สมาชิกใหม่
จงปล่อยวางความรู้สึกผิดตลอดกาล
ขั้นตอนที่ยากทีสุดของการเดินทางออกจากความรู้สึกผิด คือ การที่จะทำให้ตนเองเชื่อมั่นว่า เราสมควรได้รับการให้อภัย ขั้นตอนที่สำคัญที่จะหลุดจากเรือนจำนั้นต้องทำด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียว
จาก เทศนาธรรมของ อ.พรหม แห่งเมือง เพิร์ธ
สาธุ.. จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด..
ขอบคุณมากในความเมตตา
ขอให้ได้ไปสู่นิพพานด้วยกันเทอญ..สาธุ
ว่างๆ รบกวนอาจารย์มาสนทนาธรรมร่วมกันนะคะ
"Real Love are not for Love somebody, It for Everybody & Nobody”
ปล่อยวางความผิดแล้วคิด"ทำ"ใหม่
สวัสดีค่าอ.แอร์ หนูแนนนะคะ อ.เขียนข้อความที่ดีมากเลยค่า ไม่ว่าอะไรในโลกนี้การที่เรารู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง และเรียนรู้จักตัวเองให้มาก รวมถึงการรู้จักปล่อยวางจากบางเรื่องที่เราเอง (อีกนั่นแหละค่า) ยึดเหนี่ยวไว้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด (ใช่ไหมค่าอ.) หนูเชื่ออย่างนั้นนะคะ อ.คะแค่ประโยคสั้นๆที่อ.เอามาลงไว้ทำให้คิดอะไรได้หลายอย่างเลยนะคะ อยากให้อ.เขียนอีกเยอะๆจังคะ การได้อ่านอะไรอย่างนี้หนู้รู้สึกว่าตัวเองได้คิดอะไรที่มันยกระดับจิตใจและสมองไปด้วยนะคะ (เวอร์เกินไปหรือปล่าไม่รู้คะ) อีกอย่างนะคะถ้าอ.ว่างๆหนูก็อยากพูดคุยกับอ.ในเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดทางศาสนาบ้างจังคะ หนูมีคำถามบางอย่างในใจที่พยายามค้นหาอยู่คะแต่ไม่รู้จะหาคำตอบให้กับมันด้วยวิธีไหนดี มีเพื่อนเคยแนะนำว่าลองไปสนทนาธรรมดูสิ แต่หนูไม่รู้จริงๆคะว่าจะได้คำตอบไหม ถ้าอ.จะอนุเคราะห์สัตว์โลกตัวน้อยๆนี้หน่อยก็น่าจะดีน่าค่า ขอขอบคุณล่วงหน้าค่า
สำหรับน้องแนน ถ้าเจอกันที่ไหน เมื่อไหร่ อยากบอกว่ายินดีมาก ถ้าจะได้มีโอกาสคุยกับน้องแนน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องธรรมะก็ได้ ถ้ามีความรู้และความสามารถเพียงพอที่จะคุยเรื่องที่น้องแนนอยากคุยด้วย ส่วนเรื่อง จงปล่อยวางความรู้สึกผิดตลอดกาล นำมาจาก หนังสือธรรมะของ พระอาจารย์ พรหม ซึ่งเป็นฝรั่ง ท่านบวชมากว่า 20 ปี เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ตอนนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ท่านเล่าว่ามีโยมคนหนึ่งทำเพื่อนตกน้ำตายตั้งแต่ยังเด็ก ความรู้สึกผิดได้กัดกร่อนจิตใจเขาตั้งแต่เล็กจนโต ท่านได้ปลดแอกการจองจำ ว่าในพุทธศาสนามีสุภาษิตว่า “จงจุดเทียนไขเพื่อให้ได้แสงสว่าง แทนการบ่นคร่ำครวญว่ามันมืด” ความรู้สึกผิดนั้นแตกต่างจากความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ผิดพลาด
ขอขอบคุณ อ.แอร์ มากๆค่า ดีใจจังคะอ.
