หลังจากที่ได้เริ่มเปิดบันทึกหน้าแรกแล้ว วันนี้ก็เลยมาต่อยอดจากคราวที่แล้วอีกสักนิดก็แล้วกัน เผื่อจะมีประโยชน์กับใครๆบ้าง.........
เรื่องเล่าจากคนใกล้ตัวที่ทำงานในบริษัทชั้นนำระดับโลก เค้าเล่าว่า.....บริษัทเค้าจะมีวัฒนธรรมอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ให้ผู้บริหารกับพนักงานมาพบปะพูดคุยกันปีละ 2ครั้ง และในกิจกรรมนั้นก็จะให้มีการ Feed Back กันระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง โดยที่มีข้อตกลงกันว่าจะพูดทุกอย่างที่คิด ที่รู้สึก ไม่มีการโกรธ ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ไม่มีผลกับการทำงานใดๆทั้งสิ้น
และทุกครั้งหลังการ Feed back สิ่งที่ได้รับก็คือความร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนางาน ความสมัครสมานสามัคคีในองค์กร ความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ตัวเองหลังจากที่ได้ยินก็รู้สึกอยากให้มีบรรยากาศแบบนี้ในหน่วยงานในองค์กรของตัวเองบ้าง แต่ที่ทำได้ก็คงเริ่มต้นภายในหน่วยงานของตัวเองเท่านั้น แล้วก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะได้ผลดีสักแค่ไหน เพราะวัฒนธรรมบ้านเรา(คนไทย) ไม่ค่อยชอบให้ใครมาตำหนิซะด้วยสิ........ก็ถ้าตราบใดเราไม่เปิดใจกันสิ่งดีๆก็ไม่รู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ จริงมั้ย?
ได้ยินข่าวออกมาว่า นายกฯ ปัจจุบันก็มีกิจกรรมอย่างนี้ในการประชุม ครม. อาทิตย์ก่อนหน้านี้ คณะ ครม. ก็ไม่กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ตนเองคิดว่าไม่ดี ปรากฏว่าทั้งวัน นายกฯ พูดอยู่คนเดียว
ที่คณะแพทย์ใช้เวที่ผู้บริหารพบบุคลากรทุกพฤห้สบดีที่4ของเดือนไปก่อนนะคะ
ถ้าทำโดยมีจุดม่งหมาย เพื่อ งาน ก็เป็นสิ่งดี ที่ทุกคนเปิดความคิด และ ติติงกัน ในพุทธศาสนา ก็ได้ทำอย่างนี้ในสังคมสงฆ์ เช่นกันในการปลงอาบัติ แต่คนส่วนมาก จะไม่คิดแค่เป็นเรื่องงาน จะพาลดึงมาเป็นเรื่องศักดิ์ศรี และหน้าตาของตนเอง ยิ่งแก่พรรษา ยิ่งเตือนยาก อีโก้สูง และเอาแต่ใจ ยิ่งแก่ ยิ่งแคบ ไม่เปิดกว้าง อีกทั้งผูกเจ็บและก่อให้เกิดการอาฆาต ถึงขนาดนำไปเป็นเรื่องที่จะหาทาง ล้างเวร จองกรรม กันทีหลัง โดยใช้เครื่องมือ ทั้งตำแหน่งและพวกพ้อง จึงกลายเป็นเรื่องที่ เป็นเวทีที่ใช้ประจบสอพลอ และเป็นเวทีที่จะหาคะแนนนิยมของตนเองไป นี้แหละ ผลของการยึดตนเองเป็นที่ตั้ง และเห็นแก่ตนเอง เป็นหลัก ไม่ได้มองที่งานเป็นที่ตั้ง