อิทธิพลศาสนาอิสลามในด้านการศึกษา
สถานที่ศึกษาฟิกฮในปัตตานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ในยุคของเชคสะอีดซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคแรกของการศึกษาวิชาฟิกฮหรือกฎหมายอิสลามโดยเฉพาะบทบัญญัติต่างๆที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน กล่าวคือ เชคสะอีด ได้ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ให้แก่ชาวบ้าน ได้รู้จักการปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การละหมาดเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าตลอดจนความรุ้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามแนวทางของอิสลาม ดังนั้นการเรียนการสอนวิชาฟิกฮฺจึงเป็น สิ่งสำคัญในการที่จะจัดระเบียบสังคมมุสลิมให้เป็น ไปตามแนวทางอิสลาม เชคสะอีด จึงใช้สถานที่ปฏิบัติศาสนกิจหรือเรียกว่า บาไล เป็นศูนย์การเรียนการสอน ( หะสัน หมัดหมาน, 2001: 16 ) ก่อนที่เชคสะอีดจะได้รับการแต่งตั้งเป็นดาโต๊ะศรีราชาฟะกีฮฺ ในปี ค.ศ.1457 ต่อมาสถานที่การเรียนการสอนวิชาฟิกฮก็ได้เปลี่ยนไปเป็นที่ราชวังซึ่งเจ้าเมืองปัตตานีคนแรกที่เข้ารับอิสลามได้มอบหน้าที่ให้แก่เชคสะอีดเพื่อทำการสอนกฏหมายอิสลามให้แก่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางตลอดประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจเข้ามาศึกษากฎหมายอิสลามในราชวัง ทำให้ราชวังในยุคแรกของอิสลามใช่ว่าเฉพาะเป็นศุนย์กลางในการปกครองบ้านเมืองอย่างเดียวแต่ยังเป็นสถาบันการเรียนการสอนกฎหมายอิสลามอีกด้วย ในขณะเดียวที่มัสยิดก็เป็นสถานที่ศึกษาวิชาฟิกฮฺอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ได้มีการสร้างมัสยิดแห่งแรกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์ปัตตานีแล้ว เจ้าเมืองคนแรกและหลายๆคนก็ได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทของมัสยิดใช่ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเพียงอย่างเดียวแต่ยังให้การสนับสนุนเพื่อเป็นแหล่งแห่งการเรียนรู้กฎหมายอิสลามและวิทยาการอื่นๆอีกด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1532 การศึกษาฟิกฮฺ ก็ได้มีการพัฒนาให้เป็นระบบขึ้น จากที่ได้มีการเรียนการสอนในราชวังและมัสยิดมาเป็นการศึกษาระบบปอเนาะ คำว่า “ปอเนาะ” มาจากคำในภาษาอาหรับว่า “ฟุนดุก” ซึ่งมีความหมายว่าสถานที่พักแรมชั่วคราว(A.Malek,1994:92)กล่าวคือจะมีการสร้างเพิงเล็กๆรอบๆบริเวณบาไลหรือบ้านโต๊ะครูสำหรับเป็นที่พักชั่วคราวของผู้ที่จะมาเรียนเรียกเป็นสำเนียงภาษามลายูปัตตานีว่า “ปอเนาะ” และปอเนาะในปัตตานีถือเป็นสถาบันการศึกษาวิชาการอิสลามของภาคองค์กรประชาชน โดยมีการร่วมมือระหว่างบุคคลสามฝ่ายด้วยกันคือ ฝ่ายโต๊ะครูหรือต่วนฆูรู ผุ้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอิสลามและสาขาอื่นๆจะมีหน้าที่สอนหนังสือ ฝ่ายชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของพื้นที่จะมีหน้าที่ช่วยเหลือและให้การสนับสนุนในการจัดการสถานที่เพื่อสร้างปอเนาะ อีกทั้งยังช่วยสร้างบาไลและบ้านให้แก่โต๊ะครูตลอดจนให้การดูแลและคุ้มครองโต๊ะครูอีกด้วย และสุดท้ายฝ่ายนักศึกษาที่จะมาศึกษาเล่าเรียนกับโต๊ะครูซึ่งจะได้การสนับสนุนจากผู้ปกครองของนักศึกษาแต่ละคนไม่ว่าจะเป้นการสร้างปอเนาะ ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายอื่นๆโดยโต๊ะครูจะไม่เรียกร้องเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะโต๊ะครูจะได้รับซะกาต หรือการบริจาคจากชาวบ้านอยู่แล้ว จึงเป็นการเพียงพอที่จะดำดงชีวิตและทำหน้าที่ในการสอนหนังสือ รุ่ง แก้วแดง (2511:21) “ สถานศึกษาที่ใช้ศึกษาศาสนามีหลายประเภทเช่น ปอเนาะ มัสยิด บาไล และบ้านของผู้มีความรู้ทางศาสนา ในบรรดาสถานสอนศาสนาเหล่านี้ปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่าสถาบันการศึกษาอื่นๆเนื่องจากมีการสอนที่ดีและสอนเป็นประจำมากกว่าสถานสอนศาสนาประเภทอื่นๆ” ปอเนาะแห่งแรกในประวัติศาสตร์ปัตตานีคือปอเนาะ สะนอ โดยมี ฟะกีฮฺ วันมูซา บินวันมุหัมมัดศอลิหฺ เป็นผู้ก่อตั้งในช่วงต้นศตวรรษที่16 (ประมาณ ค.