ณ วันนี้ สวัสดิการชุมชนแบบเดิมยังคงมีอยู่ในบางหมู่บ้าน แต่เป็นกองทุนเล็กๆ ที่ยังคงเป็นที่พึ่งได้สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยมีญาติพี่น้องหรือไม่มีคนค้ำประกันให้ หรือบางคนที่เข้าไม่ถึง เช่นคนที่ไม่มีบัตรประชาชน

ช่วงปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมทบทวนประสบการณ์การจัดสวัสดิการชุมชนสำหรับชนเผ่าบนดอย ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นชนกลุ่มน้อยจากประเทศพม่าที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำกินในประเทศไทยหลายสิบปีแล้ว

องค์กรที่ดำเนินการนี้ ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องชนเผ่าในพื้นที่นี้มากว่า ๒๐ปีแล้ว โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชน พร้อมๆกับร่วมจัดสวัสดิการให้ครอบครัว ในรูปแบบต่างๆ เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารกระบือธนาคารสุขภาพ กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน และทุ่งนาส่วนรวม เป็นต้น

โดยแต่ละโครงการ จะให้ชาวบ้านร่วมกันสบทบเงิน หรือข้าว เข้าส่วนรวมคนละเท่าๆ กันตามจำนวนที่ตกลงกันในแต่ละหมู่บ้าน ได้จำนวนรวมเท่าไรทางองค์กรจะสบทบเพิ่มจำนวนเท่านั้น เพื่อเป็นกองทุนประเภทต่างๆของชุมชนดังที่กล่าวมาแล้ว โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีคณะกรรมการที่ชาวบ้านเลือกกันเองเพื่อบริหารและติดตามงานโดยเฉพาะ มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย รูปแบบการยืมคืนการติดตามหนี้ หรือการจัดการการใช้ประโยชน์ต่างๆ กันเองในแต่ละหมู่บ้านโดยเจ้าหน้าที่ขององค์กรนี้จะช่วยให้คำปรึกษาเป็นระยะ

จากผลการดำเนินงาน ในแต่ละหมู่บ้านแตกต่างกันไปบ้างแต่โดยส่วนใหญ่ได้ผลดีและมีส่วนร่วมกันอย่างดีในช่วงเริ่มต้นบางหมู่บ้านที่มีวินัยก็มีเงินกองทุนเพิ่มมากขึ้นแต่หมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีการสมทบเพิ่มเติมเข้ากองทุนจึงเป็นเพียงกองทุนขนาดเล็กที่เพิ่มเติมขึ้นจากดอกเบี้ยเท่านั้นแต่ยังพอเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนได้อยู่พอสมควร

แต่เมื่อช่วงนโยบายประชานิยมเข้ามา มีเงินกองโตให้หมู่บ้านละล้าน มีสวัสดิการด้านสาธารณสุข ชาวบ้านก็พากันไปฝากชีวิตทั้งหมดไว้ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง การลงทุนเพาะปลูก การเจ็บไข้ได้ป่วย การส่งลูกเรียนหนังสือ การสร้างบ้าน หรือแม้แต่การซื้อมอเตอร์ไซด์ ทีวี ใหม่ๆ หรือการกู้ยืมเงินไปทำงานต่างประเทศ มีการกู้เงินจากกองทุนโน้นไปใช้หนี้กองทุนนี้ เป็นงูกินหางเหมือนที่หลายชุมชนประสบ

ณ วันนี้ สวัสดิการชุมชนแบบเดิมยังคงมีอยู่ในบางหมู่บ้าน แต่เป็นกองทุนเล็กๆ ที่ยังคงเป็นที่พึ่งได้สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยมีญาติพี่น้องหรือไม่มีคนค้ำประกันให้ หรือบางคนที่เข้าไม่ถึง เช่นคนที่ไม่มีบัตรประชาชน เป็นต้น  แต่สำหรับบางหมู่บ้านก็ล้มเลิกไป ทั้งด้วยปัญหาของคณะกรรมการบางชุดที่เอื้อประโยชน์แต่ญาติพี่น้องของตน  มีหนี้สูญ หรือแม้แต่ปัญหาการไม่มีคนยอมเข้ามาเป็นคณะกรรมการฯ (บางหมู่บ้านไม่มีคนวัยทำงาน เพราะเข้าไปทำงานในเมืองกันหมด)

รูปแบบสวัสดิการชุมชนบนดอย (สำหรับพื้นที่นี้) อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามวิถีชีวิตและปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ที่สำคัญคงต้องอยู่ที่การเห็นประโยชน์ของชาวบ้านเอง ซึ่งอาจเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก ในยุคที่ความเป็น "ปัจเจก" เริ่มเข้ามาแทนที่วิถีที่เคยเกื้อกูลกันแบบชุมชนชนเผ่าในอดีต