ Thesis ดังตัวอย่างคือ

Nitin Sawhney: Doctoral Thesis Research

COOPERATIVE INNOVATION IN THE COMMONS:
Rethinking Distributed Collaboration and Intellectual Property
for Sustainable Design Innovation

Nitin Sawhney, Doctoral Candidate,
MIT Program in Media Arts and Sciences
MIT Media Laboratory

Thesis Objective: Understanding the role of online collaboration, pedagogical approaches and intellectual property rights towards distributed cooperation for sustainable design innovation.

Research Questions: How can we create an environment that encourages distributed individuals and organizations to tackle engineering design challenges in critical problem domains? How should we design appropriate online collaboration platforms, support learning, social incentives and novel property rights to foster innovation in sustainable design?

The thesis seeks to address these interconnected issues using three main approaches:

Research Projects and Activities

Doctoral Dissertation

  •  
    • Ch.1: Introduction: Cooperative Innovation in the Commons? (14 pages, 112 K)
      Abstract: Motivation: Expanding Cooperative R&D in Sustainable Design for Universal Human Rights. Lessons from the Appropriate Technology movement, recent global trends and evolution of the ThinkCycle Initiative at MIT. Key research challenges - Cooperation, Community and Intellectual Property.
    • Ch.2: Cooperation and Property Rights in the Commons (21 pages, 117 K)
      Abstract: Survey of prior literature and theories of cooperation and property rights, particularly for online communities. Examines the Free Software & Open Source movements and limitations for distributed peer-production in product design. Affordances, conflicts and policies for dealing with property rights (Private, Communal & Public) in natural resources, grassroots innovation and online digital content.
    • Ch.3: Open Collaboratories for Design Innovation (27 pages, 1 MB) [Low-res 300 K]
      Abstract: Review of collaboration tools, distributed computing and open knowledge initiatives. Description of design, architecture, and development of the ThinkCycle Collaboration Platform. Discuss evolving design criteria, case study and lessons learned. Literature review on the nature of Design Rationale, Social Context and Physical Settings in shaping cooperative online design.
    • Ch.4: Collaborative Design and Learning in Studio Courses (21 pages, 154 K)
      Abstract: Survey of prior studies on learning and collaboration using web-based platforms in schools and university courses. Results of study conducted with the Design that Matters Studio courses at MIT in 2001 and 2003, using online surveys and intensive interviews. Summarizes nature of collaborative design, learning outcomes, and usage patterns of students and participants. Recommendations for future courses in sustainable design and collaboration tools.
    • Ch.5: Role of Intellectual Property Rights in Open Collaborative Design (31 pages, 169 K)
      Abstract: Understanding social incentives, formal/informal mechanisms and the role of IPR in scientific research, based on prior studies by sociologists. Social inquiry (ethnographic study) conducted into motivations, perceptions and IPR patterns among 10 informants involved in 7 design projects on ThinkCycle. Results of study include perceptions of Patents vs. Open Source, social incentives for protection or dissemination, and emergence of 4 primary IPR patterns observed. Recommendations on IPR policies and approaches for critical design innovation.
    • Ch.6: Conclusions: Rethinking Cooperative Innovation (14 pages, 76 K)
      Abstract: Summary of thesis research, challenges, contributions and critical issues. Key lessons learned for: 1) Developing online collaboration platforms, 2) Establishing sustainable design curricula in universities, and 3) Understanding intellectual property rights in open collaborative design. Future work for expanding cooperative innovation in the commons.
  • Dissertation Defense at MIT: Monday, Nov 25th, 2002

    Defense Talk Slides (380K PowerPoint) | Archived Realvideo Webcast (45 mins)

    Doctoral Dissertation: Sawhney, N. Cooperative Innovation in the Commons: Rethinking Distributed Collaboration and Intellectual Property for Sustainable Design Innovation. Submitted to MIT, Jan 17, 2003. (128 pages, 1.6 MB) [Low-res version 900K PDF] (Abstract)


      Thesis Chapters (Open Peer Review on ThinkCycle)
     

Research Papers and Working Reports (PDF docs)

Nitin Biography | ThinkCycle.org

Updated: Feb 18, 2003
nitin@media.mit.edu

เรียนเพื่อน ๆ ครับ

การตัวอย่าง Thesis ของ 8K's และ 5K's สามารถหาได้ง่าย ๆ นะครับโดย

เพื่อน ๆ เข้า google และเลือกตัวอย่างคือ เพียงแต่เลือก Key Word คำว่า Thesis + เราเลือกตัวเลือกของ 8K's and 5K's มาใส่ตามตัวอย่างก็โผล่ออกมามากมาย

สิ่งที่ผมได้จากการทำการบ้านนี้ก็คือ ผมได้ตัวอย่างดี ๆ เกี่ยวกับการตั้ง Hyphotesis

ธนพล ก่อฐานะ

081-840-6444

Google Advanced Search

Preferences

Search: the web pages from Thailand

WebHide optionsShow options... Results 1 - 10 of about 1,640,000 for Thesis+ Learining+Intellecture. (0.35 seconds)

Sponsored Links

Education Research

Education books, journals, articles

full-text at Questia Online Library

www.Questia.com/Education

See your ad here »

Did you mean: Thesis Learning+Intellectual

Search ResultsResults include your SearchWiki notes for Thesis+ Learining+Intellecture. Share these notes

Copy and paste this link into an email or IM:

See a preview of the shared page

Nitin Sawhney: Ph.D. Thesis ResearchRethinking Distributed Collaboration and Intellectual Property .... Incentives Towards Sustainable Design and Learning. Ph.D. Thesis Proposal, June 2002. ...

