เมื่อปี พ.ศ. 2548 เคยไปทัศนศึกษาและศึกษาดูงาน ที่ประเทศจีน 3 มลฑล มี นครปักกิ่ง เมืองหางโจวและเมืองเซี่ยงไฮ้ ประทับใจทุกแห่ง ตั้งแต่กำแพงเมืองจีน พระราชวังซูสีไทเฮา จัตุรัสเทียนอันเหมิน และพระราชวังกู้แห่งราชวงศ์หมิง แล้วจึงบินไปมลฑลซูโจว ไปเที่ยวชมดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ชื่อวัดหลิงหงิง ซึ่งมีพระพุทธรูปปางต่างๆ รอบๆภูเขาใกล้กับวัดเป็นการแกะสลักองค์พระ แบบ ภาพ 2มิติ วิจิตรพิศดารมาก แล้วเข้าไปในวัด ดิฉันเข้าไปกราบพระพุทธรูปในโบสถ์ เสียดายที่ห้ามถ่ายภาพ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้จำปานำมาจากประเทศจีน โดยปรมาจารย์....ตักม้อ....สังฆปรินายกองค์ที่ 28 แห่งชมภูทวีป และเป็นองค์ที่ 1 แห่งจีน สมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของกษัตริย์ในอินเดีย สมัย พ.ศ.500, 600ได้รับสมญานามว่า....ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดเส้าหลิน......ซึ่งมีโอวาทเผยแผ่พระพุทธสาสนา ดังนี้
********เมื่อละทิ้งความคิดเพ้อเจ้อ ใจย่อมสุขสงบเองตาม...ธรรมชาติ***
********ใจสงบก็คือ ความรู้สึกเหมือนหินตกลงบนพิ้นโลกอันกว้างใหญ่*******
********อย่าดำรงชีวิต โดยเกาะแน่นกับความกลุ้มใจเด็ดขาด
********หลักแท้ในการบำเพ็ญวิปัสสนาญาณ ต้องมีปัญญาคอยกำกับและต้องปฎิบัติตามหลัก 4 ประการขณะบำเพ็ญคือ
1. ชดใช้บาป 2. ตามลิขิตกรรม
3. ไม่แสวงหาสิ่งใด 4. ยึดถือธรรม..โดยไม่บ่น รับไว้
โดยเต็มใจ
5. ถ้าใจเกิดความละโมบ ทกข์ตามมาทันที..
6...จิตเดิมแท้นั้นคือธรรม...ต้องละทิ้งความคิดเพ้อเจ้อ ตั้งหน้า
ปฎิบัติธรรม...สู่ความว่าง..ละทิ้งใจที่ตระหนี่ถี่เหนียว
7. สวรรค์และนรกต่างก็อยู่ที่ใจ...อย่าดื้อรั้นถือตัวจนเกินไป......
วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ขอจงเป็นผู้ที่ดับที่นี่และสว่างทางธรรมเถิด
จากนั้นจึงเดินทางสู่...มลฑลเซี่ยงไฮ้ และเข้าชมหอไข่มุกขึ้นชมเมืองเซี่ยงไฮ้ ชั้นที่ 264 สวยงามมาก วันรุ่งขึ้นจึงไปเข้าชมสวนอี้หยวน ซึ่งมีสวนหิน ประดับตามมุมบ้าน มีบ้านหลายหลังซึ่งจำลองมาจากพระราชวัง และไม่ลืมที่จะไปชอพปิ้ง ที่จัตุจัก
เซี่ยงไฮ้ มีทางเข้าถึงแปดประตู เกือบลืมทางออกที่นัดหมาย ดิฉันซื้อของมาฝากญาติเกือบไม่พอ เพราะญาติเยอะ
ที่เล่ามาเพียงคร่าวๆ เพราะว่าลืมบ้างแล้ว
ความภูมิใจที่มีก็คือได้ไปถิ่นที่เจริญทางด้านการเมืองการปกครอง เจริญทางศาสนาและวัฒนธรรม อ้อยังมีอีกอย่างคือเจริญทางเศรษฐกิจ