กายสิทธ์ คืออะไร? (ตอนที่ 3)

กายสิทธ์ คืออะไร?
(ตอนที่ 3)

      ในหนังสือ คู่มือสมภาร ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัด ปากน้ำ สั่งให้เรียบเรียงขึ้นเป็นคู่มือแก่ผู้ปฏิบัติธรรม วิชชา ธรรมกาย ได้กล่าวไว้ในลำดับที่ ๑๔ ว่า...........

     “ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว” 

     ให้เอาดวงแก้วที่ถืออยู่ในมือนั้น เข้าไปไว้ในสุดละเอียด (ศูนย์กลางกาย) หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงแก้ว ขยายให้ดวงแก้ว นั้นโตขึ้น ก็จะแลเห็นกายที่อยู่ในดวงแก้วนั้นได้ถนัด เมื่อต้อง การจะรู้ด้วยเรื่องอะไร ก็ถามได้จากกายที่อยู่ในนั้นได้ กายนี้ เองที่เรียกว่า “กายสิทธิ์”

     กายสิทธิ์มีคุณค่าหรือความสำคัญต่อวิชชาธรรมกายอย่างไร

     คำตอบ มีคุณค่ามีคุณประโยชน์มหาศาล อเนกอนันตัง นับแต่เริ่มปฏิบัติธรรมโดยใช้ดวงแก้วกายสิทธิ์กลมใสมาเป็น นิมิต เจริญภาวนาจนได้บรรลุธรรมถึงธรรมกายและเมื่อถึง ธรรมกายแล้ว ก็ต้องเจริญวิชชาธรรมกายขั้นสูง ๆ และใช้ กายสิทธิ์ร่วมทำวิชชาขั้นสูง

     ดังจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ ....

(จากหนังสือมรรคผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ)

     “สิทธิและอำนาจ”

     สิทธิและอำนาจทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน สิทธิหมายถึงได้สิทธิ ในสิ่งนั้น ๆ บริบูรณ์เต็มที่ เช่นได้สิทธิเป็นกษัตริย์ ได้สิทธิเป็น จักรพรรดิ ได้สิทธิเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นผู้มีสิทธิในเรือก สวนไร่นาของตน มีสิทธิปกครองสิทธิ์ขาดแต่ไรอำนาจของ ตนก็มีสิทธิไปแค่นั้น

     วิธีแสวงหาสิทธิทางโลก 

     ต้องใช้วิธีต่าง ๆ นา ๆ ตลอดจนถึงเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน เป็นพวก ๆ ใช้ศัสตราวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้าประหัตประหาร กัน เพื่อแย่งสิทธิกันนั่นเอง เพราะชาติใดพวกใดได้สิทธิขยาย เขตออกไปมากแค่ไร อำนาจการปกครองขยายส่วนไปแค่นั้น ตามสิทธิ

     ส่วนการแสวงหาสิทธิในทางธรรมนั้น 

     ไม่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ประหัตประหารกันเช่นนั้น ใช้สมาธิจิต หรือจิตตานุภาพที่หยุดนิ่งจนละเอียดไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียก ว่า “อนัตตญาโน” นับเป็นเครื่องหาสิทธิของเขามา คือ เอา กายทั้งหมดทุกกายตลอดวงศ์สายขาว, วงศ์สายกลาง, วงศ์ สายดำ ทั้งเถาชุดชั้นตอนภาคพืด มาซ้อนสับทับทวี เข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้ใสสะอาดดี แล้วเอาจุลจักรกับพวก บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ และมหาจักรกับพวก บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ ของทุก ๆ กาย ตลอดวงศ์สายขาว สายกลาง ทั้งกายเถาชุดชั้นตอนภาคพืด ลงมาซ้อนในรัตนะ ๗ ประการ นั้นทั้ง ๗ อย่าง หรือเฉพาะ อย่างเดียวก็ได้ คือเมื่อเอารัตนะอย่างหนึ่ง อีก ๖ อย่างก็รวม ในจักรแก้วหมดนั้นทุกอย่าง หรือจะไม่รวมเฉพาะอย่างให้คง อยู่เป็นสัตตรัตนะอยู่ครบทั้ง ๗ก็ได้ สุดแท้แต่จะต้องการ แล้วกลั่นให้ใสสะอาดทั้ง ๗ แล้วเอามือขวาของกายมนุษย์ถือจักร มือซ้ายถือดวงแก้ว

