ผมกลับจากต่างประเทศเมื่อวันที่ ๑๙ ส.ค. ๒๕๑๑     หลังจากไปเรียนต่อ ๑ ปี ที่ภาควิชามนุษยพันธุศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมิชิแกน  เมือง แอนน์ อาเบอร์  รัฐมิชิแกน  สหรัฐอเมริกา     ได้รับปริญญา M.S. (Human Genetics)      บรรจุเข้ารับราชการที่บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล     แต่ทำงานที่สาขาวิชาโลหิตวิทยา (ตึกอานันทราช)  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล     ในตำแหน่งอาจารย์โท  เงินเดือน ๒,๑๕๐ บาท  

         เป็นการทำงานในลักษณะที่มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ ด้านพันธุศาสตร์ เพราะไม่ได้จบปริญญาเอก     ส่วนด้านโลหิตวิทยาอยู่ในสภาพทำงานไปเรียนไป     ผมได้รับเชิญจาก ศ. นพ. สุด แสงวิเชียร ให้ร่วมสอนวิชามนุษยพันธุศาสตร์แก่นักศึกษาแพทย์      และร่วมสอนนิสิตปริญญาโทจากจุฬา ในวิชามนุษยพันธุศาสตร์     ตอนสอบ ผมรู้สึกว่านิสิตปริญญาโทมีความรู้อ่อนจนผมตกใจ     

         งานบริการที่ทำ ได้แก่งาน "ออกโอพีดี"    OPD = Outpatient Department หรือการออกตรวจผู้ป่วยนอก     จำได้ว่า ทีมตึกอานันทราชออกตรวจเช้าวันพุธ      เป็นทีมที่ออกตรวจเช้ามาก     ประมาณ ๘ โมงเช้าเราก็ออกกันพร้อมแล้ว     โอพีดีสมัยนั้นคนไข้แน่นมาก และร้อนมาก    หมอที่ตรวจคนไข้ช้า จะถูกพยาบาลบ่น (ลับหลัง) และเวลาออกตรวจร่วมกับใคร ก็จะไม่เป็นที่ชื่นชอบ ผมแปลกใจมาก ที่ระบบในตอนนั้นหมอมีอำนาจมากในการสั่งยา     โดยเฉพาะที่จะระบุว่าให้จ่ายยาฟรี เพราะคนไข้ไม่มีเงิน     ตอนนั้นศิริราชจึงมีหนี้สินมากมาย     เพราะระบบการเงินไม่รัดกุม    ไม่เหมือนสมัยนี้     ผมได้ใช้จุดอ่อนที่ผมเรียนรู้ปัญหาของระบบการเงิน การสั่งยาของศิริราชไปใช้ในการวางระบบของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เมื่อผมเป็นคณบดีหลังจากนั้น ๑๔ ปี

          นอกจากนั้นเราต้องดูแลผู้ป่วยใน (Inpatient) ที่โรงพยาบาลรับไว้รักษา      มีอินเทิร์น และ เรสิเด๊นท์ ประจำหอผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบ     อาจารย์ของแต่ละสาขาวิชาไป "ราวนด์" คนไข้ที่เป็นโรคตามสาขาของตน     ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลคนไข้โรคเลือดของหอผู้ป่วยใดหอผู้ป่วยหนึ่งหมุนเวียนไป     โดยที่ผมอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ แต่มีความรู้และประสบการณ์น้อยในระดับ เรสิเด๊นท์เท่านั้น     แต่อาศัยที่เราดูแลผู้ป่วยเฉพาะทางโรคเลือดไม่กี่โรค     เราจึงเรียนรู้ได้เร็ว     ผมมีความรู้สึกว่า การเรียนกับการปฏิบัติงานจริงมันง่ายกว่าตอนเรียนแบบเน้นทฤษฎีอย่างตอนเป็นนักศึกษาแพทย์มาก

         เป็นอาจารย์ตึกอานันทราชต้องทำวิจัย     เป็นวัฒนธรรมประจำหน่วย ที่แตกต่างจากหน่วยอื่นๆ ในศิริราชในขณะนั้น     อาจารย์รุ่นพี่ๆ เขาเรียนจบ บอร์ด และหรือปริญญาเอก    มีงานวิจัยเฉพาะด้านที่เรียนมา     เช่น อ. นพ. สง่า ภู่ตระกูล ทำวิจัยด้านฮีโมโกลบิน     อ. พญ. สุคนธ์ วิสุทธิพันธุ์ ทำวิจัยด้านโรคเลือดออกหรือมีความผิดปรกติในการเกิดลิ่มเลือด     อ. พญ. อนงค์ ซึ่งดำรงค์  ทำวิจัยด้านมะเร็งเม็ดเลือด เป็นต้น     อาจารย์เหล่านี้ (ยกเว้นพี่สง่า ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม) เป็น ศ. ๑๑ กันทุกคน     ผมเป็นน้องเล็กที่กลับมาเร็ว และไม่มีความรู้เฉพาะทาง จึงต้องขวนขวายหาประเด็นวิจัยที่จะสร้างตัวเอาเอง     โดยที่ผมมีความรู้พื้นฐานด้านพันธุศาสตร์ติดตัวอยู่นิดหน่อย