web.media.mit.edu/~nitin/thesis/ - Cached - Similar -

[PDF] ThinkCycle: Supporting Open Collaborative Design for Product ...File Format: PDF/Adobe Acrobat - View

Product Innovation and Learning in Sustainable Engineering ... Thesis Objective: Understanding the role of online collaboration, ... Research Goal: Understanding how Intellectual Property Rights (IPR) are perceived and ...

web.media.mit.edu/~nitin/thesis/thesis-research-summary.pdf - Similar -

คุณฉัตรแก้ว ฮาตระวัง

เรียน  ท่าน ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  ที่เคารพ

            สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดย Thai Cyber University ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ ASEM Education and Research Hub for Lifelong Learning (ASEM LLL) ได้จัดการประชุม ASEM Conference หัวข้อ Lifelong Learning: e-Learning and Workplace Learning” ระหว่างวันที่ 20 – 21 กรกฎาคม 2552 ที่ Adriatic Palace Hotel, Bangkok โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็นระหว่างผู้กำหนดนโยบาย, นักวิจัย ในภูมิภาคเอชียและยุโรป และเพื่อเป็นการต่อยอดการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป

การประชุมในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายกอรปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดงาน   โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

Lifelong Learning (LLL) จัดเป็นนโยบายหลักในการวางนโยบายในการบริหารประเทศของนานาประเทศ LLL ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความสำร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ และยอมรับว่าเป็นเครื่องมือ (A tool) อย่างหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based society)

ASEM LLL Hub ในปัจจุบันมีหน้าที่เป็นศูนยดำเนินการวิจัยใน 5 เครือข่าย (Networks) ดังนี้:

เครือข่าย 1: ศูนย์พัฒนา ICT Skills, e-Learning and the Cultural of e-Learning in LLL

เครือข่าย 2: ศูนย์พัฒนาความสามารถในการทำงาน (Competence) เป็น Workplace Learning

เครือข่าย 3: ศูนย์พัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน LLL โดยเน้นด้านการพัฒนาครูผู้สอน (Teacher Training)

เครือข่าย 4: ศูนย์พัฒนายุทธศาสตร์แห่งชาติด้าน LLL ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงจูงใจ (Motivations) ให้ผู้เรียน รวมถึงการลดข้อจำกัด (Barriers) ที่มีผลต่อการเรียนรู้/การเข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่อง (Continuing Education and Training)

เครือข่าย 5: ศูนย์การวิจัยกลุ่มเพื่อหาความสามารถหลัก (Core Competence) ของ ASEM

งานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้เน้นงานวิจัยในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น  เกาหลี  รวมถึงประเทศไทย และยุโรป เช่นอังกฤษ เดนมาร์ค เยอรมัน  เอสโทเนีย ในเครือข่ายที่ 1 และในเครือข่ายที่ 2 นั่นคือ การจัดทำนโยบาย การจัดการเรียนการสอนแบบ e-Learning in Educational Settings ต่างๆ และ Workplace Learning รวมถึงระบบการประกันคุณภาพ (Quality Assurance System) ในการศึกษาแบบ e-Learning มีประเด็นและหัวข้อที่น่าสนใจหลายหัวข้อ

Reflection:

Workplace learning เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่สามารถ ส่งเสริมให้คนไทยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจริง (Lifelong Learning) เพราะผู้เรียนได้เรียน ได้คิด ได้ฝึกในเรื่องที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานและการเรียนในสถานประกอบการยังสามารถนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Communities) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในทฤษฎี 4 L’S

แต่ไม่แน่ใจว่า 0n-line Learning หรือ e-Learning ในระบบการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ โดย Thai Cyber University ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศจัดหลักสูตรแบบ e-Learning เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)   จะสามารถตอบคำถามเรื่องการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based society) โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่เน้นฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ไขปัญหาเป็น รวมถึงสามารถประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนไปสอดใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ยิ่งถ้ามองให้ลึกลงไปถึง 6 ปัจจัยของความยั่งยืน(Chira ‘s 6 factors)ของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่มุ่งให้การจัดการศึกษาสามารถสนันสนุนให้คนไทยสามารถพัฒนาตนเองได้ (Self- reliance) โดยให้ผู้เรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก เพราะ e-Learning ผู้เรียนจะต้องเข้าไปศึกษาและค้นคว้าด้วยตนเอง โดย Culture ของคนไทยแล้วยังยึดติดกับการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น ความรู้ ความจำ เพื่อสอบผ่านในวิชาหรือหลักสูตรที่เรียน ไม่ได้เน้นการเรียนรู้ให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก และศึกษาด้วยตนเองเพื่อเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ไขปัญหาเป็น รวมถึงสามารถประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนไปสอดใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิต และการทำงาน  จนสามารถนำวิธีการเรียนไปใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยตนเอง โดยระบบ 0n-line Learning หรือ e-Learning นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ครูผู้สอนต้องเข้าใจความหมาย วิธีการสอน รวมไปถึงการจัดกิจกรรมการเรียน และการประเมินผล ของการเรียนดังกล่าวอย่างถ่องแท้ ผู้สอนต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการเรียน (Learning how to Learn) ที่จะเป็นบันไดทอดไปสู่การเรียนได้ด้วยตนเอง (Autonomous Learning/Self-directed Learning) การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาตนเองได้ในที่สุด

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ฉัตรแก้ว  ฮาตระวัง

Ph.D.รุ่น 3 SSRU    Mobile: 081- 661-1701

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์หนูขอส่งบทความเรื่อง พลังสร้างสรรค์หญิงฝากครรภ์ได้รับคุณค่า(Value Added)