ศ. 1532) ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18 มีชาวอาหรับที่มาจากหัฎเราะเมาต์ ประเทศเย เมน มีชื่อว่า เชคอุษมาน เป็นตัวแทนส่งออกและสั่งสินค้าที่พำนักอยู่ในปัตตานี ท่านมีบุตรสามคน คนโตเป็นทวดของเชคคาวูด บิน อับดุลลอฮฺ อัลฟะฎอนีย์ คนกลางเป็นทวดของเชคอะหฺมัด บิน มุหัมมัดเซน อัลฟะฎอนีย์ และคนเล็กสุดเป็นบุคคลที่ก่อตั้งสถาบันการศึกษาปอเนาะที่ กวาลอ บือเกาะฮฺ (Kuala Bekah) อยู่บริเวณปากแม่น้ำปัตตานี และ ณ ปอเนาะแห่งนี้เองที่ เชคดาวูด บิน อับดุลลอฮฺ อัลฟะฎอนีย์ เริ่มต้นการศึกษาศาสนาอิสลาม ของท่านก่อนที่ท่านจะเดินทางไปศึกษาต่อ ณ นครมักกะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ( พีรยศ ราฮิมมูลา , 2545 : 105 ) ในช่วงต้นศตวรรษ ที่ 19 การศึกษาฟิกฮในปัตตานีก็ยังยึดระบบปอเนาะอยู่เช่นเดิมยิ่งกว่านั้นยังได้รับความนิยมจนกระทั่งจำนวนของปอเนาะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ปัตตานีกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาฟิกฮและศาสตร์อิสลามอื่นๆของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปอเนาะที่มีโต๊ะครูมีความเชี่ยวชาญทางด้านฟิกฮมีดังนี้ 1.ปอเนาะบือมิง มีโต๊ะครูชื่อ หัจญีวัน อะหมัด บิน วันอิดรีส ท่านเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1874 และเสียชีวิตเมื่อปี 1957 ตำราหรือหนังสือที่ท่านใช้ในการเรียนการสอน คือ มุฆนี อัลมุหฺตาจ ของอัลเคาะฎีบ อัชชัรบีนีย์ฟัตหุ อัลวะฮฺฮาบ ของเชคซะกะรียา อัลอันศอรีย์ และหนังสือหาชิยะฮ อัลบาญูรีย์ ของเชคอิบรอฮีม อัลบาญรีย์ เป็นต้น 2. ปอเนาะเมาะโง มีโต๊ะครูชื่อหัจญีหะสัน บิน มุหัมมัดอามีน ท่านเกิดเมื่อ ค.ศ. 1969 ตำราหรือหนังสือที่ท่านใช้ในการเรียนการสอนคือ มุฆนี อัลมุหฺตาจ ฟัตหุ อัลวะฮฺฮาบ และฟัตหุ อัลมุอีน ของอิมามอับดุลอะซีซ อัลมุลัยบารีย์เป็นต้น โต๊ะครูทั้งสองท่านนี้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านฟิกฮเป็นพิเศษแต่เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านทั้งสองมีความสามารถพิเศษทางด้านการสอนเพียงอย่างเดียวจึงมิได้ผลิตผลงานทางด้านฟิกฮออกสู่สาธารณชนแต่อย่างใด นอกจากปอเนาะทั้งสองแห่งนี้แล้วยังมีปอเนาะแห่งอื่นๆอีกมากมายที่มีการเรียนการสอนวิชาฟิกฮ แต่มิใช่เป็นวิชาที่โต๊ะครูปิเนาะเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญเท่าใดนัก แต่ถึงอย่างไรก็ตามโต๊ะครูเหล่านนั้นก็ยังมีความสนใจในวิชาฟิกฮฺ บางคนก็ได้แต่งหนังสือฟิกฮฺออกสู่สาธารณชนอีกด้วยดังเช่น ปอเนาะปอซัน ที่มีโต๊ะครูชื่อ หัจญีอะหมัด บิน อับดุลวะฮฺฮาบ อัลปอซันนีย์ ปอเนาะบือแนกือบง ที่มีโต๊ะครู ชื่อ หัจญีอับดุลลอฮฺ บิน มุหัมมัดศอลิหฺ และปอเนาะตุยง ที่มีโต๊ะครูชื่อ หัจญีอิดรีส บิน หัจญีอาลี เป็นต้น ปอเนาะในปัตตานีในยุคนี้ไม่อาจทราบจำนวนที่แน่นอนได้ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2504 ตรงกับ ค.ศ.1961 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปรับปรุงส่งเสริมปอเนาะบังคับให้ผู้ดำเนินกิจการปอเนาะมาจดทะเบียน ปรากฏว่ามีปอเนาะขอจดทะเบียนเป็นจำนวน 82 แห่ง และมีผู้มาขอจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ตรงกับปี ค.