บรรยากาศหลังจากประชุมในแต่ละวันเป็นตัวกระตุ้น (Activate) ที่ดีมากให้อยากเขียน แต่เมื่อไม่ได้เขียน โดนเจ้าเวลาเป็นตัวยับยั้ง (inhibit) ผ่านไปเรื่อย ๆ

วันนี้มีเรื่องที่ติดค้างที่ตั้งใจจะเขียนอยู่หนึ่งเรื่อง หลังจากจด ๆ จ้อง ๆ จะเขียนไม่เขียนแหล่ หลังกลับมาจากประชุม ความก้าวหน้าในการตรวจวิเคราะห์บิลิรูบิน จากคณะเทคนิคการแพทย์ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 4 พ.ค. ที่ผ่านมาเอาเป็นว่าทั้ง 3 วันเป็นเรื่องเกี่ยวกับบิลิรูบินเรื่องเดียวล้วน  ๆ ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ จนอดคิดไม่ได้ว่ากลับมาผู้เขียนคง ตัวเหลือง หรือว่าจะ เมาบิลิรูบิน กลับมารึเปล่า ??  <blockquote> จริง ๆ แล้วกลับมาก็อยากจะมาบันทึกเรื่องราวความรู้ที่ได้รับมา แต่จะว่าไปมันก็ย่อยยากสสสส์ เพราะสิ่งที่ได้รับมามันอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระล้วน อีกทั้ง บรรยากาศ"หลังจากประชุมในแต่ละวันเป็น "ตัวกระตุ้น (Activate)" ที่ดีมากให้อยากเขียน แต่เมื่อไม่ได้เขียน โดนเจ้า "เวลา"เป็น "ตัวยับยั้ง (inhibit)" ผ่านไปเรื่อย ๆ สงกะสัยช่วงนี้ผู้เขียนโดน Absorb จากเจ้าปฏิกิริยาทั้งหลายมากไปหน่อย เปรียบการบันทึกเป็นปฏิกิริยาซะงั้น แต่เอาเป็นว่าปฏิกิริยาหรือการบันทึกครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีพี่โอ๋ เป็นคนกระตุ้น (ทวง) นี่เองอิ อิ เฮ้อ ! ขอถอนหายใจสักหนึ่งครั้งก่อนจะเริ่ม… </blockquote>สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนได้รับความรู้ หลังจากที่ได้รับมาแล้วตั้งแต่ตอนเรียนและได้คืนวิชาครูบาอาจารย์ไปซะก็เยอะ หวังว่าคราวนี้คงรับแล้วรับเลย เอาเป็นว่ากลับมาคราวนี้ทำให้ผู้เขียนเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น(ค่อนข้างบ่อย) ในห้องปฏิบัติการได้บ้างไม่มากก็น้อย ปัญหาที่ว่าเป็นอย่างไรผู้เขียนจะกล่าวต่อไป ก่อนอื่นขอเกริ่นถึงภาพรวมไอ้เจ้าบิลิรูบินโดยภาพรวมว่ามีที่มา บทบาท และความสำคัญอย่างไร? เอาเป็นว่าง่าย ๆ สั้น  ๆ สรุปสุด  ๆ เก็บไว้เป็นบันทึกกันลืม (อีกรอบ) เม็ดเลือดแดงหมดอายุจะสลายตัวเป็น ฮีม à บิลลิเวอดิน à บิลลิรูบิน (ไม่ละลายน้ำ เรียกว่า Unconjugated Billrubin หรือ Indirect Bil.) โดยจะถูกส่งไป Conjugated ที่ตับ ซึ่งมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ เป็น conjugated Bil. หรือ direct Bil นั่นเอง และจะถูกขับออกทางน้ำดีโดยผ่านเข้าไปในลำไส้เล็ก และแบคทีเรียจะเปลี่ยนให้เป็น Urobilirubin (ไม่มีสี) ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะเกิดการเติมออกซิเจนอัตโนมัติ ทำให้เกิดสารสีเหลืองอมน้ำตาลซึ่งจะถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปของ สเตอโคบิลิน ส่วนยูโรฯ ที่เหลือจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดไปยังตับและอีกส่วนขับออกทางไตในรูปปัสสาวะนั่นเอง   <blockquote> เพราะฉะนั้นการตรวจวัดบิลิรูบินก็จะช่วยบ่งชี้ได้เป็นต้นว่า Hemolytic Jaundice ดีซ่านชนิดที่เกิดจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตก  Hepatocellular Jaundice ดีซ่านที่เกิดจากโรคตับหรือปัจจัยที่ทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย และ Obstructive Jaundice เกิดจากการอุดตันที่ท่อน้ำดี ซึ่งอาจเกิดจากนิ่ว เนื้องอกและท่อน้ำดีตีบตันเป็นต้น ยังมีภาวะการมีบิลิรูบินที่สูงในเด็กแรกเกิดอีก 1)เพราะการสร้างที่เพิ่มมากขึ้นจากการมีเม็ดเลือดแดงแตกมาก ในเด็กที่เกิดมามีหมู่เลือดไม่เข้ากับแม่ หรือขาดเอนไซม์ G6PD 2) ตับยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ระบบการคอนจูเกตบกพร่อง 3) ความผิดปรกติทางพันธุกรรม โดยเฉพาะบิลลิรูบินที่สูงมากในเด็กแรกคลอดอาจทำให้ Bil. ไปคั่งที่เซลล์สมอง เกิดพิษต่อเซลล์สมอง เกิดโรค Kernicterus ภาวะปัญญาอ่อน ฯ ได้ </blockquote> บิลิรูบินใช่ว่าจะมีแต่โทษน๊ะ แต่พบว่าในระดับต่ำ บิลลิรูบินเป็น Antioxidant ด้วย  <blockquote> แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในห้อง Lab. ล่ะคืออะไร??? การประชุมครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไร กับผู้เขียน สงสัยต้องต่อในบันทึกหน้าซะแล้ววว ก็ไม่รู้ว่าจะโดนกระตุ้นอีกเมื่อไร แต่ตอนนี้โดนเวลาเป็นตัว inhibit อีกแล้วเจ้า!! </blockquote>