การเรียนปริญญาเอกในวันนี้สิ่งสำคัญคือเรียนให้รู้จริง คิดป็นระบบ และสร้างงานวิจัยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
ถึงทุกคน
เนื่องจาก Blog เดิมนั้นมีข้อมูลค่อนข้างมาก อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งข้อมูล ผมจึงเปิด Blog นี้แทน
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึงทุกคน
เนื่องจาก Blog เดิมนั้นมีข้อมูลค่อนข้างมาก อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งข้อมูล ผมจึงเปิด Blog นี้แทน
จีระ หงส์ลดารมภ์
ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
กรอบความคิดของอุปนิสัยทั้ง 7 ประการ The 7 Habits (อุปนิสัย 7 อย่าง)
เริ่มจากการพึ่งพาผู้อื่น นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ชนะใจตน
1. เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (โปรแอกทีฟ)
2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ
3. ทำตามลำดับความสำคัญ
ชนะใจผู้อื่น
4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ
5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา
6. ประสานพลัง
7. ลับเลื่อยให้คม
อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน ( Individuals are responsible for their own choices and have the freedom to choose.) “ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเอง” “เราเป็นอย่างที่เราเป็น หรือเป็นอย่างที่เขาพูด”การรุก คือ การทำให้ดีที่สุด ตั้งแต่ครั้งแรก (อย่าคิดว่าจะสามารถแก้ไขครั้งที่ 2 ได้อีก “ฉันทำได้”สิ่งที่จำเป็นต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ให้พยายามทำจิตใจให้ชอบ ทำซ้ำ ๆ จนเข้าไปอยู่ในจิตใจของตนเอง
Be Proactive คือ อะไรไม่เคยทำ ต้องเรียนรู้ ทำให้ได้ ทำให้เกิดความชำนาญ
การคิดแนวรุก คือ การตัดสินปัญหาแก้ไขได้ อย่าให้สิ่งภายนอกตัดสินเรา ฉันเลือกที่จะไป ฉันควบคุมความรู้สึกของฉันได้
แก่นสารของความอยู่รอด
อย่าไปสนใจว่าใครทำอะไร ให้สนใจเฉพาะว่า ตนเองทำอะไร ทำดีหรือยัง เพื่อที่จะเปิดเกมส์รุกได้ เช่น หัวหน้าว่า คือ เรื่องของหัวหน้า เรื่องของเรา คือ งานที่เราต้องทำ ทำไป อย่าสนใจสิ่งที่หัวหน้าว่า จนทำให้เราไม่สามารถทำงานในส่วนที่เรารับผิดชอบ
ความมีอิสระในการเลือก เช่น Self Awareness (เตือนตนเอง ให้รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร) Imagination
(ใช้สมองคิดว่าตอบโต้ให้เป็นการออมบัญชีความรู้สึก) Conscience (สติ) Independent Will (อิสระในความคิด)
อย่าสนใจสิ่งที่มากระทบระหว่างทางก่อนถึงความสำเร็จหรือเป้าหมาย ปล่อยวางมันไป มุ่งไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย
- ตอบสนองตามค่านิยม โดยไม่ยอมให้ อิทธิพลภายนอก (อารมณ์ ความรู้สึก หรือ สภาวการณ์) มาควบคุมการตอบสนองของตน
- รับผิดชอบต่อ พฤติกรรมของตนเอง (ทุกคนมีอิสระในการเลือกที่จะทำอะไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมาจากสิ่งที่เราเลือก)
- มุ่งเน้นที่ Circle of Influence (หาทางแก้ไขปัญหาเพื่อกำจัดความกังวล หรือ ไม่มองหรือคิดกังวลแต่เรื่องปัญหา) และถ้าฝึกไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ระดับ ให้อภัยต่อผู้อื่น (Transition Figure)
ผู้บริหารที่ดี จะต้องมีหลักการบริหาร 5 ข้อ คือ
Personal Mastery มุ่งสู่ความเป็นเลิศ – สมอง (ความคิดสร้างสรรค์) – innovation
Mental Models วิธีคิดมุมมอง – channel (ช่องทาง) เช่น ตัวอย่างสินค้า เช่น แชมพู เป็นต้น
Shared Vision ประสานวิสัยทัศน์ – แบ่งปันความคิด – เรียนรู้นิสัยใจคอกัน
Team Learning เรียนรู้การทำงานเป็นทีม (Top – Down/ Down – Top)
Systems Thinking (คิดเป็นระบบ)
อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ(Mental creation precedes physical creation)
จิต คือผู้เดินทางอยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา ทุกอย่างเริ่มต้นที่จิต
เจตนา เป็นเครื่องชี้กรรม ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม
ความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก เริ่มสะสมความสำเร็จด้วยระยะเวลาที่ท่านไปอย่างสม่ำเสมอ
You are what you think.
การเรียน คือ ฟังด้วยหู การอบรม การพัฒนา
ความร่วมมือเป็นทีม/ ความคิดที่ช่วยกันแก้ปัญหา/ ความรับผิดชอบหน้าที่ตนเองให้ดี
การที่มนุษย์จะประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อย่าติดกับกรอบความคิด (สิ่งที่เราเห็นแล้วคิด เกิดความเข้าใจไปเอง ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้)
มนุษย์ควรหาความสามารถ เพื่อทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เราจะทำงานให้เหมือนว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต
Think smart – ชี้เฉพาะ วัดได้ เป็นไปได้ เชื่อถือได้ มีตัวตน
จินตภาพ = Mind Map
วันใดที่คิดอยากจะทำอะไรที่ดี ให้เขียนไว้เพื่อให้จำได้ และต้องทำให้สำเร็จ ระวังทัศนคติที่ทำลายตัวเอง เช่น ขี้เกียจ ท้อแท้ พลัดวันประกันพรุ่ง วิตกกังวล ฯลฯ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถไปถึงความสำเร็จได้ การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด โดยมีหลักการ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เข้าใจถึง ความไม่เที่ยงแท้ ฯลฯ
สมองมี 2 ซีก คือ ซีกซ้าย (ปัญญา) ซีกขวา (อารมณ์) การฝึกสมองด้านขวาโดยจินตนาการให้แข็งแกร่ง ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน
อย่ายึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นคนหลงและผิดพลาด ยึดกับกรอบของตนเอง
ยุทธศาสตร์ - วางแผน – ตัดสินใจทำ- คาดการณ์ว่าจะเพิ่มกี่ % - คิดว่าจะทำอย่างไร-ลงมือทำ
- การเริ่มต้นที่จุดมุ่งหมายในใจ คือ การสร้างหรือวางแผน การออกแบบ และ วางโครงร่างสำหรับสิ่งที่เราต้องการจะเป็น ก่อน โดยคิดหลายๆ ทางเลือก และ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในใจก่อน แล้วค่อยนำความคิดนั้นมาปฏิบัติ ให้เกิดผล ตามความคิดหรือสิ่งที่เราคาดหวังไว้
- การฝึกฝน อุปนิสัยที่ 2 นี้ ต้องเริ่มต้นที่ ต้องตั้ง Personal Mission ก่อน แล้ว จาก Personal Mission ค่อยๆ แตกมาเป็น Activity ย่อยๆ ในการทำอะไรในแต่ละช่วงของชีวิต และ ทบทวนสิ่งที่เรากระทำว่า support หรือ เป็นไปตาม Mission ที่เราอยากได้ หรือ อยากเป็น หรือไม่
- นิสัยข้อนี้เป็นการสร้าง ความปรารถนา และแรงจูงใจ ให้ทำในสิ่งที่เราควรจะทำ แต่เรามัก ผลัดวันกับตัวเองเสมอ
อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First ลำดับความสำคัญก่อนหลัง (Effectiveness requires balancing important relationships, roles, and activities.)
- อุปนิสัยนี้เป็นการฝึก การบริหารเวลา โดยต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยจะโยงมาจาก Personal Mission คือทำในสิ่งที่ support mission ชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง คือ คิดว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร เริ่มจากอะไรก่อน โดยตอบรับในสิ่งที่ดีและปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดี ทุกคนมีต้นทุน คือ เวลาที่เท่ากัน 24 ช.ม. แต่ต่างกันในการใช้เวลาให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างไร
การสั่งสม (คุณลักษณะที่ดีที่ควรสะสมไว้)
การลบล้าง (สิ่งที่ควรเลิก)
ความเมตตากรุณาและสุภาพ
รักษาสัญญา
ทำตามความคาดหวัง
ซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์
กล่าวขอโทษ คำทักทาย คำขอบคุณ
เอาใจใส่คนในครอบครัว พูดคุย รับประทานอาหารร่วมกัน นอนให้ได้วันละ 6 ช.ม. เต็ม
ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 15 นาที
สงบจิตใจทุกวัน ๆ ละ 15 นาที
อ่านหนังสือทุกวัน ๆ ละ 30 นาที
ความโหดร้าย ความหยาบคาย และอบายมุขต่าง ๆ
ไม่รักษาสัญญา
ทำลายความคาดหวัง
ไม่ซื่อสัตย์และตีสองหน้า
ยโส หลอกลวง
ทำเย่อหยิ่งดูละครโทรทัศน์จนดึก
ผัดวันประกันพรุ่ง
ทะเลาะกันในครอบครัว
เอาความเครียดจากงานมาระบายกับคนในบ้าน
- ใช้หลักในการแบ่ง สิ่งที่ต้องทำออกเป็น 4 ส่วนคือ
I. สำคัญ และ เร่งด่วน (Emergency Job)
II. สำคัญ แต่ ไม่เร่งด่วน (Planning Job) ถ้า Plan ไม่ดี จะกลายไปเป็น ข้อ I
III. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Yes Man คือ ใครชวนทำอะไร ทำหมด)
IV. ไม่สำคัญ และ ไม่เร่งด่วน (สิ่งบันเทิง ที่เกินความจำเป็นในชีวิต ) ต้องเลิกทำ
1. Urgent (เร่งด่วน) Important (สำคัญ)
เช่น วิกฤตการณ์ การแก้ปัญหางานเฉพาะหน้า
2. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Important (สำคัญ)
เช่น การวางแผน การพักผ่อนหย่อนใจ การวางแผน
3.Urgent (เร่งด่วน) Unimportant (ไม่สำคัญ)
เช่น การรับโทรศัพท์ รายงาน ปิดประชุม
4. Unurgent (ไม่เร่งด่วน) Unimportant(ไม่สำคัญ)
เช่น การดูละครโทรทัศน์ กิจกรรมเสียเวลาต่าง ๆ
- สรุป คือต้องเลือกทำในข้อ I & II และ พยายามอย่าปล่อยให้ ข้อ II กลายมาเป็นข้อ I (Try to Keep Schedule)
Permanent change – Result/Action/Think/Idea/Conditioning
Strategy – Change Condition/New Idea/Positive Thinking/Focus Action/Better Result
Put First Think First คือ หน้าที่เราทำอะไร ให้ทำตามนั้นเป็นอันดับแรก ให้ได้ Productivity
อุปนิสัยที่ 4 Think Win-Win (Effective long-term relationships require mutual benefit)
- แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน
- ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่แข่งขันชิงดีกัน
- เน้นการฟัง ใช้เวลาในการสื่อสารกันให้ยาวนานขึ้น และ พูดคุยกันด้วยความกล้าแสดงออก
- จุดประสงค์ ของ การฝึกนิสัยที่ 4 คือ การสร้าง ความเชื่อซึ่งกันและกัน (Interpersonal Thrust ) หากเราคิดชนะ วันหนึ่งเราก็ต้องแพ้ หากเราปรองดองกันมีแต่ ชนะ-ชนะ เราควรฝึกให้คนคิดและต้องการสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง
วุฒิภาวะ คือ การแสดงความคิดและความรู้สึกของตนเองด้วยความกล้าแสดงออกและด้วยความเอาใจใส่ต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น
Character (คุณลักษณะ) + Competence (ความรู้ความสามารถ) นำไปสู่ Trustworthiness (ความน่าไว้วางใจ) นำไปสู่ Trust (ความไว้วางใจ) รวมกันเป็นความสัมพันธ์ (Relationship)
นิสัยที่มีประสิทธิภาพ (Effective Habits Internalized Principles and Patterns of Behavior) ประกอบไปด้วย
Knowledge & Skill (What to, Why to)
Skills (How to) ทำซ้ำ ๆ กลายเป็น Habit (นิสัย)
Desire = I want to (ความต้องการ)
กรอบความคิด คือ สิ่งที่เห็นเข้ากระบวนการความคิด ประสบการณ์เฉพาะบุคคล ค่านิยมเฉพาะคน สิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของตน ออกมาเป็น กรอบความคิดเฉพาะของตนเอง
กรอบความคิด หรือ กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นวิธีการที่บุคคลรับรู้ มองเห็นเข้าใจ และตีความโลกที่อยู่รอบตัว เปรียบเสมือนแผนที่ในใจ บุคคล เป็นผลผลิต ของ การเรียนรู้ และ ประสบการณ์ และไม่มีบุคคลที่สองที่จะมีความรู้แบบเดียวกัน ดังนั้น จึง ไม่มีบุคคลสองคนที่จะตึกรอบความคิดลักษณะเดียวกัน
กรอบความคิด เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดการการกระทำ ส่งผลต่ออนาคตของตนเองและผู้อื่น คนจะต้องคิดและควบคุมความคิดให้ได้
การกระทำอย่างเดียวกัน บางคนมีความสามารถในการทำงานให้เสร็จเร็วหรือช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตัดสินใจของแต่ละคน คนที่อยู่ข้างหน้า มีผลต่างจากคนที่อยู่ข้างหลัง รางวัลที่ได้ มีผลต่างกันมหาศาล แม้ว่าจะทุ่มสุดตัว เช่น การวิ่งแข่ง ที่ 1 มีความแตกต่างจากที่ 2 ดังนั้น เราจะต้องคิดให้ทันกับการการเปลี่ยนแปลงของโลก
ความผิดที่ไม่ก่อความเสียหายในทางศีลธรรมไม่ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ความผิด คือ สิ่งที่ทำให้คนก้าวหน้าจาก การพัฒนาสิ่งที่ผิด ให้ทำถูกและดีขึ้น
ปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องคำนึง คือ เป้าหมายสูงสุดที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือ วิธีการ อย่ายึดวิธีการเดิม ๆ ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
ความสำเร็จ คือ มีชีวิตเป็นอิสระ ที่เกิดจาก ความมุ่งมั่นให้ได้เป้าหมาย (Mission) + สิ่งที่ต้องการจะไป (Vision) + พลังผลักดัน (Passion)
การเรียนรู้ คือการเปลี่ยนแปลงการกระทำ เกิดเป็นพฤติกรรมแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ความรู้ ดึงความคิดที่เป็นนามธรรมมาเป็นการกระทำ ซึ่งเป็นรูปธรรม
กรอบความคิดใหม่ คือ ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส
การว่าใคร ให้คิดเสมอว่า เราเอากรอบความคิดเราว่าเขา = เราว่าตัวเราเอง
กรอบความคิด สร้างจากอารมณ์ + ความคิด
ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
Principle = หลักการที่เป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่
ถ้าไม่มีการสูญเสีย จะไม่มีการได้มา ต้องเสียสละ อดทน จึงจะได้มา นี่คือหลักการ
Independence = การพึ่งพาตนเองได้ Interdependence นำไปสู่ Globalization การผูกพันพึ่งพาคนหนึ่งคน มีผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ให้ระลึกไว้เสมอว่า “เราจะร่วมกันทำอย่างไรดี”
สงบจิตใจวันละ 15-30 นาที ทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละวันทุก ๆ วัน สร้างภาพความสำเร็จของตนเองให้ชัดขึ้นทุก ๆ วัน – กล้าพูด กล้าทำ
คนพยายามมองโลกอย่างที่ต้องการเห็น ไม่มองอย่างโลกที่เป็นอยู่
คุณลักษณะ (Character) + ความรู้ความสามารถ (Competence) นำไปสู่ ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) และนำไปสู่ความไว้วางใจ (Trust)
การทำงานร่วมกันอยู่ตรงที่ว่า รู้จักเอาวัตถุประสงค์ของงานเป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องใจชอบหรือไม่ชอบเป็นเกณฑ์
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดอยู่กับที่ไม่ว่าบุคคลหรือวัตถุ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะคิดและทำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร นักต่อสู้ที่แท้ ย่อมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
รากฐานความก้าวหน้า 5 ประการ (5 Pillars) คือ
Productive – ผลผลิตขององค์กร เป็นตัวชี้วัดความสามารถของผู้บริหารและบุคคลในองค์กร
Participate – การร่วมมือการยอมรับ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน การให้ความร่วมมือที่ดีต่อกัน
Positive – ความคิดบวก การมีมุมมองที่กว้างไกล มองโอกาสที่ซ่อนตัวอยู่ในปัญหาทุกปัญหาได้ออก รู้จักคิด ความคิดเป็นตัวเริ่มต้นที่จะจุดประกายไฟทุกอย่าง ความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้คนทำอะไรที่เป็นประโยชน์
Patriotic – ความผูกพันความรัก ความเสียสละให้กับองค์กร เพื่อให้บริษัทอยู่ได้ เราก็อยู่ได้
Professionals – การเป็นมืออาชีพ จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ คือ ตาถึง - ต้องมองอะไรกว้าง มองไกล มองลึกซึ้ง มองให้เห็นที่มาที่ไป มองเห็นภาพรวมภาพย่อย มองเห็นความชัดเจนของข้อมูล การมองกว้าง – ความลึกซึ้งเป็นเรื่องของประสบการณ์และทักษะจะต้องมีควบคู่กันไป มองเห็นรายละเอียด เห็นที่มาที่ไปโปร่งใส
ใจถึง – กล้าตัดสินใจ แต่จะต้องตัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
มือถึง – ทำอะไรต้องเก่ง หากเราไม่เก่ง ก็ขอความร่วมมือจากบุคคลอื่น ๆ ได้ เพียงใช้ศิลปะการเข้าไปนั่งในใจคนให้เป็น
เงินถึง – เงินในที่นี้ หมายถึง สมองมนุษย์ คนมีสมองก็เหมือนมีเงิน เศรษฐีของโลกร่ำรวยมาจากการใช้สมองมากกว่าขนเงินมาลงทุน
บุญถึง – เป็นคนมีความสุข จิตใจสงบ ทำดี ผลมาย่อมดี
คนที่เข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่นเท่านั้นที่จะยืนอยู่บนฝั่งแห่งความสำเร็จได้
ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ (Responsive Listening Skills)
โดยไม่ใช้คำพูด โดยใช้คำพูด
- ฟังอย่างสนใจ
- มีสีหน้าที่เอาใจใส
- สบตา
- พยักหน้า
- เอนตัวมาข้างหน้า
- เล่าต่ออีกซิครับ/ค่ะ
- อ้อ/ งั้นหรือ/ จริงหรือ
- ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ…กรุณาเล่า อีกครั้งได้ไหมครับ
เทคนิคการใช้สูตร Taking the heat ในการรับฟัง
H - Hear them out (ตั้งใจรับฟัง)
E - Empathize (แสดงความเห็นอกเห็นใจ)
A - Apologize (ให้อภัย)
T - Take responsibility for action (รับผิดชอบในการแก้ไข)
อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand , Then to Be Understood (การวินิจฉัยโรคต้องมาก่อนการจ่ายยา ความเข้าใจได้มาจากการฟัง)
- อุปนิสัยนี้ เป็นการฝึก การฟัง โดยพยายามให้เป็นการฟังแบบ เข้าอกเข้าใจกัน
- มักจะพบว่าในองค์กร มีคนที่มักจะ ตัดสินใจ หรือ ออกคำสั่ง โดยยังไม่ได้ ทำความเข้าใจกับ สิ่ง ที่ผู้สื่อสาร ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ เพื่อนร่วมงาน ต้องการให้เราเข้าใจ
อุปนิสัยที่ 6 Synergize (ผลรวมที่ได้รับทั้งหมดมีค่ามากกว่าการเอา แต่ละส่วนมาร่วมกัน)
- ถ้าเราสามารถ ฝึก อุปนิสัยที่ 4 และ 5 ผ่านแล้ว จะทำให้เราสามารถ ผนึกพลังแนวความคิด ที่แตกต่างของแต่ละคน มาช่วยกันเป็นจุดเสริม เป็นทางเลือกใหม่ ทีมีประสิทธิผลมากขึ้น
- ผลรวมทั้งปวงจะมากกว่าการเอาแต่ละส่วนประกอบมาบวกกัน เช่น การเกิด Synergize ไม่ใช้การหารือร่วมกันเพื่อเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งของแต่ละคน แต่เป็นการนำ ข้อดีของแนวทางของแต่ละคน มารวมกันเป็นทางเลือกใหม่ ให้มีประสิทธิผลการขึ้น กว่าการนำแนวทางของแต่ละคนมารวมกัน
อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw (Production (results) requires development of Production Capability (resources) )
- เป็นการฝึกฝนอุปนิสัยทั้ง 6 ให้คมอยู่เสมอ โดยแบ่งเป็น
การฝึกฝน ด้านกายภาพ (ทำร่างกายให้สมบูรณ์)
การฝึกฝน ด้านสติปัญญา (อ่าน หนังสือ หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ)
การฝึกฝน ด้านจิตวิญญาณ ( ทำสมาธิ หรือ การใช้เวลากับธรรมชาติ)
เสียอะไรเสียได้อย่าเสียใจ เพราะมันหมายถึงการสูญสิ้นทุก ๆ อย่าง
อดีตจบไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบัน ขณะจิตให้ดีที่สุด
ความคิดมีตัวตน คนจะเป็นอย่างที่คิด จงพูดอย่างที่คิดและทำอย่างที่พูด
สมศรี นวรัตน์ Ph.D รุ่น 3 SSRU
เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เกรียวกราวพอสมควรชื่อว่า Parallel thinking หรือแปลเป็นไทยว่า ความคิดคู่ขนาน ของ Dr’ Edward de Bono ออกวางตลาด ต่อจากนั้น ดูเหมือนจะได้รับข่าวคราวเสมอเกี่ยวกับ การจะพัฒนาความคิด ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ? มีการอบรมเรื่องของ Mind Mapping เพื่อสังเคราะห์ไอเดียต่างๆ ทำให้เห็นภาพว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันพอสมควร สำหรับความเรียงชิ้นนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจาก และความคิดของผู้เขียน และจากบทความหลายชิ้นของ Melvin D. Saunders อย่างเช่น Improving Your Creative Thinking Skills, Creativity and Creative Thinking, How creative thinking technique works, Ways to kill and ways to help an idea เป็นต้น ซึ่ง Saunders เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานทางด้านนี้ ซึ่งจะกระตุ้นให้เรากล้าคิด ในหนทางที่แตกต่าง เช่น การใช้ความคิดจากมุมองที่ต่างออกไป คิดแบบทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ คิดแบบเล่นๆ หรือใช้จินตนาการทุกชนิด เพื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้ และเขายังเสนอหนทางที่จะได้มาซึ่ง ความคิด หรือไอเดียใหม่ๆ อย่างเช่น ใช้วิธีการสุ่มต่างๆ เช่น การสุ่มด้วยภาพ การสุ่มด้วยคำ หรือกระทั่งการสุ่มด้วย Website (ลองเปิด website ที่ไม่เคยคิดว่าจะเปิดดูมาก่อน) รวมไปถึงการนำเอาไอเดีย ตั้งแต่สองไอเดีย ที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน มาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการได้มาซึ่ง ความคิดสร้างสรรค์
เราจะปรับปรุงทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ได้อย่างไร ?
…กล่าวกันว่า ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นกิจกรรมสองอย่างที่เกี่ยวแขนไปกันไป. หลายปีมาแล้ว Dr. Edward de Bono, นักจิตวิทยา และนักค้นคว้าทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ได้ส่งเสริมเรื่องของ การใช้ความคิด สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lateral thinking (ความคิดข้างเคียง).
ความคิดแนวตั้ง (Vertical Thinking) จะปฏิบัติการต่อเมื่อเราพยายามที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยเริ่มต้นจาก ขั้นตอนทางตรรกะขั้นหนึ่งไปสู่ ขั้นตอนต่อไป เพื่อบรรลุผลของการแก้ปัญหา ส่วนความคิดข้างเคียง (Lateral Thinking) นั้น จะวาดภาพ แบบแผนทางความคิดซึ่งมา กับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการที่ไม่เป็นไปตามวิธีการเดิมๆ (Unorthodox Methods) หรือการเล่นเกมส์กับข้อมูล
…การขยายความสามารถทางสมอง หรือการใช้ความคิดด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับปรุงขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เราจะใช้ไม้ขีดไฟ 6 ก้านบนโต๊ะสร้างสามเหลี่ยมที่มีด้านสี่ด้านเท่ากันได้อย่างไร? หลังจากที่ใช้ ความพยายามอย่างหนัก และไม่ประสบผลสำเร็จในลักษณะสองมิติ ในไม่ช้าเราก็จะเรียนรู้ว่า การทำให้มันเป็น สามเหลี่ยม ด้านเท่าสี่ด้านในรูปสามมิติ เป็นหนทางเดียวที่บรรลุผลสำเร็จได้. ดังนั้น จงหัดคิดแบบเถื่อนๆ (Think Wild) เสียบ้าง ความหมายของคำว่า คิดแบบเถื่อนๆ มิได้หมายความว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรม แต่มีนัยว่า ให้เราใช้จินตนาการทุกชนิด ของความเป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ Imagine all kinds of possibility และหาหนทางอีกทางหนึ่ง (Alternative) มาแก้ปัญหา, รวมไปถึงสิ่งที่เราคิดว่า มันทำไม่ได้ หรือน่าหัวเราะด้วย ยกตัวอย่างเช่น พยายามคิดถึง ความตรงกันข้าม กับสิ่งที่เป็นปกติเท่าที่คิดขึ้นมาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา จากนั้นก็ลงมือทำมัน อย่างจริงจังและประณีต
นอกจากนี้ ในหลายๆ สถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า หรือในที่ประชุม…ถ้าเผื่อว่าเรามีความเห็นอย่างหนึ่ง และอีกคนมีความเห็น ตรงข้ามกันกับเรา, ให้เราพยายามจินตภาพถึง ความคิดเห็นของคนๆนั้น ดูทีในเชิงกลับกัน จดบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความเห็นของเขาจึงใช้การได้; ต่อจากนั้นลองบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความคิดเห็นของเขาจึงใช้การไม่ได้; และในท้ายที่สุด จดบันทึกถึงสิ่งที่ไม่เข้าประเด็น หรือสอดคล้อง. ผู้คนเป็นจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ ที่ยากลำบาก โดยการไม่ลงรอยกันในการอธิบาย, การกล่าวหากัน และการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง, แทนที่จะ ควบคุม ความคิด ของพวกเขาต่อการกระทำ และการตัดสินใจว่า อะไรสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว.
เราเคยทราบไหมว่า…มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้ถูกทำขึ้นมาโดยผ่าน การค้นพบโดยบังเอิญ (Serendipity) หรือการค้นพบบางสิ่ง ขณะที่กำลังค้นหาบางสิ่งอยู่; และให้จำไว้ว่า, สิ่งนี้ได้ทำให้คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์ ตระหนักถึงโอกาสอันหนึ่ง เมื่อมันเสนอตัวของมันเองออกมา. ในภาวะฉุกเฉิน ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตกอกตกใจหรือบ้าคลั่ง แทนที่จะใช้หัวสมอง เพื่อกำหนดตัดสินใจถึงทางเลือกต่างๆของพวกเขา.
สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดหนึ่งของคนเรา ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องก็คือ …ผู้คนส่วนใหญ่มักยึดถือความคิดเห็น หรือทัศนะต่างๆ ของตนเอาไว้ ทั้งนี้เพราะ พวกเขาได้ถูกล้อมกรอบเอาไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก หรือเหตุผลในเชิงอคติต่างๆ. การที่เราจะขยับ ขยาย แนวคิดของเราออกไปให้กว้างขวาง เพื่อคลุมถึงความคิดเห็น ในทางตรงข้ามจากจุดยืนของเรา, บ่อยครั้งจะต้องปลด เปลื้องพันธนาการจากการถูกจำกัดเช่นนี้ให้ได้ และให้เร็ว (ลบอคติออก และไม่ใช้เรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นพันธนาการ). ขณะที่สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มนำโลกไปสู่อาชญากรรม, การติดยาเสพติด และการมีหนี้สิน, ญี่ปุ่นกลับมีอาชญากรรม เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ค่อยมีผู้ติดยาเสพติด , มีความสามารถที่จะชำระหนี้ และเป็นชาติที่มีการศึกษาในโลก. เราคิดกันไหมว่า เหตุผลต่างๆ ในเชิงอคติ และอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทางการสหรัฐจำกัด ตนเองจากการเรียนรู้ จากตัวอย่าง ของญี่ปุ่น หรือมันมีเหตุผลอื่นๆหรือ ?
…พอพูดกันมาถึงตรงนี้ ลองทดลองกับเพื่อนของเรา ที่มีสมมุติฐานหรือความเห็นในเชิงตรงข้าม เพื่อดูว่ามันนำพาเราไป ณ ที่ใด. เปิดใจของเราให้กว้างและคิดแบบเถื่อนๆ.
การคิดแบบวิภาษวิธี และการคิดด้วยสมองซีกขวา
นอกจากการใช้ความคิดในแบบข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการในการปรับปรุงทักษะของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ อีก 2 วิธี ซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ต่างๆได้คือ การคิดแบบวิภาษวิธี และ การคิดด้วยสมองซีกขวา
อันแรก, เป็นการคิดในแบบวิภาษวิธี (Dialectic) ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ข้อสรุปเดิม (Thesis), การต่อต้านข้อสรุปเดิม (Anti-thesis), และการสังเคราะห์ข้อสรุปเก่ากับใหม่ (Synthesis) ในที่นี้จะลองยกตัวอย่าง ที่เป็น รูปธรรมคือ ชาวประมงคนหนึ่งใช้วิธีการจับปลาแต่เดิมๆมาตลอด แต่ตอนนี้เขามีครอบครัว และมีคนที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น การจับปลาในแบบเดิมๆจึงไม่พอกิน จะทำอย่างไรถึงจะพอกิน. ออกไปหาปลาไกลขึ้นหรือ เรือก็เล็กเกินไป แทนที่จะจับปลา ก็เป็นการปล่อยปลาแทน จับแล้วนำมาปล่อยในกระชังเลี้ยงดู ดังนั้นเขาจึงได้ปลาเพิ่มขึ้น
อันที่สอง, การคิดด้วยสมองซีกขวา. เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนของคนเรา ซึ่งตามปกติแล้ว สมองในส่วนซีกซ้าย จะทำหน้าที่ครอบงำ สมองส่วนซีกขวาอยู่ตลอดเวลา จนกล่าวได้ว่า เรามีโอกาสใช้สมอง ซึ่งทรงประสิทธิภาพของคนเราเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะนับแต่สังคมได้มาถึงยุคแห่งการใช้เหตุผล (สมองซีกซ้าย), สมองที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก (สมองซีกขวา) เกือบจะไม่ถูกนำมาใช้เลย เพื่อคิดแบบสร้างสรรค์ หรือคิดแก้ปัญหาต่างๆ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการทำงานของสมองส่วนบนทั้งสองซีก(ซ้ายและขวา)ว่า มันทำงานแตกต่างกันอย่างไร? เพื่อว่าเราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ ความคิดสร้างสรรค์
สมองซีกซ้าย 1.เป็นเรื่องของสติปัญญาแบบเหตุผล, 2.เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข, 3.เป็นการคิดแบบนามธรรม, 4.คิดเป็นเส้นตรง, 5.เป็นเรื่องของการวิเคราะห์, 6.ไม่เกี่ยวกับจินตนาการ, 7.คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ, 8.เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย, 9.เกี่ยวข้องกับคำพูด
สมองซีกขวา 1. เป็นเรื่องของสหัชญาน(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล) 2.เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย, 3.เป็นการคิดแบบรูปธรรม, 4. คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง, เห็นภาพทั้งหมด, 5.เป็นเรื่องของการสังเคราะห์, 6.ใช้จินตนาการ, 7. คิดไม่เป็นไปตามลำดับ มีความหลากหลายเชื่อมต่อหลายมุม, 8.เป็นเรื่องของอัตวิสัย, 9.ไม่เกี่ยวกับคำพูด, เห็นเป็นภาพ
แม้ว่าจากการจำแนกจะเห็นว่า สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวา จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน แต่ความจริงแล้วมันเสริมกัน เพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะใช้ความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การคิดด้วยสมองซีกขวา จึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วยให้เราคิดได้มากขึ้น
สมศรี นวรัตน์ Ph.D รุ่น 3 SSRU
เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
อะไรคือการสร้างสรรค์ ?
การสร้างสรรค์คือ การทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ซึ่งบางสิ่งนั้นไม่เคยทีอยู่มาก่อน, ทั้งผลผลิตอันหนึ่ง, หรือกระบวนการอันหนึ่ง หรือความคิด-ไอเดียอันหนึ่ง.
อะไรบ้างที่จัดอยู่ในข่ายของการสร้างสรรค์. ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่มามาก่อนให้มีขึ้นมา. การประดิษฐ์สิ่งซึ่งมีอยู่ใน ณ ที่ไหนที่ใดสักแห่งหนึ่งแต่เราไม่รู้ว่ามีมันอยู่แล้ว. การคิดค้นกระบวนการใหม่อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่าง. การประยุกต์กระบวนการที่มีอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ความต้องการอีกครั้ง. การพัฒนาวิธีการใหม่ อันหนึ่งเกี่ยวกับ การมองไปยังบางสิ่งบางอย่าง. การนำมาซึ่งไอเดียหรือความคิดใหม่ ทำให้มันดำรงอยู่ หรือมีอยู่ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงวิธีการมอง ของใครคนใดคนหนึ่งที่มองบางสิ่งบางอย่างไป
พวกเราทั้งหลายต่างก็สร้างสรรค์กันทุกวัน เพราะเราเปลี่ยนแปลง ไอเดียหรือ ความคิดซึ่งเรายึดถือ เกี่ยวกับโลกรอบตัวเรา ต่างๆ อยู่เสมอ. การสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาให้กับโลก แต่มันอาจจะ เกี่ยวข้อง กับพัฒนาการ บางสิ่งบางอย่างให้ใหม่ขึ้นมาเล็กๆน้อยๆเพื่อตัวของเราเอง. เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวของเราเอง, โลกก็จะเปลี่ยน แปลงไปพร้อมกันกับเรา ทั้งการที่โลกได้รับผลกระทบโดยการกระทำที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเรา และในวิถีแห่ง การเปลี่ยนแปลง ที่เราได้มีประสบการณ์กับโลก.
ความคิดสร้างสรรค์จึงมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการผลิตสินค้า การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ กระบวนการที่คิดขึ้นมา และการบริการที่ดีขึ้น. เราคาดหวังกันว่า การสร้างสรรค์นั้นจะช่วยเราในหลายๆด้าน, เช่น องค์กร ของเราดีขึ้น, ลูกค้า หรือคนที่รับบริการจากเรามีความสุขมากขึ้น โดยผ่านการปรับปรุงขึ้นมา ใหม่นี้ใน ด้านคุณภาพ และปริมาณที่ผลิตออกมา
สมศรี นวรัตน์ Ph.D. รุ่น 3 SSRU
เรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ ?
ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีไอเดียใหม่ๆ. มันเป็นการผสมผสานเของไอเดีย หรือความคิดต่างๆ ซึ่งไม่เคยผสมรวมตัวกันมาก่อน. การระดมสมอง(brainstorming) เป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์: มันทำงานโดย การรวบรวมไอเดียต่างๆที่กู่ก้องดังออกมาโดยใครบางคน ผสมรวมกัน กับของเรา เพื่อสรรค์สร้าง ไอเดียใหม่ อันหนึ่ง. คุณได้ใช้ประโยชน์ไอเดียนั้นของคนอื่นในฐานะแรงกระตุ้น. ไอเดียใหม่ต่างๆได้รับการก่อตัวขึ้นมา โดยการผสม รวมตัวของไอเดีย ที่มีอยู่ในใจเรา กับไอเดียที่ดังขึ้นของคนอื่น
โดยไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็ยังคงเกิดขึ้นมา แต่โดยปกติแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ; ความบังเอิญ หรือโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหนทางที่แตกต่าง และเราได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นประโยชน์. ความเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันเกิดขึ้นมา อย่างช้าๆโดยผ่าน การใช้ความคิดสติปัญญา อันบริสุทธิ์ และความก้าวหน้าเชิงตรรกะ การอาศัยความก้าวหน้าโดยความบังเอิญหรือในเชิงตรรกะ หลายครั้ง ต้องใช้เวลานานมากสำหรับการผลิตเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุง
ดังนั้น การใช้เทคนิควิธีพิเศษ, ความคิดสร้างสรรค์อันละเอียดอ่อนประณีตสามารถถูกนำมาใช้ได้เพื่อพัฒนาไอเดียใหม่ๆ. เทคนิคดังกล่าวจะช่วยทำให้ หรือไปบังคับให้เกิดลำดับการณ์อันกว้างขวางของการผสมผสานไอเดีย เพื่อจุดประกาย ความคิด ใหม่ๆและกระบวนการใหม่ๆ. การระดมสมองเป็นหนึ่งในเทคนิคพิเศษเหล่านี้ แต่ตามขนบประเพณี แล้ว มันจะเริ่มต้น ด้วยไอเดียที่ไม่ธรรมดา(start with un-original ideas).
ด้วยปฏิบัติการ, ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(การค้นหาอยู่เสมอ, การตั้งคำถาม และการวิเคราะห์ ที่พัฒนาได้โดย ผ่านการศึกษา, การฝึกฝนและการรู้ตัวของเราเอง) ได้เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา. ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(ongoing creative thinking)ทำให้ ทั้งความบังเอิญและความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอกตั้งใจเกิดขึ้นมาได้มากที่สุด. ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่องต้องใช้เวลา และปฏิบัติการอย่างใจจดใจจ่อเพื่อกลายมาเป็นทักษะที่สมบูรณ์ และในไม่ช้า ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายมาเป็นท่าที ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไป
สมศรี นวรัตน์ Ph.D รุ่น 3 SSRU
เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ หนูได้เข้า www.Google.com ทำให้หนูมี Skill เพิ่มขึ้น ทราบรายละเอียดของงานวิจัยเพิ่มขึ้นจริง ๆ คะ หนูได้ค้นหาเรื่องกระบวนการวิจัยทรัพยากรมนุษย์ มาเรียนอาจารย์ดังนี้คะ
การตระหนักถึงปัญหา สิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดในกระบวนการวิจัยก็คือ การตระหนักถึงปัญหาที่มีอยู่ เช่น จุดใดที่มีการ ขาดงาน และออกจากงานมีมากที่สุด จำนวนคนงานที่ขาดงาน หรืออกจากงานอาจทำให้สุขภาพขององค์การดีขึ้นก็ได้ ผู้บริหารอาจพิจารณา แล้วเห็นว่าการขาดงาน และการออกจากงานของพนักงานไม่เป็นปัญหา เพราะพนักงานเหล่านี้ ไม่เหมาะสมกับองค์การอยู่แล้ว ซึ่ง การพิจารณาดังกล่าวอาจเป็นที่สงสัยของผู้วิจัยว่าผู้บริหารไม่ได้ตระหนักถึงปัญหา ในความเป็นจริงปัญหาอาจมีสาเหตุมาจาก กระบวนการคัดเลือกไม่ดีพอ การฝึกอบรมทางการบริหารไม่เพียงพอ หรือาจากสาเหตุอื่น หรืออาจจะเป็นอย่างที่ผู้บริหาร พิจารณา ไว้ก็ได้
กระบวนการวิจัยทรัพยากรมนุษย์
1. การระบุปัญหา
ขั้นต่อมาก็คือการระบุความมุ่งหมายของการวิจัยให้ชัดเจน อุปสรรคที่สำคัญที่ต้องเอาชนะก็คือ ปัญหาไม่ใช่อาการของปัญหา ดังนั้นจึงต้องระบุปัญหาให้ชัดเจน
2. การเลือกวิธีสอบถาม
วิธีการสอบถามที่เลือกมาใช้ขึ้นอยู่ลักษณะของการวิจัยอาจเป็นวิธีกรณีศึกษา วิธีการสำรวจหรือการทดลอง ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ทุกวิธีที่ใช้ในการวิจัยได้อย่างไรก็ตาม การวิจัยทรัพยากรมนุษย์ส่วนมากจะใช้วิธีกรณีศึกษา หรือวิธีการสำรวจ
3. การเลือก และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม
เครื่องมือเชิงปริมาณหลายอย่างสามารถนำมาใช้กับการวิจัยทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากผู้บริหารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องมือเหล่านี้ อย่างไรก็ตามผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความสะดวกในการใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ สถานที่สมควรใช้เครื่องมือจุดอ่อน และ จุดแข็งของแต่ละวิธี และวิธีการตีความผลที่ได้จากการวิจัย การเลือกเครื่องมือจึงขึ้นอยู่กับ ความมุ่งหมายเฉพาะ ของการ ดำเนินการวิจัยนั้น
4. การแปลผลการวิจัย
ผู้วิจัยเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับปัญหาในการวิจัยจึงควรเป็นผู้แปลผลการวิจัยไม่ใช่บุคคลภายนอก หรือบุคคล ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับการวิจัยมาโดยตลอด ซึ่งอาจทำให้การแปลผลการวิจัยผิดไป
5. การนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ
ขั้นที่ค่อนข้างยากในกระบวนการวิจัยก็คือการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ ผลการวิจัยอาจแสดง ถึงความจำเป็นที่จะต้อง ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ผู้วิจัย หรือผู้บริหารจะเป็นตัวกระตุ้น ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็น เรื่องที่ค่อนข้าง ทำได้ลำบากอย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยก็อยู่ที่ การนำผลการวิจัยไปลงมือปฏิบัติ ให้เกิดการแก้ปัญหา ตามผลการวิจัย ที่ค้นพบ
6. การประเมินผลการปฏิบัติ
ความเพียรพยายามในการวิจัยอาจจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีการประเมินการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ การประเมินผลการ ปฏิบัติจึงต้องมีวัตถุประสงค์ในการประเมินเพื่อให้ทราบว่าการนำไปปฏิบัตินั้นแก้ไขปัญหาได้หรือไม่เพียงใด ผลการประเมินจะสะท้อนให้เห็นการตระหนักถึงปัญหา ช่วยสนับสนุน ความเพียรพยายามในการวิจัยต่อไป และช่วยในการคิดทบทวนถึงความจำเป็นในการวิจัย
ท่านอาจารย์คะ การเข้าอ่านในInternet หรือการอ่านหนังสือทำให้เรามี Knowledge เพิ่มขึ้นจริง ๆ นะคะ
สมศรี นวรัตน์ Ph.D รุ่น 3 SSRU
เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
หนูได้อ่านเอกสารที่ท่านอาจารย์ได้ให้มา
ตอนที่ 8.1 บทบาททรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์
8.1.1 ความหมายของทรัพยากรมนุษย์และโลกาภิวัตน์
8.1.2 ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์
ตอนที่ 8.2 แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
8.2.1 ทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
8.2.2 การเกษตรกับสังคมฐานความรู้
ตอนที่ 8.3 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเกษตร
8.3.1 บทบาททรัพยากรมนุษย์ต่อการจัดการทรัพยากรเกษตร
8.3.2 การประยุกต์แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการจัดการทรัพยากรเกษตร
แนวคิด
1.การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร ซึ่งมองว่าทรัพยากรมนุษย์เปรียบเสมือนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ ที่ดิน น้ำ และอื่น ๆ ซึ่งจะต้องถูกจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจและการค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม
2.แนวคิดการเรียนรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แนวคิดและทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ คือ ทฤษฎี 8 K’s, 5K’s, ทฤษฎี 3 วงกลม, แนวคิดของ Peter Senge และทฤษฎีของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการเป็นสังคมการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยในการดำเนินชีวิตของทรัพยากรมนุษย์ต่าง ๆ ในการเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
3.บทบาทและหน้าที่ของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรและการประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เรื่องที่ 8.1.1 ความหมายของทรัพยากรมนุษย์และโลกาภิวัตน์
1. ความหมายของทรัพยากรมนุษย์
ทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Resource ในระดับองค์การ จะหมายถึง คนที่มีความพร้อม มีความตั้งใจ มีความสามารถที่จะอุทิศตนให้แก่เป้าหมายขององค์การ หรือเป็นบุคคลในองค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าของระบบการบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้
พระธรรมปิฎก ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับมนุษย์ โดยมองมนุษย์เป็นสองมิติ คือ
1) มองว่าเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกและมีความสามารถ มีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ คือ ความหมายในฐานะเป็นคน ซึ่งพัฒนาเพื่อตัวของเขาเองให้เป็นชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตที่ดีงามและสมบูรณ์ในตัวเอง
2) มองมนุษย์ในฐานะ เป็นทรัพยากร เป็นเครื่องมือหรือเป็นทุน เป็นปัจจัย เป็นผู้ผลิต เป็นผลผลิตและพัฒนาเพิ่มผลผลิตได้ เพิ่มศักยภาพในการผลิตได้ เพิ่มมูลค่าทุนได้ ซึ่งมนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากรนั้นสามารถจัดการบริหารได้ จัดสรรให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่า
2. ความหมายของโลกาภิวัตน์
โลกาภิวัตน์หรือโลกานุวัตร (globalization) คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสมเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก
สรุปได้ว่า “กระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ กระบวนการเศรษฐกิจโลกไร้พรมแดน” หรือบางคนอาจเรียกว่า “กระบวนการทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียว” หมายถึงการทำให้ทุนนิยมโลกได้แก่ ระบบเงินตรา เงินทุน การผลิต การขายสินค้า และการบริการต่าง ๆ สามารถทะลุทะลวงพรมแดนของประเทศต่าง ๆ ได้โดยโลกทั้งโลก คือ ตลาดเดียว เราอาจเรียกขบวนการโลกาภิวัตน์ว่าเป็น ขบวนการครอบโลก
สมศรี นวรัตน์ Ph.D รุ่น 3 SSRU
เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ ที่เคารพอย่างสูง
หนูได้ค้นข้อมูลทาง Internet พบว่า
การวิจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์(Human Resource Management Research) การวิจัยเป็นกระบวนการต่างๆที่ดำเนินไปอย่างมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินงานกับข้อมูล วิเคราะห์ และตีความหมายข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบอันถูกต้องต่อปัญหา หรือคำถามที่ได้ตั้งไว้ การวิจัย การบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นสหวิทยาการทำให้ยากลำบากและสับสนมีคนสนใจน้อย
ประเภทการวิจัย
- การวิจัยหลัก (Basic or Exploratory research) เพื่อสร้างองค์ความรู้ และทฤษฎี
- การวิจัยประยุกต์ (Applied or Operational research) เพื่อแก้ปัญหา
รูปแบบการวิจัย ทัศนะของ Flippo De, Cenzo & Robbins, Mondy & Noe
1. การวิจัยแบบทดลอง (Controlled experiments) - Controlled experiments - Experiment
2. การวิจัยสำรวจ (Survey) เช่น การทำโพล - Survey - Survey feedback
3. การศึกษาประวัติ(Historical studies)จากข้อมูลทุติยภูมิHistorical Studiss Ethod
4. การวิจัยกรณีศึกษา (Case studies) ศึกษาวิธีการแก้ปัญหา Case studies
5. การจำลองเหตุการณ์ (Simulation)เรื่องที่ควรทำวิจัย (ตามทัศนะของ Flippo)
จุดเน้นของการวิจัย (ตามทัศนะของ Mandy & Noe)
การจัดหาบุคลากร(Procurement)คือการเพิ่มผลผลิต(Increase Productivity)
การพัฒนา (Development)ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัย ต่อไปนี้
1. การจ่ายค่าตอบแทน (Compensation) - การจัดการที่มีประสิทธิภาพ
2. การประสานประโยชน์ หรือการบูรณาการ (Integration) - การวางแผน การสรรหาและคัดเลือก
3. การธำรงรักษา (Maintenance) - การฝึกอบรมและพัฒนา 4. การพ้นจากงาน (Separation) - การจ่ายค่าตอบแทน พนักงานสัมพันธ์ O&S
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต
1. ประชากร (Demographic factor) ไม่ใช่ดูแต่จำนวน ต้องเน้นคุณภาพด้วย
2. ความเสมอภาคในโอกาสเข้าทำงาน (Affirmative action) 3. แนวความคิดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD)
4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Technological factor)
5. การรวมตัวของผู้ปฏิบัติงาน (Union factor)
แนวโน้มของ HR (ในทัศนะของ De Cenzo & Robbins)
1. องค์การจะเกี่ยวข้องกับ HR มากขึ้น (concern by organization with HRM)
2. ทัศนคติดีขึ้น ไม่มีการขู่ไล่ออก แต่ใช้วิธีเชิญออก (removal of termination as a threat)
3. แยกเป็นสองกลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน ผู้ใช้แรงสมอง (creation of bimodal workforce)
4. ฝ่ายจัดการต้องทำให้องค์การเล็ก แต่มีประสิทธิภาพ (lean and mean)
5. คู่สมรสต้องทำงานทั้งสองคน (dual-career couples)
6. ประโยชน์เกื้อกูล และสุขภาพ (benefits and health)
7. การทำงานที่บ้าน (working at home)
8. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับพนักงาน (matching the environment to employee : ergonomics)
9. สหภาพแรงงานลดบทบาทลง (decline of unions)
ในทัศนะของ Singer – ภาคเอกชน (ในทัศนะของ Stahl – ภาครัฐ)
1. กฎระเบียบของรัฐบาล
2. ยังคงยึดถือระบบคุณธรรม(ยาเสพติด โรคเอดส์ สิทธิส่วนตัว)
3. ผู้ทำงานต้องมีความสามารถสูง
4. การเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคน
3. การศึกษา (ฝึกอบรม พัฒนา) ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง (สรรหา รักษา คนกลุ่มน้อย ผู้อาวุโส-อ่อนวัย)
5. จริยธรรมจะมีบทบาทมากขึ้น 6. การจัดการระหว่างประเทศ
7. ฝ่ายบริหารจะต้องมีความมั่นใจ(โลกาภิวัฒน์ , competitive advantage)
6. ใช้ความมั่นใจให้เกิดประโยชน์
7. สถานภาพของสหภาพแรงงาน
8. ลดการใช้ระเบียบ ข้อบังคับ(การปรับเปลี่ยนกลวิธี)
9. การบริหารเป็นงานที่ท้าทาย (ไปทั่วโลก) (worldwide challenge)
10. การตรวจสอบหน้าที่ในการจัดการ HR
11. การบริหารต้องมีหลักเกณฑ์ (เป็นวิทยาศาสตร์) (การออกจากงาน การขาดงาน พนักงานสัมพันธ์) 10.ต้องส่งเสริมให้ภาครัฐได้รับความสนใจ
สมศรี นวรัตน์ Ph.D ร่น 3 SSRU
Workshop 1: วิเคราะห์ Michael Jackson กับทฤษฎีทุนมนุษย์ 8 K’s และ 5 K’s
8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภท พื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
Human Capital ทุนมนุษย์
Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
Social Capital ทุนทางสังคม
Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
Digital Capital ทุนทาง IT
Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ
5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์
Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์
Knowledge Capital ทุนทางความรู้
Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม
Emotional Capital ทุนทางอารมณ์
Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม
................................................................................................................................................................................
กลุ่มที่ 1 (คุณธนพล คุณสมศรี คุณสุนันทา)
วิเคราะห์ว่า Michael Jackson
· ขาด Ethical Capital – จากข่าวเรื่องทำอนาจารย์เด็กชาย
· ขาด Happiness Capital – เริ่มจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ครอบครัวไม่อบอุ่น
· ขาด Sustainability Capital
เขาเป็น Human Capital of the world (Macro) แต่ในระดับตัวเอง (Micro) กลับไม่ประสบความสำเร็จซึ่งถ้าหาก Michael Jackson ไม่ขาดทุนทั้ง 3 ประการข้างต้นเขาจะเป็น Human Capital of the world ตัวจริง
กลุ่มที่ 2 (คุณฉัตรแก้ว คุณจิราพร คุณสมศรี)
วิเคราะห์ว่า Michael Jackson
· มีทักษะ พรสวรรค์
· มี Creative และมี Innovation ใหม่ ๆ คือ เป็นคนแรกของโลกที่สร้างอาชีพใหม่ ๆ ทางด้านการเต้น และประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขาย
· ขาดทุนทางปัญญาทำให้การคิดและการตัดสินใจบางอย่างของเขามีความผิดพลาด
กลุ่มที่ 3 (คุณสกลชัย คุณฐิติรัตน์ คุณรัชศักดิ์)
วิเคราะห์ว่า Michael Jackson
· หากมองในแง่ของการทำงานเขาน่าจะมีครบทุกทุน แต่ถ้ามองเป็นตัวบุคคลจะเห็นว่าเขาขาดทุนบางประการโดยเฉพาะเรื่องทุนทางจริยธรรมดังที่เป็นข่าว
· หากมอง 5 K’s ในด้านการทำงานเขามีทุนทางด้านความรู้และความคิดสร้างสรรค์เยอะ
กลุ่มที่ 4 (คุณชัยธนัตถ์กร คุณลัดดา คุณทักษิณานันท์ คุณวัชรินทร์)
วิเคราะห์ว่า Michael Jackson
· ขาด Ethical Capital
· ขาด Happiness Capital
· ขาด Sustainability Capital
แต่สิ่งที่ขาดมากที่สุดน่าจะเป็นทุนแห่งความสุข
และหากมองเรื่อง 5 K’s แล้ว สิ่งที่เขามีมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Cultural Capital คือเขาสามารถทำให้วัฒนธรรมในแบบของอเมริกาให้ดังไปทั่วโลก
Workshop 2: อ่านบทความ”นักการเมืองผู้หญิงไทยฯ” แล้วประเทศไทยได้อะไร?