คำสำคัญ :     

ANC :  Ante Natal Care , OF: Osmotic Fragility

DCIP : Dichlorophenolindophenol,  Hct : Hematocrit

HBs Ab : Hepatitis  B surface  antibody, TLC : Therapeutic Life -Style  Change, RCA : Root Cause Analysis, ABO: หมู่โลหิตชนิด A ,B ,AB,O  ,  Rh : หมู่โลหิตชนิด Rh, CQI : Continuous Quality Improvement ,  Lab : Laboratory ,  PPH. : Post Partum Hemorrhage,  R&D: Research and Development, AAR.: After Action Review , อสม : อาสาสมัครสาธารณสุข

สรุปผลงานโดยย่อ : ทีมงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้ปรับปรุงกระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ทั้งระบบ โดยแนวทางประเมินภาวะเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์ 20 ข้อ ปรับปรุงการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ โดยมีค่า Hematocrit :Hct. ก่อนคลอดมากกว่า 33 %    หญิงตั้งครรภ์คลอดบุตรอย่างปลอดภัย   ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักมากกว่า2,500 กรัม แม่ไม่เกิดภาวะ Post Partum Hemorrhage : PPH และทารกแรกเกิดไม่มีภาวะ Birth Asphyxia

เป้าหมาย

เพื่อให้การป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับหญิงตั้งครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์ โดยเฉพาะเพิ่มค่า Haematocrit หญิงตั้งครรภ์ให้สูงกว่าค่าที่เป็นความเสี่ยง (33 %) ในช่วงเวลาที่ฝากครรภ์จนครบกำหนดคลอด อันจะนำไปสู่การป้องกันความเสี่ยงของแม่จากภาวะ Post Partum Hemorrhage : PPH และส่งเสริมสุขภาพทารกในครรภ์ให้มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 2,500 กรัม และติดตามระบบ Refer เมื่อหญิงตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษจากภาวะความดันโลหิตสูง (140/90 mmHg.) และมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ หรือมีภาวะครรภ์แฝด หรือพบว่าแม่หรือพ่อเป็นพาหะของโรคThalassemia รวมถึงการประเมินและวิเคราะห์ความเครียดของหญิงตั้งครรภ์

ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : จากการทบทวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในกิจกรรมทบทวน 12 กิจกรรม ทำให้ทราบปัญหาความเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์ในคลินิก ANC ทำให้ต้องการแก้ไขปัญหาของหญิงตั้งครรภ์อย่างเป็นระบบ โดยการปรับปรุงพัฒนาศักยภาพหญิงตั้งครรภ์ โดยนำสามี ญาติ ครอบครัว (พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย ของหญิงตั้งครรภ์) มีส่วนร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพให้การดูแลในลักษณะของพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึก (Coaching) เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และทารกแรกคลอด

มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย

การเปลี่ยนแปลง : กระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างคุณค่า

1 จัดให้มีการเจาะหาค่า Hct. ครั้งที่ 1 เมื่อฝากครรภ์ครั้งแรกในคลินิก เมื่อพบว่าซีด Hct น้อยกว่าเกณฑ์ 33 % จะ Empowerment เรื่องการรับประทานอาหารที่เพิ่มค่า Hct. สอนแนะนำ สาธิตการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เพิ่มอาหารเสริมธาตุเหล็ก แพทย์แนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ ให้ยาเสริมธาตุเหล็ก และมีการติดตามเฝ้าระวังให้เจาะ Hct. ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน (กรณี Hct.ต่ำ) โดยให้ความสำคัญกับ Hct. ครั้งนี้มากเพราะหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มของ Hct. ลดต่ำลงทุกครั้ง   แต่กรณี Hct. อยู่ในเกณฑ์(33 %)  จะเจาะอีกครั้งในช่วงก่อนคลอด 1 เดือน

2 มีการตรวจคัดกรองโรค Thalassemia ของหญิงตั้งครรภ์และสามี โดยถ้าพบว่าหญิงตั้งครรภ์ได้ค่าที่คัดกรองให้ ผล Positive วิธีใดวิธีหนึ่ง จาก 2 วิธี คือ OF และ DCIP จะต้องตามสามีเพื่อมาตรวจคัดกรองThalassemia เนื่องจากถ้าพบว่าแม่(หญิงตั้งครรภ์)และสามีเป็นพาหะ จะส่งผลให้ลูกในครรภ์มีโอกาสเป็นโรคร้อยละ25 ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์และสามีจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาจากทีมงาน

3 มีการประเมินความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ทุกราย โดยให้หญิงตั้งครรภ์ประเมิน

ความเครียดตนเอง ทีมงานวิเคราะห์ผล ถ้าพบระดับความเครียดที่สูงกว่าปกติ ทีมงานจะส่งพบทีมสุขภาพจิตของโรงพยาบาลทุกครั้ง

4 มีการนำแนวทางการประเมินความเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์ 20 ข้อ มาวิเคราะห์ถ้า

พบว่าประวัติครอบครัวมีการตั้งครรภ์แฝด จะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษโดยแพทย์ และปรึกษา     สูติแพทย์จากโรงพยาบาลพระจอมเกล้า และเป็นการลดความเสี่ยงให้ผู้ป่วย เนื่องจากโรงพยาบาลบ้านลาด เป็นโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เฉพาะทาง

    5 มีการเฝ้าระวังในเรื่องความดันโลหิตสูงของหญิงตั้งครรภ์ ถ้าพบค่าที่เกินเกณฑ์140/90 mmHg ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษและต้อง Refer ไปพบสูติแพทย์เช่นเดียวกับครรภ์แฝด

