โลกทุนนิยมทำให้คนทำอะไรได้ทุกอย่างเพื่อเงินและกำไร

ในการทำงานในต่างแดนบางครั้งก็ต้องประสบกับเรื่องราวที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด และบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับประเทศชาติและศาสนา ซึ่งเรามีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ ทั้งในฐานะที่เป็นคนไทยและเป็นชาวพุทธของโลก เช่นเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้           เรื่องนี้เกิดที่กรุงบรัสเซลส์  ประเทศเบลเยี่ยม ...           วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2542  ขณะที่ผมขับรถจากที่ทำงานจะกลับบ้านพัก  ภรรยาที่นั่งมาด้วยชี้ให้ดูภาพโฆษณาขนาดใหญ่ ติดอยู่ที่ป้ายรถรางบนถนนที่จะตรงไปยังบ้านพัก                     พี่ดูภาพโฆษณานี้ซิ แย่มาก                     เมื่อมองไปก็เห็นภาพโฆษณาขนาดใหญ่ติดอยู่ตรงฝาด้านข้างของที่พักคนโดยสารรถราง มีไฟส่องสว่างไสว เป็นภาพพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั่งสมาธิ ห่มจีวรสีเหลืองอร่าม ข้างหน้าตักมีช็อคโกแล็ตขนาดใหญ่วางอยู่ตรงหน้า  ซึ่งถ้าเพียงเท่านี้ก็น่าจะไม่มีอะไรที่จะทำให้ภรรยาเอะอะโวยวาย แต่ในภาพปรากฏว่า ข้างหลังพระภิกษุกลับมีหญิงสาวผิวดำสนิท ผมหยิก คาดผ้าบนศรีษะ หล่อนเปลือยอก แนบลำตัวกับหลังพระภิกษุ แขนข้างขวาสอดโอบมากอดพระจากด้านหลัง มือเรียวดำวางทาบบริเวณหัวใจของพระภิกษุ  อีกมือหนึ่งจับไหล่ข้างซ้ายของพระในลักษณะจับพยุงตัว ซึ่งหญิงสาวนั้นอยู่ในท่าคุกเข่าอยู่ข้างหลังพระ                     หญิงสาวผิวดำนั้นยิ้มละไม หลับตาพริ้ม เช่นเดียวกับพระภิกษุที่มีสีหน้ายิ้มปลายมุมปากอยู่ในที และอย่างพึงพอใจ ทั้งหมดนี้เป็นภาพวาดเหมือนจริง                     ผมดูผ่านๆไม่ค่อยจะถนัดนัก  เนื่องจากรถวิ่งเร็วพอสมควร จึงบอกกับภรรยาว่า เดี๋ยวจะต้องกลับมาดูให้ชัด ๆ อีกครั้งว่ามีรายละเอียดอย่างไร                     ในใจก็นึกว่าถ้าเป็นภาพพระภิกษุในศาสนาพุทธจริง โฆษณาเช่นนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการลบหลู่ศาสนาพุทธอย่างร้ายแรง ...  อย่างไรก็ดี ขณะที่กำลังจะเลี้ยวรถเพื่อเข้าสู่ถนนซอยที่บ้านพักตั้งอยู่ สายตาของเราทั้ง 2 คน (ผมและภรรยา) ก็เห็นภาพโปสเตอร์โฆษณานั้นติดอยู่ที่ป้ายรถรางอีกแห่งหนึ่ง ไม่ห่างไกลนัก                     เมื่อเข้าที่พักแล้ว  ผมจึงชวนภรรยาเดินออกไปยังป้ายรถรางดังกล่าว เพื่อดูให้แน่ใจ ว่าภาพโฆษณานั้นมีรายละเอียดตรงกับที่เห็นไกล ๆ หรือไม่ ... ก็พบว่า เมื่อเห็นภาพนี้ในขณะแรกก็รู้ได้ทันทีว่าภาพพระภิกษุนั้นเป็นภาพพระภิกษุในพุทธศาสนาอย่างแน่นอน โดยดูจากจีวร การห่มจีวร ท่านั่งสมาธิ ก็จะให้ขยายความรู้สึกให้ชัดเจนขึ้นก็ต้องบอกว่า พระภิกษุนั้นน่าจะเป็นพระภิกษุไทยเสียด้วยซ้ำไป                     ผมรู้สึกตกใจระคนกับความโกรธ  เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ในการที่จะนำพระภิกษุในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสถาบัน และบุคคลที่เคารพบูชาของชาวพุทธ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในพระรัตนตรัย เป็นการไม่สมควรเลยที่จะนำท่านมาลบหลู่โดยการนำมาโฆษณา และยังมีสตรีทำท่าที่น่าเกลียดเช่นนี้ ยิ่งถือว่าผิดมารยาทอย่างแรง  ความรู้สึกโกรธนี้ทำให้จิตอกุศลเกิด และคิดในทางตรงกันข้ามบ้างว่า หากมีโฆษณาที่นำพระในศาสนาอื่นมาแสดงเช่นนี้ คนในศาสนานั้นก็คงจะต้องไม่พอใจเช่นกัน                     หลังจากหารือและถกกันกับภรรยาในฐานะคนใกล้ชิดแล้ว ผมตัดสินใจว่าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ และในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ สมควรที่จะต้องกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ผู้ผลิตโฆษณาชิ้นนี้ทราบว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง  นอกจากนั้น ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่รักษาและดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติและคนไทยในต่างประเทศ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ปล่อยไม่ได้  ผมพยายามคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร  เนื่องจากวันนี้เป็นเย็นวันศุกร์แล้ว ที่ทำงานปิดแล้ว เวลาในเมืองไทยก็เลยเที่ยงคืนแล้ว การจะทำอะไรคงต้องรอวันจันทร์ที่จะมาถึง......................   (มีต่อ)