สิ่งที่คุณพูดไม่สำคัญเท่ากับว่า คุณพูดสิ่งนั้นยังไงต่างหาก

"สิ่งที่คุณพูดไม่สำคัญเท่ากับว่า คุณพูดสิ่งนั้นยังไงต่างหาก"

"การรับฟังสิ่งที่คนอื่นพูด ก็ไม่เท่ากับว่าคุณฟังเขาด้วยปฏิกิริยา และความรู้สึกอย่างไร"

หลายครั้งที่คนมักจะพูดแล้วก็พูด เพราะตนเองอยากจะพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการ โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเพื่อนหรือคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามมีความรู้สึกอย่างไร อยู่ในอารมณ์ที่จะรับฟังสิ่งที่เราพูดหรือไม่

หลายครั้งที่เราฟังเพื่อที่จะพูด เพราะจริงๆแล้วเราเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เพื่อนหรือคนที่นั่งตรงข้ามพูดพล่ามอยู่ได้ เรามักคิดในใจว่า "เมื่อไรจะพูดจบเสียที ฉันจะได้พูดบ้าง" ยังดีที่ยั้งคิดไว้ได้ รู้จักการรอคอย แต่หลายคน อาจเรียกว่าคนส่วนใหญ่ก็ได้ มักจะทนรออะไรไม่ได้และมักพูดสวนขึ้นมาทันที ไม่ทันที่จะฟังเพื่อนพูดจนจบ ก็เพราะว่าเราอยาก พูด ไม่อยากฟัง

เพราะถ้าเราไม่ฟัง เราก็ไม่มีวันจะเข้าใจในสิ่งที่เขาอยากจะสื่อสาร

และถ้าเราไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจ เราก็จะไม่รู้ว่าเขาต้องการเพียงแค่ระบาย หรือต้องการให้เราช่วยคิดหาทางออกให้ เมื่อก่อนผมมักจะพูดสวนแฟนผมทันที โดยไม่ทันได้ฟังจนจบ หลังจากที่แฟนเริ่มบ่นเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานให้ฟัง ผีที่ปรึกษาเข้าสิง วิถีทางออกต่างๆพรั่งพรู แต่มักจบลงด้วย "ไม่ต้องการให้ช่วยคิด แค่อยากระบายให้ฟังเฉยๆ" ว้าเสียแรงคิดหาทางออกให้ตั้งหลายทาง

เดี๋ยวนี้ผมฟังมากขึ้น เมื่อฟังจบแล้วก็ถามว่า "แล้วจะให้ช่วยอะไรหรือเปล่า" แฟนผมก็ตอบว่า "เปล่า บ่นเฉยๆ" กลับมานั่งคิดถึงตัวเอง "โหเก่งขึ้นเยอะเลยเรา นั่งฟังโดยไม่มีปฏิกิริยา งุ่นง่าน คันปาก หรืออยากแสดงความคิดเห็นได้ด้วย" ฝึกสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

แต่อย่าฟังแบบถอดจิตล่ะ เพราะผู้พูดเขาจับได้นะ เพราะมันสื่อถึงความไม่เอาใจใส่ ต้องฟังอย่างตั้งใจ อาจมีคำพูดประสานเสียงเป็นระยะ หรือแสดงออกด้วยสีหน้าที่สอดสัมพันธ์กับเรื่อง เช่น ตื่นเต้นเมื่อฟังเรื่องวาดเสียว หดหู่เล็กน้อยเมื่อฟังเรื่องเศร้า เรียกว่ามีอารมณ์ร่วมไปกับผู้ฟัง

โบราณกล่าวว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล" ถ้าคุณพูดกับใครว่า สบายดีไหมจ๊ะและได้รับคำตอบว่า “สบายดีจ้า” โอ้รู้สึกดีจังเลย

แต่บางครั้งผมก็ตั้งใจแสดงกิริยา และสีหน้าเพื่อสื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นว่า "ผมเบื่อฟังเรื่องซ้ำๆของคุณแล้วล่ะ เมื่อไรคุณจะมองตนให้ออก และพัฒนาตนให้เป็นบ้างนะ มัวแต่โทษสภาพแวดล้อม หรือโยนให้เป็นความผิดที่คนอื่นคิดไม่ดีกับคุณอยู่ได้"