     ส่วนรัตนะอีก ๕ อย่างนั้น เอาเข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้กาย ใสเป็นแก้ว นี้เป็นการยืนพื้นไว้มูลเดิม แล้วพิสดารรัตนะ ๗ ออกไปตามแต่ต้องการจะใช้

     เมื่อกายมนุษย์นี้ มือขวาถือจักรแก้ว มือซ้ายถือดวงแก้วมณี โชติ และแก้วอีก ๕ นั้น กลั่นเข้าในกายมนุษย์จนใสสะอาด บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงเดินเครื่องเข้าไปในหัวใจเครื่องของสิทธิ ร้อยไส้ หัวใจ เครื่องสิทธิเข้าไป เป็นลำดับ ๆ ไม่ถอยหลัง กลับ ละเอียดเข้าไป แก่เข้าไปทุกที เข้าไป ในหัวใจเครื่อง ของทะเลสิทธิ ของเหตุทะเล ในเหตุทะเลสิทธิ ละเอียดหนัก เข้าไปไม่ถอยหลังกลับ แก่เข้าไปเท่าไร ละเอียดเข้าไปเท่าไร ร้อยไส้เครื่องสิทธิเข้าไปได้เท่าไร ก็ชื่อว่าได้ธาตุธรรมเป็น สิทธิเท่านั้น ๆ และได้อำนาจปกครองบังคับธาตุธรรมได้ แค่นั้น ๆ เหมือนพระมหากษัตริย์รบได้อาณาเขตออกไป เท่าไรก็ได้อำนาจปกครองเท่านั้น ๆ ทำไปเช่นนี้เป็นลำดับ ๆ จนกว่าจะยึดสิทธิในธาตุธรรมได้ทั้งหมด 

     ถ้ายึดสิทธิธาตุธรรมได้ทั้งหมดแล้ว ก็เอาแก้วบรมพุทธจักร สูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้บรมพุทธจักรสูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้ บรมพุทธจักรสูงสุดได้แล้ว ก็มีอำนาจบังคับให้เกิดบุญ ศักดิ์สิทธิ์ และบังคับบาปศักดิ์สิทธิ์ได้สมใจนึก 

     เพราะฉะนั้น วิชชา (วิชชาการสะสางธาตุธรรม) นี้ 

     พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) อุตส่าห์พยายามยิ่งนักทุกคืนวันเป็นเวลา ๑๑ ปี เศษ เพื่อจะยึดสิทธิมาสร้างความสุขให้แก่สัตว์โลกทั่วไป ตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล ทั้งสิ้นโดยไม่ถอย หลังกลับ

     พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ ทั้ง หลาย สร้างบารมีองค์ละมาก ๆ นับด้วยอสงไขยก็เพื่อจะยึด สิทธินี้เอง เพราะสิทธิเป็นตัวสำเร็จ สิทธิทางโลกยึดได้ด้วย กำลัง ศัสตราวุธ

     ส่วนสิทธิทางธรรมยึดได้ด้วยบารมีเท่านั้น นอกจากบารมีแล้วยึดไม่ได้

บารมีนั้นมี ๓๐ ประการ คือ 

     ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และ อุเบกขาบารมี รวมเป็น ๑๐

     เมื่อบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วน ก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมี อีก ๑๐ และเมื่ออุปบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วนก็จะกลั่นตัวเอง เป็นปรมัตถบารมีอีก ๑๐ รวมเป็น ๓๐ ประการ

     รัศมีนั้นก็มาจากบารมี ๓๐ นั่นเอง แต่กลั่นเป็นแสงสว่างรุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นเป็นรัศมีสว่าง

     กำลัง คือ ความแรง และความแก่กล้าของบารมี ๓๐ นั้น แรงกล้าขึ้น

     ฤทธิ์ คือ สำเร็จผลของบารมี ๓๐ นั้น คือตัวยึดสิทธินั่นเอง

     ทั้งบารมี, รัศมี,กำลัง, ฤทธิ์, เหล่านี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ตลอด จนถึงพระอริยสาวก และปุถุชนทั้งสิ้น ได้ก่อสร้างบำเพ็ญมา นับชาติไม่ถ้วน เป้าหมายแห่งจุดประสงค์นี้ ก็เพื่อจะเป็น กำลังให้มากจนกว่าจะพอการยึดสิทธิได้สำเร็จผลนั่นเอง เหมือนชาวโลกตระเตรียมกำลังพลรบบ้าง อาหารบ้าง ศัสตราวุธบ้าง เพื่อรบเอาดินแดนเป็นสิทธิของพวกตนจน สำเร็จผลนั้นเอง ฯลฯ