6 มีการเฝ้าระวังภาวะที่มีค่า BMI สูงอย่างรวดเร็ว และประวัติการตั้งครรภ์แรก และ

ตรวจคัดกรองพบภาวะน้ำตาลสูง

7 มีการเฝ้าระวังในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ และอายุมากกว่าเกณฑ์ของหญิง

ตั้งครรภ์ คืออายุ 17-35 ปี เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงสูงอาจเกิดอันตรายต่อแม่และลูกน้อยในครรภ์

8 กิจกรรม โรงเรียนพ่อแม่, กิจกรรม ธงโภชนาการ, กิจกรรม ß–Endorphinลูกดิ้นดี  แม่แข็งแรง, กิจกรรม คุยกับลูกในท้องน้องจะฉลาด

9 กิจกรรมใน โรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว  โดยแนะนำ สอนเรื่อง

- สอนนิทานให้ลูก นิทานทำให้เด็กฉลาด ไม่ขาดคุณธรรม

- แม่จ๋า หนูอยากมีน้ำหนักแรกเกิด 2,500 กรัม    

            - หนูดีใจจังที่ได้กินนมแม่

            - พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วม ในการดูแลการเจริญเติบโตของเด็ก

            - โปรดมาตามนัดทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ของลูก

            - วันนี้คุณกอดลูกหรือยัง

            - เดือนนี้ แม่ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองหรือยัง

            - แม่ควรตรวจ มะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง

            10 ประเมิน การสูบบุหรี่ ของหญิงตั้งครรภ์ สามี ครอบครัว และญาติ

            11 ติดตามผล การRefer ของหญิงตั้งครรภ์แต่ละราย โดยเน้นติดตามแบบรายบุคคล

            12 หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจ อนามัยช่องปาก  ได้รับบริการตรวจฟัน บริการแนะนำการใช้ไหมขัดฟันให้บริการทำฟัน อุดฟัน ถอนฟัน  ในอายุครรภ์อยู่ในช่วง 4 - 6 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กทารกในครรภ์มีความเสี่ยงน้อยที่สุด(Low Risk) ขณะเดี่ยวกันแม่พ้นภาวะแพ้ท้องแล้ว

            13 หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจหมู่โลหิต(Blood group) ทั้งระบบ ABO และ Rh

 

การวัดผลและผลลัพธ์ (ขอยกตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์จำนวน 31 คน)

1. ผลการตรวจ Hct. ครั้งแรก มีภาวะซีดค่า Hct. ต่ำกว่าเกณฑ์จำนวน 2 คน คือคนแรก Hct.ได้ 33% คนที่ 2 Hct.ได้ 31% หลังจากได้ใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Therapeutic Life -Style Change : TLC) การเจาะ Hct. ครั้งที่ 2 พบว่าหญิงตั้งครรภ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 31 คน พบผลลัพธ์ว่า

- Hct. ครั้งที่ 2 มีค่าเท่าเดิม จำนวน 6 คน คิดเป็น 19.4%

- Hct. ครั้งที่ 2 มีค่าลดลงกว่าครั้งที่ 1 จำนวน 17 คน คิดเป็น 54.9%

- Hct. ครั้งที่ 2 มีค่าเพิ่มขึ้นกว่าครั้งที่ 1 จำนวน 7 คน คิดเป็น 22.5 %

- Hct. ครั้งที่ 2มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน33% จำนวน 1คน คิดเป็น 3.2 %

2. ค่า Hct.ครั้งที่ 2 ที่ลดลงน้อยที่สุดคือ 1% ค่าลดลงมากที่สุด 6 % จากจำนวน 18 คน

- ค่า Hct. ลดลง 1 % มีจำนวน 2 คน คิดเป็น 11.1 %

- ค่า Hct. ลดลง 2 % มีจำนวน 5 คน คิดเป็น 27.7 %

- ค่า Hct. ลดลง 3 % มีจำนวน 2 คน คิดเป็น 11.1 %

- ค่า Hct. ลดลง 4 % มีจำนวน 4 คน คิดเป็น 22.2 %

- ค่า Hct. ลดลง 5 % มีจำนวน 3 คน คิดเป็น 16.8 %

- ค่า Hct. ลดลง 6 % มีจำนวน 2 คน คิดเป็น 11.1 %

3. ผลการตรวจคัดกรองโรค Thalassemia ในหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 31 คน พบหญิงตั้งครรภ์ให้ผล Positive ในการตรวจ OF และ DCIP รวม 6 คน คือ

            (1)  พบว่าหญิงตั้งครรภ์ให้ผลลัพธ์

            - Positive ในการตรวจ OF test จำนวน 1 คน คิดเป็น 3.2%

             - Positive ในการตรวจ DCIP test จำนวน 5 คน คิดเป็น 16.1%

            (2)มีการติดตามสามีของหญิงตั้งครรภ์ที่พบผล Positiveในข้อ (1)  มาตรวจเลือดค้นหาความเสี่ยงThalassemia ในสามีของหญิงตั้งครรภ์  จำนวน  6  คน  โดยตรวจเลือด  ชนิด OF test และ DCIP test  พบผลลัพธ์ว่า

            -  ผลการตรวจสามีจำนวน 6 คน พบ Positive ใน OF test จำนวน1คน คิดเป็น16.7%ให้ผลNegativeจำนวน 5 คนคิดเป็น 83.3 %

