นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำร่างแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม ปี 2550-2554 ว่า รัฐบาลได้มุ่งจัดทำยุทธศาสตร์ 4 เรื่อง ได้แก่ การเก็บภาษีทรัพย์สิน การเก็บภาษีมรดก การเก็บภาษีส่งเสริม  การให้และอาสาช่วยเหลือสังคม และการปรับรูปแบบการบริหารงานของกองทุนประกันสังคมเป็นองค์การมหาชน เพื่อให้สังคมมีการพึ่งพาตนเองอย่างพอเพียง และมีความเข้มแข็งนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การพัฒนาแผนแม่บทการเงิน การคลังเพื่อสังคม ตามที่นายไพบูลย์ เสนอการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนระดับฐานราก ที่ให้มีการผลักดันใช้ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก และมาตรการผ่อนปรนภาษีสาธารณประโยชน์และการบริจาค รวมทั้งพัฒนากองทุนประกันสังคม กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาต่อไป แต่การดำเนินการในเรื่องใดนั้น จะต้องพิจารณาถึงสาธารณประโยชน์ด้วย  ในส่วนของการบริจาคน่าจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นเมื่อมีแรงดึงดูด เพราะสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษี และกำลังพิจารณาองค์กรที่ยังไม่เข้าในการลดภาษีจากเงินบริจาค ซึ่งกำลังพยายามขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น แต่การขับเคลื่อนนโยบายทางสังคม ด้วยมาตรการด้านการเงินการคลัง ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยคำนึงถึงสาธารณประโยชน์ซึ่งต้องระดมความคิดเพิ่มเติมจากทุกฝ่ายสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ 5% จากความเชื่อมั่นของภาคเอกชน       ที่เริ่มฟื้นตัว เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจในเดือนเมษายน ของปีนี้เริ่มดีขึ้น ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัวกลับมา เพราะการส่งออกขยายตัวถึง 18% และการนำเข้าเริ่มขยายตัวเร็วขึ้นจากการนำเข้าวัตถุดิบที่มีการขยายตัว ในอัตราสูงสุดในรอบ 22 เดือนที่ผ่านมา   ส่วนการทบทวนการปรับเป้าหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 เพื่อจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มขึ้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องให้ทั้ง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอผลสรุปที่ชัดเจนให้พิจารณานายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สศค. กล่าวว่า จะเสนอเพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณปี 2551 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา โดยจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านบาท หรือ 170,000 ล้านบาท จากกรอบการขาดดุลเดิมจำนวน 120,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมอีกจำนวน 45,000-50,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มงบลงทุนในการก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยสัดส่วนงบลงทุนต่องบประมาณ        ไม่ควรต่ำกว่า 25% ของงบประมาณทั้งหมด เพื่อให้อยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังบ้านเมือง  แนวหน้า  โพสต์ทูเดย์  กรุงเทพธุรกิจ  สยามรัฐ  26  พ.ค.  50