ร่วมประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 6 (1)
การประชุมนี้จัดที่ รร.โลตัสปางสวนแก้ว เชียงใหม่ วันที่ 7 - 8 ธ.ค.48 แต่ผมเข้าร่วมได้เพียงวันที่ 7 ธ.ค.48 โดยจะต้องเป็นวิทยากรใน 2 ช่วง ในห้องส้มป่อย 3
1. ร่วมอภิปรายหมู่ เรื่องบทบาทภาครัฐในการบริหารจัดการสังคมฐานความรู้
เวลา 13.30 - 15.00 น.
ซึ่งผมได้นำบทคัดย่อของการอภิปรายมาลงไว้แล้วดังนี้ (click)
คือผมจะเสนอความเห็นโดยมี 3 keyword คือ empowerment,
synergy และ learning
2. เป็นผู้วิจารณ์เรื่อง "โลก
รัฐ ท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 21 :
การบริหารจัดการในยุคสังคมฐานความรู้"
โดยเมื่อวันที่ 25 พ.ย.48 ผู้จัดการประชุมได้ส่งผลงานวิชาการ 3
ชิ้นมาให้อ่านเตรียมตัววิจารณ์ได้แก่
(1)
การพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันและเครือข่ายนโยบาย :
กรณีศึกษาการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทย โดย ธันยวัฒน์
รัตนสัค เป็นงานทบทวนวรรณกรรม
(2) การวิจัยเรื่อง
"การศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาไทยมุสลิม 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้" โดย รศ. ศรุติ
สกุลรัตน์และคณะ รวมทั้งสิ้น 12 คน
(3) ดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง
"การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมกับแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนทางเลือกเพื่อความยั่งยืน
: กรณีศึกษาโรงสีชุมชน" โดย สุนัย จุลพงศธร
งานอภิปรายหมู่ไม่ใช่งานหนัก เพราะดูรายชื่อผู้ร่วมอภิปราย 3 คน ได้แก่ ศ. ดร. ติน ปรัชญพฤทธิ์ และ รศ. ดร. ทศพร ศิริสัมพันธ์ แล้ว สองท่านนี้น่าจะเป็นพระเอก ผมคงจะช่วยเสริมจากมุมมองด้าน KM เท่านั้น ผมคงจะไม่มีความรู้ที่จะพูดอะไรได้มาก และถึงมีความรู้ก็ไม่จำเป็นต่อที่ประชุมเพราะในเวลา 1.5 ชม. สองท่านนี้คงจะมีประเด็นพูดมากมาย
งานหนักคืองานอภิปรายผลงานวิจัย เพราะดูแล้วเข้าใจว่าผู้เสนอผลงานและผู้จัดประชุมคงจะต้องการใช้กลไกของการนำเสนอและการวิจารณ์เป็นเครื่องมือพัฒนาให้ผลงานวิจัยมีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง จึงพยายามใช้เวลารับใช้เป้าหมายนี้
แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าผมไม่มีความรู้เชิงทฤษฎีด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และด้านการบริหารจัดการ การวิจารณ์เข้าไปในทฤษฎีจึงเป็นเรื่องที่ผมทำไม่ได้ สิ่งที่ผมถนัดคือการตั้งคำถามแบบใช้สามัญสำนึก
ผมจะวิจารณ์รายงานผลการวิจัยทั้ง 3 โดยตั้งคำถามดังนี้
(1) โจทย์วิจัยคืออะไร
มีความชัดเจนไหม
(2) วิธีวิทยา (research methodology)
ที่ใช้ในการวิจัย
เหมาะสมต่อการตอบโจทย์นั้นหรือไม่
จะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือหรือไม่
(3) การเก็บข้อมูลเป็นอย่างไร
ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพในการตอบโจทย์หรือไม่
การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างไร
(4) ข้อสังเคราะห์/สรุป
เป็นอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่
(5)
งานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อการประชุม "โลก รัฐ
ท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 21 :
การบริหารจัดการในยุคสังคมฐานความรู้" อย่างไรบ้าง
การพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันและเครือข่ายนโยบาย :
กรณีศึกษาการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทย
ผู้วิจัยไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ชัดเจนนัก ดูจะเป็นการทำความเข้าใจทฤษฎีหรือศาสตร์ว่าด้วย Historical Institutionalism และ Policy Network Analysis โดยศึกษานโยบายด้านการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทย
ผมไม่รู้จัก Historical Institutionalism จึงลองใช้ Google ค้นดูจึงทราบว่าเป็นทฤษฎีใหม่ด้านรัฐศาสตร์ เป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นโต้แย้งทฤษฎี Rational Chhoice Institutionalism ในเรื่องเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสถาบัน
เช่นเดียวกัน การค้นเรื่องราวของ Policy Network Analysis ด้วย Google ได้บทความยาวเหยียดเกี่ยวกับศาสตร์ด้านการกำหนดนโยบายซึ่งผมไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจ หรือแม้มีเวลาพอก็คงจะอ่านไม่เข้าใจ เพราะผมไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้
เอาเป็นว่าผมไม่มีทั้งความรู้เชิงทฤษฎี และความรู้เกี่ยวกับเรื่องนโยบายการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทย ผมจึงไม่สามารถประเมินคุณภาพของผลงานวิจัยนี้ได้
แต่เมื่ออ่านบทความนี้ผมก็เชื่อว่า การจัดระบบองค์กรด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยได้รับอิทธิพลจากธนาคารโลกและสหรัฐอเมริกา คือเราเป็นอย่างที่เขาอยากให้เราเป็น คือใช้ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ และเวลานี้เรากำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบกระจายการผลิต ซึ่งเป็นเช่นนี้สิ่งที่ผมอยากรู้ก็คือ ในช่วงเวลาประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากนโยบายและการจัดระบบองค์กรแบบรวมศูนย์อย่างไรบ้าง แต่รายงานชิ้นนี้ไม่ได้ศึกษาประเด็นนี้
โยงเรื่องนี้กับหัวข้อการประชุม "โลก รัฐ ท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 21 : การบริหารจัดการในยุคสังคมฐานความรู้" คำตอบน่าจะเป็นด้านลบ คือสังคมไทยไม่ควรยอมรับสภาพของการผูกขาดนโยบายสาธารณะดังในกรณีศึกษานี้ หรืออาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นตัวอย่างความผิดพลาดของสังคมไทยในวิวัฒนาการด้านเครือข่ายนโยบายพลังงานไฟฟ้า
การวิจัยเรื่อง
"การศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาไทยมุสลิม 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้"
งานวิจัยชิ้นนี้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ 3 ข้อชัดเจนมากคือ
1.
เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจไปศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาไทยมุสลิม
2.
เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตขณะศึกษาอยู่ในต่างประเทศ
3.
เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตภายหลังจากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ
สิ่งที่ผมพยายามค้นหาคือ ในรายงานการวิจัยมีการตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ 3 ข้อหรือไม่ พบว่ามีคำตอบชัดเจน
ถามต่อว่าคำตอบนั้นเชื่อถือได้ไหม เชื่อได้แค่ไหน ครบถ้วนแค่ไหน เป็นคำตอบที่ครอบคลุมและลุ่มลึกแค่ไหน การจะได้คำตอบนี้ก็ต้องไปดูวิธีการวิจัยที่ใช้ รายงานบอกว่าเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและบอกรายละเอียดของการดำเนินการไว้มาก แต่ผมหาไม่พบว่าผู้วิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้เคยไปศึกษาต่อต่างประเทศกี่คน หรือเป็นคนที่คิดจะไปศึกษาต่อกี่คน มองไม่เห็นตัว subject ของการวิจัยเลย มองไม่ออกว่า subject ของการสัมภาษณ์คือผู้เคยไปศึกษาในต่างประเทศหรือคือนักวิชาการทางศาสนาอิสลาม
ผมได้ความรู้จากการอ่านรายงานผลการวิจัยนี้มาก แต่ผมไม่แน่ใจต่อด้าน critical appraisal ของข้อมูล เพราะไม่มีการนำเสนอข้อมูล สิ่งที่นำเสนอคือการแปลผลหรือสรุปผล
การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมกับแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนทางเลือก
"เพื่อความยั่งยืน" : กรณีศึกษาโรงสีชุมชน
เอกสารหนามาก ระบุไว้ในสารบัญว่ามีกว่า 334 หน้า แต่ที่ส่งมาให้ดูจะไม่ครบ
โจทย์วิจัยของโครงการนี้ชัดเจนมากและผมชอบมาก คือต้องการศึกษาการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจชุมชนโดยใช้โรงสีชุมชนเป็นกรณีศึกษา
จึงเกิดคำถามว่าจะต้องศึกษาโรงสีชุมชนในแง่มุมไหนบ้าง จึงจะเข้าใจการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจชุมชน
รายงานระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ 3 ข้อ โดยแตกข้อ 2 ออกเป็นข้อย่อย 4 ข้อ ผมชอบข้อ 2.4 มากที่สุดคือ "ศึกษาการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชุมชนที่มีต่อการดำรงอยู่และพัฒนาการของโรงสีชุมชน"
ผมมองว่าวัตถุประสงค์ข้ออื่น ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบ หัวใจคือข้อ 2.4
ผมมุ่งค้นหาวิธีการตอบคำถามในวัตถุประสงค์ข้อ 2.4 ก็พบว่าผู้วิจัยได้นำเสนอประชากรที่จะศึกษาว่าเป็นผู้ที่มาร่วมประชุมจาก 20 จังหวัด จำนวน 2,752 คน จึงหาวิธีสุ่มตัวอย่างจากประชากรนั้น คำนวณออกมาได้กลุ่มตัวอย่าง 349 คน
ผมสงสัยว่าการบอกว่าคนที่มาร่วมประชุมถือเป็นประชากรของผู้ดำเนินการโรงสีชุมชน เป็นการถูกต้องหรือไม่
ผมพยายามไล่ตามไปว่าข้อมูลความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 349 คนนี้อยู่ที่ไหน ก็ตามไม่พบ พบแต่ว่าผลการวิจัย (บทที่ 5) เป็นข้อมูลจากแบบสอบถาม 1,588 ฉบับ กับจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมเชิงปฏิบัติการนั้นไม่ได้บอกจำนวนคน และไม่มีการโยงไปหาตัวอย่าง 349 คนที่จะต้องแจกแจงตามรายภาคอีกเลย
ผมจึงสรุปกับตัวเองว่า มองในเชิงวิจัย ยังสงสัยในด้านคุณภาพและความแม่นยำ แต่มองด้านเนื้อหา เอกสารนี้ให้ความรู้แก่ผมมากจริง ๆ
ทั้งหมดนี้เป็นการวิจารณ์โดย "ผู้ไม่มีความรู้" จึงไม่รับรองในความถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดด้านเวลา จึงไม่ได้อ่านเอกสารเหล่านี้อย่างละเอียดพินิจพิเคราะห์ทุกส่วนทุกถ้อยคำ แต่เป็นการอ่านแบบ "ค้น" เพื่อตอบคำถามที่ผมตั้งขึ้น
เอาไว้ไปฟังการนำเสนอและได้วิจารณ์ในการประชุมจริงแล้วจะมาทำ AAR ไว้ในบล็อกนี้ครับ
วิจารณ์ พานิช
3 ธ.ค.48