จิตวิวัฒน์ : ความคืบหน้าของจิตตปัญญาศึกษา

เขียนโดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์  

          ตามที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ "จิตตปัญญาศึกษา" หรือ "การศึกษาด้วยใจที่ใคร่ครวญ" ไปบ้างแล้วว่าจะเป็นเรื่องที่ "มีความสำคัญมาก" ต่อ "ระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้" นี้เพราะ "ความเข้าใจตัวตนด้านใน" ของผู้เรียนนั้นเป็นเรื่องที่ระบบการศึกษาทั่วๆ ไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกระดับตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงปริญญาเอกยังขาดแคลนเป็นอย่างมาก

              ความคืบหน้าที่เป็น "รูปธรรม" หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นมา "จากการคิดร่วมกัน" ของผู้ใหญ่หลายๆ ท่านโดยเฉพาะท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ท่าน ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ก็คือได้เกิด "ทีมงาน" ที่ร่วมกันทำงาน ร่วมกันศึกษาและวิจัยเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยทีมงานทั้งหมดร่วมสามสิบกว่าท่านนั้นได้ "ลงไม้ลงมือศึกษา" ด้วยตัวเอง นำพาตัวของพวกเขาไปศึกษาร่วมกันในศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึง "ความเป็นจิตตปัญญาศึกษา" ในขณะเดียวกันก็มีทีมที่จะทำวิจัยร่วมประกบกับการลงมือศึกษาจริงของทีมงานเหล่านี้ไปด้วย

          

