ขอขอบคุณ อ.แอร์ มากๆค่า ดีใจจังคะอ.

หนูเคยพูดประโยคคล้ายๆกันอย่างนี้กับน้องๆนิสิตปี 6 คะ (ทีเพิ่งจบไปคะ) ว่า "จุดตะเกียงดีกว่าสาปแช่งความมืด" หนูอ่านมาจากบทความของประภาส ชลสรานนท์ คะ อ.แอร์ หนูเชื่ออย่างนั้นจริงๆนะคะอ. หนูว่าการที่เราเห็นบ้างสิบางอย่างที่ผิดที่ไม่ดีแล้วเราเอาแต่พร่ำบ่นว่ามันแย่อย่างนู้แย่อย่างนี้โดยไม่คิดที่จะทำอะไรแล้วพาลโบ้ยไปว่าก็มันทำอะไรไม่ได้ช่างมันดีกว่า มันไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลยคะอ. หนูว่าแทนที่เราจะมัวมานั่งบ่นว่าไม่ดีอย่างนู้ไม่ดีอย่างนี้กลับมาคิดหาทางดีกว่าว่าจะทำอย่างไงให้มันดีขึ้นหรือแย่น้อยลง เห็นหลายอย่างคะ อ.แอร์ ที่มันเป็นอย่างนี้แต่บางครั้งการที่เราพยายามทำอะไรลงไป (เพราะคิดว่ามันจะทำให้เกิดการพัฒนาต่างๆนานา-อาจจะเป็นการคิดเอาเองนะคะ) แต่กลับกลายเป็นว่าเราเหมือนเดินสวนทางกับคนอื่นคะ เพราะเค้าคิดกันว่าช่างมันเถอะจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันทำไม (อันนี้หนูก็คิดแทนคนอื่นอีกแล้วคะคนอื่นเค้าคงมีเหตุผลอย่างอื่นที่ไม่ทำอะไรก็ได้คะ) บางครั้งการที่เราทำไปอย่างนี้ อ.แอร์ ว่ามันเป็นการดันทุรังหรือเปล่าคะ หรือหนูจะเป็นคนยึดมั่นถือมั่น (ในตัวเองเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางคะ)

ปล.แต่อ.แอร์คะหนูก็ยังเชื่ออยู่ดีนะคะว่า "การปล่อยวาง" กับ "การนิ่งเฉย" มันต่างกันคะ อ.แอร์ว่าอย่างไงคะ

ขอขอบคุณ สำหรับการตอบของอ.นะคะ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้หนูทราบคะว่ายังมีอีกหนึ่งคนทีพร้อมจะมอบสิ่งดีๆ (คำแนะนำ) ให้กับหนูคะ และขอขอบคุณอ.แอร์ ล่วงหน้าสำหรับแนวคิดในเรื่องที่หนูค้างคาในใจคะ (ที่จริงก็มีอยู่หลายเรื่องคะอ. )