            -  สรุปผลคู่เสี่ยง  (หญิงตั้งครรภ์และสามี)  มีจำนวน  1  คู่

            -  ค้นหาชนิดของ Thalassemia ในสามีโดยการตรวจ Hb.typing เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดโรคกับทารกในครรภ์ พบผลตรวจของบิดาทารกในครรภ์จาก Hb.typing เป็นชนิด Hb.E-trait ซึ่งเป็นชนิดปกติ( Normal)

ผลการประเมินความเครียดของหญิงตั้งครรภ์  กลุ่มตัวอย่างจำนวน  31  คน  พบว่า

-  ผลความเครียดอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติจำนวน 5 คน คิดเป็น16.1%

-  ผลความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติ  จำนวน  24  คน  คิดเป็น  77.4%

-  ผลความเครียดอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติ จำนวน 2คน คิดเป็น  6.5%

การส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มสูงกว่าปกติจำนวน  2  คน  คือการส่งไปพบแพทย์และพยาบาลจิตวิทยาเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ  แนะนำ  ในเรื่อง ปัญหาชีวิตที่หาทางแก้ไม่ได้  ประสบปัญหาไม่สบายใจ  โดยจะช่วยค้นหาสาเหตุของปัญหา(RCA)  และช่วยในการหาแนวทางแก้ไข

-  การเผชิญภาวะวิกฤติในชีวิต   มีความเครียดสะสมมากและเป็นเวลานานพอสมควร ผลลัพธ์ การให้คำแนะนำหญิงตั้งครรภ์ทั้ง  2  คน  สุขภาพจิตดีขึ้นโดยมีการประเมินอีก  1  เดือนต่อมา  ผลลัพธ์การประเมินระดับความเครียด ลดลงสู่ระดับปกติ สามารถจัดการความเครียดได้ด้วยตนเองใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น  ปรับตัวปรับใจเข้ากับสถานการณ์ต่าง    ได้อย่างเหมาะสมขึ้นกว่าเดิม

- การนอนหลับได้ดี  หลับสนิทมากขึ้น

- แนะนำให้คลายเครียดโดย  ต้องหยุดพักความคิด

- ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายผ่อนคลาย   ด้วยกิจกรรมการออกกำลังกายเรียกว่ากิจกรรม ß-endorphinลูกดิ้นดีแม่แข็งแรง  ซึ่งมี คู่มือ  สอน แนะนำ  สาธิตให้กับหญิงตั้งครรภ์ซึ่งกิจกรรมนี้จะมีสอนสาธิต  3  แห่ง  ได้แก่คลินิก ANC ห้องคลอด(ก่อนคลอด)และตึกผู้ป่วยใน(หลังคลอด)  เป็นกิจกรรมที่มีคู่มือปฏิบัติ/การสอนจากคู่มือการออกกำลังกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดจัดทำโดยสำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข  โดยมีการประเมินคัดเลือกหญิงตั้งครรภ์ที่ ไม่มี ความเสี่ยงเข้าร่วมกิจกรรม  แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจ โรคครรภ์เป็นพิษ  ภาวะรกเกาะต่ำหรือมีความดันโลหิตสูง จะงดกิจกรรมนี้  ถ้าหญิงตั้งครรภ์แข็งแรงดี ภายใต้การดูแลของแพทย์กิจกรรมนี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อหญิงตั้งครรภ์(Optimize) ในการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์

ผลลัพธ์จากการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในเวลา 10 เดือน เมื่อหญิงตั้งครรภ์ครบกำหนดคลอดคือ

-  ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่า  2,500  กรัม  ซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซีดค่า Hct. ต่ำกว่า  33%(คือ  32%)  จำนวน  1  คน  คลอดบุตรน้ำหนัก  2,480  กรัม  คิดเป็น  3.2%

-  ไม่พบแม่เกิดภาวะ Post Partum Hemorrhage: PPH คิดเป็น 0%

-  ไม่เกิดภาวะ Birth Asphyxia คิดเป็น 0%

ในระบบส่งต่อ (Refer)  เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด  เนื่องจาก รพ.บ้านลาด ไม่มี สูติแพทย์

-  Referหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 5 คน(กรณีตัวอย่าง31คน)คิดเป็น 16.1%

- กรณีหญิงตั้งครรภ์มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง 2 คนคิดเป็น6.4 %

-  กรณีที่ต้องผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง(Previous Caesarian Section) จำนวน 1 คน  คิดเป็น 3.2%

- กรณีที่พยากรณ์(Predict) จากน้ำหนักแม่ไม่ขึ้นตามเกณฑ์คาดว่าเด็กทารกจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 gm ต้องRefer ไปพบแพทย์ จำนวน  2  คน  คิดเป็น  6.4% ซึ่งเป็นผลจากการเฝ้าระวังค่าBMIในหญิงตั้งครรภ์ ขณะมารับบริการในคลินิก ANC

หญิงตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือมากเกินเกณฑ์ (ตัวอย่าง 31 คน)

-  หญิงตั้งครรภ์  มีอายุต่ำกว่า 17 ปี มีจำนวน 1 คน คืออายุขณะตั้งครรภ์อายุ  16  ปี  คิดเป็น  3.2%

-  หญิงตั้งครรภ์มีอายุมากกว่า 35 ปีมีจำนวน 1 คน คืออายุ 43 ปี 

คิดเป็น  3.2%

-  หญิงตั้งครรภ์มีอายุที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการตั้งครรภ์ปกติ(17-35ปี)  จำนวน 29  คน  คิดเป็น 93.6%

ประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่พบได้แก่

-  มีประวัติครอบครัวมีการตั้งครรภ์แฝดจำนวน 2คนคิดเป็น6.4%

-  มีประวัติเคยคลอดแล้วเกิดภาวะรกค้าง จำนวน 1 คน คิดเป็น  3.1%

-  มีประวัติคลอดก่อนกำหนดจำนวน 1  คน  คิดเป็น  3.1%

- ประวัติหญิงตั้งครรภ์มี HBAgPositive จำนวน 1คน คิดเป็น3.1%

-  มีประวัติตั้งครรภ์ครั้งที่ 4 จำนวน 1 คน  คิดเป็น  3.1%

การประเมิน การสูบบุหรี่ ของหญิงตั้งครรภ์และสามีซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยง  พบว่า

- ไม่พบหญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่ คิดเป็น  100 %

- พบสามีหญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่จำนวน 8 คน คิดเป็น 25.8 %

หญิงตั้งครรภ์ได้รับบริการตรวจอนามัยช่องปากทั้งจำนวน 31คนคิดเป็น 100 %

ผลลัพธ์ของการตรวจหมู่โลหิต (ตัวอย่างจำนวน 31 คน)พบว่า

- หมู่โลหิต A พบ จำนวน 9 คน  คิดเป็น  29.1 %

- หมู่โลหิต B พบ จำนวน 10 คน คิดเป็น  32.1 %

- หมู่โลหิต O พบ จำนวน 11 คน คิดเป็น  35.5 %

- หมู่โลหิต AB พบ จำนวน 1 คน คิดเป็น  3.3 %

บทเรียนที่ได้รับ :

      1) มีการทำงานในคลินิก ANC ในลักษณะทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multi-disprinary) ทั้งแพทย์,พยาบาล,ห้อง Lab ,ระบบบันทึกข้อมูล(Management  Information System : MIS) ระบบเยี่ยมบ้าน HHC ร่วมกับ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ สามี ครอบครัว

เนื่องจาก Blog ที่แล้ว บทเรียนที่ได้รับ จากการทำโครงการพลังสร้างสรรค์หญิงฝากครรภ์ได้รับคุณค่าได้หายไป หนูขอส่งมาเพื่อนเติมนะคะ

บทเรียนที่ได้รับ :

      1) มีการทำงานในคลินิก ANC ในลักษณะทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multi-disprinary) ทั้งแพทย์,พยาบาล,ห้อง Lab ,ระบบบันทึกข้อมูล(Management  Information System : MIS) ระบบเยี่ยมบ้าน HHC ร่วมกับ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ สามี ครอบครัว (พ่อแม่ของหญิงตั้งครรภ์หรือพ่อแม่ของสามี) รวมถึงการจัดตั้งชมรม สายใยรักแห่งครอบครัว ซึ่งมีภาคประชาชนและผู้นำชุมชน อสม.ได้แก่ ประธาน อสม. และสมาชิกในตำบลท่าช้าง(นางเสย  ช้างน้ำ) รองนายก อบต.ท่าช้างและประธานชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว(นายมิ่ง ช้างน้ำ)

      2)ทีมงานสหสาขาวิชาชีพ รพ.บ้านลาด โดยมีทีมงานในคลินิก ANC เป็นแกนนำได้เกิดการเรียนรู้(Learning) ในเรื่องกระบวนการทำงานของทีมงานทั้ง ข้อดีที่เป็นจุดแข็ง(Strength) ข้อเสียหรือจุดอ่อน (Weakness) ได้เรียนรู้ถึงการ อดทน รอคอย เมื่อโอกาสการทำงานที่ได้ผลงานไม่ดีอย่างที่ทีมงานต้องการ  ตั้งตารอคอย โอกาส(Opportunities) เพื่อพัฒนาทีมงานในโอกาสต่อไปและค้นหาข้อจำจัดของทีมงานและแต่ละบุคคลซึ่งข้อจำกัด(Threats) ซึ่งแต่ละคนในทีมงานไม่เหมือนกัน ขณะเดียวกันข้อจำกัดของผู้ป่วย(หญิงตั้งครรภ์) และครอบครัวก็แตกต่างกันไป  ดังนั้น วงล้อPDCA/PDSA/DALI ก็ต้องหมุนไปตลอดกระบวนการทำงานในคลินิกANC เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ  เพื่อลดความเสี่ยง(Risk)ในหญิงตั้งครรภ์) ให้เหลือเป็น ของเสีย(Waste)สูญเสียน้อยที่สุด เท่าทีมงานจะสามารถพัฒนาได้นั้นคือการทำงานที่นำเอา ระบบLearn” มาใช้ในกระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในคลินิกANCคือการปฏิบัติงาน(Act)ให้ดีที่สุดลดความเสี่ยง ความสูญเสีย ลดของเสีย โดยนำแนวคิดใหม่ ๆ (Rethinking)เข้ามาพัฒนากระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับงาน(Value Added)  ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผน(Plan)หรือการออกแบบ(Design)ให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์  การให้บริการ/ดูแล/ตลอดจนสภาพแวดล้อม ความเสี่ยงต่าง ๆ ของหญิงตั้งครรภ์ถูกขจัดออกไป   มีการปรับปรุงกระบวนการ(Process Improvement)  ให้บริการที่เติมเต็ม(Fulfillment)ไปด้วยการสร้างคุณค่า(Value)ในการปฏิบัติงานใหม่อีกครั้ง(Value creation action)          การทำงานก็จะลดช่องว่าง(Gap)กระบวนทำงาน  เกิดการเรียนรู้ในงาน เกิดการเรียนรู้ของทีมงานANC และเกิดการเรียนรู้ข้ามสายงาน(Cross Function)ในองค์กร