แก้วกายสิทธิ์ แก้วจักรพรรดิ์

     ทรัพย์ ๒ อย่าง

     หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยอธิบายว่า............ ทรัพย์อันหมายถึงเครื่องปลื้มใจในโลกนี้แบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ สวิญญาณกทรัพย์ และ อวิญญาณกทรัพย์

     สวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่มีวิญญาณ หรือทรัพย์เป็น

     อวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ หรือทรัพย์ตาย

     หลวงพ่อท่านให้อัตถาธิบายว่า สวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์เป็นนั้น เป็นทรัพย์ที่สำคัญยอดยิ่ง คนที่ไม่เข้าใจ จะหลงหาสะสมแต่อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย ทรัพย์ เป็นไม่หา ถ้าคนมีปัญญาจะไม่หาทรัพย์ตาย ทรัพย์เป็น ที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าเราทำตัวของเราให้ดี มีวิชา ความรู้ความสามารถจะเป็นที่พึงประสงค์ของคนทุกคน ใครเห็นก็อยากได้ไปอยู่ด้วย อยากจะได้เป็นพรรค เป็นพวกด้วย ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีวิชาความรู้ของหญิง มี ความสามารถรักษาตัวดี หญิงบางคนมีรูปสวยไม่มีใครเทียม ทันจนเป็นที่เลื่องลือ ขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังต้องให้เสนา อำมาตย์ไปรับมาอภิเษกเป็นมเหสี เรียกว่า สวิญญาณก ทรัพย์เกิดขึ้นในตัวเอง

     คนที่เขาจะรับผู้ใดไปร่วมสกุลร่วมวงศ์วานเขาจึงต้องดูให้ รอบคอบ พิจารณาให้ละเอียดเพราะกลัวจะไปเจอคนชั่วเข้า คนที่มีลักษณะชั่วจึงไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ใด เพราะ กลัวจะไปทำให้ลูกหลานที่เกิดมาสืบลักษณะชั่วอีก เขาจะ แสวงหาที่สวยกันทั้งนั้น ยิ่งสวยงามจนไม่ทีที่ติยิ่งเป็นที่ นิยมชมชอบ ได้ชื่อว่าเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้ ๆ

     ส่วน อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย เป็นเครื่องใช้สอย ของสวิญญาณกทรัพย์ คือมนุษย์นั่นเอง ทรัพย์ที่ มนุษย์ใช้สอยไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เรือกสวนไร่นา ตึกรามบ้านช่อง ล้วนเป็นอวิญญาณกทรัพย์ทั้งสิ้น ส่วนพวก สิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ ที่เป็นบริวารของมนุษย์ เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่ สุกร ข้าทาสบริวาร เหล่านี้ล้วนเป็น สวิญญาณกทรัพย์ แต่เป็นสวิญญาณกทรัพย์จริง ๆ ก็คือตัว ของตัวเอง

     การที่จะเป็นสวิญญาณกทรัพย์ชั้นดีหรือชั้นเลวนั้น ขึ้นอยู่กับ การทำตัวเราเอง ถ้ารู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น รู้จักสร้างตัวสร้างหลักฐาน รู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ไม่ปล่อย ชีวิตไปตามยถากรรม เรียกว่ารู้จักสร้างสวิญญาณกทรัพย์ ทรัพย์ที่ดีเกิดขึ้นในตัวเอง ถ้าทำตัวไม่เป็นเรื่องเป็นราว เกียจ คร้านเหลวไหล จัดเป็นสมบัติเลว คือเป็นสวิญญาณกทรัพย์ อย่างเลว 

     ในสากลโลกนี้ เขาต้องการแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็น สวิญญาณกทรัพย์หรือ อวิญญาณกทรัพย์ ทุกคนเขาต้อง การแต่สิ่งดีเยี่ยม ทรัพย์ในโลกนี้ต้องคัดชนิดเนื้อเยี่ยม ตั้งแต่เนื้อเงิน เนื้อทอง เนื้อเพชร เนื้อแก้ว ต้องคัดกัน อย่างละเอียด ถึงแก้วสารพัดนึก แก้วกายสิทธิ์

     สิ่งที่จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์รัตนะ ๗ ประการมี ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี อันเป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ 

     พระเจ้าจักรพรรดิมี ๓ ประเภทคือ 

          -บรมจักร (จักรพรรดิอย่างสูง) 
          -มหาจักร (จักรพรรดิอย่างกลาง) 
          -จุลจักร (จักรพรรดิอย่างต่ำ) 

     สมบัติเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นในโลกแล้วช่วยทำให้โลกเป็นสุข จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้จริง 

     ตามปกตินั้นเมื่อโลกได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน ไม่มี ความสงบสุข พระพุทธเจ้าจะอุบัติมาเป็นที่พึ่งของมนุษย์ โลก ถ้ายุคนั้นไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง จะมีพระปัจเจก พุทธเจ้าแทน หากยุคนั้นว่างทั้งพระพุทธเจ้า และพระ ปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิจะมาเกิดพร้อมรัตนะ ๗ ประการ เพื่อเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ บรรเทาความทุกข์ยาก เดือดร้อน ปราบปรามพวกมิจฉาทิฐิให้เบาบางลง ทำให้ มวลมนุษย์ได้รับความสงบสุขขึ้น 

     สวิญญาณกทรัพย์ ๗ ประการนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ดูเหมือน เป็นของตาย แต่ความจริงแล้วเป็นของเป็น เหาะเหิร เดินอากาศไปได้มาได้ ในโลกมนุษย์นี้และโลกอื่น ๆ ล้วน แล้วแต่มีสวิญญาณกทรัพย์เหล่านี้ ไว้ใช้สอยทั้งนั้น จัดเป็น รัตนะอันประณีตในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรดี และปรนิมมิตวสวัตตี ทุกชั้นล้วนมีแก้วมณีทั้งสวิญญาณทรัพย์ และ อสวิญญาณ กทรัพย์ทั้งสิ้น

     แก้วมณีที่เป็นอวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ตาย ได้แก่ เครื่องประดับตกแต่งวิมานแท่นที่นั่งที่นอน ล้วนแต่สวยสด งดงาม ประณีต เป็นของมีค่าที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ หรือ ทรัพย์เป็นได้แก่รัตนะ ๗ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำให้มีแต่ความสุขกายสุขใจ ไม่มีความทุกข์ 

     นอกจากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นแล้ว ในชั้นพรหมทั้ง ๑๑ ชั้น คือ พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมปุโรหิตาภูมิ มหาพรหมมาภูมิ ปริตตภาภูมิ อัปปมานาภูมิ อาภัสราภูมิ ปริตตสุภาภูมิ อัปปมานะสุภาภูมิ สุภกิณหาภูมิ เวหัปผลาภูมิ อสัญญีสัตตาภูมิ ก็ใช้รัตนะ ๗ ประการนี้เช่นกัน 

     แต่รัตนะ ๗ ประการนี้ทั้งที่เป็น สวิญญาณกรัตนะ และ อวิญญาณกรัตนะ ก็หาเลิศประเสริฐไปกว่าพระพุทธเจ้าไม่ พุทธรัตนะเป็นรัตนะสูงสุด 

     การที่เราได้ธรรมกายคือการเข้าถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เรียกว่าตัวพระรัตนตรัย หรือแก้ววิเศษสุด ๓ ประการนั่นเอง รัตนะแปลว่าแก้ว ในที่นี้หมายถึงเอาแก้ว อย่างประเสริฐ เช่นแก้วมณีโชติ ถึงนับถือกันว่าเป็นแก้วมี คุณวิเศษสูงสุด ใครมีไว้ย่อมชื่นชมโสมนัส อิ่มอกอิ่มใจยิ่ง กว่าทรัพย์สินอย่างอื่นทั้งหมดในโลก แก้วรัตนะตรัยนี้เหมือน กัน ผู้ใดเข้าถึงก็ย่อมอิ่มใจชื่นใจเช่นเดียวกัน ดังมีพระบาลี รับรองมาในรัตนะสูตรดังนี้

     ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วายัง ระตะนัง ปะณีตัง นะโน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัติถิ โหตุฯ

     รัตนะอันใดมีค่าอันเป็นเครื่องปลื้มใจในโลกนี้ หรือโลกอื่นก็ดี แก้วล้ำค่าอันใดที่ละเอียดอ่อนในสวรรค์ก็ดี สิ่งเหล่านี้จะประณีตเสมอด้วยพุทธรัตนะนั้นไม่มีเลย นี้แลเป็นความกายสิทธิ์ของดวงแก้วในพระพุทธเจ้า ด้วยเดชะวาจานี้ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดขึ้น

มีต่อ >>

-------------------------------------------

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธาตุธรรม ๓ ฝ่าย และจักรพรรดิกายสิทธิ์



ความเห็น (0)