มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ผมไม่อยากจะมองข้าม...

ช่วงหลายวันที่เหินห่างและเงียบงันไปจากโลกแห่งการเรียนรู้ใบนี้ -  ผมและผู้นำองค์กรนิสิตร่วม  40  คน   เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ  อาทิ   ม.รังสิต,  ม.ศิลปากร, ม.เกษตรศาสตร์  (กำแพงแสน)   และ ม.บูรพา

 

ผมบอกกล่าวกับนิสิตที่เดินทาง (จริง ๆ คือย้ำคิด ย้ำบ่น)  ครั้งนี้ในทำนองว่า  นี่คือ  กระบวนการเดินทางไปสู่การเรียนรู้โลกภายนอก  เป็นการเรียนรู้เพื่อให้เราได้ "เข้าใจ"  ใน  "ตัวตน"  ของเราเอง  ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้และเข้าใจในความเป็นสถาบันของตนเอง ...

 

บางที   ถ้าเรายังคงย่ำเพลินอยู่ในวังวนและบริบทของตนเอง  โดยไม่เคยที่จะนำพาตนเองไปสัมผัสวิถีจากภายนอกบ้าง  ก็ยิ่งอาจจะทำให้เราตกหลุมพรางทางกิจกรรม   ด้วยการไม่รู้จักตนตนของตนเอง  ไม่รู้จักแม้กระทั่งว่าตนเองรักและศรัทธาในวิถีของสถาบันมากน้อยแค่ไหน

 

นี่คือการเรียนรู้ "ตนเอง"  โดยผ่านกระบวนการเบิ่งมองจาก "ผู้อื่น" ...  นี่คือการสะท้อนคำถามว่าตนเองรักและให้เกียรติสถาบันตนเองสักแค่ไหน   โดยผ่านมิติการมองโลกจากสถาบันอื่น

 

ก่อนการเดินทางผมฝากประเด็นสำคัญอยู่แค่  2  เรื่อง  คือ

1.   อย่าลืมที่จะสำรวจตัวตนของตนเองว่ารู้จักสถาบันของตนเองแค่ไหน  และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องกิจกรรม  หรือวัฒนธรรมทางสังคมของสถาบันตนเองแค่ไหน ?  อย่างไร  ?   เพราะถ้าไม่ทำการบ้านเหล่านี้ไปบ้าง  เราจะไม่สามารถสนทนากับเพื่อนต่างสถาบันได้เลย   และจะไม่รู้แม้กระทั่งว่า   อะไรคือโจทย์ของการเดินทางไปศึกษาในครั้งนี้

2.  อย่าลืมที่จะเสาะแสวงหาบริบทข้อมูลของสถาบันที่ตนเองกำลังจะไปศึกษาดูงาน  ว่าเป็นอย่างไร  มีอะไรเหมือน  หรือต่างจากสถาบันของตนเองบ้าง  เพราะหากเดินทางไปด้วย "มือที่ว่างเปล่า"  และ "สมองที่กลวงเปล่า"   ก็ดูจะง่าย  หรือมักง่าย  เกินไปสำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้

 

นั่นคือ  ภาพรวมสองประเด็นหลักที่ฝากให้นิสิตได้ขบคิดและทำการบ้านไปล่วงหน้า   ส่วนจิปาถะอื่น ๆ  อาทิ  การประพฤติตน,  วินัยและความเกรงใจอื่นใดนั้น  ผมทิ้งให้เป็นภาระของนายกองค์การนิสิตที่จะต้องบอกกล่าวต่อนิสิตผู้ร่วมชะตากรรมในครั้งนี้

 

ก่อนปิดประเด็นในครั้งนั้น   ผมยังไม่ลืมที่จะบอกกล่าวว่า  ผมไม่พึงปรารถนาให้นิสิต มมส  เปิดเครื่องโทรศัพท์ไว้ในขณะอยู่ในห้องประชุมร่วมกับสถาบันอื่น ๆ  ...

 

เฉกเช่นกับที่ผมไม่ปรารถนาตีพิมพ์บันทึกของตนเองในบล็อกอันเป็นช่วงเวลาราชการของการทำงาน   เพราะมันจะกลายเป็นการใช้เวลาราชการไปกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับ "ราชการ"

แต่บางท่านที่เขียนจบแล้ว   พร้อมเก็บสต๊อกเรื่องนั้นไว้   เพียงแต่ใช้เวลาอันน้อยนิดตีพิมพ์เผยแพร่ในบล็อกโดยไม่เบียดเบียนเวลาราชการมากนัก,  ผมว่าก็ โอ เค นะ ... 

 

ไม่รู้ว่าผมซีเรียสเกินไป หรือเปล่า...  แต่ผมก็สะท้อนมาด้วยความสัตย์จริง  ..

 

แต่ประทานโทษนะครับ,  วันนี้และขณะนี้   ผมลากิจ  จึงสามารถมานั่งพร่ำบ่นได้  โดยไม่เกี่ยวกับการนำเอาเวลาราชการมาเขียนบันทึก...

  

อย่างไรเสีย,   ผมต้องขอบคุณและขออภัยในความไม่สะดวกทางอารมณ์จากเสียงเปรยบ่นของกระผมในบันทึกนี้เป็นอย่างสูง