หนูเคยพูดประโยคคล้ายๆกันอย่างนี้กับน้องๆนิสิตปี 6 คะ (ทีเพิ่งจบไปคะ) ว่า "จุดตะเกียงดีกว่าสาปแช่งความมืด" หนูอ่านมาจากบทความของประภาส ชลสรานนท์ คะ อ.แอร์ หนูเชื่ออย่างนั้นจริงๆนะคะอ. หนูว่าการที่เราเห็นบ้างสิบางอย่างที่ผิดที่ไม่ดีแล้วเราเอาแต่พร่ำบ่นว่ามันแย่อย่างนู้แย่อย่างนี้โดยไม่คิดที่จะทำอะไรแล้วพาลโบ้ยไปว่าก็มันทำอะไรไม่ได้ช่างมันดีกว่า มันไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลยคะอ. หนูว่าแทนที่เราจะมัวมานั่งบ่นว่าไม่ดีอย่างนู้ไม่ดีอย่างนี้กลับมาคิดหาทางดีกว่าว่าจะทำอย่างไงให้มันดีขึ้นหรือแย่น้อยลง เห็นหลายอย่างคะ อ.แอร์ ที่มันเป็นอย่างนี้แต่บางครั้งการที่เราพยายามทำอะไรลงไป (เพราะคิดว่ามันจะทำให้เกิดการพัฒนาต่างๆนานา-อาจจะเป็นการคิดเอาเองนะคะ) แต่กลับกลายเป็นว่าเราเหมือนเดินสวนทางกับคนอื่นคะ เพราะเค้าคิดกันว่าช่างมันเถอะจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันทำไม (อันนี้หนูก็คิดแทนคนอื่นอีกแล้วคะคนอื่นเค้าคงมีเหตุผลอย่างอื่นที่ไม่ทำอะไรก็ได้คะ) บางครั้งการที่เราทำไปอย่างนี้ อ.แอร์ ว่ามันเป็นการดันทุรังหรือเปล่าคะ หรือหนูจะเป็นคนยึดมั่นถือมั่น (ในตัวเองเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางคะ)
ปล.แต่อ.แอร์คะหนูก็ยังเชื่ออยู่ดีนะคะว่า "การปล่อยวาง" กับ "การนิ่งเฉย" มันต่างกันคะ อ.แอร์ว่าอย่างไงคะ
ขอขอบคุณ สำหรับการตอบของอ.นะคะ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้หนูทราบคะว่ายังมีอีกหนึ่งคนทีพร้อมจะมอบสิ่งดีๆ (คำแนะนำ) ให้กับหนูคะ และขอขอบคุณอ.แอร์ ล่วงหน้าสำหรับแนวคิดในเรื่องที่หนูค้างคาในใจคะ (ที่จริงก็มีอยู่หลายเรื่องคะอ. )
เห็นด้วยกับน้องแนนที่ว่า “การปล่อยวาง” แตกต่างกันอย่างมากกับคำว่า “การนิ่งเฉย” ไม่อยากให้น้องแนนคิดแทนคนอื่น ตอนไปปฏิบัติธรรม อาจารย์บอกว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใจคนอื่นได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงใจของเราเองได้ โดยการคิดดี ทำดี และพูดดี อยากบอกน้องแนนว่า อ.เจอคนประเภท ด่าว่าคนอื่น นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี ทำไมนั่นไม่เป็นอย่างนั้น นี่ไม่เป็นอย่างนี้ คอยพร่ำบ่นถึงแต่ปัญหา ไม่เห็นหาทางแก้ปัญหา เรายังคิดอยู่เลยว่าเขาคิดแต่แง่ลบ ทำไมไม่คิดแง่บวกบ้าง เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ positive thinking ของนายแพทย์คนไทยท่านหนึ่ง ชื่อหนังสือ (ถ้าจำไม่ผิด) มีดีบ้างไหม ชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะสอนให้เรารู้จักการคิดบวก ให้มองพื้นสีขาว มากกว่าจุดสีดำเล็กๆ และเคยดูหนังเรื่อง butterfly effect ชอบมาก เพราะไม่ว่าจะไปเปลี่ยนแปลงอดีตยังไง ก็จะเจอปัญหาใหม่ทุกครั้ง อยากให้กำลังใจน้องแนน ถึงแม้เราจะเป็นน้ำดีเพียงแก้วเล็กๆ ก็ยังดีกว่าเป็นน้ำเสียเท่ามหาสมุทร ถ้าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี จงทำต่อไปอย่าท้อถอย แล้ววันหนึ่งน้ำดีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะล้างน้ำเสียออกไป ดังเช่นพระราชดำรัสของในหลวงว่า ให้ปิดทองหลังพระไปเรื่อยๆแล้ววันหนึ่งทองที่ปิดหลังพระจนมากเพียงพอล้นมาข้างหน้าปิดทองหน้าพระเอง
