หลายคนอาจรู้สึกเบื่องานที่ต้องทำซ้ำๆ ทำตามขั้นตอน (ที่องค์กรอาจเรียกไว้อย่างสวยหรูว่า “ทำตามระบบ”) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเอกสาร ต้องเขียนนั่นเขียนนี่ จะทำอะไรสักทีต้องใช้กระดาษ A4 ตั้ง 3-4 แผ่น ตัวอย่างเช่น หน่วยงานบางแห่งจะจ่ายค่าบรรยายก็ต้องให้วิทยากรเซ็นเอกสารหลายที่หลายหน้า โดยที่มักจะอ้างว่าเป็นระเบียบ เป็นข้อบังคับ . . .ผมว่าระเบียบถ้าดูไม่เข้าท่า ก็ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ต้องกล้าแก้ไข ไม่ใช่หรือครับ? ส่วนมากมักจะสวนกลับมาว่า “เปลี่ยนแปลงไม่ได้” เพราะเกินอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ . . . อ้าว! แล้วตกลงเรามีผู้บริหารเอาไว้ทำไมล่ะครับ? . . .
ถ้าผู้ปฏิบัติบอกว่าเกินอำนาจ ก็ต้องปรึกษาผู้บริหารซิครับ . . . แต่ครั้นไปปรึกษาผู้บริหาร ผู้บริหารเองก็กลับบอกว่าไม่มีอำนาจเช่นกัน! ถ้าเช่นนั้นไอ้ที่พูดกันว่า Empowerment เอื้ออำนาจ กระจายอำนาจ ก็เป็น “ของปลอม”ทั้งสิ้นนะซิ เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าหาผู้มีอำนาจไม่เจอ เราก็อย่าเพิ่งพูดกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบ แก้ไขระเบียบกันเลย คงต้องหันมาเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนจะดีกว่า . . . ว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เราเองจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เบื่องานที่ต้องทำเป็นประจำ เป็นงานที่ซ้ำๆ ในลักษณะที่เป็น “Routine”(ผอ. โรงพยาบาลตาคลี คุณหมอประเทือง เรียกงาน Routine ไว้ค่อนข้างสะใจว่าเป็นงาน “รูตีน”)
การบรรยายเรื่อง KM อาจถือได้ว่าเป็นงาน Routine สำหรับผม ถึงแม้จะเป็นงานที่ผมชอบ แต่การพูดเรื่องเดียวกันซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง ก็ทำให้เบื่อได้เหมือนกัน เทคนิคที่ผมใช้เป็นประจำเพื่อสร้าง “ความสด” และทำให้ผมไม่เบื่อในสิ่งที่ทำเป็นประจำนี้ก็คือ . . . การศึกษากลุ่มผู้ฟังให้กระจ่างก่อน แล้วพยายามทำสื่อการสอนที่สะท้อนถึงบริบทของผู้ฟังให้มากที่สุด ถึงแม้เนื้อหาหลักๆ จะเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมก็คือการใส่บริบทของผู้ฟังเข้าไป ทำให้การนำเสนอเป็นเรื่องที่น่าสนใจในสายตาของผู้ฟัง ทั้งๆ ที่ประเด็นหลักๆ ก็ยังเหมือนเดิม
จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ไม่ชอบเรื่องที่จำเจ รู้สึกว่าตนเองเป็นพวกที่เบื่ออะไรง่าย แต่ที่สามารถบรรยายเรื่อง KM ซ้ำๆ ได้ก็คงเป็นเพราะมองกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ฟังในแต่ละครั้งนั้นต่างกันไป มองเห็นว่าแต่ละกลุ่มนั้นมีมุมมอง มีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน ทำให้นึกไปถึงคำพูดที่ว่า “เรามิอาจเห็นแม่น้ำที่ซ้ำกันสองครั้งได้เลย” เพราะในแต่ละครั้งที่เรามองเห็นแม่น้ำนั้น มันไม่มีอะไรที่เหมือนกับครั้งก่อนเลย ทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปหมดแล้ว สายน้ำที่ไหลไปก็ไม่ใช่ของเดิม สิ่งที่ลอยมาก็ไม่เหมือนกัน บริเวณรอบข้าง บริบทต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ผมถามตัวเองว่า . . . แล้วอะไรทำให้เราคิดไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าจำเจ ผมว่าน่าจะเป็นความทรงจำ (การจำได้หมายรู้ที่เรียกว่า “สัญญา”) ที่ทำให้เราดึงอดีตเก่าๆ กลับมา แล้วมองเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสภาวะที่อดีตได้เข้ามาบดบัง “ปัจจุบัน” ทำให้เราไม่เห็น “ความสดใหม่” มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะอดีตได้เข้ามายึดครองพื้นที่ในสมองของเราจนหมดสิ้น ความคิดของเราจมอยู่กับบริบทของอดีต แล้วคิดไปว่ามันคือ “ความจริง” ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียง “ความจำ” เท่านั้น
. . . เพราะความจำจึงทำให้การทำซ้ำกลายเป็นเรื่องที่จำเจ หากเราอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับ “ปัจจุบัน” สิ่งที่เราทำในแต่ละครั้งนั้น ถึงแม้จะดูคล้ายกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่เหมือนกันเลย ผู้ฟัง ผู้รับบริการในแต่ละครั้งก็แตกต่างกันไป ตัวเราเองก็มีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากครั้งที่แล้ว ปัญหาน่าจะอยู่ตรงที่ว่า . . . เราสามารถรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นได้หรือไม่? เรามีสติพอที่จะตามรู้กายใจได้ว่องไวเพียงใด? ถ้ายังทำไม่ได้ (ยังไม่ไวพอ ยังเผลออยู่) . . . อดีตทั้งหลายก็คงเข้ามาครอบงำและทำให้เราคิดไปว่าเรื่องที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ เป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องที่ซ้ำ เป็นเรื่องที่จำเจ เป็นเรื่อง “รูตีน” ไปซะนี่ . . . น่าเสียดาย!!
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ จากแนวคิดการสร้างนวัตกรรม มีแนวคิดหนึ่งที่ว่าองค์กรที่มีโครงสร้างแบบ Formalization และแบบ Standardization จะเป็นองค์กรที่สร้างนวัตกรรมได้ยาก เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีลักษณะไม่ยืดหยุ่นและไม่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ซึ่งจะมาสอดคล้องกับอาจารย์ที่ว่า วันๆ ก็ทำแต่งานRoutine ไม่คิดจะสร้างสรรค์ผลงานหรือทำงานให้ดีขึ้น แต่ประเด็นที่อาจารย์เล่าให้ฟังในวันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงนะคะ เพราะกับงาน Routine ก็ยังไม่อยากทำซะแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นงานที่น่าเบื่อซำซาก ก็เสร็จเลยนะคะ เพราะกลายเป็นแม้งานประจำก็ยังเบื่อ เป็นอันจบข่าวค่ะ
การแปรงฟันก็เป็นงาน Routine แต่ก็จำเป็นต้องทำครับ!!