การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบางครั้ง บางเรื่องก็ต้องอาศัยการสนทนาโต้ตอบกัน (Dialogue) ซึ่ง MSN ก็ได้ช่วยอยู่เสมอ อย่างเช่นวันนี้ กับคุณ Mr_Jod และ คุณเด็กแนว ในเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินของเครือข่ายหน่วยบริการ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการให้ข้อคิดเห็นเชิง ลปรร.ไว้ที่บันทึก อบรมที่หาดไชยเชษฐ์ เกาะช้าง แล้วน้องเขาก็สนใจตามเรื่องมา ลปรร.กันต่อ ผมก็ส่งไฟล์เอกสารทั้งที่ใช้เป็นวิทยากร ใช้สอน นศ. ม.ราชภัฎสงขลา บันทึกที่เกี่ยวข้องที่เคยได้บันทึกไว้ใน Blog นี้ และที่ใช้ในการทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบให้ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

     แต่ด้วยข้อจำกัดของ MSN ที่จะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ ผมจึงได้สรุปแล้วนำมาบันทึกที่ Blog อีกครั้งหนึ่งว่าได้ส่ง และ ลปรร.อะไรไปบ้าง ดังนี้ การวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนและความอยู่รอดระยะยาว, การวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถานบริการสาธารณสุข, ความสำคัญ ความหมาย และประเด็นการคิดวัสดุคงคลังที่มากกว่า 3 เดือน, การเงินการคลัง UC ปี 2549 โดยสามารถติดตามเรื่องเหล่านี้ได้ที่ 2 blog คือ ระบบหลักประกันสุขภาพ และ เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ในส่วนของไฟล์ก็มี 3 ไฟล์ คือคู่มือวิเคราะห์การเงิน (Ms-Word) และวิธีการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล 0110 รง.5 (Power Point)

     ผมได้เล่าให้ฟังนิดนึงว่า อย่าได้แปรผลตามดัชนีบางตัว ต้องดูหลาย ๆ ตัวพร้อม ๆ กัน ที่สำคัญขอให้ดูข้อมูลดิบด้วย โดยเฉพาะคนที่เข้าใจดัชนีพวกนี้ดี จะทำการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเพื่อให้ดัชนีไม่ดีได้ ทั้งนี้เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม ฉะนั้นต้องดูนิสัยการเงินการคลังที่เป็นบริบทของเครือข่ายบริการจริง ๆ ร่วมด้วยเสมอ หรืออาจจะต้อง Recheck กับข้อมูลดิบด้วย

     ผมได้ให้ข้อคิดที่สำคัญกับน้อง ๆ เขาไปว่าควรที่จะได้ ลปรร.ไว้ที่ Blog ด้วย เพราะใน MSN จะหายไป ไม่กี่วินาทีเราก็จะลืมไปฝังอยู่ในส่วนลึกเสีย ไม่กระตุ้นเข้าตรง ๆ อย่างวันนี้ก็จะนึกไม่ออกอีก ซึ่งน้องเขาตอบมาว่า “หมายถึงทำให้เป็น Explicit K ใช่ไหม” และ “KM อยู่ในตัวบุคคลของทุกคนอยู่แล้ว ว่าแต่ใครจะดึงมาใช้ได้อย่างไร”

     อันนี้ผมได้ตอบยืนยันตามที่ผมเข้าใจไปว่า “หลักของ KM อย่างหนึ่งคือ การมีใจให้ แบ่งปัน และเคารพ K ในตัวคน ส่วน Explicit และ Tacit K. นั้นก็ได้เคยได้เขียนไว้ที่ จุดเปลี่ยนระหว่าง Tacit และ Explicit Knowledge ซึ่งจะหมายถึงการนำไปประยุกต์ปฏิบัติ แล้วยก K ให้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่า ฉะนั้น Explicit และ Tacit K เป็นคนละส่วนกันอย่างชัดเจน เปลี่ยนไปมากันได้ และไม่มีอะไรเด่น/ใหญ่กว่าอะไร หากนับเป็นปริมาณก็จะได้ Explicit K 20% และ Tacit K 80% (อ้างตามที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้)

     ส่วนประเด็นที่น้องเขาถามมาว่า IT มาเกี่ยวกับ K อย่างไร ตามมุมมองผม คือ เครื่องมือช่วยในการจัดการความรู้ โดยการเก็บบันทึก สร้างเป็นฐานข้อมูลความรู้ที่ง่ายต่อการเข้าถึง สะดวก ง่ายต่อการค้นหาครับ

     อีกประเด็นที่ได้สนทนาโต้ตอบกัน (Dialogue) คือ การเรียน เพราะน้องเขากำลังเรียนต่อ โดยผมได้กล่าวว่า ถ้าเราเรียนโดยไม่รู้ หมายถึงจำได้อย่างเดียว จะจำได้ไม่เยอะเพราะสมองมีขีดความสามารถจำกัดเช่นกัน และไม่นานก็ลืม แต่ถ้าเรียนและรู้ จะตรงกันข้ามครับ ซึ่งการเรียนให้รู้อาจจะใช้เวลานานกว่าเรียนให้จำ เพราะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมยกตัวอย่างตอนสมัยเรียน เพื่อน ๆ ชอบว่าผมมัวเสียเวลารื้อค้น ทั้ง ๆ ที่ท่องเอาก็ได้ เพราะรู้แนวข้อสอบอยู่ แต่ผมไม่ทำอย่างนั้น เพราะเหมือนไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งไม่เชื่อด้วยว่าอาจารย์จะประเมินการเรียนจำ แทนการเรียนรู้ ในระดับมหาบัณฑิต อันนี้น้องเขาก็โต้กลับมาว่า “มีเวลาน้อย” ซึ่งผมก็กำลังจะตอบไปว่า “ทุกคนมีเวลาเท่า ๆ กัน” แต่การ Connect ก็หยุดลงเสียก่อน และการสนทนาก็หยุดลงแค่นั้น