หายไปนานครับ ที่หายไปเพื่อกลับไปทบทวนหลักปฏิบัติของสติปัฏฐาน 4 ...ไม่ใช่อะไรหรอกครับ กลับไป ออกแบบและพัฒนา www.changhub.com ต่อ ...กำลังทำ ระบบการรายงานผลของ Module KPI&BSC ONLINE และ จัดทำ Project Management Training Online ... กำลังจะคลอดเร็วๆ นี้ครับ ....ใครต้องการจัดระบบการอบรม Online บอกได้เลยน่ะครับ เป็นการสร้างองค์ความรู้เพื่อการอบรมทางไกล "อย่าให้ความรู้ของตนสูญหายครับ" หมายเหตุ ต้องเป็นความรู้รวบยอดเท่านั้นน่ะครับ ความรู้ที่อ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที ประเภท Best Practice ที่ถูกจัดระบบแล้ว

เล่าความเดิมกันก่อน สติปัฏฐานสี่ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วเราจะประยุกต์มาใช้กับหลักการบริหารจัดการได้อย่างไร? เราจะประยุกต์ได้เมื่อเราเข้าใจในนิยาม เข้าใจในความหมายของ กาย เวทนา จิต ธรรม ตลอดจน สติ


...ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นหลักของการวิเคราะห์ วิจัยครับ ธรรมดามาก เวลาคุณจะทำงานวิจัยหรือเขียนรายงานวิจัย คุณจะต้องไปศึกษานิยามก่อนใช่หรือไม่ คุณจะต้องไปค้นคว้าคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใช่หรือไม่? นี่คือหลักการเขียนงาน (ข้อนอกเรื่องหน่อยน่ะครับ เพราะว่าถ้าผู้อ่านเข้าใจในสิ่งที่กล่าวต่อไปนี้ และกลับไปทบทวนวิชาการวิจัย คุณก็จะทราบว่า หลักการบริหารจัดการ หลักการเขียนบทความ หลักการทำงานหรือแม้นแต่การแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตามจะมีลำดับตามคล้ายกระบวนการวิจัย .... ใครไม่รู้ให้ไปศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบกันดู .....แม้นแต่การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การวางแผน การสร้างสรรค์ การสร้างกระบวนการ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ จะต้องค้นคว้าและทำนองเดียวกันการแก้ปัญหา ให้สำเร็จจริงจะต้องเกิดขึ้นจากการวิจัยหาความจริงก่อนเท่านั้น )....ว่าง ๆ ผมจะมาเล่าถึงเรื่องนี้อีกที เพราะเห็นว่าคนไทยบ้าเห่อ เครื่องมือบริหารใหม่ ๆ จากต่างชาติ กันเยอะ เกินไป ...เปรียนเหมือนอะไร? ....ถ้าเราจะปีนต้นไม้สักต้นให้ถึงยอด เราควรเลือกกิ่งที่เป็นหลักที่แข็งแรงเอาไว้ก่อน ถ้าเราปีนกิ่งนั้นที ปีนกิ่งนี่ที แล้วเมื่อไหร่ เราจะไปถึงยอดเสียทีล่ะครับ คุณว่าจริงมั้ย...

เรามาต่อ...เรื่องใน Topic กันต่อครับ.... ผมจะเปรียบให้เห็นกันเลยน่ะครับ สติปัฎฐานสี่กับหลักการบริหารจัดการเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้ยืดยาว

1. เฝ้ามองดูกาย หมายถึง การมองดูการปฏิบัติที่เกิดจากการเฝ้ามองดูในระดับ Operation Management เฝ้ามองดูทุกอริยบทของกาย เฝ้ามองดูทุกลมหายใจ หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าให้สร้าง KPI เพื่อติดตามทุกกิจกรรม สร้าง KPI เพื่อติดตามทุกงานที่เกิดขึ้น

ทำไมต้องเฝ้ามองที่ระดับ Operation Management Level เป็นสิ่งสำคัญ  เพราะระดับนี้เป็นระดับที่มีความใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการหรือลูกค้าหรือประชาชน  ความพอใจหรือไม่พอใจอยู่ที่ลูกค้า เพราะลูกค้าจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับหน่วยงานในระดับ Operation    ทำนองเดียวกันการพิจารณากายในกาย จึงเป็นกรรมฐานพื้นฐานที่ทุกคนจักต้องนำมาพิจารณา

