วันที่ 28 พฤษภาคม 2550
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่สี่ของการอยู่ที่สิงคโปร์ และเป็นจันทร์ที่สามที่ได้เริ่มทำงานที่ KKH ผมบอกลูกว่าคงเหลืออีก 21 สัปดาห์พ่อก็ได้อยู่บ้านถาวรแล้ว การนับถอยหลังในบางครั้งให้ความรู้สึกดีกว่า ว่าไหม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้ช่วงเช้าน่าจะว่าเพราะครูลีลาหยุด ดังนั้นคลินิกจึงปิดในตอนเช้า แต่ผมไม่ยักกะว่างดังใจนึก เพราะว่าต้องเริ่มทำการทบทวนเกี่ยวกับการทำวิจัยที่ครูลีมอบหมายให้ทำ 2 เรื่อง นี่ยังไม่นับที่ครูหาญให้ทำอีก 1 เรื่องนะครับ ครูลีพูดเหมือนง่ายมากที่จะเริ่มทำ แต่เมื่อผมไปหาผู้ช่วยวิจัย คุณไอชิง (ผู้น่ารัก) เธอก็มอบเอกสารมาให้ผมปึกใหญ่ บอกว่าผมต้องกรองอะไรอีกมากเลย คราวนี้ผมตาค้างเลยครับ เพราะว่าเอกสารที่ต้องกรอกนั้นก็คือด่านอรหันต์เช่นเดียวกับ ethic committee แบบที่ม.อ.นั่นเลย ดังนั้นตลอดช่วงเช้าผมจึงง่วนอยู่กับการอ่านทั้งเอกสารและเริ่มทบทวนวรรณกรรม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เที่ยงวันนี้มีนัดกับ Jessica เพื่อที่จะไปเปิดบัญชีธนาคารเสียที เธอก็ยังน่ารักเหมือนเดิม ที่อุตส่าห์พาผมกับ Fernandi ไปที่ธนาคาร คราวนี้เธอได้คุยกับผู้จัดการเลยว่า เราอยู่ในหน้าที่การงานอย่างไร green card ที่ผมได้มาจากกระทรวงแรงงาน (MOM) นั้นมีความสำคัญที่สุดที่จะบอกธนาคารว่านี่คือการจ้างงานชนิดหนึ่ง แม้ว่าจะเป็น training visit pass (TVP) ก็ตาม คุณเจ้าหน้าที่สองคนที่เจอเมื่อสัปดาห์ก่อนจึงเข้าใจ (จะไม่เข้าใจได้อย่างไร ก็เพราะ Jessica ไปคุยกับผู้จัดการเลยนู่น) เธอได้แจ้งให้ธนาคารทราบว่าโครงการนี้จะมีอีกนาน ดังนั้นธนาคารจะต้องเจอแบบพวกเราทุก 6 เดือน ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยไปอีกเรื่องหนึ่ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> สุกี้บอกผมว่าเจ้าของห้องเขาต้องการเงินมัดจำ เพราะว่าเพื่อร่วมบ้านอีกคนหนึ่งเขาต้องการจะเอาเพื่อนมาอยู่แทน แต่สุกี้จองให้ผมก่อนแล้ว ดังนั้นผมต้องมัดจำเพื่อความมั่นใจก็แค่ 200 เหรียญ (เท่านั้น ..เฮ้อ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กว่าเราจะเสร็จเรื่องธนาคารก็อีก 10 นาทีบ่ายสองโมง ดังนั้นจึงอดกินข้าวเที่ยง เพราะต้องไปที่คลินิก วันนี้บ่ายจะต้องอยู่กับครูหาญ แต่จนแล้วจนรอดเกือบ 3 โมงท่านก็ยังมาไม่ถึง ผมจึงช่วยตรวจพลางๆและท่านก็มาพอดี แต่เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันครูรอยกำลังจำเริ่มผ่าตัด และไม่มีคนช่วย จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้เข้าไปช่วยท่าน อีกอย่าง ผมตรวจคนไข้ช้าเหลือกำลัง เดือดร้อนครูหาญต้องไปตามสุกี้มาช่วยตรวจ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การช่วยผ่าตัดวันนี้สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมากทีเดียว ครูรอยเป็นปิยอาจารย์อย่างมาก เพราะท่านสอนจริงๆ สอนโดยไม่เคยหงุดหงิด ผมได้ช่วยผ่าตัดประมาณ 50% เลยทีเดียว เรียกว่าสอนทุกขั้นตอน กระทั่งการเขียนบันทึกการผ่าตัดและกรสั่งการรักษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การผ่าตัดเสร็จราว 18.30 น. เดินกับไปที่สำนักงาน เพื่อนๆ fellow และครูหาญก็ยังคงนั่งทำงานกันอยู่ กว่าจะเริ่มทยอยกันกลับก็ทุ่มหนึ่งนั่นแหละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ข้อคิดที่ได้รับในวันนี้ เกิดจากการที่ได้รับการสอนผ่าตัดจากครูรอย ผมไม่เคยได้รับการสอนอย่างนี้มานานแล้ว เพราะตั้งแต่เป็นอาจารย์แพทย์ก็ต้องสอนคนอื่นเรื่อยมา มาเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วก็ยังนับว่าแตกต่างกันมาก ผมสอนไม่เก่งขนาดนี้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า เราอาจจะไม่รู้จริง รู้ไม่ลึก ความมั่นใจในการผ่าตัดแต่ละครั้งจะไม่มากเท่าอาจารย์ท่านนี้ อีกทั้งการควบคุมอารมณ์ของท่านนั้นสุดยอดจริงๆ เพราะผมไม่เคยได้ยินเสียงถอนหายใจของท่านเมื่อเราทำพลาดเลย หากครูแพทย์หลายๆคนสามารถทำได้แบบนี้ ครูรุ่นใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดี ครูรุ่นน้อยเห็นตัวอย่างที่ดี ปฏิบัติตามทางที่ดี อานิสงค์ก็จะตกแก่ลูกศิษย์เป็นอย่างแน่แท้
ดีใจด้วยครับที่เจอตัวอย่างที่ดี
ท่านรู้ข่าวหาดใหญ่ระเบิด ๗ จุดหรือยัง สิงคโปร์คงประโคมข่าวน่าดู
รู้เมื่อคืนครับ ใจหายมากเลย
ที่สิงคโปร์ไม่มีใครสนใจข่าวนี้เลยครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมอยู่แต่ที่โรงพยาบาล และคนในโรงพยาบาลเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
ไม่มีใครในหมู่พวกเราเป็นอะไรใช่ไหมครับ
วันนี้ได้ข่าวว่าโรงพยาบาลเราเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นอีก ที่เห็นชัดคือการที่จะต้อง scan ลายนิ้วมือก่อนเข้าห้องผ่าตัด เดือนธันวาคมผมคงไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดแน่ๆครับ ฮา
บ้านเราระเบิดหาง่ายดีนะครับ นำเข้าง่ายจริงๆ ชีวิตคนดูเหมือนมีราคาค่างวดไม่เท่าไหร่ แค่กดปุ่มก็เด็ดชีพไปได้แล้ว
มานึกถึงที่สิงคโปร์ เข้าเมืองก็ค้นอย่างละเอียดยิบ บางครั้งเดินมาดูในรถบัส รถไฟฟ้า เดินไปไหนก็รู้สึกปลอดภัย (แต่อาจารย์ว่าน่าเบื่อมิใช่หรือ) เคยเดินไปขึ้นรถบัสตอน 4 ทั่มกว่า ผ่าทางเดินมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่กลัวคนเลย กลัวผีอย่างเดียว