ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้สรุปตัวเลขการขาดดุลงบประมาณปี 2551 เสร็จแล้ว โดยเสนอให้ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านบาท หรือ 170,000 ล้านบาท จากเดิมที่มติ ครม. เมื่อ ม.ค.ที่ผ่านมา กำหนดกรอบการขาดดุลไว้ 120,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีภาระการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 25,000-30,000 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2551 ที่ตั้งไว้ 1.635 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝังของรายได้ที่ตั้งไว้ที่ 1.515 ล้านล้านบาทนั้น คาดว่ากรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2550 ต่อเนื่องถึงปี 2551 ยังไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากการลงทุนและการบริโภคของประชาชนลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ สศค.คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2551 น่าจะเติบโตสูงสุดไม่เกิน 5%             สำหรับการตั้งงบประมาณปี 2551 ขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 45,000 ล้านบาท หรือ 50,000 ล้านบาท จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง ว่าจะเลือกการขาดดุลเพิ่มขึ้นในจำนวนใด ก่อนที่จะหารือกับสำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายโฆสิต ปั้นเปี˜ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม ในวันที่ 28 พ.ค. 2550              ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.เมื่อ 22 พ.ค.2550 สำนักงบประมาณได้ปรับลดงบลงทุนต่ำกว่าข้อตกลงเดิมที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เสนอให้ ครม.พิจารณาเมื่อเดือน ม.ค. ที่กำหนดให้งบลงทุนมีสัดส่วน 25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด  แต่ล่าสุดสำนักงบประมาณลดสัดส่วนงบลงทุนเหลือเพียง 24.2% ในระดับเดียวกับงบประมาณปี 2550 หรือ 374,648 ล้านบาท ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด โดยงบลงทุนในปีงบประมาณ 2551 ที่ลดลงนั้น มีสาเหตุมาจากสำนักงบประมาณได้โยกงบลงทุนบางส่วนไปเป็นงบลับทางทหาร และเพิ่มเข้าไปเป็นงบรายจ่ายประจำของกระทรวงกลาโหม ทำให้งบลงทุนหายไป 0.8% หรือคิดเป็นวงเงินที่ลดลง 13,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% เท่าเดิม. ไทยรัฐ,มติชน  25  พ.ค.  50