ในบันทึกตอนที่แล้ว(ฝน...ตอนที่ 1) ผมได้พูดถึงฝนที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน .. ซึ่งผมได้ยกมา 4 อายัต ในตอนที่สองนี้ผมขอพูดถึงฝนและการเกิดฝนในอายัติแรกก่อน
อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอาลา) ได้ตรัสว่า
أَلَمْ تَرَ أَنَّ اللَّهَ يُزْجِي سَحَاباً ثُمَّ يُؤَلِّفُ بَيْنَهُ ثُمَّ يَجْعَلُهُ رُكَاماً فَتَرَى الْوَدْقَ يَخْرُجُ مِنْ خِلَالِهِ وَيُنَزِّلُ مِنَ السَّمَاءِ مِن جِبَالٍ فِيهَا مِن بَرَدٍ فَيُصِيبُ بِهِ مَن يَشَاءُ وَيَصْرِفُهُ عَن مَّن يَشَاءُ يَكَادُ سَنَا بَرْقِهِ يَذْهَبُ بِالْأَبْصَارِ [النور : 43][1]
ความว่า : เจ้ามิได้เห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงให้เมฆลอย แล้วทรงทำให้ประสานตัวกันแล้วทรงทำให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าก็จะเห็นฝนโปรยลงมาจากกลุ่มเมฆนั้น และพระองค์ทรงให้มันตกลงมาจากฟากฟ้า มีขนาดเท่าภูเขา ในนั้นมีลูกเห็บ แล้วพระองค์จะทรงให้มันหล่นลงมาโดนผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์จะทรงให้มันผ่านพ้นไปจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แสงประกายของสายฟ้าแลบเกือบจะเฉี่ยวสายตาผู้มอง
يُزْجِي หมายถึง ผลักดันและเคลื่อนที่سَحَاباً หมายถึง เมฆ ละอองน้ำที่ล่องลอยอยู่ในอากาศيُؤَلِّفُ หมายถึง รวบรวมและประสานให้ติดกัน بَيْنَهُ หมายถึงระหว่างกัน คือ ระหว่างละอองน้ำด้วยกันرُكَاماً หมายถึง ทับถ่มกันจนเป็นก้อน
1. มีผลักดันกลุ่มละอองน้ำหรือที่เราเรียกว่าเมฆ จากแหล่งที่เกิดไอน้ำ เช่น ในทะเล يُزْجِي : سَحَاباً (ผลักดันเมฆให้เคลื่อนที่)2. ละอองน้ำต่างๆเหล่านั้นก็จะรวมตัวประสานกันให้เป็นกลุ่ม :يُؤَلِّفُ بَيْنَه ُ (ประสานระหว่างกัน)3. และละอองน้ำ(เมฆ)กลุ่มนั้นก็จะทับทมเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่โต : رُكَاماً

กระบวนการเกิดฝนและลูกเห็บในเมฆคิวมูโลนิมบัส(ركام)
ฟ้าแลบและฟ้าผ่าในนคร
seattle
นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายการเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้องและฟ้าผ่าว่า
เวลาหยดน้ำฝนหรือลูกเห็บขนาดใหญ่ถูกโลกดึงดูดให้ตกผ่านหยดน้ำขนาดเล็ก
หรือเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ
การปะทะกันระหว่างอนุภาคขนาดใหญ่ที่กำลังตกกับหยดน้ำขนาดเล็กที่ลอยในอากาศ
ทำให้เกิดการเสียดสีจึงมีการถ่ายเทประจุบวกสู่หยดน้ำขนาดเล็กในเมฆ
และประจุลบสู่หยดน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งจะตกสู่เบื้องล่างของก้อนเมฆ
ดังนั้น
บริเวณส่วนล่างของเมฆจึงมีประจุไฟฟ้าลบ
และส่วนบนของก้อนเมฆมีประจุไฟฟ้าบวก
นอกจากนี้ เวลารังสีคอสมิกจากนอกโลกพุ่งกระทบโมเลกุลของไนโตรเจน
และออกซิเจนในอากาศ
การมีพลังงานสูงมากทำให้โมเลกุลของธาตุทั้งสองแตกตัวเป็นประจุบวกกับประจุลบ
ซึ่งจะแยกตัวจากกันสู่ด้านบน และด้านล่างของก้อนเมฆ ดังนั้น
เมื่อก้อนเมฆจะมีประจุสะสมมากขึ้นๆ
มีผลทำให้ความต่างศักย์ระหว่างประจุลบบนฟ้ากับประจุบวกที่เกิดจากการเหนี่ยวนำบนดินเพิ่มขึ้นๆ
จนในที่สุดสนามไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงจะขับอิเล็กตรอนให้ไหลจากเมฆลงดิน
และขณะกระแสอิเล็กตรอนไหลผ่านอากาศ
ประจุปริมาณมากจะทำให้อากาศแตกตัวและขยายตัวเกิดแสง
และเสียงเป็นฟ้าแลบ และฟ้าร้อง
จนคนที่อยู่ภายในรัศมี
30 กิโลเมตรจากบริเวณเกิดเหตุสามารถได้ยินเสียงได้
และเพราะเหตุว่ากระแสไฟฟ้าชอบไหลผ่านสสารที่มีความต้านทานน้อยที่สุด
ดังนั้น
ฟ้าจะผ่าตรงบริเวณที่มีความต้านทานน้อยที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณใกล้เคียง
นักอุตุนิยมวิทยาประมาณว่า ทั่วโลกมีพายุฟ้าคะนองวันละ 44,000 ครั้ง และทุกวินาทีมีฟ้าแลบ 100 ครั้ง
สถิติชี้บอกว่า ทุกปีทั่วโลกมีคนถูกฟ้าผ่าตายนับพัน เฉพาะในสหรัฐอเมริกาทุกปีมีผู้เสียชีวิตเพราะถูกฟ้าผ่าประมาณ 85 คน และประเทศได้รับความเสียหายประมาณปีละ 3,200 ล้านบาท สืบเนื่องจากการที่เสาไฟฟ้าหรือตึกระฟ้าถูกสายฟ้าฟาดสม่ำเสมอ หรือเวลาฟ้าผ่าต้นไม้ในป่าจะเกิดไฟป่า หรือเวลาเสาไฟถูกฟ้าผ่าระบบการขนส่งไฟฟ้าจะถูกทำลายจนกระแสไฟฟ้าดับ ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เวลาถูกฟ้าผ่า ระบบการทำงานของเครื่องก็อาจถูกทำลายจนทำงานไม่ได้[6]
ฝนที่เราเคยชินและได้สร้างชีวิตให้แก่เรา กระบวนการเกิดของมันแม้ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถได้อธิบายปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดมาพร้อมกับฝน แต่บางอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถที่รับรู้และรู้สึกได้จนกว่าพวกเขาจะศรัทธาและได้รับการชีนำอย่างถูกต้อง
อาจารย์ครับขอนำบล็อกของอาจารย์เข้าแพลเน็ตผมครับนะ……. ช่วงนี้กำลังตามล่าหาบล็อกที่สนใจอยู่ครับ…ขอบคุณล่วงหน้าครับ…….
ตรีมอกาเซาะห์
NB