ศ.1966 มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนด นโยบายให้แปรสภาพปอเนาะเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ( ประกิจ ประจนปัจจนึก , 2516 :70 ,116 ) หลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาจัดระบบการศึกษาใหม่ด้วยการเพิ่มการเรียนการสอนวิชาสามัญเข้าไปในหลักสูตรอีกด้วย จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทำให้การศึกษาในระบบปอเนาะเดิมต้องมีการปรับตัวกันขนานใหญ่ การศึกษาฟิกฮที่ในตอนแรกใช้บาไลหรือบ้านโต๊ะครูเป็นสถานที่ในการเรียนการสอนก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นห้องเรียนสี่เหลี่ยมมีโต๊ะเก้าอี้ซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 คอในปี พ.ศ.2532 ตรงกับ ปี ค.ศ. 1989 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติจัดตั้งวิทยาลัยอิสลามศึกษา มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารสูงสุด และได้มีแบ่งการส่วนราชการเป็นสามส่วนด้วยกันคือ แผนกวิชาอิสลามศึกษา แผนกครุศาสตร์อิสลาม และแผนกวิชากฎหมายอิสลาม (นิเลาะ แวอุเซ็ง ,2540 :42 ) และในแผนกวิชากฎหมายอิสลามหรือฟิกฮนี้เองได้มีการบรรจุรายวิชาที่เกี่ยบวกับฟิกฮเป็นหมวดวิชาเฉพาะอญู่หลายวิชาด้วยกัน เช่น ฟิกฮฺเบื้องต้น กฎหมายครอบครัวอิสลาม และกฎหมายมรดกและพินัยกรรมอิสลามเป็นต้น หลังจากนั้น ในวันที่ 20 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทรฦ์ให้ความเห็นชอบให้วิทยาลัยอิสลามศึกษศาเปิดหลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาอิสลามศึกษาซึ่งประกอบด้วย4กลุ่มวิชาด้วยกันคือ กลุ่มวิชาประวัติศาสตร์และอารยธรรมอิสลาม กลุ่มวิชาครุศาสตร์อิสลาม กลุ่มวิชาชะรีอะฮ์ และกลุ่มวิชาอุศูลุดดีน(บัณฑิตวิทยาลัย,2541:12-15) และในปีการศึกษา พ.ศ.2541 วิทยาลัยอิสลามศึกษาได้เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาใน2กลุ่มวิชา คือกลุ่มวิชาชะรีอะฮ์(กฎหมายอิสลาม)และกลุ่มวิชาอุศูลุดดีน(หลักการศาสนา)ในหลักสูตรแผน ก แบบ ก (1) และมีนักศึกษาสอบผ่านการคัดเลือกกลุ่มวิชาละ3 คน ซึ่งในกลุ่มวิชาชะรีอะฮ์ มีรายชื่อดังนี้ 1.นายก้อซันหลี เบ็ญหมัด ได้เสนอทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “การใช้กฎหมายอิสลามลักษณะครอบครัวและมรดกของมุสลิมในจังหวัดสงขลา” 2.นายอับดุลเราะมัน เจะอารง ได้เสนอทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “สิทธิของสตรีในการหย่าและสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมายอิสลาม : กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี” 3.นายอาหมัด มามะ ได้เสนอทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “สิทธิและหน้าที่ของภริยาตามกฎหมายอิสลาม ศึกษากรณีปฏิบัติในจังหวัดปัตตานี” นักศึกษาทั้งสามคนนี้นับเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษารุ่นแรกของกลุ่มวิชาชะรีอะฮ์สาขาวิชาอิสลามศึกษา และถือได้ว่าวิทยาลัยอิสลามศึกษาเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาของภาครัฐแห่งแรกในประเทศไทยที่ทำการสอนวิชากฎหมายอิสลามทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ( สมเจตน์ นาคเสวี , 2547 ) ต่อมาใน ปี พ.ศ.2541 ตรงกับปี ค.ศ.1998 ทบวงมหาวิทยาลัยก็ไดจัดพิธีมอบใบอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาของภาคเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยตามใบอนุญาตเลขที่ 4/2541 ลงวันที่ 3 เมษายน 2541 โดยมีมูลนิธิเพื่อการอุดมศึกษาอิสลามภาคใต้เป็นผู้รับใบอนุญาตและได้ก่อตั้งวิทยาลัยบนเนื้อที่ 70 ไร่ ณ 203/ 3 หมู่ที่ 7 ตำบล บุลี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และในวันที่28 กันยายน 2546 ตรงกับปี ค.