      3) ทีมงานสหสาขาวิชาชีพได้  หาความรู้และเรียนรู้(Learn) เข้าใจ(Comprehend) ใส่ใจ(Attention) ในการ เพิ่มคุณค่า(Value Added) ให้หญิงตั้งครรภ์ ญาติ อสม. ชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว เช่น ทีมงานได้เชิญคุณครูจากโรงเรียนบ้าน ท่ายาง มาสาธิต การเล่านิทาน ให้หญิงตั้งครรภ์ในชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว  ซึ่งทำให้เราต้องเรียนรู้ในเรื่องการประสานงาน (Co-ordination) ทั้งในโรงพยาบาลบ้านลาดกับองค์กรภายนอกที่เป็นพันธมิตรกัน(Alliance)ซึ่งจะส่งผลให้งานมีความสำเร็จสูงขึ้นตอบสนองเป้าหมาย(Target)ได้โดยตรงและชัดเจนยิ่งขึ้น

         4) ทีมงานสหสาขาวิชาชีพ   มีการทำงาน  เชิงรุกไปในชุมชน  โดยทีม HHC ได้ติดตามเยี่ยมบ้านในหมู่บ้านหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหา โดยติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อให้คำแนะนำเช่น กรณีหญิงตั้งครรภ์ มีน้ำหนักน้อยหรือน้ำหนักไม่ขึ้น ลงไปเยี่ยมเพื่อดูสภาพความเป็นจริง(Fact)ที่หญิงตั้งครรภ์และครอบครัวเป็นอยู่  บางครั้งติดตามเยี่ยมโดยทางโทรศัพท์เมื่อขาดนัด(ผิดนัด) เยี่ยมบ้านหลังคลอด นัดติดตามให้มาตรวจหลังคลอด และแนะนำการวางแผนครอบครัวเป็นการเสนอแนะบริการที่เหมาะสมสำหรับหญิงหลังคลอดแต่ละบุคคล การทำงานในการดูแลหญิงตั้งครรภ์จะเป็นลักษณะเชิงระบบ(System) เริ่มตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์เข้ามาฝากครรภ์ ได้รับการตรวจสุขภาพ  การค้นหาความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง การสร้างเสริมสุขภาพ การติดตามดูแล เชิงรุกลงไปในชุมชน เพื่อให้การแนะนำ สามี  ญาติ ครอบครัว ในเรื่อง อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ปัญหาในครอบครัว ปฏิสัมพันธ์กับชุมชน สังคม การรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก โรคประจำตัว/ภัย/ความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรืออบายมุข เช่น บุหรี่/ยาเส้นพื้นเมือง สุรา เครื่องดื่มอันตรายบางชนิดโดยกระบวนการให้บริการจะเกิดความครอบคลุมทั้ง เชิงรับ ในคลินิก การ รุกลงไปในชุมชน เชิงลึก ในรายละเอียดของการบริการและบางเรื่องต้องเป็น ความลับ ของหญิงตั้งครรภ์(ผลHIV) เป็นสิทธิผู้ป่วย ดังนั้นกระบวนการทำงานในคลินิกจะมีลักษะ ไร้รอยต่อ ไร้ตะเข็บ(Seamless) เพื่อให้งานบริการฝากครรภ์เกิดคุณภาพมากที่สุด

     5) ทีมงานมีการเก็บข้อมูล เพื่อทำ วิจัยขนาดเล็ก (Mini-Research) เพื่อนำผลมาใช้ในการเรียนรู้และพัฒนางาน (Development) เช่น เก็บข้อมูลค่าHct.1 และ Hct.2 เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อให้การช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ โดยแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่ครบ 5 หมู่ อาหารชนิดที่เหมาะสมกับหญิงตั้งครรภ์ การรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก เช่น Folic acid, Nataral ทำให้เกิดการวิจัยสำหรับใช้ในการพัฒนางานบริการ (Process Research and Development: R&D)

     6) รพ.บ้านลาดมีการพัฒนาบุคลากรและใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างเกิดคุณค่าสำหรับองค์กร โดยมีการจัดการ(Management) มีการวางแผน (Plan) ในการทำงานร่วมกันในลักษณะ Matrix Structure โดยมีเป้าหมาย(goal)ร่วมกัน คือ ให้บริการดูแลหญิงตั้งครรภ์ให้ดีที่สุด มีการจัดการ(Organization)ที่เหมาะสมเป็นไปตามแผนที่วางไว้  จัดบุคลากรเข้าทำงาน(Staffing)หาทีมงานที่ ต้องการร่วมทีม ร่วมใจ เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ และสอดคล้องกับสถานการณ์ภายนอกองค์กรที่เกิดขึ้น  การดำเนินการและสั่งการมีการชักจูง ชักนำ จูงใจ ให้ทีมงานทำงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ให้เกิดประสิทธิภาพ(Efficiency) เกิดประสิทธิผล(Effectiveness)และประหยัด(Economy)ตามบริบท(Context)ของรพ.บ้านลาด และการติดตามและประเมินผล(Evaluation and Controlling)ว่าสอดคล้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ ถ้ามีข้อผิดพลาด ทีมงานจะต้องมาร่วมกันทบทวนหลังเสร็จกิจกรรมในคลินิกANC แต่ละครั้งในลักษณะ After action review : AAR เพราะยิ่งคุยกันมากจะยิ่งได้ เกลียวความรู้(Knowledge Spiral) เพราะเป็นการพูดคุยกันอย่าง กัลยาณมิตร แบบลุ่มลึก(Deep Conversation) ความรู้จากหลาย ๆคน ทำให้ความรู้ของทีมงานรายบุคคลเพิ่มขึ้น ทำให้ทีมเรียนรู้ทั้งความสำเร็จ(Success story) และความล้มเหลว(Failure story) ที่ผ่านมาในงานANCของทีมงาน ในลักษณะแสดงร่วมกัน(Show and Share)

