นครสองทวีป แหล่งกำเนิดอารยธรรม

            ช่วงปลายมีนาคมต้นเมษายนที่ผ่านมา ป้าเจี๊ยบพาตัวเองไปยังที่ๆไม่เคยไป  ซึ่งทำเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง  ทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วค่ะ เพราะรู้สึกว่าดีต่อตัวเองมากๆ  และพบว่าInstructions for Life ลำดับที่ 16 ของ Good Karma ก็บอกว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องดี

          ปีนี้เลือกประเทศตุรกีเพราะอยากเห็นร่องรอยอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอนาโตเลีย ที่ติดใจมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตวิชาเอกสังคมศึกษาค่ะ

          สี่วันเต็มๆ ในอิสตันบูล (Istanbul) เมืองที่ได้สมญานามว่า The Cradle of Civilization  ป้าเจี๊ยบใช้เวลาชมสถานที่แต่ละแห่งอย่างจุใจ  ไม่ต้องชะโงกทัวร์  เดินถ่ายรูปเล่นตามสบายๆ แบบไม่ต้องรีบร้อน แถมอากาศก็เย็นถูกใจ

          เมืองนี้เก๋ไก๋ตรงที่ตั้งอยู่บนผืนดินของ 2 ทวีปคือยุโรปและเอเซีย  มีช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) คั่นกลาง  เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มารา  ตอนที่ล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝากฝั่งช่องแคบนี้  มองไปทางไหนก็สวยแปลกตาถูกใจไปหมดเลยค่ะ            

          เวลาไปเที่ยวประเทศที่เป็นเมืองเก่าแบบนี้ ป้าเจี๊ยบจะเลือกไปช่วงต่อระหว่างปลายฤดูหนาวย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ  เพราะพวกไม้ประดับผลิดอกให้ชมบ้างแล้ว  แต่ต้นไม้ใหญ่ๆ ยังมีเพียงกิ่งก้านเป็นเส้นๆ  และปุ่มปมเล็กๆ ที่เตรียมตัวจะแตกใบเท่านั้น  ทำให้มองเห็นอาคารบ้านเมืองได้เต็มตามากกว่า  

          ป้าเจี๊ยบชื่นชมประเทศแถบยุโรปที่ดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ๆ ได้ดีมากค่ะ  พอฤดูใบไม้ผลิก็แตกใบสะพรั่งเต็มที่  งดงามไปหมด  แต่สำหรับป้าเจี๊ยบแล้ว สภาพอย่างนั้นเป็นอุปสรรคขีดขวางการชื่นชมสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่อยากดูเป็นอันมาก  โดยเฉพาะหากไปแบบชะโงกทัวร์  เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้บังจนเห็นแค่เพียงหลังคา! 

          สิ่งที่ทำเป็นประจำเวลาไปถึงคือ ซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ซะก่อน  ครั้งนี้ป้าเจี๊ยบก็ซื้อหนังสือชื่อ Istanbul พิมพ์สี่สีสวยงามด้วยกระดาษอาร์ตมันทุกหน้า ความหนา 145 หน้า บรรจุภาพและข้อมูลเพียบ  ด้วยราคาเพียง 2 ยูโรหรือ 100 บาทเท่านั้น 

          เมื่อได้มาแล้วก็รีบพลิกดูภาพข้างในอย่างรวดเร็ว เพื่อสำรวจว่าตรงไหนบ้างที่ไม่ต้องถ่ายรูปซ้ำให้เสียเวลา  เพราะยังไงภาพในหนังสือก็สวยกว่าอยู่แล้วเพราะเป็นของมืออาชีพ  ดังนั้นภาพที่ป้าเจี๊ยบถ่ายมาส่วนมากจึงเป็นมุมมองที่ตัวเองชอบและสนใจค่ะ   ตรงไหนอยากมีตัวเองอยู่ในภาพก็ให้เพื่อนถ่ายให้หรือใช้ขาตั้งกล้องเพื่อตั้งเวลาถ่ายอัตโนมัติ

          สถานที่ที่ใช้เวลาชมมากหน่อยก็มีพระราชวังทอปกาปิ พระราชวังโดลมาบาเช สุเหร่าสีน้ำเงิน จตุรัสตักซิม ตลาดคาพาลิคาร์ซี ตลาดคัมกาปิ อ่างเก็บน้ำใต้ดิน จตุรัสฮิปโปโดรม และฮาเกียโซเฟียที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก 

          รายการที่ขาดไม่ได้คือการชมระบำหน้าท้อง (Belly Dance) และระบำพื้นเมืองของตุรกีค่ะ พอการแสดงบนเวทีจบลง  นักแสดงก็ลงมาเชิญผู้ชมแต่ละชาติขึ้นไปร่วมเต้นด้วย ซึ่งแต่ละโต๊ะจะมีธงประจำชาติของตนอันเล็กๆ ตั้งไว้ให้ทุกคนทราบ 

          สำหรับโต๊ะคนไทย  ป้าเจี๊ยบก็โดนสิคะ  เพื่อนๆ บอกว่าให้ออกไปเต้นเพื่อชาติ  แล้วจะขัดได้ยังไง  ไม่ต้องห่วงนะคะ  รับรองว่าไม่ได้ทำเสียชื่อประเทศไทยหรอกค่ะ  เพราะตอนขากลับ กลุ่มฝรั่งโต๊ะติดๆ กันยกหัวแม่โป้งชูให้ซะด้วย  และเพื่อนๆ ก็ประเมินเชิงอคติเข้าข้างกันเองว่าเต้นได้สวยที่สุดค่ะ  ไชโย...

          นอกจากสถาปัตยกรรมและทิวทัศน์ทั่วไปแล้ว  สิ่งที่ป้าเจี๊ยบชอบเป็นพิเศษก็คือ ดอกไม้ กับ ของกิน คิดว่าคงต้องเขียนบันทึกแยกเป็นเรื่องๆ ในโอกาสต่อไปน่าจะดีกว่า

          ต่อไปนี้เป็นภาพบางส่วนของอิสตันบูลค่ะ