 


2. เฝ้ามองดูเวทนา หมายถึง การมองดูความชอบ ความไม่ชอบ ความรู้สึกเฉยๆ หรือจะกล่าวอีกนัยคือ การบริหารความขัดแย้ง การบริหารความพึงพอใจ 360 องศา นั้นเอง ซึ่งจะต้องมีการวัดผลหรือตรวจสอบ จากการวิจัยความจริง เมื่อเรารู้ว่าเกิดเวทนาเราก็กำหนดตามดู ถ้าเทียบเป็นหลักของการบริหาร   คือให้ปฏิบัติตาม อริยสัจ 4 คือ มองเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  ตามหลักของการบริหารบ้านเมืองคือการบริหารความสุขของประชาชน  ที่ไหนมีทุกข์จะต้องรีบเร่งตรวจสอบว่าอะไรคือสาเหตุแห่งทุกข์ของประชาชน  เช่น ทำไมประชาชนชอบย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมือง  ประชาชนเป็นทุกข์ร้อนเรื่องอะไร จึงย้ายเข้ามาในเมือง  สาเหตุสำคัญคือประชาชนไม่มีที่ดิน ไม่มีน้ำ เพื่อประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพ ( ถ้ามีดิน มีน้ำ จักไม่มีคำว่าอดตายอย่างเด็ดขาด....!   ในหลวงเราทรงคิดค้นการจัดการดิน การจัดการน้ำ มานานมากแล้ว  แต่นักการเมืองยังคงไม่เข้าใจความสำคัญที่ในหลวงทรงคิดค้น ... จะจัดการเรื่องความยากจนต้องทำอย่างไร? ...บางคนคิดว่าส่งเงินไปให้ซิ....บางคนคิดว่าลดหนี้ซิ ....บางคนคิดว่าพักชำระหนี้ซิ.... ปัญหาของการอพยพของคนจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ อีกมากที่แก้ไขไม่หมดสักที  )      ตัวอย่างที่ยกมาเห็นว่า ...การเฝ้ามองดูเวทนาจึงมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของระบบด้วยเช่นกัน

3. เฝ้ามองดูจิต หมายถึง การเฝ้ามองสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรู้สึกนึกคิด ความคิดเฟ้อฝัน ความฟุ้งซ่าน เป็นต้น ซึ่งเปรียบเสมือน การกำหนดนโยบายการบริหารที่ดี การกำหนดนโยบายบริหารที่ไม่ดี บางครั้งนโยบายก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งไป ทำนองเดียวกัน เราก็สามารถสร้าง KPI เพื่อใช้ในการวัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายได้เช่นกัน แต่การวัดครั้งนี้จะต้องประกอบด้วย BSC หรือการวัดเพื่อกำหนดความสำเร็จด้วย

4. เฝ้ามองดูธรรม หมายถึง การเฝ้ามองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เท่านั้น อดีตเป็นบทเรียน ทำปัจจุบันให้ดี จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตไปในทางที่ดี ถ้ากล่าวในทางปฺฏิบัติธรรม การเกิดปัญญาหมายถึง 'รู้หนอ' ในเชิงการบริหารจึงหมายถึงการเรียนรู้สิ่งที่ดี และการวิเคราะห์สิ่งที่ดี จะสามารถตอบได้ทันทีว่า การปฏิบัติหรือกิจกรรมที่กำลังจะทำดี การกำหนดนโยบายที่กำลังจะทำนั่นดี จึงทำให้ลดความขัดแย้ง สามารถสร้างสิ่งที่น่าพึงพอใจได้   เมื่อระบบเห็นว่าเป็นสิ่งเลยร้ายมีผลกระทบด้านไม่ดี จะต้องเร่งแก้ไขทันที ไม่มีเดี๋ยว  

ทำนองเดียวกัน การบริหารเพื่อกำจัดคอร์รับชั่นทำอย่างไร  วิธีการแก้ไขคือการจับตามองให้เห็นเสียก่อนว่า ขณะนี้มีคนจับตามองพฤติกรรมของคุณอยู่นะ ทุกกิจกรรม  มีคนติดตามและวิเคราะห์อยู่นะ 