     7) ทีมงานสหสาขาวิชาชีพเกิดวัฒนธรรมองค์กร(Corporate  Culture) ทำให้ทีมงานรู้สึก มีส่วนร่วม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรพ.บ้านลาดในเรื่อง การทำงานคุณภาพ(Quality)ในคลินิก ANCซึ่งเป็น ระบบบริการงาน(Service System) หนึ่งของรพ.บ้านลาด  ขณะได้ทำงานร่วมกันเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานเกิดความผูกพันกัน เช่น เจ้าหน้าที่งาน ANC เจาะเลือดหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้จะขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ห้องLab เป็นการทำงานที่ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  ร่วมมือกันโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ หญิงตั้งครรภ์ได้รับบริการที่มีคุณค่าและเพิ่มบริการทุก ๆ เรื่องให้เกิดกับหญิงตั้งครรภ์ในลักษณะ  Patient Focus and Patient Safeและทีมสหสาขาวิชาชีพ ทำงานโดยนำค่านิยมมาใช้ร่วมกัน(Share Value)ซึ่งเริ่มแรกจะเป็น ลักษณะSuper-ordinate goals  และจากการทำงานหลาย ๆ ปีร่วมกันจะมีลักษณะเป็น ค่านิยมร่วมของทีมงานและขององค์กร

     8)การทำงานเกิด การเปลี่ยนแปลง(Change)กระบวน(Process) การดูแลหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยง (Risk) ลดความสูญเสีย(Loss) ลดสิ่งที่จะเป็นภัยอันตราย(Harm)ที่จะมีต่อหญิงตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันจะเป็นการทำงานที่ ก่อให้เกิดคุณภาพ(Quality) สูงสุดต่อหญิงตั้งครรภ์ และเป็นการทำงานที่คาดการณ์(Predictable) เพื่อหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ เช่น เรื่องบุหรี่ เรื่องอนามัยช่องปาก ซึ่งเป็นการดึง(Pull)กระบวนการให้บริการดี ๆให้ผู้ป่วย และผลัก(Push)หรือผลักดัน(Force)สิ่งไม่ดีออกจากหญิงตั้งครรภ์เช่นอยู่ห่างบุคคลที่สูบบุหรี่ส่งผลให้กระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์สมบูรณ์ที่สุด(Completely)

          9) คลินิกANCจะ ส่งเสริมสุขภาพ(Promotion) หญิงตั้งครรภ์ สามี ญาติ ครอบครัวและเป็นการพลังเสริม(Synergy)ให้องค์กร(โรงพยาบาลบ้านลาด) ให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง(Risk)ให้มีสุขภาพดีที่สุดตามบริบท(Context)ที่ รพ.บ้านลาดจะทำได้   ทำให้รพ.บ้านลาดเป็น Health Promotion Hospital : HPH  กระบวนการดูแลให้เกิดคุณค่า(Good Value)และการเพิ่มคุณค่า(Value Added)ให้หญิงตั้งครรภ์  ทารกในครรภ์  สามี ญาติ ครอบครัว ทำให้เป็นการ เปลี่ยนความต้องการของคนไข้มาเป็น....งานบริการของเรา การทำงานไหลลื่นดีขึ้น(Flow) โดยใช้การทำงานตามหลักการมีส่วนร่วม(Participation) ของทีมสหสาขาวิชาชีพ(Multidesplinary) ทำให้งานได้พัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง(Continuous Quality Improvement : CQI) ส่งผลให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์มีความสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม(Perfection) เกิดการทำงานแนวใหม่(Innovation) ขณะทีมงานมีความผูกพัน(Commitment)กันมากขึ้น  มีการตอบสนอง(Responsiveness)ต่อความต้องการทั้งของผู้ป่วยและทีมงาน  เพราะทุกคนทำงานอย่างเสียสละมากขึ้น(Devotion) ขณะเดียวกันเราจะทำงานที่มีความยืดหยุ่น(Flexible) โดยไม่ยึดในความคิดของใครคนใดคนหนึ่งแต่ยึดให้บริการคุณภาพสำหรับผู้ป่วยเป็นหลัก ทุก ๆคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน(Decision making)ทำงานด้วยความสุขของทุกคนในหน่วยงาน(Humanize Health care)และการทำงานข้ามหน่วยงาน(Cross Function)ทำให้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง(Change)ในองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้(Learning Organization)

เป็นเรื่องที่หนูได้นำเสนอเวทีคุณภาพที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11-14 มีนาคม 2552 หนูได้นำเสนอต่อหน้า พระพักตร์พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาต ทำให้หนูมีความภาคภูมิใจมาก หนูคิดว่าเรื่องที่หนูได้นำมาเรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ วันนี้หนูคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี  8K’s +5K’s+4L’s+ทฤษฎี 3 วงกลม+ทฤษฎี Value Added ของท่านอาจารย์ด้วย ไม่ทราบว่าหนูคิดถูกหรือเปล่านะคะ

วันนี้หนูขอยุติการาคุยกับอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ

สมศรี  นวรัตน์   081-9435033

 

เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

ทฤษฎีของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยแนวคิดมนุษย์ : 8K’s

1) ทฤษฎี 8K’s K ย่อมาจากคำว