         ผมอ่านตำรา  วารสาร  ค้นรายงานเรื่องโรคทางพันธุกรรมในวารสารไทยที่มีอยู่ในหอสมุดศิริราช     กล่าวได้ว่าค้นปรุหมด    นอกจากค้นในตู้ Cardex แล้ว ผมเปิดวารสารการแพทย์ไทยเย็บเล่มตั้งแต่ฉบับแรกที่มี จนถึงฉบับปัจจุบัน     เพื่อทำความเข้าใจว่ามีคนไข้โรคพันธุกรรมมากแค่ไหนในสังคมไทย     และน่าจะมีช่องโหว่ของความรู้เรื่องโรคพันธุกรรมในสังคมไทยอย่างไร     เพื่อหาช่องทางสู่การตัดสินใจเลือกประเด็นวิจัยของตนเอง เพื่อสร้างตัวเป็นนักวิจัยต่อไป

          ใช้เวลาหาประเด็นอยู่ประมาณ ๒ ปี โดยระหว่างนั้นก็ได้รับคำแนะนำจาก อ. หมอสุภา (ณ นคร) และ อ. หมอประเวศ (วะสี) ในลักษณะที่อาจารย์ไม่ได้กำหนด     ปล่อยให้ผมค่อยๆ หาช่องทางเอาเอง     ในที่สุดผมก็หาพบ    โดยที่เป็นเรื่องที่ผมเคยช่วย อ. หมอประเวศ ทำตั้งแต่ตอนผมเรียนแพทย์ปี ๒ (พ.ศ. ๒๕๐๗) คือเรื่อง เอ็นซัยม์ จี6พีดี (G6PD = Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase)    ผู้ชายไทยเฉลี่ยถึงร้อยละ ๑๒ พร่อง เอ็นซัยม์ นี้     ผมได้พิสูจน์ว่าผู้ชายเหล่านี้เกิดจากความผิดปรกติของยีน ในแบบที่เรียกว่าเป็น structural mutation     คือโครงสร้างของ เอ็นไซม์ ผิดปรกติ     และเป็น mutation ที่ต่างจากที่พบในฝรั่งและคนดำ      ผมพบความหลากหลายทางพันธุกรรมของภาวะ G6PD Deficiency ในประเทศไทยอย่างมาก     และได้รับเชิญไปนำเสนอข้อค้นพบในการประชุม International Congress of Genetics ที่ UC Berkeley ในปี ค.ศ. 1971     Dr. Arno G. Motulsky เจ้าพ่อด้าน G6PD ของโลกไม่เชื่อว่า G6PD mutation ในดินแดนหนึ่งๆ จะมีความหลากหลายอย่างที่ผมค้นพบ     ท่านถามผมว่าทำไมจึงพบ G6PD variants มากขนาดนั้น (12 variant)      ผมตอบไม่ได้     สภาพที่ genetic mutation ของยีน G6PD มีความหลากหลายนี้ ต่อมาเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป     โดยพิสูจน์ในระดับการศึกษา ดีเอ็นเอ     แต่ตอนที่ผมศึกษา เป็นการศึกษาที่ระดับโปรตีน   

         นอกจากค้นหา IC - Intellectual Capital จากวารสารในห้องสมุดแล้ว     ผมยังค้นแฟ้มประวัติผู้ป่วยของตึกอานันทราช     เอามาศึกษาหาผู้ป่วยโรคกรรมพันธุ์ ซึ่งก็เป็นโรคกรรมพันธุ์ด้านเลือด     แล้วเขียนจดหมายตามผู้ป่วยมาตรวจซ้ำ     เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มขึ้น     ผมได้ผลงานวิจัยตีพิมพ์หลายบทความจากทรัพย์สมบัติที่ อ. หมอสุภา และ อ. หมอประเวศ สะสมไว้     ผมได้เรียนรู้ว่า การจดรายงานของผู้ป่วยไว้อย่างดี เป็นโอกาสในการทำวิจัยอย่างดียิ่ง     ระหว่างที่ผมค้นแฟ้มประวัติ (มักจะทำตอนวันเสาร์ อาทิตย์ หรือตอนกลางคืน) ผมก็บอกตัวเองไป ว่าเราโชคดีมาก ที่บรรพบุรุษสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้

         คนไข้ที่ผมเขียนจดหมายไปตามให้มาตรวจซ้ำ กว่าครึ่งหนึ่งมาตามที่แจ้งไป     และเขารู้สึกขอบคุณผมมาก ที่เอาใจใส่เขา    หลายคนเอาของมาฝากด้วย      แต่มีจดหมายฉบับหนึ่งตอบกลับมาว่า คุณหมอเขียนจดหมายมาช้าไป     คนไข้ตายไปกว่า ๑๐ ปีแล้ว

วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ค. ๕๐