ผมสว่างวาบ และเชื่อมั่นเกินร้อยว่า "ขี้วัว เปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานรากได้อย่างแน่นอน" แน่นอนกว่านโยบายพรรคการเมืองไหนๆ...มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ได้เปลี่ยนไปเพราะขี้วัว ธุลีดิน ฟางข้าว และหยาดเหงื่อชาวบ้าน เป็นมหาวิทยาลัยที่ชาวบ้านศรัทธา เห็นคุณค่า จากมิตรภาพที่อาจารย์ตั้งแต่ท่านอธิการ ด็อกเตอร์ ปริญญาโท ตรี ได้คลุกคลีกับชาวบ้านจนเนียน หลอมใจเป็นหนึ่ง

ขี้วัว ในการรับรู้ของผมและคนทั่วไป มักเป็นสิ่งไร้ค่า

Bull shit คำอุทานของฝรั่ง มีนัยยะในทางลบ ลบมากๆ (ประมาณ อุวะ อุบาทว์) มันไม่ยุติธรรมกับวัวและขี้วัวเลยนะครับ

สสส. ชวนผมมาเยี่ยมชื่นชมมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ กับภารกิจ " 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด" พร้อมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ และทีมงาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพ(สปสช.) ระหว่าง 29-30 พฤษภาคม 2554

ผมสว่างวาบ และเชื่อมั่นเกินร้อยว่า "ขี้วัว เปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานรากได้อย่างแน่นอน" แน่นอนกว่านโยบายพรรคการเมืองไหนๆ

มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ได้เปลี่ยนไปเพราะขี้วัว ธุลีดิน ฟางข้าว และหยาดเหงื่อชาวบ้าน เป็นมหาวิทยาลัยที่ชาวบ้านศรัทธา เห็นคุณค่า จากมิตรภาพที่อาจารย์ตั้งแต่ท่านอธิการ ด็อกเตอร์ ปริญญาโท ตรี ได้คลุกคลีกับชาวบ้านจนเนียน หลอมใจเป็นหนึ่ง หนึ่งใจที่สัมผัสความจริงแห่งชีวิต

ผศ.สิทธิชัย หาญสมบัติ ท่านอธิการบดี ซึ่งเกษียณอายุไปเกือบสองปี ขณะนี้สภามหาวิทยาลัยไว้วางใจ มอบให้ดำรงตำแน่งอธิการเป็นวาระที่สอง

ท่านอธิการบดียืนยันว่าท่านและอาจารญ์กว่าร้อยคน วิธีคิดเปลี่ยนไป ไปอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตในหมู่บ้าน

บ้านห้วยบง ตำบลป่าเซ่า อ.เมือง อุตรดิตถ์ หมู่บ้านชนบทที่อุดมสมบูรณ์ วัวมากมาย และขี้วัวก็เกลื่อนกลาด ได้กลายเป็น "ห้องเรียน" ของ ด็อกเตอร์ ปริญญาโท ตรี และนักศึกษา โดยมีชาวบ้านและวัวเป็นโจทย์ ยุให้ต้องใช้ปัญญาแก้

แก้เรื่องวัวขี้เรี่ยราด แก้ปัญหาขี้วัวลุล่วง จนวันนี้ ชาวบ้านมองขี้วัวเป็นของทีค่ามีราคา วัวขี้ไม่ทันเลยครับ

พ่อจินดา มาฮวด ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า วัวกว่า 800 ตัว 18 เจ้าของนั้น เคยสร้างความเดือดร้อน เหม็น สกปรก ไร้ระเบียบ เจ้าของวัวต่างตัดราคา ลดแลกแจกแถมขี้วัวแก่ผู้มาขอซื้อ การเป็นเช่นนี้เนิ่นนาน

ผศ.ดร.เจษฎา มิ่งฉาย และทีมงานจากคณะเกษตร แวะไปหมู่บ้าน แนะให้ทำเป็น "สหกรณ์ขี้วัว" รับซื่อขี้วัวจากเจ้าของมากองไว้ ซื้อมากระสอบละ 20 บาท ขาย 25 บาท ตามหลักคิดกำไร-ขาดทุน แค่นี้กำไรเห็นๆ แต๋ก็เจ๊งครับ ไปไม่รอด

ที่เจ๊งเพราะ "ค่าดำเนินการ" สูง การดูแลขี้วัวนับร้อยพันกระสอบที่สหกรณ์นั้นเป็นภาระแบกหาม และความร้อนจากการกองสุมรวมกันนั้น ทำให้กระสอบหลายร้อยใบทะลุ

ชาวบ้านจึงปรับสูตรคิดนักวิชาการ มาเป็นแบบ "บ้านใครบ้านมัน" วัวใคร ขี้กองที่บ้านนั้น กองเรียงชั้นเดียว ไม่สุมกระสอบรวม อย่างนี้กระสอบก็ไม่ร้อนจนทะลุ และ "ค่ายริหารจัดการไ ก็ไม่มากเท่าการสุมรวมที่สหกรณ์ จึงประหยัดต้นทุน ระบซื้อแค่ 18 บาท ขาย 23 บาท ยังได้กำไรกระสอบละห้ายาท แต่ราคาขายลดลงสองบาท ขายดิบขายดี

จนต้องมี "กระบวนการประกันคุณภาพขี้วัว" ขี้วัวต้องแห้ง เบา ตากแดดสามแดดหนรือนานกว่านั้นจึงบรรจุขายได้

ผู้ซื้อมั่นใจ วัวก็ภูมิใจกับการขี้...ว่าไปนั่น

สามปีที่ขี้วัวทำรายได้ให้ชาวบ้าน ขี้วัวยังดึงดูดให้อาจารย์ ด็อกเตอร์ ปริญญาโท ตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์อีกกว่าสิบคน ทะยอยไปเรียนรู้และต่อยอดงาน "ขี้วัว"อย่างนี้ภาษาอังกฤษใช้คำว่า articulate คือ เอาทฤษฎีไปนัวเนียกับความจริง จนเป็น ความจริงที่ชัด ตรง ปฏิบัติได้

 

อาจารย์ปิยวรรณ ปาลาศ ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร เล่าว่า อาจารญ์และสามีพาลูกสาวไปหมู่บ้านนี้ เรียนรู้สนุกเพลิดเพลิน เพราะมิได้ใช้วิชาที่เรียนเป็นตัวตั้ง แต่ใช้ปัญญา และปัญหาของชาวบ้านมาท้าทายว่า ปริญญาตรี โท ด้านวิศวกรรมทางอาหารนั้น แน่ชัดพอจะแก้โจทย์จริงได้เพียงใด

ผมขอพักเรื่องราวของ ผศ.ดร.เจษฎา มิ่งฉาย และ อาจารย์ปิยวรรณ ปาลาศ เท่านี้ก่อนครับ ตัดมาเล่าเรื่องขี้วัวจ่อ

ขี้วัวกลายเป็น "สถาบันการเงิน" ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ 

เปิดเทอม ใครๆ ก็ต้องใช้เงิน สมาชิกสหกรณ์ขี้วัว ต้องการใช้เงิน 900 บาท ก็มาเอาเงินสดไปก่อน แล้วค่อยเอาขี้วัว 50 กระสอบ กระสอบละ 18 บาท มาคืนสหกรณ์ในหนึ่งเดือน

ตอนนี้ชาวบ้านบอกว่า...วัวขี้ไม่ทันเลยขอรับ

โปรดติดตามตอนต่อไป