เราทำโครงการวิจัยและพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง (ชาวบ้านจัดกลไกการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ แลกเปลี่ยนแรงงาน แลกเปลี่ยนความรู้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินตรามากนัก) มาสี่ปีกว่าๆ ใน 13 หมู่บ้านของ 13 จังหวัด
แม้จะได้มีการสัมมนาปิดโครงการไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 50 แต่งานนี้ยังมี "แรงผลัก" ส่งต่อให้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยหลายภาคี แต่ทิศทางดูจะหลากหลายไม่เป็นขบวน แล้วแต่ใครจะหยิบความรู้นี้ไปทำอะไร
กลุ่มแรกคือ กลุ่มชาวบ้านที่ยังคงทำกิจกรรมการแลกเปลี่ยนของตัวเองต่อไป ภายใต้เป้าหมายของตัวเอง ซึ่งโครงการสรุปได้ว่า ระบบแลกเปลี่ยนชุมชน ถ้าจัดการดีๆ สามารถเอาไปใช้เป็นเครื่องมือตอบวัตถุประสงค์ได้สามเรื่องหลัก คือ (1) ฟื้นฟูวัฒนธรรมการให้ การช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน สร้างทุนทางสังคม เป็นเครื่องมือจัดสวัสดิการชุมชนโดยไม่ต้องใช้เงินมากนัก (2) พึ่งตนเอง ลดรายจ่าย ลดการใช้เงินตราในการผลิตและบริโภค เชื่อมโยงเศรษฐกิจในชุมชนให้มีการหมุนเวียน (3) สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรในพื้นที่ สร้างรายได้และอาชีพ
เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนเสี่ยวเกลอ จากสี่ภูมิภาค ยังจะนัดพบปะ แลกเปลี่ยนสินค้าและช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไป
กลุ่มที่สอง คือ นักวิชาการ
อาจารย์ทิพวัลย์ สีจันทร์ พี่ใหญ่ที่เราเคารพรักยังเห็นประโยชน์ของระบบแลกเปลี่ยนและยังคงขยันขันแข็งนำแนวคิดไปขยายผลต่อ โดยเฉพาะการเชื่อมกับขบวนสหกรณ์
ทีม สกว.ฝ่าย 5 เห็นว่าแนวคิดเรื่องการแลกเปลี่ยนชุมชน ตรงกับแนวคิดการขับเคลื่อนงาน Area Based ใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง ในประเด็นของการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ และชวนให้เราลงไปเล่าแนวคิดนี้ในงานสัมมนาวันที่ 25 เมษายน ที่ JB หาดใหญ่ และก่อนหน้านี้ คงเข้าไปคุยในการรายการวิทยุของสงขลา
คุณนิสากรของกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอให้นำแนวคิดเรื่องระบบแลกเปลี่ยนชุมชนบรรจุในหลักสูตรการปกครองท้องถิ่น เพราะเห็นว่าเป็นรูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง และตัวแทนของสภาพัฒน์ก็รับในหลักการ
กลุ่มที่สาม ผู้ปฏิบัติงาน
ผู้ใหญ่ของ ธกส.ที่มาร่วมงาน เห็นว่าแนวคิดและการปฏิบัติเรื่องระบบแลกเปลี่ยนชุมชนเป็นเรื่องดีน่าสน และเอ่ยปากว่าจะให้การสนับสนุนกลุ่มชาวบ้านขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนที่เราคาดหวังเป็นกลไกการขับเคลื่อนคือ อบต. พอช.นั้น พวกเรายังไม่ได้ทำงานสานตรงนี้มากนัก
กลุ่มที่สี่ ผู้กำหนดนโยบาย
ตรงนี้ติดขัดเรื่องเดิม คือ ตัวบทกฎหมาย มีกฤษฎีกาเป็นผู้ตีความตามกฎหมาย กระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้เกี่ยวข้อง ในการกำหนดนโยบาย ซึ่งกฤษฎีกาตีความว่า การที่ชาวบ้านใช้การแลกเปลี่ยนแบบมีสื่อกลางที่มีลักษณะเป็นเงินตราชุมชน เป็นเรื่องที่จะให้กระทรวงการคลังพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆไป
งานนี้ธนาคารชาติลอยตัว แค่ตัวเอง ยึดหลักนิยามคำว่า "เงิน" แต่กระทรวงการคลังกลับต้องมาเป็นผู้รับภาระพิจารณาสิ่งที่เป็นไป
ตอนที่เราเข้าไปนั่งประชุมกับทีมงานธนาคารแห่งประเทศไทยและทีมงานกระทรวงการคลัง เราคิดว่า ทีมงานกระทรวงการคลังเข้าใจในเจตนารมย์ของชาวบ้าน และพูดคุยกับทีมวิชาการอย่างเป็นกัลยาณมิตร แต่ทีมงานธนาคารแห่งประเทศไทยจะมองอย่างไร ยังไม่ค่อยแน่ใจ
สุดท้าย สิ่งที่ดีที่สุด คือทุกฝ่ายต้องลงไปในพื้นที่พร้อมกัน เรียนรู้ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายคือ ความอยู่เย็นเป็นสุขของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง
ทั้งนักวิจัย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงเห็นแก่ชาวบ้านเหมือนกัน แต่ด้วยการคาดการณ์จากสมมติฐานของแต่ละหน่วยงานเอง ซึ่งต่างกัน
.... ยังไม่นับมุมมองของ ธกส. สภาพัฒน์ฯ และ สกว.
งานนี้จึงยังไม่จบ..
คุณบางทรายคะ เรากำลังอยู่ระหว่างการเขียนบทสังเคราะห์และงานกรณีศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ตอนนี้มีเพียงบทสังเคราะห์เบื้องต้นประมาณ 40 หน้า จะเอาขึ้น website ของสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ www.rasmi-trrm.org นะคะ รายงานโดยละเอียดคงใช้เวลาอีกสัก 2-3 เดือนค่ะ
เรามีพื้นที่ทำงานที่ตำบลหนองสระพัง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหารด้วย กลุ่มที่เราทำงานด้วยเป็นกลุ่มเล็กๆ ร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายมุกดาหารประสานมิตรในระดับจังหวัด มากกว่าการขยายผลในระดับตำบล
ผลทางสังคมมีความชัดเจนกว่าผลทางเศรษฐกิจมากค่ะ และสำหรับชาวบ้านทางภาคอีสานแล้ว การแลกเปลี่ยนอยู่ในฐานวัฒนธรรมเดิม ฟื้นฟูได้ไม่ยาก แต่ก็ขยายผลได้ไม่ง่ายเพราะ ต้องทำงานเชิงความคิดในเรื่องการพึ่งตนเอง ไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ฯลฯ
ขอบคุณสำหรับคำถามดีๆที่เป็นประเด็นสำคัญค่ะ