ภายในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTNU) ไม่อนุญาตให้รถทุกชนิดตั้งแต่รถจักรยานจนถึงรถยนต์เข้ามาวิ่ง ถนนทั้งหมดในมหาวิทยาลัยจึงเป็นถนนคนเดิน และดีกับสิ่งแวดล้อมมาก ไม่ต้องสูดควันรถกันอย่างมหาวิทยาลัยบ้านเรา มหาวิทยาลัยทำที่จอดรถไว้ให้อย่างเพียงพออยู่ใต้ดิน

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศอุตสาหกรรมระดับ "เสือ" เอเชีย อย่างไต้หวัน รถไม่ติดแหง๊กอย่าง กทม. แสดงว่าเขา "จัดการ" เรื่องการสัญจรได้ดี

 

คนที่นั่นนิยมใช้รถจักรยานกันมาก ทั้งจักรยานถีบและจักรยานยนตร์ มีที่จอดรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ ทั้งบนทางเท้าและที่ลานจอดรถ (ดูรูปข้างล่าง) ใกล้ๆ กับป้ายรถเมล์ก็มีที่จอดจักรยานให้คนขี่จักรยานมาต่อรถเมล์ได้

http://gotoknow.org/file/surachetv/TaipeiBicyclePark.jpg

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รถเมล์(รถบัสประจำทาง)เขาตลอดสายประมาณ ๑๕ บาทไทย ไม่มีกระเป๋าคอยเก็บเงิน เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารต้องหยอดเหรียญลงในเครื่องเก็บเงินหลังคนขับเอง (ดูรูปข้างล่าง)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> http://gotoknow.org/file/surachetv/TaipeiVehicle.jpg <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในรถมีตัวหนังสือวิ่งบอกอยู่ตลอดเวลาว่าถึงไหนแล้ว คนไม่เคยขึ้นอย่างคณะครูสอนภาษาจีนจากเมืองไทย ถ้ารู้แน่นอนว่าจะไปไหนก็ลงถูก ภรรยาผมมีข้อสังเกตว่า คนไทเปคงอ่านหนังสือออกกันทุกคน (นี่ก็เกี่ยวกับการศึกษาของประชาชนเช่นเดียวกับตอนแรก: การกินการถ่าย)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากรถเมล์แล้วยังมีรถไฟฟ้าซึ่งทั้งใต้ดินและบนดินเป็นขบวนเดียวกัน คือมุดบ้างโผล่บ้างแล้วแต่วิ่งอยู่ตรงไหน และประมาณ ๕๕ บาทไทยตลอดสาย (ประมาณ ๓๐ สถานี) ซึ่งคิดแล้วถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของไทเปซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดของเอเชีย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อเสียอย่างเดียวที่ภรรยาผมรู้สึกเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่นั่นคือวิ่งเร็วมากและกระชากมากกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราที่นิ่มนวลกว่า อาจเพราะของเขาเป็นรุ่นเก่าที่วิ่งมานานแล้วก็ได้</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อสังเกตอันหนึ่งเกี่ยวกับรถเมล์และรถไฟฟ้า คือ ทุกคนเงียบสำรวมกันมาก ไม่คุยกันล้งเล้ง รบกวนคนอื่นเลย (นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาของประชาชนหรือเปล่า)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รถแท็กซี่ที่นั่นก็มีมากและสังเกตได้ง่ายเพราะเป็นสีเหลืองหมดทุกคัน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ภายในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTNU) ไม่อนุญาตให้รถทุกชนิดตั้งแต่รถจักรยานจนถึงรถยนต์เข้ามาวิ่ง (จะยกเว้นเป็นครั้งๆ สำหรับรถขนของหรือเปล่าไม่ทราบ)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถนนทั้งหมดในมหาวิทยาลัยจึงเป็นถนนคนเดิน และดีกับสิ่งแวดล้อมมาก ไม่ต้องสูดควันรถกันอย่างมหาวิทยาลัยบ้านเรา มหาวิทยาลัยทำที่จอดรถไว้ให้อย่างเพียงพออยู่ใต้ดิน (ไต้หวันมีพื้นที่น้อย) เป็นชั้นๆ ลึกลงไปถึง ๔ ชั้น ภรรยาผมเห็นโปรเฟสเซอร์อายุมากๆ เลย ๖๐ ไปแล้วต้องหอบหิ้วหนังสือเดินไปเดินมาทุกวันแล้วอดชื่นชมไม่ได้ รู้สึกคนไทยไม่คุ้นเคยกับการเดิน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใกล้บ้านของเราที่ กทม.ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าได้ดินประมาณกิโลกว่าๆ มีฝรั่งคนหนึ่งเดินทุกวันมาเป็นปีแล้ว ในขณะที่คนไทยเกือบร้อยทั้งร้อยออกจากสถานีแล้วก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะมีบ้างที่ขี่จักรยานไปจอดไว้ที่สถานีรถไฟฟ้าซึ่งเขาทำที่จอดไว้ให้โดยเฉพาะทั้งจักรยานทั้งมอเตอร์ไซค์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">http://gotoknow.org/file/surachetv/TaipeiFootpath.jpg</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> อีกเรื่องหนึ่งที่ภรรยาผมชื่นชมคือ การเดินถนนในไทเปได้ความรู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับ “คน” ที่เดินเท้า ไม่น้อยไปกว่า “รถ” เพราะ … 

  1. ทางเท้ากว้างมาก ขนาดจัดกันเป็นที่จอดจักรยานและมอเตอร์ไซค์แล้วยังเดินกันสบายๆ (ของเราเอารถเป็นตัวตั้ง กทม.เราจึงตัดทางเท้าออกเป็นทางเดินรถเกือบทั้งกรุงเทพฯ แถวบ้านผมเกือบเดินสวนกันไม่ได้ บางจุดเดินๆ อยู่เจอเสาไฟฟ้าขวาง ต้องลงไปพื้นถนนแล้วกลับขึ้นทางเท้าใหม่ วิธีคิดของเรา "รถ" สำคัญกว่า "คน" หรือเปล่าไม่ทราบ)
  2. ไฟสัญญาณสำหรับข้ามถนนมีอยู่ทั่วไป และก็ได้รับความเคารพจากคนขับรถด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องของ "วิธีคิด" ของผู้ออกแบบระบบจราจร และของคนขับรถด้วย (นี่ก็เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของประชาชนอีกแล้ว) เพราะที่ กทม.การเดินถนนต้องระวังมาก ไม่ระวังพลาดพลั้งอาจบาดเจ็บหรือถึงตายได้ง่ายๆ!!!

ข้อสังเกตอีกอันหนึ่งคือ ไม่เห็นภาพคนถ่มน้ำลายหรือขากเสลดลงบนถนนเหมือนเมื่อครั้งไปจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อหลายปีที่แล้ว (ก่อนจีนจะมีกฏห้ามถ่มน้ำลายบนถนน) ไม่รู้จะเป็นเพราะเรื่องการศึกษาของประชาชน หรือจะมีกฏหมายบังคับอย่างของจีนแผ่นดินใหญ่ (ไม่ได้ถาม)