ขอขอบพระคุณ อ.แอร์ อย่างสูงคะ ที่ตอบข้อสงสัยของหนู
แต่ อ.คะหนูกลับมานั่งอ่านสิ่งที่หนูเขียนถามอ. อีกครั้ง หนูว่าหนูก็คงเป็นคนประเภทเดียวกับที่หนูถามอ.แหละคะ (เห็นสิ่งไม่ดีแล้วไม่ทำอะไร) เพราะคนเหล่านั้น (รวมทั้งหนูด้วยคะ) เค้าก็คงผ่านความรู้สึกที่อยากให้เปลี่ยนแปลงมาแล้วแต่เจอกับทางตันบางอย่างมาจึงไม่เดินต่อไป มันยิ่งตอกย้ำสิ่งที่อ.แนะนำเลยคะว่า "อย่าไปคิดแทนคนอื่น"(ทำไมเค้าไม่ยอมทำอะไรเลยนะ.....คิดๆๆๆๆๆๆ........) "พยายามมองโลกในแง่บวก" (ทุกคนเค้ามีเหตุผลของการกระทำด้วยกันทุกคน (ใช่ไหมคะ))
ดีใจจังคะ (ซึ้งใจด้วยคะ) ที่ อ. ช่วยยืนยันความรู้สึกเดิมของหนูที่ว่า "ยังมีคนที่หวังดีและปรารถนาดีกับเราอยู่" ขอบพระคุณ อ.แอร์อย่างสูงอีกครั้งนะคะ
ปล.ชอบหนังเรื่อง Butterfly effect เช่นกันคะป
ปล.2 หนูจะพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ (สิ่งดีๆ) อยู่ต่อไปคะ หนูสัญญา (ด้วยเกียรติของยุวกาชาดรุ่นเก๋าคะ ฮิๆๆ)
สวัสดีค่ะอาจารย์ คิดถึงอาจารย์นะค่ะ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปพบเลยค่ะ ขอโทษด้วยนะค่ะ แต่คิดว่าอาจารย์คงจะเข้าใจน่ะค่ะ ยังไงยังคงรำลึกถึงอาจารย์เสมอน่ะค่ะ มีอะไรให้รับใช้อาจารย์บอกได้ทุกเวลาค่ะ...Ju
ที่ไม่ได้เข้ามาเขียนเลยเป็นเพราะว่าช่วงที่ผ่านมามีงานเข้ามาค่อนข้างมาก และประสบปัญหาหลายอย่างจนต้องกลับมานั่งคิดว่าจริงๆแล้วชีวิตของเราต้องการอะไร ในใจก็ตอบตัวเองได้แค่ว่าเราต้องการความสุข แต่พบว่าบ่อยครั้งที่คนที่ทำให้เรามีความทุกข์มากที่สุดก็คือต้วเราเอง ใจของเราเองที่มักนำความทุกข์มาให้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งความหวัง เมื่อไม่ได้อย่างที่หวังก็ทุกข์ การคิดมากคิดไปเองเป็นตุเป็นตะ สร้างเรื่องสร้างจินตนาการ การคิดแทนคนอื่นทั้งๆที่เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น ความอยากที่อย่างให้เป็นอย่างใจ อยากให้คนคนนั้นเป็นอย่างใจ แต่พบว่าทุกอย่างไม่ได้บังคับได้เหมือนใจที่ต้องการ ทำให้ทุกอย่างมีแต่ความทุกข์ ถ้าใจเราเพียงแต่ปล่อยวางได้ก็คงดี ในหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณฐิตินาฏ ณ พัทลุง เล่าว่าความทุกข์ก็เหมือนกับลิงกำถั่ว ลิงมันชอบมาขโมยพืชผลในสวน ดังนั้นชาวสวนจึงวางแผนจับลิง โดยการเจาะรูในกับดับขนาดเอามือล้วงได้และในกับดักก็ใส่ถั่วไว้ พอลิงมันมาขโมยถั่วมันเอามือล้วงเข้าไปในกับดักได้แต่พอมันกำถั่วแล้วมันก็ดึงมือออกมาไม่ได้ทำให้มันถูกจับตัวไป ถ้าเพียงแค่มันแบมือมันก็จะสามารถเอามือออกมาได้ ก็เหมือนคนเราที่กำความทุกข์ไว้ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวาง คุณฐิตินาฏบอกว่าเหมือนการเอามืดแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ยอมวางมีดซักที แต่ทุกอย่างก็มีวันจบ ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ ก็มีดับไปเป็นธรรมดา