Dear All

Khun Lada Ph.D.3 SSRU ส่งมาให้เพื่อน ๆ ดูนะครับ

ladda pinta <[email protected]>

ล้วงลึกความสำคัญ 'ทุนมนุษย์' กับ 'ดิพาก ซี เจน' แห่ง Kellogg

'คน' ทรัพยากรหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ

ชี้โอกาสทอง 'เอเชีย' ต่อยอดสิ่งที่มีก้าวเทียบชั้นสากล

กับ 3 จุดแข็งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจ ย้ำหัวใจสำคัญลงทุนในคน

การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มีหลายเรื่องหลายมิติที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพราะเป็นศตวรรษที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงมนุษย์

และ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์" ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ.) ที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาศศินท์และสถาบันเอกชนที่มุ่งพัฒนามนุษย์รับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงเชื่อมโยงให้เห็นการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21

โดยได้จัดบรรยายพิเศษ "ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่" หรือ "Crystallizing Thailand ’ s Human Capital in the 21 Century " โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg

ฉายภาพเศรษฐกิจโลก

'ยุคทอง' ของเอเชีย

ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน คณบดีแห่งสถาบันการบริการจัดการ Kellogg มองถึงภาพเศรษฐกิจโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็น "ยุคทอง" ของเอเชีย ขึ้นมาแทนที่สหรัฐและยุโรป ดูได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปจากอัตราการเติบโตเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับเริ่มชะลอตัวลง

มีการคาดการณ์ว่าราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ขณะเดียวกันนโยบายในระดับประเทศต่างๆก็จะหันไปมองทางตะวันออก Look East แทนที่จะมองตะวันตก Look West ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ

"เอเชียอาจจะกลายเป็น United States of Asia หรือเรียกสั้นๆ ว่า New USA ฉะนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค"

และในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ The Age of Talent โดยยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนาในอนาคตของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีน และอินเดีย โดยเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่า

จีนมีแนวโน้มให้ความสำคัญในภาคการผลิตขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีการบริโภคนิยมและอัตราการออมสูงมาก รวมถึงมีความผูกพันกับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน

ขณะที่อินเดีย มีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในประเทศเพื่อให้บริการทางไกลแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และรัฐบาลอินเดียพยายามอย่างหนักในการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีความใส่ใจในเรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างมาก

และสำหรับประเทศไทยนั้น เจน มองว่า มีจุดแข็งที่ระบบสาธารณูปโภคที่ดีประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตของเอเชียได้ประเทศไทยยังมี เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ทำให้ต่างชาติหลงใหลและต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีก

"ต่างจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของนวัตกรรม การคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา คนอเมริกันชอบคิดอะไรที่ใหญ่ๆ และมีความสามารถในการบริหารจัดการได้อย่างดี เป็นศูนย์รวมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก มีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสรเสรี ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกา"

ชี้ 'ทุนมนุษย์'

ปัจจัยแข่งขันในอนาคต

เจน ยังกล่าวต่อว่า ทิศทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดในเรื่องมิติของคน หรือทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า "ทุนมนุษย์"

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้

ซึ่ง เจน ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่เรียกว่า “5P Model” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่ความเป็นไปได้ (Potentiality) ความร่ำรวย (Prosperity) ความสามารถในการผลิต (Productivity) และสามารถในการเจริญเติบโตที่สร้างผลกำไร (Profitability) ซึ่งนำมาสู่ความร่ำรวยและความผาสุกของคนในประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง "5 H Model” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุลย์ (Harmony) หัว (Head) ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความขยันขันแข็งในการทำงาน หัวใจ (Heart) สำหรับคนไทย เจน หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และสุดท้าย สุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่เอื้อต่อการทำงาน

เจน ได้กล่าวถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ว่า หากจะเพิ่มผลผลิต โดยเน้นไปที่ปัจจัยมนุษย์นั้น จะต้องคำนึงถึง การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) และแรงกระตุ้น (Motivation)โดยการให้รางวัลด้วยเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง พาไปเที่ยว ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) และนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ทางอารมณ์ การมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ผู้นั้นมีความสามารถรอบด้าน

เจน ได้กล่าวถึง เรื่องการตลาดที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง โดยได้กล่าวถึงหลักสูตรของ Kellogg ในการปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน ได้แก่ การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นความเป็นไปของโลกและประการสุดท้ายคือ การมีภาวะผู้นำ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