“ทีมงาน” เหล่านี้ประกอบด้วยการ “ร่วมมือกัน” ของพันธมิตรหลายส่วนได้แก่ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี, ผศ.นพ.ธนา นิลชัยโกวิทย์, ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา, ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ และคนอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อ.ประภาภัทร นิยม จากอาศรมศิลป์ คุณปรีดา เรืองวิชาธร จากเสมสิกขาลัย ณัฐฬส วังวิญญู จากสถาบันขวัญเมือง คุณจิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร จากสัตยาไส รวมไปถึงอีกหลายท่านจากศูนย์คุณธรรม จากเสถียรธรรมสถาน จากหาดใหญ่และคนอื่นๆ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              ทีมงานเหล่านี้ได้ตกลงกันที่จะทำการศึกษาร่วมกันโดยจัดให้มี “กระบวนการเรียนรู้” ในเรื่องราวต่างๆ ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับ “จิตตปัญญาศึกษา” ทั้งหมดสิบครั้งโดยเริ่มตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา และเมื่อถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ก็จะประชุมร่วมกันเพื่อ “หาแกนหลัก” หรือ “แก่นแท้ของความเป็นจิตตปัญญาศึกษา” เท่าที่เป็นไปได้ที่คงจะไม่ใช่ “ข้อสรุปตายตัว” ว่าจิตตปัญญาศึกษาจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นเท่านั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">             และเรื่องราวที่เป็น “รูปธรรมสำคัญ” ที่คาบเกี่ยวไปด้วยกันก็คือ “การร่างหลักสูตร” เพื่อใช้จริงกับนักศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่คิดว่าจะตั้งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาโทในเบื้องต้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              ในช่วงวันที่ ๒๑ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทีมงานจิตตปัญญาศึกษาได้มาร่วมเรียนรู้กับทางสถาบันขวัญเมืองที่เชียงรายเป็นเวลา ๕ วัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              สิ่งที่ผมได้สัมผัสกับทีมจิตตปัญญาศึกษาทีมนี้ ก็คือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">               เป็นทีมที่ “มีความพร้อมมาก” ในเรื่องการเรียนรู้ ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ในแวดวงของการเรียนรู้ด้านใน แต่ก็มีความตั้งใจเปิดใจเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก ทำให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของพวกเราที่เชียงรายในครั้งนั้นเกิดผลขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              ทีมนี้ได้รวม “ยังเติร์ก” ของระบบการศึกษาเป็นอย่างดี ดังที่ อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้พูดเปรียบเทียบไว้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการ “ส่งมอบคบไฟ” ของคนในรุ่นที่อาวุโสกว่าอย่างท่าน อ.หมอประเวศ อ.สุมน อ.ประภาภัทร ฯลฯ เพื่อมอบหมายให้ “คนรุ่นใหม่” เหล่านี้ได้ทำหน้าที่ “ถือคบไฟ” ต่อไปอย่างก้าวหน้าถูกทิศถูกทางและหนักแน่นมั่นคง</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">                 อย่างไรก็ตาม ผมพบ “ปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลง” บางอย่างที่เกิดขึ้นกับทีมจิตตปัญญาศึกษานี้ในช่วงเวลา ๕ วันที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกันอยู่สองสามประการคือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">                หนึ่ง ไม่มากก็น้อย ผู้คนในทีมนี้รู้สึกว่าตัวเองและทีม “ถูกคาดหวัง” จากผู้ใหญ่ (บางท่าน) หรือจากผู้ให้ทุนจากสังคมหรือใครก็ตาม “ค่อนข้างมาก” ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะคิดไปเองก็ได้นะครับ แต่ที่แน่ๆ คือ “ผู้คนในทีมนี้” ได้ “รับรู้ภาระนี้” ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือถ้าผู้คนในทีมได้รับรู้ “ความคาดหวัง” ที่ไม่ว่าจะมาจากอะไรก็ตาม แล้วเขา “แปลผล” ให้เป็น “สิ่งที่ให้คุณค่า” หรือ “สิ่งที่ให้ความสำคัญกับการทำงานในชีวิต” เรื่องราวก็จะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และมีพลัง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาเหล่านี้ “แปลผล” ไปเป็น “สิ่งที่กดทับหรือภารกิจที่หนักอึ้ง” มันก็อาจจะเหมือนกับเวลาที่นักกีฬาไทยถูกคาดหวังว่าจะได้กี่เหรียญๆ อะไรแบบนั้นกระมัง</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">                ประการที่สอง ทีมนี้เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเรื่อง “ความคิด” ที่เป็นไปอย่างล้ำลึกมาก แต่ความสมดุลเรื่องฐานกายหรือปัญญากายอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด “พลังชีวิต” ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” และ “ความมุ่งมั่น” ที่ “สม่ำเสมอเพียงพอ” ในการทำงานและดำเนินชีวิต กิจกรรมที่เพิ่มและเสริมสร้างปัญญากายเพื่อ “เพิ่มพลังชีวิต” จึงมีความหมาย และผมพบว่าหลายๆ คนได้เริ่มเห็นความสำคัญ และหลายๆ คนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองในเรื่อง “พลังชีวิต”</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">                สาม ผมต้องขอพูดอย่างไม่เกรงใจแต่ด้วยความปรารถนาดีว่า ความเป็นทีมของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงเวลาที่พบนั้น ยังเป็นแค่คนมาอยู่ร่วมกันเพื่อเรียนรู้เฉพาะในงานอบรมหรือประชุมกันเพื่อทำงานเท่านั้น แต่ “ความเป็นชุมชน” ยังไม่ได้ก่อเกิด “มากพอ” ที่จะทำให้เกิด “การเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง”</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">             อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายของเวิร์คชอปที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกัน ผมพบว่าการมาเชียงรายของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงนี้ได้ทำให้ “ภาระทางใจ” เรื่อง “ความคาดหวัง” จากหลายๆ ส่วนของทีมนี้ “ลดน้อยลง” และ “แปรสภาพ” เป็นพลังด้านบวก “ไม่น้อยเลย” หลายๆ ท่านเห็นความสำคัญของ “ปัญญากาย” และผมยังพบว่าทีมนี้กำลังมีการก่อเกิด “ความเป็นชุมชน” หรือกำลังก่อเกิด “ความเป็นชนเผ่าจิตตปัญญาศึกษา” เพราะเรื่องนี้จะเป็น “หัวใจที่สำคัญที่สุด” ที่จะทำให้ “ทีมจิตตปัญญาศึกษา” นี้อยู่ด้วยกันได้ ทำ “งานที่แท้จริง” ร่วมกันได้สำเร็จ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              คำว่า “งานที่แท้จริง” นั้นอาจจะไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า “ทำงานเสร็จ” ไปตามโครงการที่วางไว้กับผู้ให้ทุนเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึง “การทำงานร่วมกันได้แบบร่วมกันจริงๆ” “อยู่ร่วมกันได้” และสามารถ “สร้างคนใหม่ๆ” หรือ “คนรุ่นใหม่” ให้เกิดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">               ให้สมดั่งความตั้งใจของเหล่าผู้อาวุโสที่ได้ “มอบหมายคบไฟ” มาให้กับคนรุ่นนี้ เพื่อจะได้ฉายแสงและส่องทางที่ถูกต้องให้แก่สังคมไทยต่อไป โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็น “ภาระที่หนักอึ้ง” แต่เป็น “ภารกิจที่เต็มใจรับมอบ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">              ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal" align="right">นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal" align="right">[email protected]</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal" align="right">แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal" align="right">สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal" align="right">ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐</p>