  • เราจะต้องสร้าง KPI (กำหนดสติ) ติดตามทุกกิจกรรม
  • เราจะต้องสร้าง KPI (กำหนดสติ) ติดตามงานทุกงานที่เกิดขึ้น
  • เราจะต้องสร้าง KPI (กำหนดสติ) ติดตามแผนทุกแผน นโยบายทุกนโยบาย
  • เราจะต้องสร้าง KPI (กำหนดสติ) ติดตามความขัดแย้ง ติดตามความพึงพอใจ 360 องศา

ความทุกข์เป็นธรรม   ความเวทนาเป็นธรรม   ทำนองเดียวกัน เมื่อเรารู้ว่ามีที่ไหนมีความขัดแย้ง ที่ไหนมีความไม่พึงพอใจ เกิดขึ้นนั่นหมายถึงความรู้หรือธรรมเกิดขึ้นในระบบแล้ว  เพราะเราสามารถจัดการให้ระบบสามารถกำหนดรู้และแก้ไขสิ่งที่ขัดแย้งออกจากระบบได้ หรือ แก้ไขปรับปรุงระบบให้สอดคล้อง ความต้องการที่แท้จริงในระบบได้


เราจะต้องมีตัวรู้แห่งสติ ตัวรู้แห่งสติจึงหมายถึง องค์การกลางในการตรวจสอบติดตาม KPI ทุกชนิด ที่เกิดขึ้น เป็นองค์การที่คอยบอกคอยเตือนว่า 'ฉันรู้น่ะเธอกำลังทำอะไรอยู่' เป็นองค์การกลางที่จะต้องสร้างปัญญา เสมือนสะสมความรู้ วิเคราะห์ปัญหาและสร้างเครื่องมือเพื่อเป็นระบบเตือนภัย สร้างความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้น โดยมีระบบที่สามารถตอบได้ทันทีว่า ดี ไม่ดี คุ้ม ไม่คุ้ม เหมาะ ไม่เหมาะ  และนอกจากนี้ยังสามารถวัดผลความสำเร็จของกิจกรรม ของนโยบาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นทุกฝ่ายได้

การกำจัดกิเลส(แห่งตน ) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน เท่านั้น เราไม่สามารถกำจัดกิเลสได้เกิดขึ้นเพราะธรรมวินัย

การกำจัดคอรรับชั่น จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง ตัวชี้วัดให้ครอบคลุม มีระบบการประเมิน มีระบบการวิเคราะห์ มีการสร้างความรู้ใหม่ มีการสร้างระบบเตือนภัย เราไม่สามารถกำจัดคอร์รัปชั่น เพราะกฎระเบียบหรือกฎหมาย (ประวัติศาสตร์มีให้ดู ให้เห็นอยู่แล้ว เพราะบ้านเรามีศรีธ... เยอะ)

สิ่งสำคัญสุดท้ายของการกำจัดกิเลสคือ การติดตามความบริสุทธิ์ของใจ ความผ่องแผ้วของใจ ความเบิกบานของใจ ใจที่ปกติ (ไม่สุข ไม่ทุกข์ หรืออุเบกขา) ในเชิงการบริหารหมายถึง การติดตาม พฤติกรรมของมนุษย์ การรักษาใจมนุษย์ การสร้างเสถียรภาพความเป็นมนุษย์ในองค์การ ในประเทศนั้นๆ ให้มีการพัฒนาจิตใจที่ดีงาม

งานที่รัฐบาลควรจะทำ

  • รีบเร่งสร้างสติ ( ระบบเฝ้าดูการปฏิบัติ, ระบบวัดระดับความพึงพอใจ, ระบบวัดระดับความสำเร็จนโยบาย และระบบประเมิน+ประมวลผล  การสร้างความรู้ใหม่เชิงบูรณาการและระบบเตือนภัยต่างๆ )
  • พิจารณาองค์การกลาง ใครจะเป็น ตัวรู้แห่งสติ
  • การพัฒนาจิตใจของมนุษย์ ในครอบครัว ในองค์การ และในประเทศ
  •  ตัวแบบข้างต้น  ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองดู  สามารถทำได้จริงหรือไม่   ถ้าอยากรู้ว่าได้จริงหรือไม่ต้องลองปฏิบัติดู เท่านั้น ไม่มีอะไรสำเร็จได้ด้วย การคิดเพียงอย่างเดียว