กลุ่มที่ 4 (คุณชัยธนัตถ์กร คุณลัดดา คุณทักษิณานันท์ คุณวัชรินทร์)
· ประเทศไทยได้แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตในแง่ของเศรษฐศาสตร์ เช่น เรื่องผู้สูงอายุ
กลุ่มที่ 3 (คุณสกลชัย คุณฐิติรัตน์ คุณรัชศักดิ์)
· คนไทยต้องมองเรื่องการเลือกผู้แทน เป็นมุมมองที่จะเลือกคนเก่ง คนมีความรู้มากขึ้น ให้โอกาสผู้หญิงมากขึ้นโดยเลิกความคิดแบบเดิม ๆ ที่เลือกจากครอบครัวที่มีอิทธิพล
กลุ่มที่ 1 (คุณธนพล คุณสมศรี คุณสุนันทา)
· เรื่องทุนมนุษย์ เช่น เรื่องของการเกษียณอายุที่อายุ 60 ปี ควรจะยกเลิกได้แล้ว
กลุ่มที่ 2 (คุณฉัตรแก้ว คุณจิราพร คุณสมศรี)
ทำให้คนไทยได้คิดนอกกรอบ เช่น เรื่องการเมืองควรจะมีมุมมองใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิมและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทย
Workshop 3:
กราบเรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
วันนี้หนู (สมศรี นวรัตน์) ขออนุญาตคุยกับท่านอาจารย์เรื่อง “เปรียบเทียบความสุขของคนไทย(หนู)กับคนญี่ปุ่น ในฐานะผู้ที่ต้องบริโภคการขนส่งมวลชน” “ตอนที่ 1” จากการที่หนูได้ไป ทัศนศึกษาช่วงวันที่ 4–8 กรกฎาคม ณ. เมือง Tokyo กับเพื่อน 4 คน ไปกันเองคะ เพราะสะดวกในการ Planning สิ่งที่อยากจะศึกษาเพราะการวางแผนที่จะศึกษาจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เนื่องจากช่วงนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นฤดูฝนเหมือนกับบ้านเราเมืองไทย โดยไปลงที่สนามบิน Narita Airport หนูพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีมาก ๆ แสดงถึงผู้นำประเทศแต่ละยุคแต่ละสมัยของญี่ปุ่น เขามี Vision ดีเยี่ยมมาก มีการวางแผนระยะยาวได้ดี ในเรื่องการคมนาคมเพราะหลังจากนั้นหนูเดินทางไป Tokyo ด้วยรถไฟ Keisei Limited Express เพื่อเข้าพักที่โรงแรม Sky Court Asakusa ระหว่างเดินทางหนู “ไม่แปลกใจเลย” ว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงได้เจริญรวดเร็ว (หลังจากแพ้สงครามโลก) ในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งมวลชน ในความคิดวิเคราะห์ของหนู คิดว่าตรงกับทฤษฎีของท่านอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์ นั่นเอง คือ“ต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์”ต้องมีทุนทั้ง 8 ทุน (8K’s) เพิ่มเติมในยุคโลกาภิวัตน์ อีก 5K’s และเพิ่มการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขเพราะมนุษย์เมื่อได้รับการ Development แล้ว จะสามารถดำเนินชีวิต “อย่างมีความสุขได้” โดยทุนทางความสุขที่มนุษย์ควรมี ซึ่งหนูได้เห็น ได้สัมผัสที่ประเทศญี่ปุ่นคือ เมื่อหนูขึ้นไปในรถไฟ หนูได้พบว่า “คนญี่ปุ่นมีการเดินทางที่สะดวก” ไม่ต้องขับรถเอง ไม่ต้องรอรถติด ไม่ต้องยุ่งยากในการหาที่จอดรถ ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือขับรถไปชนคนอื่น ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมัน (ซึ่งบ้านเราราคาแพงมาก) และเมื่อเขาขึ้นมานั่งรถไฟทุก ๆคนไม่ว่าจะอายุมากขนาดไหนทุก ๆ คนที่ขึ้นรถจะมีหนังสือติดมือไว้สำหรับอ่านเกือบ 80 % คนญี่ปุ่นชอบอ่านหนังสือและถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็จะนั่งเล่นComputerผ่านมือถือ(Mobile)ซึ่งหนูทราบที่หลังว่า เขาไม่ได้เล่นเกมส์เหมือนเด็กเมืองไทยแต่เขาอ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวสารด้านต่าง ๆ ผ่านหน้าจอมือถือ เช่น อ่านข่าวกีฬา ผ่านMobile ไม่ต้องถือหนังสือจำนวนหลาย ๆ เล่ม ลดการพิมพ์หนังสือ และไม่ต้องใช้กระดาษมากมาย(ต้นไม้ถูกตัด)เหมือนบ้านเรา จากการนั่งรถไฟจากสนามบินNaritaเพื่อเข้าไปเมืองTokyoใช้เวลาเกือบชั่วโมง หนูเห็นคนญี่ปุ่นใช้เวลาที่คุ้มค่า(ทุนทางมนุษย์+ทุนด้านเวลา)ของประเทศ เขาได้ใช้เวลาช่วงที่อยู่ในรถเพิ่มKnowledgeให้กับตัวเอง โดยการอ่านหนังสือหรือติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา
สรุปได้ว่าช่วงเวลา 1 ชั่วโมงในรถไฟ “คนญี่ปุ่นมีความสุขมาก” เมื่อเทียบกับหนู (คนไทย) ที่นั่งรถเข้าไปกรุงเทพ ฯ ซึ่งระยะทางและเวลาพอ ๆ กัน แต่หนูมี “ความสุขน้อยกว่าคนญี่ปุ่นมากมาย” ดังนี้
1. หนูนั่งรถจากเพชรบุรีเข้ากรุงเทพ ฯ หนูไม่สามารถอ่านหนังสือได้ เพราะความไม่สะดวกของการเดินทาง การไม่เข้าถึงบริการที่เอื้อต่อการอ่านหนังสือ ระยะเวลาที่เดินทางเท่ากัน หนูได้แค่ฟัง MP3 ที่บันทึกเสียงของท่านอาจารย์จีระและท่านอาจารย์สมชาย ไม่ได้อ่าน Paper ที่จริงแล้วหนูชอบอ่านจาก Paper มากกว่า เพราะได้ฝึกสายตาและสมอง มากกว่าฟังจาก MP3 หนูคิดว่าถ้าเมืองไทยสามารถพัฒนาการขนส่งทางรถไฟให้ดีได้ สามารถบริการสะดวกรวดเร็วกว่ารถไฟไทยในปัจจุบันที่ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ที่บริการดี ๆ คงจะทำให้ Human Capital ตัวหนูและอีกหลาย ๆ คน ใช้เวลาตรงนี้ได้ดี มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ขึ้นอีกมาก
2. เมื่อหนูสามารถอ่านหนังสือ อ่านสารคดีที่ดี ๆ ในช่วงที่เดินทางชั่วโมงกว่า ๆ ถ้าได้อ่านหนังสือดี ๆ “บวกกับ” สิ่งที่หนูมีประสบการณ์ (Experience) จากหน้าที่และงานที่ทำในเรื่อง Community Heath คือการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ให้คนในพื้นที่ที่หนูรับผิดชอบ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก (Pro-Active) มากกว่าเชิงรับ คือสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชนตามบริบท (Context) ตนเองและระบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวนโยบาย 6 อ. คือ
1. อาหาร ต้องรสไม่จัด (อ่อนหวาน อ่อนมัน อ่อนเค็ม) ในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสม
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ คนไทยจะไม่อ้วนลงพุง นำสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน ฯลฯ
3. อารมณ์ คนถ้าไม่เจ็บป่วย สุขภาพดี อารมณ์จะดี การเดินทางมาพบแพทย์ซึ่งพยาบาลไม่มากมายเช่นทุกวันนี้ (เชิงรับ) การใช้เวลารอการตรวจนานมากแต่ได้คุยกับแพทย์ไม่เกิน 2 นาที คนไม่เจ็บป่วย ไม่เครียด ความสุขก็จะเกิด (Happiness)
4. อโรคยา ต้องตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะเป็นวัยที่เริ่ม “เสื่อมสภาพของร่างกาย”
5. อนามัยสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางอากาศ โลกร้อน เมืองไทยยิ่งร้อนกว่าประเทศญี่ปุ่นเพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร(ยังไม่รวมร้อนใจอีกนะคะ) มลภาวะที่เป็นพิษ ทั้งเรื่องเสียงดังเกินเกณฑ์ที่กำหนด การใช้กล่องโฟร์มบรรจุอาหาร การตัดต้นไม้โดยเฉพาะไม้สักทอง โดนตัดเหมือนเย้ยยันต่อกฎหมาย อากาศเป็นพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ของหนูเป็นเขตอุตสาหกรรม มีมลพิษมากมาย ชาวบ้านเคยปลูกข้าว ก็ปลูกไม่ได้ มีโรงงานมาตั้งเต็มไปหมด น้ำฝนที่เคยดื่มได้ก็ต้องซื้อน้ำดื่ม (กลายเป็นสังคมเมือง)
6. อบายมุข โดยเฉพาะ บุหรี่ สุรา ยาเสพติด สารเสพติด นำไปสู่การเป็นโรคที่อันตราย เช่น โรคมะเร็งปอด, โรคถุงลมโปร่งพอง ฯลฯ
ถ้าหนูอยู่ในเมืองที่มีการขนส่งมวลชนดี ๆ และมีเวลาเดินทางในชั่วโมงกว่า ๆ หนูจะสามารถคิดงานใหม่ ๆ ได้ (Creative) โดยทำโครงการในลักษณะ “เชิงรุก” ในการสร้างเสริมสุขภาพดี ๆ ขึ้นเสนอของบประมาณสนับสนุนจาก อบต.ที่เป็นภาคีเครือข่ายได้อีกอย่างน้อย 1 – 2 เรื่อง เช่น ตอนนี้กำลังทำโครงการ “ออกกำลังละลายไขมันคือการให้รางวัลชีวิต” คือค้นหา Target group ที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์(BMI) แล้วส่งเสริมให้เขาออกกำลังกายมาก ๆ โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในบริบทให้เกิดประโยชน์และมีศักยภาพเช่น สร้างและใช้สนามฟุตบอลของหนุ่มสาว มีสนามเปตองสำหรับผู้สูงอายุได้เล่นกีฬา จากนั้นใช้เวลาอีก 6 เดือนในการเจาะหาค่าไขมัน และค่า BMI แต่ต้องมี DataBaseอยู่ก่อนแล้ว และนำค่าก่อนทำโครงการและค่าหลังจากทำโครงการมาเปรียบเทียบกันว่า ค่าBMIและค่า Cholesterol, HDL,LDL, Triglyceride แล้วดูภาพรวม(Total)ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง? การทำงาน “เชิงรุก” จะเป็นInnovation ที่หนูคิดว่าจะช่วยลดความเสี่ยง(Risk)ไม่ให้คนในชุมชนป่วยมากขึ้น เป็นการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มเสี่ยง(Risk) คือ คนที่มีค่า BMI เกินเกณฑ์, มีค่าไขมันสูงเกินเกณฑ์เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ “การประเมินผล” จะเก็บข้อมูลทั่วไป เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ค่าBMI ค่าไขมันในเลือด ค่าBlood Pressure แล้วนำไปวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS จะได้ค่าออกมาว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีสุขภาวะดีขึ้น เท่าเดิมหรือแย่ลง (อ้วนขึ้น) เมื่อผลการวิเคราะห์ออกมา “หนูจะคืนข้อมูลสู่ชุมชน” ผ่านอาสาสมัคร สาธารณสุข (อสม.),กำนัน,ผู้ใหญ่บ้านและนำเสนอในเวลาร่วมประชุมกับ อบต.ท่าช้าง ซึ่งหนูเข้าร่วมประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ไม่ทราบว่าจะเป็น Social Capitalได้หรือไม่นะคะ? เพราะเมื่อเราคืนข้อมูลสู่ชุมชนแล้ว ชุมชนก็จะรู้สถานะสุขภาพของชุมชน และคืนเจ้าตัว(ผู้เข้าร่วมโครงการด้วย)ทำให้เขาเกิด Intellectual Capital ในการดูแลสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองใน 6 อ. ขณะนี้หนูกำลังตั้งชมรม “คนรักสุขภาพไม่กินหวานจัด มันจัด เค็มจัด” โดยใช้กิจกรรม 6 อ. และถ้าใครสามารถลดน้ำหนักได้ภายใน 6 เดือน โดยที่เราจะมีการพบปะพูดคุยและยกย่อง ชมเชย เป็นRewordชนิดหนึ่ง มีการมอบประกาศนียบัตรจากท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านลาดและนำรายชื่อคนเหล่านั้นประกาศออกเสียงตามสาย วิทยุชุมชนและสวท. เพชรบุรี เขาจะภูมิใจตนเองขณะเดียวกันคนในชุมชนก็จะภูมิใจด้วย รวมถึงครอบครัวก็จะยินดีด้วยคะ
วันนี้หนูคุยกับท่านอาจารย์ยาวไปหน่อยนะคะ เรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น แล้วนำมาประยุกต์และเปรียบเทียบในเรื่องคนไทย(หนู)กับคนญี่ปุ่นโดยวันนี้คุยกับอาจารย์เรื่องระบบขนส่งมวลชนและการIntegrationให้เข้ากับทฤษฎี 8K’s +5K’s และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามทฤษฎี 3 วงกลมของท่านอาจารย์ เพื่อใช้ "การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กร" โดยเฉพาะของโรงพยาบาลบ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และวันที่ 13-14 กรกฎาคมนี้ หนูได้รับเชิญจากกรมโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อโดย ไปพูดเรื่องโครงการ “สุขภาพดีวิถีใน Model รุก รับ ลึก ด้วยทีมภาคีเครือข่ายมิตรภาพบำบัด” ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ท ดอนเมือง วันนี้หนูขอยุติการพูดคุยกับอาจารย์แค่นี้ก่อนนะคะ
สมศรี นวรัตน์ รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี Tel. 081-9435033, 089-2549166
เรียนท่านอจ.จีระ หงส์ลดารมณ์
ขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านใส่ใจพวกเราอย่างมากนะครับ
ธนพล
และ
Ph.D.3 SSRU
เรียนท่านอจ.จีระ หงส์ลดารมณ์
ขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านใส่ใจพวกเราอย่างมากนะครับ
ธนพล
และ
Ph.D.3 SSRU
Dear All
Khun Ladda Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ เป็นข้อมูลนะครับ
ladda pinta <[email protected]>
บ ท ที่ ๗
ยุทธศาสตร์การเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจจะต้องสามารถสร้างให้เกิดเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกันที่เอื้อต่อการปรับตัวเมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งจะต้องมีสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ทั้งนี้ จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทัน มีการปรับโครงสร้างการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตแทนการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกิจกรรมในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างสมดุล เพื่อสร้าง
มูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดภายในและภายนอกประเทศตลอดจนสร้างความแปลกใหม่เพื่อนำตลาด นำไปสู่การเพิ่มการจ้างงาน การยกระดับรายได้ที่แท้จริงและคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ
ในปัจจุบันปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวยังมีประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพของคน ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และบริการโครงสร้างพื้นฐานที่คุณภาพไม่ดีพอ การเสริมสร้างให้ปัจจัยเหล่านี้มีคุณภาพและ
เพียงพอเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะทำให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์โดยอาศัยนโยบายและมาตรการระดับมหภาคโดยลำพัง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งต่อธุรกิจพื้นฐานด้านการผลิต การค้า และบริการ
ภาคการผลิตในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวที่ค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะที่โลกปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่อาศัยฐานความรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยพืชเกษตรหลักไม่สามารถแข่งขันได้ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะที่ดินและทรัพยากรน้ำ ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของฐานการผลิตและเป็นปัญหาต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งสถาบันเกษตรกรยังขาดความเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคการเกษตรโดยรวม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนในกระบวนการผลิตสูง เนื่องจากแรงงานขาดทักษะและไม่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพต่ำ ขาดการออกแบบที่ดี รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิต ขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ และขาดกลไกที่จะประสานเชื่อมโยงธุรกิจข้ามชาติในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน รวมทั้งผู้ประกอบการของไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวเพื่อการแข่งขันในตลาดที่มีพลวัตและผันผวนสูงขึ้นได้
ในด้านบริการ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งทำรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ แต่ก็ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมหลายประการ อาทิ ความเสื่อมโทรม
ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการที่ต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านบริการการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนภาพพจน์ด้านลบของประเทศด้านยาเสพติดและโสเภณีเด็ก
สำหรับด้านการค้า สินค้าส่งออกหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า
เพิ่มต่ำและสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานโดยสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทอาหารและมิใช่อาหาร
ยังมีน้อยประเภท ทำให้ฐานสินค้าส่งออกค่อนข้างแคบ ขาดความหลากหลาย ขณะเดียวกัน
การส่งออกยังต้องพึ่งพิงตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะผันแปรทางเศรษฐกิจในตลาดหลักเหล่านี้ได้ง่าย ในขณะที่ประเทศไทย
ยังมีอำนาจการต่อรองต่ำในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถขยายส่วนแบ่งด้านของตลาด
สินค้าส่งออก รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นได้ ความเป็นเอกภาพในกรอบอาเซียนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความสำคัญในภาวะที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมีอิทธิพลต่อการค้าและการลงทุนของโลกสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืน ในส่วนการเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าของประเทศให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันในการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของการผลิตและการตลาด ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการผสมผสานและความสอดคล้องกับหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลผลิตอย่างเป็นขบวนการในระดับชาติ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในกระบวนการทำงาน การแบ่งปันประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถพึ่งพาตนเอง รวมถึงการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากธุรกิจขนาดใหญ่ โดยผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพและความรวดเร็วของบริการโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน
๑ 1 วัตถุประสงค์
เพื่อให้ประเทศมีรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และกระจายผลสู่ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทอย่างทั่วถึง สามารถวางรากฐานให้
คนไทยมีความพร้อมด้านทุนทางปัญญาในการก้าวเข้าสู่เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกและประเทศได้อย่างเชื่อมั่น เห็นควรกำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนา ดังนี้
๑.๑ พัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับวิสาหกิจและหน่วยผลิตพื้นฐาน โดยการปรับโครงสร้างของภาคการผลิต ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ บนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า ที่มุ่งเน้นการพัฒนาในเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง
๑.๒ สร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยการวางรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี นำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
๒ 2 เป้าหมาย
๒.๑ พัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับวิสาหกิจและหน่วยผลิตพื้นฐาน
(๑) ให้ประเทศไทยคงความเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออกสินค้าเกษตร รวมทั้งเป็นแหล่งแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง
(๒) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคเกษตรขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๒.๐ ต่อปี โดยที่ผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๐.๕ ต่อปี
(๓) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๔.๕ ต่อปี โดยผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ ๒.๕ ต่อปี
(๔) ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ ๓ ต่อปี
(๕) สร้างความมั่นคงของภาคเกษตรโดยขยายกระบวนการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร ด้วยการยกระดับรายได้ควบคู่กับการมีงานทำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
(๖) ให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยมีวิสาหกิจที่จดทะเบียน คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๒ ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ทั้งหมดในปี ๒๕๔๙
(๗) สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่องในการพัฒนาคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และโครงสร้างพื้นฐาน
(๘) สร้างระบบข้อมูลและตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผล
๒.๒ สร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยการสร้างรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี
(๑) ให้การส่งออกสินค้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖ ต่อปี โดยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทย ให้อยู่ในระดับร้อยละ ๑.๑ ของตลาดโลก ในปี ๒๕๔๙
(๒) ให้มีนโยบายการลงทุนที่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมุ่งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่ไปกับการส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการริเริ่มสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง
(๓) รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ ๗-๘ ต่อปี และให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ต่อปี
๓ 3 แนวทางการพัฒนา
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการเสริมสร้างสมรรถนะทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าให้สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยอาศัยปัจจัยหลักที่สำคัญ ได้แก่ ทักษะและองค์ความรู้ของคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ
คุณภาพของกระบวนการผลิตและความคล่องตัวด้านการตลาด คำนึงถึงสมดุลกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างและผลักดันการเพิ่มผลผลิตอย่างเป็นขบวนการในระดับชาติ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจชุมชน รวมทั้งการปรับระบบการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีเอกภาพสร้างอำนาจต่อรอง และขยายศักยภาพการลงทุนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนา ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิต การค้า และบริการของประเทศมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้เกิดเสถียรภาพ มีภูมิคุ้มกัน และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีแนวทางการพัฒนาตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
๓.๑ การปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
(๑) ปรับกระบวนการผลิตและวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพคน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการ โดย
(๑.๑) สร้างมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบการเกษตร โดยส่งเสริมการแปรรูป
ผลผลิตการเกษตร การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาระบบงานวิจัยและบุคลากรวิจัยทางการเกษตรและเกษตรแปรรูป พร้อมทั้งสนับสนุนการผลิตเครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
(๑.๒) เร่งรัดการพัฒนาการแปรรูปสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรในรูปอาหารและไม่ใช่อาหารที่มีศักยภาพในการขยายสัดส่วนการตลาดและการ
ส่งออก โดยนำเอาเทคโนโลยี ผลการวิจัยและพัฒนา มาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อการเพิ่มมูลค่าของปัจจัยและกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
(๑.๓) เพิ่มขีดความสามารถ ทักษะของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้มีขีดความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการได้ สามารถตัดสินใจและวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับการตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ มีการใช้ระบบข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต ราคาสินค้า และการตลาดเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ รวมทั้งการแปรรูปสินค้าและการตลาด โดยใช้หลักสหกรณ์
(๑.๔) ผลิตและพัฒนาบุคลากรในภาคการผลิตที่แท้จริง เพื่อให้ทันกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและตลาดแรงงาน โดยพัฒนากลไกและสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรม สถาบันเฉพาะทาง และสถานประกอบการในภาคการผลิตต่างๆ
(๑.๕) สนับสนุนให้สถาบันเฉพาะทางมีความเข้มแข็ง สามารถเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะ
อุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมวิศวการ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี การตลาด รวมทั้งคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน โดยการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารองค์กรทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
(๑.๖) ปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการผลิตที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วน และการนำเข้า ปรับใช้ หรือพัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อใช้ในการลดต้นทุนและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง โดยให้องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในภาคการผลิตเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วย
(๑.๗) ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนการลงทุนและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างวิสาหกิจข้ามชาติและวิสาหกิจท้องถิ่น
(๑.๘) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ในกระบวนการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การประกอบการธุรกรรมและขยายโอกาสทางการตลาด
(๑.๙) ส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณภาพของประเทศ เพื่อให้เป็นกลไก
ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ อาทิ ระบบมาตรวิทยา ระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ระบบทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบรับรองระบบงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและสามารถรองรับความต้องการของภาคการผลิต
(๒) เสริมสร้างประสิทธิภาพด้านการตลาดและการกระจายผลผลิตไปสู่ตลาด และเตรียมความพร้อมเพื่อแสวงโอกาสจากการค้าเสรี โดย
(๒.๑) ปรับปรุงตลาดสินค้าเกษตรทุกระดับให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิตอย่างเพียงพอ ให้สามารถสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างตลาดท้องถิ่น ตลาดกลางสินค้าเกษตรในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีขีดความสามารถในการกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง
(๒.๒) กระจายตลาดสินค้าส่งออกไทยที่มีศักยภาพสูงให้กว้างขวางเพื่อลดผลกระทบจากการพึ่งพิงตลาดหลัก โดยส่งเสริมภาคเอกชนในการขยายลู่ทางการตลาดของสินค้าไทยร่วมกับกลุ่มเศรษฐกิจและประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี การผนึกพลังร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าที่มีเครื่องหมาย
การค้าของตนเองที่เน้นคุณภาพและมาตรฐาน มีการวางระบบการขายและกระจายสินค้าอย่างครบวงจร พร้อมทั้งใช้มาตรการส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การซื้อขายแบบให้
สินเชื่อและการค้าต่างตอบแทน
(๒.๓) ส่งเสริมการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการจัดหาและเป็น
ช่องทางการตลาดในการกระจายสินค้า โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เตรียมความพร้อมในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านบุคลากรระบบโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ และสนับสนุนกลไกที่จำเป็นต่อการสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้ามามีบทบาทในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนร่วมมือกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆ ในการผลักดันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ
(๒.๔) พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ โดยความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ให้สามารถให้บริการข้อมูลแก่กลไกที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด เพื่อให้สามารถบริการข้อมูลด้านการค้า การตลาด และการลงทุน แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำไปสู่การส่งเสริมการค้าและการลงทุนได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่
(๒.๕) ทบทวน ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการค้าและการลงทุน และการนำกฎหมายที่จำเป็นมาใช้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของสังคม รวมทั้งพัฒนาสถาบันและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้กฎหมายสามารถบังคับใช้และส่งผลต่อการสร้างความสมดุลของการเปิดรับกระแสเศรษฐกิจโลกและการคุ้มครองภาคการผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ
(๓) สร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย
(๓.๑) ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนโดยให้เกษตรกรเรียนรู้จากประสบการณ์ของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในหลายๆ รูปแบบ
(๓.๒) ขยายการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อสร้างดุลยภาพของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างขีดความสามารถการเพิ่มผลผลิต เพื่อให้การเกษตรยั่งยืนอยู่รอดได้ในเชิงพาณิชย์ โดยให้มีการจำแนกประเภทกิจกรรมทางการเกษตรแบบยั่งยืนที่มีโอกาสในการพัฒนาสูง ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และช่องทางการตลาดที่แตกต่างกัน
(๓.๓) สร้างระบบเครือข่ายให้สามารถเชื่อมโยงการเกษตรแบบยั่งยืนและระบบเศรษฐกิจชุมชน พร้อมทั้งพิจารณาจัดทำมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ตระหนักในเรื่องคุณภาพของสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ
(๓.๔) สร้างความรู้และความเข้าใจให้เแก่เกษตรกรเพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างทั่วถึง เพื่อส่งเสริมการเกษตรปลอดสารพิษให้แพร่หลาย พร้อมทั้งเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนสารเคมีการเกษตรและให้มีการขยายผลในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง
๓.๒ เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านระบบการขนส่ง สื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และสาธารณูปการเพื่อสนับสนุนการเพิ่มสมรรถนะภาคการผลิตและบริการ โดย
(๑) ใช้ประโยชน์จากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้พัฒนาขึ้นแล้วให้คุ้มค่า โดยให้ความสำคัญกับการจัดการดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพและการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย มีราคาที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
(๒) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายโทรคมนาคม ท่าอากาศยานและท่าเรือหลัก รวมทั้งกิจการพาณิชย์นาวี ให้มีคุณภาพอยู่ในระดับมาตรฐาน สะดวกรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการเพิ่มสมรรถนะของภาคการผลิตและบริการของประเทศ
(๓) จัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการอย่างมีคุณภาพ มีความ
มั่นคงในระดับราคาที่เหมาะสม และพัฒนาการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
(๔) ปรับปรุงกระบวนการจัดเตรียมโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภาระหนี้ของประเทศ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของ
ชุมชน และสนับสนุนให้มีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งมีการดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพ
โปร่งใส และเกิดการยอมรับจากประชาชน
(๕) ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นขั้นตอน โดยให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านการปรับองค์กรและการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี สนับสนุนบทบาทการลงทุนของภาคเอกชนที่คำนึงถึงประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อลดภาระการลงทุนภาครัฐ และเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพดีขึ้น ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานรายสาขาให้ได้มาตรฐาน ทั้งในด้านคุณภาพและอัตราค่าบริการ เพื่อให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ให้และผู้ใช้บริการ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม
๓.๓ สร้างและผลักดันขบวนการเพิ่มผลผลิตของประเทศเพื่อการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย
(๑) พัฒนาปัจจัยหลักในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การสร้างให้เกิดจิตสำนึกในการเพิ่มผลผลิตของคนในชาติ การพัฒนาทักษะของคน การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานและดัชนีชี้วัดการติดตามประเมินผลเพื่อสนับสนุนและผลักดันให้แผนพัฒนาของชาติทุกด้านและทุกระดับเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(๒) พัฒนาเครือข่ายเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน โดยให้มีองค์กรที่เป็นมืออาชีพ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสาน เชื่อมโยง และผลักดันขบวนการเพิ่มผลผลิตในระดับประเทศ ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
(๓) พัฒนากฎหมายและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็ง และสนับสนุนผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
๓.๔ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและธุรกิจชุมชน เพื่อการสร้างงานและขยายฐานการผลิตให้มั่นคงและยั่งยืน
(๑) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริหารจัดการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย
(๑.๑) พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นระบบและครบวงจร เพื่อให้เกิดการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน นำไปสู่การขยายฐานด้านเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการของภาคการผลิตและบริการ โดยส่งเสริมการรับช่วงและเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกิจการอุตสาหกรรมในลักษณะของกลุ่มอุตสาหกรรม ฝึกอบรม
ผู้ประกอบการในด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา
(๑.๒) สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่โดยใช้มาตรการจูงใจ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการตลาดทุกระดับร่วมกัน
(๒) สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจชุมชน โดย
(๒.๑) สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ธุรกิจชุมชน โดยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคีการพัฒนาต่างๆ ในการ
ร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในรูปเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน จัดทำระบบข้อมูลสินค้าชุมชน สนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ที่เน้นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ โดยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วย
ตนเองตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด
(๒.๒) เพิ่มปริมาณสินเชื่อให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และ
ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอตามความจำเป็น รวมทั้งพัฒนาระบบเครือข่ายสินเชื่อให้เชื่อมโยงกับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มผู้ประกอบการ
(๒.๓) สนับสนุนกระบวนการสหกรณ์ให้เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจที่จะ
ส่งเสริมการผลิตของชุมชน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ
การเมืองภาคประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้บรรจุในหลักสูตรการศึกษาเพื่อประชาสัมพันธ์แนวคิดแก่ชุมชน
๓.๕ ปรับปรุงระบบการเจรจาและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า และ การลงทุน
