เตือนภัยเศรษฐกิจซบ ส่อวิกฤติเท่าปี 40 ประชาชนรายได้ขาดมือ หันกู้หนี้นอกระบบพุ่ง ดันหนี้ครัวเรือนเฉียด 1.4 แสนบาทต่อครัวเรือน ภาระผ่อนส่งสูงขึ้น แต่ไม่ร้ายแรงขั้นชักดาบ นักวิชาการจี้รัฐเร่งเบิกงบค้างท่อใส่ปากท้องประชาชน คลังเขย่า กนง.ลดดอกเบี้ยได้อีก ด้า/*นไทยพาณิชย์-นครหลวงไทยเริ่มลดดอกกู้แล้ว เอกชนชี้เดินถูกทาง เชื่อเศรษฐกิจไตรมาส 3 เริ่มฟื้นแน่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนของประชาชนในปี 2550 ขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยหนี้สินเฉลี่ยปี 2549 อยู่ที่ 116,840 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มเป็น 134,190 บาทต่อครัวเรือนในปี 2550 หรือเพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 18,000 บาท ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2550 มาอยู่ที่ 31.69% เพิ่มจากระดับ 29.09% ปี 2549 นอกจากนี้ ที่น่ากังวลคือการใช้จ่ายของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมีรายได้ 10,000-20,000 บาทต่อเดือน มีการกู้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ซื้อสินค้าคงทน เนื่องจากรายได้กับค่าครองชีพไม่สมดุลกัน นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ประชาชนหันไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบปี 2550 เพิ่มเป็น 37% จาก 26% ในปี 2549 ขณะที่สัดส่วนหนี้ในระบบปี 2550 ลดเหลือ 63% จาก 74% ในปี 2549 ส่วนการผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มจากเดือนละ 4,917 บาทในปี 2549 เป็นเดือนละ 6,539 บาทในปี 2550 “สถานการณ์ก่อหนี้ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่าใช้เงินเดือนชนเดือน ที่สำคัญ หากไปดูตัวเลขกู้ยืมนอกระบบพบว่ามีสัดส่วนที่สูงขึ้นจากปีก่อนมาก เนื่องจากเวลาเกิดเศรษฐกิจซบเซา ธนาคารพาณิชย์ปล่อยยากขึ้น หนี้นอกระบบก็จะกลับมา” นายธนวรรธน์กล่าวและว่า รัฐบาลจะต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อให้ได้ตามเป้าหมายภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อไปกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน ทำให้คนรู้สึกว่าเงินไม่ขาดมือ อย่างไรก็ตาม แม้การก่อหนี้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติที่จะไม่มีการคืนหนี้ จนกลายเป็นหนี้เสีย เพราะส่วนใหญ่ยังชำระหนี้จากแหล่งเงินกู้อยู่ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นการบริโภคและภาวะเศรษฐกิจให้กลับมาทันไตรมาส 3 หากแก้ไขไม่ได้เศรษฐกิจจะโตต่ำกว่า 3.5% ได้ รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า หากอุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวต่อเนื่อง การปรับลดดอกเบี้ยโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงอีกก็สามารถทำได้นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ระบุว่า ธนาคารได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% และเงินฝาก 0.50% มีผลตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2550 ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนได้ ด้านธนาคารนครหลวงไทยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.25% ลดดอกเบี้ยเงินฝาก และตั๋วแลกเงินลง 0.25 -0.50% นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฝ่ายเศรษฐกิจกล่าวว่า หลังการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.50% น่าจะส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจไตรมาส 3 กลับมาฟื้นตัวได้ เพียงแต่ต้องดูว่าจะมีแรงขับเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน “คิดว่ามาถูกทางแล้ว และเชื่อว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้น และยังสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศกลับมาได้ด้วย” นายนิพนธ์กล่าว นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ คณะกรรมการ ธปท.ระบุว่า การเมืองเป็นปัจจัยลบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่าปัจจุบัน หวังว่าหลังวันที่ 30 พ.ค. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคการเมือง ทุกอย่างน่าจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ไทยโพสต์,โพสต์ทูเดย์ 25 พ.ค. 50</p>
ศก.ซบเงินขาดมือแห่กู้หนี้นอกระบบ ส่อวิกฤติปี 40 จี้รัฐเร่งเบิกงบ เอกชนยาหอมไตรมาส3'ฟื้น'
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ทหารน้อย เจ้าคารม · 25 พ.ค. 2550
ทหารน้อย เจ้าคารม · 25 พ.ค. 2550
วรรธนชัย ๏(。◕‿◕。)๏ ♫ ♬ ♪ ♩ ♭ · 25 พ.ค. 2550
โรงพยาบาลบ้านหมี่ · 25 พ.ค. 2550
susan · 25 พ.ค. 2550