สำหรับประเทศไทยนั้น เจน ได้มองถึงจุดแข็งที่จะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปคือ

1. แนวโน้มของโลกที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในระดับโลก

2.ไทยมีความโดดเด่นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า เช่น อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ

3.ไทยมีความพร้อมในด้านการบริการต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและการลงทุนในคน

เจน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเราก็ต้องอุทิศตนให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนสามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ช่วง 25 ปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ 25 ปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว 25 ปี ถัดมา เป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วง 25 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติโดยรวม

------------------------------

Humanistic Society ความรู้ คู่คุณธรรม

การเปลี่ยนผ่านของโลกจากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม ยุคสังคมฐานความรู้ และเตรียมก้าวสู่ยุคสังคมหลังยุคสังคมฐานเรียนรู้ เมื่อยุคเปลี่ยนย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมองค์กรตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ แต่คำถามมีอยู่ว่าจะการดำเนินธุรกิจในโลก ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเดินเข้าสู่ "หลังยุคสังคมฐานความรู้" (Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society ) ทำให้สังคม ความรู้ และพัฒนาการจะเข้าไปสู่สังคมแห่ง "Trust Care Share & Collaboration" เพื่อแก้ปัญหาในยุคสังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้

ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ตามแนวทาง Humanistic Society จำเป็นต้องกำกับด้วยคุณธรรม New Value ยุคนี้จึงเป็น "ความรู้ คู่คุณธรรม" หรือความรู้ที่เป็นจิตสาธารณะ สำหรับประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องดำเนินการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้มีความเชื่อมโยงกับหลากหลายมิติ โดยดึงความรู้แฝงในทุนทั้ง 4 ได้แก่ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคมและทุนทางกายภาพ

และหากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจของโลกในยุค “หลังสังคมฐานความรู้” แบ่งออกเป็น 5 มิติ คือ

1.การปรับเปลี่ยนในกระบวนทัศน์ จุดเน้นและยุทธศาสตร์หลัก กระบวนทัศน์

"หลังสังคมฐานความรู้" พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค”เป็น“ผู้ร่วมสร้าง” ยุทธศาสตร์หลักจึงเปลี่ยนสู่ Mass Collaboration ที่ผู้บริโภคเชื่อมต่อกันเองและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในลักษณะเครือข่าย กระบวนทัศน์มีการปรับเปลี่ยนสู่ “การใส่ใจและแบ่งปัน” จุดเน้นเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ People Governance

2.การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและพลังขับเคลื่อน

นอกจากเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมแล้ว ผู้คนยังปรับเปลี่ยนโดยหันมาสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบเปิดระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ทั้งในกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมทางสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในกระบวนการแลกเปลี่ยนของผู้คนในสังคมยุคนี้

3.การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ และปัจจัยสู่ความสำเร็จ

ยังเป็นโลกของไซเบอร์แต่กลับมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องคล้ายกับ “สังคมเกษตรกรรม” เศรษฐศาสตร์ของโลกในยุคนี้ จึงเป็นลักษณะEconomics of Reciprocity นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ ปัจจัยความสำเร็จจึงเป็นเรื่องของของการดึงศักยภาพของคนออกมาให้มากขึ้น เพื่อร่วมรังสรรค์กับผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม คุณประโยชน์จึงตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ของสังคม

4.การเปลี่ยนแปลงในบทบาท วิถีสู่เป้าหมาย และผลผลิต

บทบาทของผู้ผลิตจะถอยลงเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้บริโภคเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันเองมากขึ้น เริ่มมีสินค้าหลายอย่างที่ผลิตและใช้โดยผู้บริโภคกันเอง ในลักษณะ Goods For and By Everyone

5.การเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขและรูปแบบของการทำกำไร

กำไรจะขึ้นอยู่กับการร่วมรังสรรค์ในนวัตกรรมของลูกค้า ผ่านระบบของบริษัท ยิ่งลูกค้ามีการร่วมรังสรรค์ในระบบหรือเครือข่ายมากเท่าไรก็จะเกิด Switching Cost ทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือเครือข่ายของคู่แข่งยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและปรับวิธีการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโลกที่กำลังเปลี่ยนไป หากคิดจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ ก็คงกลายเป็น “คนตกยุค” ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าแล้ว