(๑) การสร้างเอกภาพในการเจรจาทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดย
(๑.๑) ให้มีการกำหนดทิศทางในการเจรจาการค้า ทั้งภาครัฐและเอกชน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นแกนกลางร่วมกับกลไกระดับนโยบายเฉพาะด้านในการจัดทำยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดภารกิจ และการแบ่งงานกันทำ รวมทั้งการประสานงานระหว่างกัน
(๑.๒) กำหนดกลไกในการดำเนินการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ให้มีความชัดเจน รวมทั้งระบบการประสานงานภายใต้ยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
(๑.๓) สนับสนุนใหัภาคเอกชนมีการรวมตัวกันในการกำหนดท่าทีของประเทศร่วมกับภาครัฐในการเจรจาและร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกรอบต่างๆ
(๒) เสริมสร้างอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีเศรษฐกิจ การค้า การ
ลงทุนระหว่างประเทศ
(๒.๑) แสวงหาโอกาสสร้างเงื่อนไขใหัไทยและมิตรประเทศสามารถเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น ในการกำหนดทิศทาง การสร้างกฎระเบียบและรูปแบบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับ
ผลประโยชน์และทิศทางในการพัฒนาประเทศของไทย
(๒.๒) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับประเทศในภูมิภาค เช่น อาเซียน เอเปค อาเซม เพื่อการขยายตลาดสินค้าและบริการ
รวมทั้งการเพิ่มแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าที่มีศักยภาพ ตลอดจนการขายบริการด้านการศึกษา ท่องเที่ยว และสาธารณสุข ที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน
(๓) ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน นำไปสู่การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในภูมิภาค โดย
(๓.๑) ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและอินโดจีน โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินการด้านตลาดร่วมกันเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค และการพัฒนาโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานระหว่างแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน
(๓.๒) พัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างกันให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่สามารถสนับสนุนการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
(๓.๓) ร่วมมือกับประเทศที่สามและ/หรือองค์กรระหว่างประเทศในการฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยการกระตุ้นธุรกิจด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพ
๓.๖ ส่งเสริมการค้าบริการที่มีศักยภาพเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และหา
รายได้จากเงินตราต่างประเทศ
(๑) พัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดย
(๑.๑) พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงกลุ่มพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างถูกวิธี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณี กา
Dear All
Khun Lada Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ ดูนะครับ
ladda pinta <[email protected]>
ล้วงลึกความสำคัญ 'ทุนมนุษย์' กับ 'ดิพาก ซี เจน' แห่ง Kellogg
'คน' ทรัพยากรหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ
ชี้โอกาสทอง 'เอเชีย' ต่อยอดสิ่งที่มีก้าวเทียบชั้นสากล
กับ 3 จุดแข็งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจ ย้ำหัวใจสำคัญลงทุนในคน
การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มีหลายเรื่องหลายมิติที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพราะเป็นศตวรรษที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงมนุษย์
และ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์" ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาศศินท์และสถาบันเอกชนที่มุ่งพัฒนามนุษย์รับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงเชื่อมโยงให้เห็นการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21
โดยได้จัดบรรยายพิเศษ "ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่" หรือ "Crystallizing Thailand ’ s Human Capital in the 21 Century " โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg
ฉายภาพเศรษฐกิจโลก
'ยุคทอง' ของเอเชีย
ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg มองถึงภาพเศรษฐกิจโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็น "ยุคทอง" ของเอเชีย ขึ้นมาแทนที่สหรัฐและยุโรป ดูได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปจากอัตราการเติบโตเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับเริ่มชะลอตัวลง
มีการคาดการณ์ว่าราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ขณะเดียวกันนโยบายในระดับประเทศต่างๆก็จะหันไปมองทางตะวันออก Look East แทนที่จะมองตะวันตก Look West ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ
"เอเชียอาจจะกลายเป็น United States of Asia หรือเรียกสั้นๆ ว่า New USA ฉะนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค"
และในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ The Age of Talent โดยยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนาในอนาคตของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีน และอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า
จีนมีแนวโน้มให้ความสำคัญในภาคการผลิตขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีการบริโภคนิยมและอัตราการออมสูงมาก รวมถึงมีความผูกพันกับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน
ขณะที่อินเดีย มีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในประเทศเพื่อให้บริการทางไกลแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และรัฐบาลอินเดียพยายามอย่างหนักในการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความใส่ใจในเรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างมาก
และสำหรับประเทศไทยนั้น เจน มองว่า มีจุดแข็งที่ระบบสาธารณูปโภคที่ดีประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้ประเทศไทยยังมี เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก
"ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของนวัตกรรม การคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา คนอเมริกันชอบคิดอะไรที่ใหญ่ๆ และมีความสามารถในการบริหารจัดการได้อย่างดี เป็นศูนย์รวมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก มีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสรเสรี ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกา"
ชี้ 'ทุนมนุษย์'
ปัจจัยแข่งขันในอนาคต
เจน ยังกล่าวต่อว่า ทิศทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดในเรื่องมิติของคน หรือทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า "ทุนมนุษย์"
ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้
ซึ่ง เจน ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่เรียกว่า “5P Model” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความเป็นไปได้ (Potentiality) ความร่ำรวย (Prosperity) ความสามารถในการผลิต (Productivity) และสามารถในการเจริญเติบโตที่สร้างผลกำไร (Profitability) ซึ่งนำมาสู่ความร่ำรวยและความผาสุกของคนในประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง "5 H Model” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุลย์ (Harmony) หัว (Head) ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความขยันขันแข็งในการทำงาน หัวใจ (Heart) สำหรับคนไทย เจน หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และสุดท้าย สุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เอื้อต่อการทำงาน
เจน ได้กล่าวถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ว่า หากจะเพิ่มผลผลิต โดยเน้นไปที่ปัจจัยมนุษย์นั้น จะต้องคำนึงถึง การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) และแรงกระตุ้น (Motivation)โดยการให้รางวัลด้วยเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง พาไปเที่ยว ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) และนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ การมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ผู้นั้นมีความสามารถรอบด้าน
เจน ได้กล่าวถึง เรื่องการตลาดที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้กล่าวถึงหลักสูตรของ Kellogg ในการปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน ได้แก่ การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นความเป็นไปของโลกและประการสุดท้ายคือ การมีภาวะผู้นำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
สำหรับประเทศไทยนั้น เจน ได้มองถึงจุดแข็งที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปคือ
1. แนวโน้มของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในระดับโลก
2.ไทยมีความโดดเด่นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า เช่น อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ
3.ไทยมีความพร้อมในด้านการบริการต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร
โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและการลงทุนในคน
เจน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเราก็ต้องอุทิศตนให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนสามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ช่วง 25 ปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ 25 ปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว 25 ปี ถัดมา เป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วง 25 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติโดยรวม
------------------------------
Humanistic Society ความรู้ คู่คุณธรรม
การเปลี่ยนผ่านของโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม ยุคสังคมฐานความรู้ และเตรียมก้าวสู่ยุคสังคมหลังยุคสังคมฐานเรียนรู้ เมื่อยุคเปลี่ยนย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมองค์กรตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ แต่คำถามมีอยู่ว่าจะการดำเนินธุรกิจในโลก ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเดินเข้าสู่ "หลังยุคสังคมฐานความรู้" (Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society ) ทำให้สังคม ความรู้ และพัฒนาการจะเข้าไปสู่สังคมแห่ง "Trust Care Share & Collaboration" เพื่อแก้ปัญหาในยุคสังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้
ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ตามแนวทาง Humanistic Society จำเป็นต้องกำกับด้วยคุณธรรม New Value ยุคนี้จึงเป็น "ความรู้ คู่คุณธรรม" หรือความรู้ที่เป็นจิตสาธารณะ สำหรับประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเชื่อมโยงกับหลากหลายมิติ โดยดึงความรู้แฝงในทุนทั้ง 4 ได้แก่ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคมและทุนทางกายภาพ
และหากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจของโลกในยุค “หลังสังคมฐานความรู้” แบ่งออกเป็น 5 มิติ คือ
1.การปรับเปลี่ยนในกระบวนทัศน์ จุดเน้นและยุทธศาสตร์หลัก กระบวนทัศน์
"หลังสังคมฐานความรู้" พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค”เป็น“ผู้ร่วมสร้าง” ยุทธศาสตร์หลักจึงเปลี่ยนสู่ Mass Collaboration ที่ผู้บริโภคเชื่อมต่อกันเองและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในลักษณะเครือข่าย กระบวนทัศน์มีการปรับเปลี่ยนสู่ “การใส่ใจและแบ่งปัน” จุดเน้นเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ People Governance
2.การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและพลังขับเคลื่อน
นอกจากเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมแล้ว ผู้คนยังปรับเปลี่ยนโดยหันมาสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบเปิดระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ทั้งในกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมทางสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในกระบวนการแลกเปลี่ยนของผู้คนในสังคมยุคนี้
3.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ยังเป็นโลกของไซเบอร์แต่กลับมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องคล้ายกับ “สังคมเกษตรกรรม” เศรษฐศาสตร์ของโลกในยุคนี้ จึงเป็นลักษณะEconomics of Reciprocity นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ ปัจจัยความสำเร็จจึงเป็นเรื่องของของการดึงศักยภาพของคนออกมาให้มากขึ้น เพื่อร่วมรังสรรค์กับผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม คุณประโยชน์จึงตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของสังคม
4.การเปลี่ยนแปลงในบทบาท วิถีสู่เป้าหมาย และผลผลิต
บทบาทของผู้ผลิตจะถอยลงเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้บริโภคเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันเองมากขึ้น เริ่มมีสินค้าหลายอย่างที่ผลิตและใช้โดยผู้บริโภคกันเอง ในลักษณะ Goods For and By Everyone
5.การเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขและรูปแบบของการทำกำไร
กำไรจะขึ้นอยู่กับการร่วมรังสรรค์ในนวัตกรรมของลูกค้า ผ่านระบบของบริษัท ยิ่งลูกค้ามีการร่วมรังสรรค์ในระบบหรือเครือข่ายมากเท่าไรก็จะเกิด Switching Cost ทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือเครือข่ายของคู่แข่งยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโลกที่กำลังเปลี่ยนไป หากคิดจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ ก็คงกลายเป็น “คนตกยุค” ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าแล้ว
Dear All
Khun Lada Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ ดูนะครับ
ladda pinta <[email protected]>
ล้วงลึกความสำคัญ 'ทุนมนุษย์' กับ 'ดิพาก ซี เจน' แห่ง Kellogg
'คน' ทรัพยากรหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ
ชี้โอกาสทอง 'เอเชีย' ต่อยอดสิ่งที่มีก้าวเทียบชั้นสากล
กับ 3 จุดแข็งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจ ย้ำหัวใจสำคัญลงทุนในคน
การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มีหลายเรื่องหลายมิติที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพราะเป็นศตวรรษที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงมนุษย์
และ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์" ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาศศินท์และสถาบันเอกชนที่มุ่งพัฒนามนุษย์รับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงเชื่อมโยงให้เห็นการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21
โดยได้จัดบรรยายพิเศษ "ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่" หรือ "Crystallizing Thailand ’ s Human Capital in the 21 Century " โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg
ฉายภาพเศรษฐกิจโลก
'ยุคทอง' ของเอเชีย
ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg มองถึงภาพเศรษฐกิจโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็น "ยุคทอง" ของเอเชีย ขึ้นมาแทนที่สหรัฐและยุโรป ดูได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปจากอัตราการเติบโตเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับเริ่มชะลอตัวลง
มีการคาดการณ์ว่าราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ขณะเดียวกันนโยบายในระดับประเทศต่างๆก็จะหันไปมองทางตะวันออก Look East แทนที่จะมองตะวันตก Look West ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ
"เอเชียอาจจะกลายเป็น United States of Asia หรือเรียกสั้นๆ ว่า New USA ฉะนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค"
และในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ The Age of Talent โดยยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนาในอนาคตของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีน และอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า
จีนมีแนวโน้มให้ความสำคัญในภาคการผลิตขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีการบริโภคนิยมและอัตราการออมสูงมาก รวมถึงมีความผูกพันกับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน
ขณะที่อินเดีย มีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในประเทศเพื่อให้บริการทางไกลแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และรัฐบาลอินเดียพยายามอย่างหนักในการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความใส่ใจในเรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างมาก
และสำหรับประเทศไทยนั้น เจน มองว่า มีจุดแข็งที่ระบบสาธารณูปโภคที่ดีประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้ประเทศไทยยังมี เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก
"ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของนวัตกรรม การคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา คนอเมริกันชอบคิดอะไรที่ใหญ่ๆ และมีความสามารถในการบริหารจัดการได้อย่างดี เป็นศูนย์รวมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก มีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสรเสรี ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกา"
ชี้ 'ทุนมนุษย์'
ปัจจัยแข่งขันในอนาคต
เจน ยังกล่าวต่อว่า ทิศทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดในเรื่องมิติของคน หรือทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า "ทุนมนุษย์"
ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้
ซึ่ง เจน ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่เรียกว่า “5P Model” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความเป็นไปได้ (Potentiality) ความร่ำรวย (Prosperity) ความสามารถในการผลิต (Productivity) และสามารถในการเจริญเติบโตที่สร้างผลกำไร (Profitability) ซึ่งนำมาสู่ความร่ำรวยและความผาสุกของคนในประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง "5 H Model” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุลย์ (Harmony) หัว (Head) ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความขยันขันแข็งในการทำงาน หัวใจ (Heart) สำหรับคนไทย เจน หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และสุดท้าย สุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เอื้อต่อการทำงาน
เจน ได้กล่าวถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ว่า หากจะเพิ่มผลผลิต โดยเน้นไปที่ปัจจัยมนุษย์นั้น จะต้องคำนึงถึง การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) และแรงกระตุ้น (Motivation)โดยการให้รางวัลด้วยเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง พาไปเที่ยว ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) และนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ การมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ผู้นั้นมีความสามารถรอบด้าน
เจน ได้กล่าวถึง เรื่องการตลาดที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้กล่าวถึงหลักสูตรของ Kellogg ในการปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน ได้แก่ การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นความเป็นไปของโลกและประการสุดท้ายคือ การมีภาวะผู้นำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
สำหรับประเทศไทยนั้น เจน ได้มองถึงจุดแข็งที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปคือ
1. แนวโน้มของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในระดับโลก
2.ไทยมีความโดดเด่นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า เช่น อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ
3.ไทยมีความพร้อมในด้านการบริการต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร
โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและการลงทุนในคน
เจน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเราก็ต้องอุทิศตนให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนสามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ช่วง 25 ปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ 25 ปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว 25 ปี ถัดมา เป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วง 25 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติโดยรวม
------------------------------
Humanistic Society ความรู้ คู่คุณธรรม
การเปลี่ยนผ่านของโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม ยุคสังคมฐานความรู้ และเตรียมก้าวสู่ยุคสังคมหลังยุคสังคมฐานเรียนรู้ เมื่อยุคเปลี่ยนย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมองค์กรตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ แต่คำถามมีอยู่ว่าจะการดำเนินธุรกิจในโลก ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเดินเข้าสู่ "หลังยุคสังคมฐานความรู้" (Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society ) ทำให้สังคม ความรู้ และพัฒนาการจะเข้าไปสู่สังคมแห่ง "Trust Care Share & Collaboration" เพื่อแก้ปัญหาในยุคสังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้
ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ตามแนวทาง Humanistic Society จำเป็นต้องกำกับด้วยคุณธรรม New Value ยุคนี้จึงเป็น "ความรู้ คู่คุณธรรม" หรือความรู้ที่เป็นจิตสาธารณะ สำหรับประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเชื่อมโยงกับหลากหลายมิติ โดยดึงความรู้แฝงในทุนทั้ง 4 ได้แก่ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคมและทุนทางกายภาพ
และหากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจของโลกในยุค “หลังสังคมฐานความรู้” แบ่งออกเป็น 5 มิติ คือ
1.การปรับเปลี่ยนในกระบวนทัศน์ จุดเน้นและยุทธศาสตร์หลัก กระบวนทัศน์
"หลังสังคมฐานความรู้" พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค”เป็น“ผู้ร่วมสร้าง” ยุทธศาสตร์หลักจึงเปลี่ยนสู่ Mass Collaboration ที่ผู้บริโภคเชื่อมต่อกันเองและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในลักษณะเครือข่าย กระบวนทัศน์มีการปรับเปลี่ยนสู่ “การใส่ใจและแบ่งปัน” จุดเน้นเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ People Governance
2.การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและพลังขับเคลื่อน
นอกจากเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมแล้ว ผู้คนยังปรับเปลี่ยนโดยหันมาสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบเปิดระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ทั้งในกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมทางสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในกระบวนการแลกเปลี่ยนของผู้คนในสังคมยุคนี้
3.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ยังเป็นโลกของไซเบอร์แต่กลับมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องคล้ายกับ “สังคมเกษตรกรรม” เศรษฐศาสตร์ของโลกในยุคนี้ จึงเป็นลักษณะEconomics of Reciprocity นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ ปัจจัยความสำเร็จจึงเป็นเรื่องของของการดึงศักยภาพของคนออกมาให้มากขึ้น เพื่อร่วมรังสรรค์กับผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม คุณประโยชน์จึงตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของสังคม
4.การเปลี่ยนแปลงในบทบาท วิถีสู่เป้าหมาย และผลผลิต
บทบาทของผู้ผลิตจะถอยลงเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้บริโภคเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันเองมากขึ้น เริ่มมีสินค้าหลายอย่างที่ผลิตและใช้โดยผู้บริโภคกันเอง ในลักษณะ Goods For and By Everyone
5.การเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขและรูปแบบของการทำกำไร
กำไรจะขึ้นอยู่กับการร่วมรังสรรค์ในนวัตกรรมของลูกค้า ผ่านระบบของบริษัท ยิ่งลูกค้ามีการร่วมรังสรรค์ในระบบหรือเครือข่ายมากเท่าไรก็จะเกิด Switching Cost ทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือเครือข่ายของคู่แข่งยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโลกที่กำลังเปลี่ยนไป หากคิดจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ ก็คงกลายเป็น “คนตกยุค” ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าแล้ว
Dear Khun A and Ae'
Thank you for your help and support na krab.
From
All Ph.D.3 SSRU
เรียน อจ.ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ทางคุณอิ๋วได้ช่วยจัดการนัดหมายให้รุ่น 2 และ 3 ได้พบปะกันตามรายละเอียดครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ธนพล
081-840-6444
เรียน นักศึกษารุ่น 2 และรุ่น 3 ทุกท่าน
ด้วยทางโครงการ ฯ ขอประสานงานเรื่องพบปะนักศึกษารุ่น 2 และร่น 3 ซึ่งนักศึกษารุ่น 3 มีความประสงค์ขอพบปะนักศึกษารุ่น 2 เพื่อทำความรู้จัก แนะนำ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียน การทำงาน
ดังนั้นทางโครงการ ฯ ขอกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการพบปะของนักศึกษา ในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.00 น. ณ ห้องเรียน 2153 อาคารศรีจุฑาภา ชั้น 5 (เนื่องจากนักศึกษาทั้ง 2 รุ่น มีการเรียนในเวลา 17.00 น. เหมือนกัน)
จึงขอเรียนเชิญมา ตามวัน เวลา และสถานที่ ดังกล่าว
ขอบพระคุณค่ะ
ด้วยความเคารพ
อิ๋ว
เรียน ท่าน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ค่ะ
หนูไค้นคว้าเรื่อง Creative Economy
เปิดโมเดล Creative Economy
จอห์น ฮอกิ้น กูรูด้านเศรษฐกิจ และเจ้าของผลงานหนังสือ Creative Economy ชาวอังกฤษ ได้อธิบาย เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง แนวคิดที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อภาคการผลิต บริการ ภาคการขาย หรือแม้แต่อุตสาหกรรมบันเทิง เป็นแนวคิดที่อยู่บนการทำงานแบบใหม่ ที่มีปัจจัยหลักมาจากความสามารถ และทักษะพิเศษของบุคคล "มันเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีกระบวนการนำเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี่มารวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Industry ) หรือ อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ( Culture Industry )"
ปัจจุบันธุรกิจที่จัดอยู่ในข่าย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ งานโฆษณา, สถาปัตยกรรม งานฝีมือ และการออกแบบ, แฟชั่น และเครื่องนุ่งห่ม, ภาพยนตร์ และวิดีโอ, การออกแบบกราฟิก, ซอฟท์แวร์ เพื่อการศึกษา และการพักผ่อนหย่อนใจ, ดนตรี และผลงานเพลง, ศิลปะการแสดง และบันเทิง, การเผยแพร่โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต, ผลงานทัศนศิลป์ และของเก่า งานเขียน และงานพิมพ์ต่างๆ”
อย่างไรก็ตาม บางครั้ง Creative Economy :CE ก็ถูกเรียกกันว่า Creative Industry :CI โดยแนวคิดนี้มีการนำไปใช้อย่างจริงจังในหลายประเทศของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อาทิ อังกฤษ จีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น สำหรับอังกฤษ ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์นี้ โดยขนาดของอุตสาหกรรมดังกล่าวของอังกฤษ คิดเป็น 7.3% ของจีดีพีทั้งประเทศ เป็นรองก็เพียงแต่ภาคการเงิน
ขณะที่อัตราการเติบโตคิดเป็น 5% ต่อปี คิดเป็นสองเท่าของอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวถึง 1.8 ล้านคน เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลอังกฤษได้จัดให้มีโปรแกรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (The Creative Economy Program) ขึ้นตั้งแต่ปี 2005
ในรายงานของ UNCTAD ระบุว่า อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ จัดเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโกบอลมากขึ้น มีอัตราเฉลี่ยเติบโตประมาณ 8.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2000-2005 ในกลุ่มประเทศยุโรป มูลค่า สินค้า บริการได้ถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 424.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าโลก ส่วนกลุ่มประเทศ เอเชีย คาดการณ์ว่าในอนาคตจะกลายเป็นอันดับสองของโลกในการส่งออกสินค้าประเภทความคิดสร้างสรรค์ โดยมีจีนเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุดแห่งหนึ่ง
"ปัจจุบันแนวคิดเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลก ในฐานะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต อีกทั้งยังเป็นรูปแบบเศรษฐกิจระบบใหม่ที่เปิดให้บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารเศรษฐกิจ" ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการสำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ หรือ สบร. OKMD บอกถึงบทบาทสำคัญของ CE
คน... ขุมพลังความคิดสร้างสรรค์
เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ คือ การสร้างบรรยากาศ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้บุคคลมีความคิดสร้างสรรค์ ได้ใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจผลงานต่างๆขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
ทางด้าน จอห์น ยังให้ข้อคิดอีกด้วย การสร้างเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นกรณีประเทศอังกฤษนั้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ อาทิ เสถียรภาพการเมืองมั่นคง มีความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งการศึกษา และความเข้าใจของคนอย่างทั่วถึง และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความเป็นอิสระทางความคิด และการแสดงออก
" เพราะถ้าคนเรามีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะทำอะไรได้ รวมถึงการทำกิจกรรมที่สามารถฝึกสมองความคิดอย่างต่อเนื่อง มันก็จะส่งเสริมให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงออกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝึกขจัดความคิดไม่ดีออกไป คิดแต่เรื่องดีให้จนเป็นนิสัย ความคิดนั้นต้องมาจากที่ตนเองคิดไม่ได้ไปลอกเลียนใคร มีความหมาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ "
ทั้งนี้โมเดลพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์มาจากหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ทุกคน สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ (Everyone needs Creativity or Everyone can be Creativity ) เพราะเชื่อว่า คนเราทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวตั้งแต่เด็กๆแล้ว 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพ ( Creativity needs Freedom ) ทั้งนี้ในสังคมที่สนับสนุนให้คนแสดงความคิด และสามารถแสดงออกได้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการศึกษา ฝึกฝน และเรียนรู้ 3. อิสรภาพความคิดสร้างสรรค์ต้องการตลาด ( Freedom needs markets ) ทั้งอิสระของความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดตลาด อันเนื่องมาจากความคิดสร้างสรรค์ได้มีการค้นคว้า ทำเป็นข้อมูลที่มูลค่าราคา และสามารถแลกเปลี่ยนนำไปใช้ประโยชน์ได้
สำหรับประเทศไทย จอห์น บอกว่า ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าทำได้ดีก็ให้มุ่งเน้นสร้างจุดแข็งอย่างจริงจัง
สำหรับภาคธุรกิจ กับการนำ Creative Economy มาประยุกต์ใช้ให้ได้ผล สำหรับบุคคล จะต้องสร้างให้ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ก่อน ไม่ว่าในภาคอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาทิ นักโฆษณา นักสื่อสารมวลชน หรือนักสถาปนิก สำหรับธุรกิจ นั้นก็ต้องรู้จัก และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะทำธุรกิจ อย่างรอบด้าน
ลัดดา ปินตา Ph.D SSRU 3 084-8073320
เรียนท่านอาจารย์
หนูขอส่งการบ้านเพิ่มเติมค่ะ
จากที่ชั่วโมงเรียนของท่านอาจารย์ประกาย นั้น หัวข้อที่น่าสนใจในการทำวิจัยคือ
ปัจจัยที่ส่งต่อขีดความสามารถของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
ตัวแปรตาม ขีดความสามารถของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
ตัวแปรอิสระ
1. บุคลากรขององค์กร
1.1 ความสามารถของบุคลากร -ความรู้
-ประสบการณ์ / ทักษะ
-ทัศนคติ
1.2 แรงจูงใจของบุคลากร
2. นโยบายขององค์กร
3. สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร
หัวข้อวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ที่มีผู้จัดทำแล้ว มีตัวอย่างดังนี้
1. ประสิทธิภาพการกำหนดนโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์กรณีศึกษา : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก โดย นางอัปสร บุญยัง ผู้วิจัย
2. ผลกระทบต่อการพัฒนาองค์กรในบุคลากรที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลปฏิบัติงาน กรณีศึกษา : โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดย นางอรรจนา จำปาแก้ว ผู้วิจัย
3. ภาวะผู้นำโครงสร้างองค์การและวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล กรณีศึกษา:โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก โดย นพ.ละลิ่ว จิตต์การุญ ผู้วิจัย
4. บริษัทข้ามชาติกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดย รองศาสตราจารย์ สุปราณี ศรีฉัตราภิมุข หัวหน้าโครงการวิจัย
5. เรื่องบทบาทและศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเสริมสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดย นายสมชาย สุขสิริเสรีกุล ผู้วิจัย
6. การศึกษารูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทางสำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต โดย นายแมนฤทธิ์ บุญเย็น ผู้วิจัย
7. หัวหน้าโครงการวิจัย “คุณลักษณะและขีดความสามารถของข้าราชการไทยใน 10 ปีข้างหน้า” สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2551) โดย ดร. สมบัติ กุสุมาวลี หัวหน้าโครงการวิจัย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
สุนันทา
โทร.081-309-5959
SSRU. Ph.D. รุ่น 3