ศ. 2003วิทยาลัยอิสลามยะลา ได้จัดตั้งวิทยาเขตใหม่บนเรื้อที่ประมาณ 250 ไร่ ณ หมู่บ้านโสร่ง ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี วิทยาลัยอิสลามยะลาได้ดำเนินจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี โดยแบ่งออกเป็นสองคณะ กับอีกสี่สาขาวิชาได้แก่คณะอิสลามศึกษา ซึ่งมี2สาขาวิชาคือสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม ) และสาขาวิชาอุศูลุดดีน(หลักการศาสนาอิสลาม) และคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งมี2สาขาวิชาเช่นกัน ได้แก่ สาขาวิชาภาษาอาหรับ และสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งในสาขาวิชาชะรีอะฮฺหรือนิติศาสตร์อิสลามนี้เอง ได้มีการบรรจุรายวิชาที่เกี่ยวกับฟิกฮฺเป็นหมวดวิชาเฉพาะอยู่หลายวิชาด้วยกัน เช่น ฟิกฮฺเบื้องต้น กฎหมายอิสลามเปรียบเทียบ กฎหมายครอบครัวอิสลามเป็นต้น (วิทยาลัยอิสลามยะลา,200:6) จากการที่สังคมมุสลิมในปัตานีหรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันได้มีสองสถาบันระดับอุดมศึกษาทั้งสองแห่งอยู่ในพื้นที่นี้ ทำให้การศึกษาฟิกฮฺมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น เป้นอย่างมาก จากการที่เคยมีการศึกษาฟิกฮฺที่มีอยู่เฉพาะในระบบเพียงแค่ระดับอัลอิบติดาอีย์ (ตอนต้น) ระดับอัลมุตตะวัสสิต(ตอนกลาง) และระดับอัษษานะวีย์(ตอนปลาย)ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและนอกระบบดังเช่น การศึกษาที่บาไลในปอเนาะต่างๆแบบดั้งเดิมเท่านั้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการศึกษาฟิกฮในระดับอุดมศึกษาย่อมมีความแตกต่างกับการศึกษาในระดับอื่นที่ต่ำกว่าหรือแม้แต่ในระบบปอเนาะ กล่าวคือการศึกษาระดับอุดมศึกษาย่อมมีเนื้อหาในหลักสูตรที่กว้างและหลากหลายกว่า ไม่ยึดติดกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งและที่สำคัญนักศึกษามีความอิสระในการแสดงความคิดเห็นและสามารถยึดตามหลักฐานที่ตนเองพิสูจน์ว่าน่าจะถูกต้องมากกว่า ซึ่งต่างจากการศึกษษในระบบปอเนาะแบบดั้งเมและระบบปอเนาะที่ได้แปรสภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีการชี้นำให้ยึดตามความคิดเห็นของโต๊ะครูเป็นหลัก และอีกทั้งยังยึดติดกับแนวคิดเดียวเท่านั้นคือแนวคิดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ ทำให้การศึกษาฟิกฮในระบบดังกล่าวถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบที่จำกัดซึ่งผิดธรรมชาติของการศึกษาวิชาฟิกฮ ดังนั้นการศึกษาในระดับอุดมศึกษานี้จึงมีแนวคิดเดียวเท่านั้นคือแนวคิดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ ทำให้การศึกษาฟิกฮในระบบดังกล่าวถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบที่จำกัดซึ่งผิดธรรมชาติของการศึกษาวิชาฟิกฮฺ ดังนั้นการศึกษาในระดับอุดมศึกษานี้จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดีที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการศึกษาอิสลามในปัตตานีเป็นอย่างยิ่ง
อ้างอิงจาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อัสมัน แตอาลี .2547 .ฟิกฮนิพนธ์ของเชคมฮัมหมัด บิน อิสมาอีล อัดดาวูดย์ อัล ฟาฎอนีย์ ในหนังสือ มัฎละฮ อัลบัดร็อยน์ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสนตร์มหาบันฑิต สาขาอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัย สงขลาครินทร์ </p>
ถ้าแก้ไข ย่อหน้าใหม่ จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น
อัสสาลมมูอาลัยกูม
แวะมาทักท้าย สหายที่รัก
ข้อมูลน่าอ่าน ครับ ขยันครับ
ถ้าจัดอีกนิด ก็จะเป็นการดีมากครับ
สาระดีจัง
very good imformation for my get .