บ่ายแก่ๆ ของวันที่วุ่นวายวันหนึ่งในกรุงเทพฯ
ผมได้มีโอกาสใช้บริการรถแท็กซี่ไปทำธุระสำคัญ
ในนาทีที่เร่งรีบเพื่อจะไปให้ทันนัด
รถติด.....ติดมากเสียด้วยครับ
แล้วผมก็ได้ยินเสียงรถพยาบาลเปิดไซเรนดังลั่นอยู่เบื้องหลัง
รถพยาบาลพยายามซิกแซ็ก ในช่องทางที่ว่างเพื่อหาทางไปข้างหน้า
แต่เหมือนกับว่ายิ่งรีบ...ก็ยิ่งทำให้ช้าไปกันใหญ่
แถมรถบางคันยังไม่ยอมให้รถพยาบาลแทรกแซงไปได้เลย
สงสารก็แต่คนป่วยที่นอนอยู่ในรถพยาบาลคันนั้น
เค้าอาจกำลังยื้อชีวิตอยู่กับพญามัจจุราชก็เป็นได้
.............................................................................................
บ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่งของ ลอสแองเจลีส
มหานครที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ผมอยู่ในรถแวนของวัดไทยฯ ที่กำลังพาพวกเราครูอาสาฯ
ไปทัศนศึกษาสถานที่แห่งหนึ่ง
ท่ามกลางการจราจรที่พลุกพล่าน รถจำนวนมากอยู่บนท้องถนน
แต่มันกำลังแล่นตามกันอย่างมีระเบียบ
ทันใดนั้นเอง...ผมก็ได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาล
มีรถตำรวจนำหน้าคันหนึ่ง พร้อมทั้งป่าวประกาศ
ให้รถข้างหน้าทราบว่ามีรถพยาบาลตามมาด้านหลัง
รถที่กำลังแล่นอยู่พร้อมใจกันเบนหัวรถเข้าชิดขอบถนนโดยอัตโนมัติ
รถเลนซ้ายเบนไปทางซ้าย.........รถเลนขวาเบนไปทางขวา
เหลือช่องทางตรงกลางไว้ โดยไม่เสียเวลาแต่อย่างใด
รถพยาบาลสามารถแล่นผ่านไปได้โดยสะดวก
ดีใจกับผู้ป่วยในรถพยาบาลนั้น
เขาไม่ต้องยื้อชีวิตกับพญามัจจุราช
ตรงกันข้าม....พญามัจจุราชไล่ตามเขาไม่ทันด้วยซ้ำ
....................................................................
นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมพบเห็นจริง
แม้จะต่างสถานที่ และเวลา
แต่เราก็เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน
ของผู้คนสองประเทศที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
....................................................................................
ผมคิดว่า.....เราควรจะบรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับ
การเปิดทางให้กับรถฉุกเฉิน ในการสอบรับใบขับขี่กันเลยทีเดียว
เพื่อให้เป็นกฎหมายข้อสำคัญที่ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติ
เพราะเมื่อเราหวังน้ำใจบนท้องถนนโดยธรรมชาติไม่ได้
ก็คงต้องสร้างน้ำใจภาคบังคับให้เกิดขึ้น
และคงทนถาวรในกมลสันดานของผู้ขับขี่ทุกท่านครับ
....................................................................................
แล้วฉุกเฉินบนท้องถนน
กับนาทีชีวิต.......ที่เราทุกคนสามารถช่วยได้
ก็จะไม่ต้องให้เราต้องมาฉุกคิด
กันถึงเรื่อง น้ำใจ บนท้องถนนอีกครับ
ขอบคุณครับ
ความมีวินัย สำหรับคนไทยมีอุดมก็แต่ในตำราครับ ส่วนในภาคปฏิบัตินั้น เราชินกับการอยู่อย่างง่ายๆ อะไรก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร .. นานเข้านิสัยบริโภคอะไรง่ายๆ (อย่างมักง่าย) ก็ถูกผู้ร้ายมองเห็นช่อง เราก็ถูกหลอกให้หลง เป็นนักบริโภคตัวยง .. ที่คอยแต่ ซื้อ ซื้อ ซื้อ .. ปัญหาหมักหมมมากมาย แก้ไขไม่ได้ เพราะธรรมชาติในอดีต โอ๋เราเกินไป .. ลองให้ต้องเสี่ยงตายอยู่กับธรรมชาติที่โหดร้าย และแปรปรวนเช่นญี่ปุ่น หรือประเทศอื่นในเขตอบอุ่นดูสิ .. วินัยก็จะติดตัวมาไม่ต่างจากเขาสักเท่าไรหรอก .. แต่อะไรๆ มันก็มาไกลเสียแล้ว .. ครูไทยจึงน่าจะเจอศึกหนักที่สุดในบรรดาครูของโลก ในการทำกิจกรรม ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน นะครับ .. สู้ สู้ สู้ ครับ.
ผมเห็นด้วยกับท่านอย่างที่สุดว่า ครูไทยต้องเจอศึกหนักที่สุดในบรรดาครูของโลก...ยังไงก็ สู้อยู่แล้วครับผม
เป็นกำลังใจให้ช่วยกันสร้างสมจิตวิญญาณความเป็นคน รักผู้อื่นให้ไม่น้อยไปกว่ารักตัวเองแก่เด็กๆของเราด้วยคนค่ะ ยังเชื่อมั่นว่าไม่มีวันสายเกินไปค่ะ
ภาพความแตกต่างแบบที่คุณรตนญาณนำมาเล่า ได้เคยพบเห็นเช่นกันค่ะ ที่ออสเตรเลียและที่หาดใหญ่ ได้แต่เอาใจช่วยและภาวนาให้ ได้แต่คิดว่า ถ้าเขายังไม่ถึงที่ มัจจุราชก็คงละเว้นเขานะคะ
ธรรมะสวัสดีครับ
สอนลูกศิษย์ ทั้งวิชาการ และวิชาชีวิต
จึงเป็น ครูบา+อาจารย์
ในภาวะสังคมปัจจุบันนี้ คงต้องให้คุณครูทั่วประเทศสลับกันลากิจไปศึกษาธรรมะโดยตรงกัน ถึงจะ ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน ได้
เปิดหลักสูตรเมื่อไร ผมยินดีลากิจ ไปร่วมด้วยคนนะขอรับกระผม
หลักสูตรที่ว่านี้้คงต้องปลูกฝังที่จิตสำนึก แต่ว่าราณีว่ากว่าคนจะเติบโตมาได้ต้องเริ่มที่ครอบครัวนะค่ะ เด็กมังจะมองพ่อกับแม่เป็นแบบอย่าง ถ้าพ่อแม่รู้จักสอนให้เด็กอ่อนโยน เห็นชีวิตทุกชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เด็กก็จะมีมุมมองที่มองโลกในแง่ดี ครูอาจารย์ก็ต้องช่วยกันตอกย้ำ แต่จะเริ่มที่โรงเรียนก่อนไม่ได้เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยฟัง ยิ่งเด็กระดับปริญญาตรีด้วยแล้ว เฮ้อ สงสารประเทศชาติและพ่อแม่จริงๆค่ะ