สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ท่านเคยเทศนาไว้ และพอจะสรุปได้ว่า มนุษย์มีหลายประเภท

     มนุษย์กลุ่มที่ 1 “ร่างกายนั้นก็เป็นคนเป็นมนุษย์ แต่ภูมิพื้นทางจิตใจนั้นไม่เป็นคนไม่เป็นมนุษย์ก็ได้ ในเมื่อปฏิบัติประกอบอกุศลกรรมต่าง ๆ ไปตามอำนาจของกิเลส” กลุ่มนี้มีอยู่ 3 ประเภท คือ

          ประเภทที่ 1 คือ มนุสเนริยโก เป็นมนุษย์ ที่มีร่างกายเป็นคนแต่ว่าภูมิพื้นฐานทางจิตใจนั้นเป็นสัตว์นรกเพราะประกอบกรรมที่เป็นบาปอกุศลด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอย่างแรง

          ประเภทที่ 2 คือ มนุสเปโต เป็นมนุษย์ ที่มีกิเลสและกรรมที่กระทำเปลี่ยนภูมิพื้นของจิตใจให้เป็นเปรตที่มีความหิวกระหายอยู่เสมอ

          ประเภทที่ 3 คือ มนุสเดรัจฉาโน เป็นมนุษย์ ที่มีกิเลสและกรรมที่กระทำปราศจากหิริโอตตัปปะเหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉาน

     มนุษย์ที่กลุ่มที่ 2 เป็นมนุษย์ที่อยู่ระหว่างการขัดเกลาจิตใจ ให้ไม่ไหลตกไปในอำนาจกิเลส กำลังยกตัวให้ข้ามพ้นจากสัตว์นรก เปรต และสัตว์เดรัจฉาน มีประเภทเดียว คือ

          ประเภทที่ 4 คือ มนุสมนุสโส ตั้งอยู่ในศีลธรรมตามปกติ

     ส่วนมนุษย์กลุ่มที่ 3 เป็นมนุษย์ที่ผ่านการขัดเกลาจิตใจแล้ว ปฏิบัติประกอบแต่กุศลกรรมต่าง ๆ ไม่ตกไปตามอำนาจของกิเลส กลุ่มนี้มี 2 ประเภท คือ

          ประเภทที่ 5 คือ มนุสเทโว เป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะ มีสุกกะธรรมที่ขาวสะอาดทั้งทางกายวาจาใจ

          ประเภทที่ 6 คือ มนุสอริโย เป็นมนุษย์ที่บรรลุอริยธรรมแล้ว

     ความเป็นมนุษย์ทั้ง 3 กลุ่ม 6 ปรเภทนี้ เราผู้เป็นปุถุชนคนธรรมดา พึงรักษาให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 ประเภทที่ 4 คือ มนุสมนุสโส ซึ่งต้องตั้งอยู่ในศีลธรรมตามปกติ และความไม่ประมาทในชีวิต คือไม่ประมาททั้งการคิดและการปฏิบัติ

     หมายเหตุ: เป็นข้อมูลที่เตรียมไว้เป็นวัตถุดิบในการเทศนาช่วงเข้าพรรษา (แทนตาหลวง) เมื่อครั้งบวชอยู่ที่วัดโตนด ช่วงปี 2536