เล่าเรื่องไปประชุมที่กรุงเทพฯ

เช้านี้ ๑๗ พ.ค. ... กำหนดเวลาเปิดการอบรมเวลา ๐๘๓๐ น. แต่ผู้เขียนเพิ่งถึงวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ก็หกโมงเช้าแล้ว... เมื่อไปถึงกุฏิ หลวงเพรียงเพื่อนสหธรรมิกที่ผู้เขียนไปพักด้วยก็ออกไปบิณฑบาต... ส่วนผู้เขียนฉันกาแฟเสร็จก็จำวัด (นอน) ประมาณครู่หนึ่ง... เมื่อเพื่อนกลับจากบิณฑบาต ผู้เขียนก็ลุกขึ้นสรงน้ำ (อาบน้ำ) แล้วก็มาฉันข้าวด้วยกัน... ตอนนี้ฝนเริ่มตก..

สองโมงเช้ากว่าๆ (ปักษ์ใต้เรียก ตีแปดหว่าๆ ) ผู้เขียนก็กางร่มฝ่าสายฝนมาเรียกแท๊กซี่ที่หน้าวัด บอกว่า ไป มศว. ประสานมิตร... ฝนก็ตก รถก็ติด ดังนั้น กว่าจะถึงอาคารที่ประชุมสามโมงเช้าก็เลยไปนานแล้ว... สรุปว่าผู้เขียนไปถึง หลังจากเค้าเปิดการประชุมไปนานแล้ว...

ไปถึงที่ลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ารายละเอียด... ผู้เขียนก็บอกว่า ยังไม่มีรายชื่อ จึงต้องลงทะเบียนสมัครก่อน ... ซึ่งมีราคาดังนี้

  • บุคคลทั่วไป ๑๓๐๐ บาท
  • สมาชิกสมาคม ๑๑๐๐ บาท
  • นักศึกษา ๗๐๐ บาท

จะสมัครประเภทไหน ? ... ต่อมจริยธรรมประเมินค่า หาเหตุผลแล้วก็ตัดสินทันที เป็นนักศึกษา ... ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสียค่าสมัคร ๗๐๐ บาท ในฐานะ นักศึกษา...

อันที่จริง อาจารย์ชัชชัยในฐานะอุปนายกสมาคมฯ เคยแจ้งมาว่า จะให้เสนอยกเว้นค่าลงทะเบียนของผู้เขียน โดยข้ออ้างว่ามาจากชายแดนใต้ ประมาณนั้น... แต่ผู้เขียนรู้สึกว่า ยึดถืออภิสิทธิ์เกินไป อาจเป็นกรณียกเว้นที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลต่อตัวเองและอาจารย์ชัชชัยผู้เสนอ จึงบอกท่านกลับไปว่า ไม่เป็นไร ถ้าผู้เขียนไปก็จะเสียค่าลงทะเบียนตามระเบียบก็แล้วกัน ...ทำนองนี้

แม้ผู้เขียนจะเป็นอาจารย์ของ มจร. .... แต่อีกนัยหนึ่ง ผู้เขียนก็ยังคงเป็นนักศึกษา เพราะผู้เขียนยังคงเรียนบาลีอยู่ ปีนี้ก็สมัครสอบป.ธ. ๘ เช่นเดิม (เพียงแต่ปีนี้ขาดสอบ ไม่ได้ไปสอบเท่านั้น)... ดังนั้น การใช้สิทธิว่า เป็นนักศึกษา ผู้เขียนจึงคิดว่ามิได้เป็นการโกหก หรือผิดจริยธรรมเบื้องต้นอะไรนัก ... และเรื่องนี้ ผู้เขียนก็เล่าให้อาจารย์ชัชขัยและเพื่อนสหธรรมิกบางรูปที่ไปร่วมประชุมรับทราบด้วยเช่นกัน ... กลายเป็นเรื่องค่อนข้างจะขำ ซะด้วยซ้ำ

หลังจากสมัครเรียบร้อยแล้วก็สะพายย่ามและหอบเอกสารเข้าห้องประชุม ซึ่งภาคเช้าของวันแรกมีกำหนดการดังนี้..

  • 08.30 น. พิธีเปิดโดยคณบดี คณะมนุษยศาสตร์ มศว.
  • 08.45 น. นายกสมาคมปรัชญาฯ กล่าวต้อนรับ
  • 09.00 น. ปัญหาการสอนศาสนาแนวจารีต โดย รศ. ดร. สุวรรณา สถาอานันท์ ...

แต่เนื่องจาก ผู้เขียนไปสาย เมื่อเข้าห้อง จึงเห็นอาจารย์สุวรรณากำลังบรรยายอยู่ด้านหน้า... ส่วนผู้ร่วมอบรมกะคร่าวๆ ก็คงจะ ๑๐๐ ท่านหรือกว่านิดๆ โดยมีพระคุณเจ้าอยู่ประมาณ ๑๐-๑๕ รูป... เมื่อผู้เขียนปรากฏตัวในห้องด้านหลัง ก็ไม่ค่อยมีที่ว่าง เพื่อนสหธรรมิกรูปหนึ่ง หันหน้ามายิ้มแล้วก็พยักหน้าให้ผู้เขียนเข้าไป ... ที่ข้างๆ ท่านว่างอยู่หนึ่งที่นั่ง ผู้เขียนจึงได้ที่นั่งแถวหลังสุด...

เมื่อนั่งแล้ว มองไปยังผู้บรรยาย กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมอบรมซักถามในประเด็นการสอนศาสนาแนวจารีต โดยอ้างเอกสาร ผู้เขียนก็ก้มดูเอกสาร ถึงประเด็นว่า...

เพราะไทยมีอำนาจเหนือกัมพูชามาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงได้มีเหนือประชาชนชาวกัมพูชามาก แม้แต่คณะสงฆ์กัมพูชาแยกเป็นมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย อย่างเดียวกับประเทศไทย..

ต่อมาเมื่อประเทศลาวได้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากประเทศไทย ก็ได้มีอิทธิพลเหนือประชาชนลาว...

(อ้างอิงจากเอกสารประกอบการอบรม ซึ่งอ้างมาจากหนังสืออื่นอีกครั้ง)

ประเด็นข้างต้นเรียกความสนใจจากผู้เขียนอย่างทันที ทำให้ใจมุ่งไปสู่ที่ผู้บรรยายและเนื้อหา.... ซึ่งค่อยเล่าต่อในตอนต่อไป...