พิธีดื่มชา High Tea

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2550 ในขณะที่เพื่อนักศึกษาKM กำลังขมักเขม้นอยู่กับการศึกษาเรื่องการทำเว้ปเพจอยู่นั้นภายในมหาวิทยาลัยได้มีการจัดกิจกรรมที่เป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องพิธีการดื่มน้ำชาแบบ High Tea เพื่อการสร้างภาพลักษณ์การเป็นมืออาชีพด้านอาหารและการบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตปรากฏสู่สาธารณะชน ซึ่งข้าพเจ้าจะขออนุญาตนำเสนอประวัติของพิธีการดื่มน้ำชาแบบ "High Tea" โดยอ้างอิงหนังสือสูจิบัตรที่แจกผู้มีเกีรยติในงานค่ะ

…การเดินทางของใบชาจากโลกตะวันออกไปสู่โลกตะวันตกนั้นมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของชาวตะวันตกอย่างมาก โดยเฉพาะต่อคนอังกฤษ ซึ่งในช่วงต้นที่ชาวอังกฤษรู้จักชาจากประเทศจีนนั้นอยู่ในปลายศตวรรษที่ 17 ชาเป็นเครื่องดื่มราคาแพงเพราะต้องนำเข้ามาทางเดินทะเลของกองทัพและพ่อค้าอังกฤษจึงมีภาษีชาในอัตราที่สูงมาก ทำให้ชามีราคาแพงและใช้กันเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงเวลามีร้านกาแฟ (Coffee House) จำนวนใบชากว่า500 ร้านในกรุงลอนดอน เพราะมีความนิยมในรสชาติและเชื่อว่าชารักษาโรคและป้องกันวิญญาณร้ายได้ การดื่มชาจึงได้รับความนิยมขึ้นอย่างมากเมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ (Queen Anne ค.ศ.1665-1714) ทรงเลือกชาเป็นเครื่องดื่มในช่วงเช้า จวบจนกระทั่งปี ค.ศ.1839 อังกฤษได้ครอบครองอินเดีย จึงได้มีการขายส่งใบชาจำนวนมาก สู่ตลาดการบริโภคชาในสหราชอาณาจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี ชาวอังกฤษทุกครัวเรือนจึงต้องดื่มชากันอย่างแพร่หลาย และถือเป็นกิจวัตรในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 Anna Maria Stanhope (Duchess of Bedford) ได้ริเริ่มการดื่มชาในตอนบ่าย (Afternoon Tea) ทุกวันเพื่อให้อิ่มท้องก่อนถึงอาหารมือค่ำ (Dinner) ซึ่งจะเสริฟในเวลาประมาณ 20 21 น. และในการดื่มชายามบ่ายนี้ยังมีการเชื้อเชิญเพื่อนฝูงมาร่วมสังสรรค์ดื่มชาและทานขนมเค้กชิ้นเล็ก  แซนด์วิชบาง ขนมปังบิสกิต ผลไม้ เครื่องเทศและเนย รวมถึงแยมต่างๆ อีกด้วย            ทั้งนี้ในโอกาสของการสังสรรค์ที่สำคัญการจัดชายามบ่ายก็จะจัดให้พิเศษกว่าปกติเรียกว่า “Grand Five O’Clock Tea” ซึ่งจะจัดในห้องอาหารของคฤหาสน์ จากหนังสือ Book of Household Management ของ Mrs.Isabella Beeton (1861)ซึ่งเป็นนักเขียนเกี่ยวกับการบ้านการเรือนชื่อดังของอังกฤษในยุควิคตอเรีย (ถ้าเปรียบเทียบความมีชื่อเสียงของ Mrs.Beeton คงเปรียบได้กับ Martha Stewart ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการบ้านการเรือน ผู้แต่งหนังสือ Martha Stewart Living ในยุคปัจจุบัน) Mrs.Beeton กล่าวไว้ว่าขนมใน “Grand Five O’Clock Tea” จะมีขนมเค้กสวยงามและอร่อยให้เลือกหลายชนิด ขนมปังบางและเนย แฟนซีบิสกิต ผลไม้ แฮมชิ้นบางๆ เนื้อวัว และแซนวิชแตงกวา             การดื่มชายามบ่ายนี้จึงกลายเป็นที่นิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนชั้นสูง เจ้าภาพในการจัดเลี้ยงน้ำชายามบ่ายมักจะเป็นผู้หญิง ซึ่งจะคัดสรรคใช้อุปกรณ์ที่ล้วนแล้วแต่สวยงามและหรูหราไม่ว่าจะเป็นถ้วยชา กาน้ำชา และอุปกรณ์จัดโต๊ะอื่นๆ เช่น โต๊ะเก้าอี้ที่สวยงามมีผ้าปูโต๊ะลินินเนื้อดี แจกันดอกไม้สวยงามแต่ไม่ต้องจัดให้มาก ตลอดจนเลือกเฟ้นทำขนมรสเลิศมาสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ที่ได้รับเชิญ รวมถึงมีการร้องและบรรเลงเพลงให้เพลิดเพลิน และถ้าเป็นวันที่อากาศดี จะจัดการดื่มชาในสวนเพื่อให้ได้บรรยากาศธรรมชาติ ทำให้ชาวอังกฤษโดยเฉพาะสุภาพสตรีให้ความสำคัญต่อการเข้าสังคมดังกล่าว Afternoon Tea เป็นอย่างมาก มีการกล่าวถึงความนิยมของการดื่มชายามบ่ายนี้ไว้ในหนังสือสำคัญต่างๆ เช่น Manners and Tone of Good of Society (1890) ด้วย จากแฟชั่นการดื่มชายามบ่ายในบ้านคหบดีดังกล่าวนั้นต่อมาในโรงแรมหรูได้นำวัฒนธรรมนี้มาใช้ให้บริการอย่างแพร่หลาย และมีการจัดกิจกรรมเต้นรำเพิ่มเข้าไปในการดื่มชายามบ่ายเรียกว่า Tea Dance และได้รับความนิยมอย่างมากจากชายหนุ่มหญิงสาวในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุควิคตอเรียเพราะ Tea Dance เป็นการเปิกโอกาสให้หนุ่มสาวไม่ต้องกังวลกับกฎเกณฑ์ในการพบปะสังสรรค์กันในที่สาธารณะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วงการแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครอบครัวอังกฤษต่างต้องทำงานนอกบ้านและเกิดความเหนื่อยล้าจึงทำให้แม่บ้านใช้วิธีเตรียมขนมและชา โดยเพิ่มอาหารอื่นๆ เสมือนเป็นอาหารเย็น ได้แก่ประเภทเนื้อสัตว์ ขนมปัง เนย ชีส และชา รับประทานบนโต๊ะอาหารเย็น ซึ่งบางครอบครัวก็ถือเป็นอาหารเย็นไปเลย การเสริฟชาบนโต๊ะรับประทานอาหารเย็นนี้เองจึงเป็นที่มาของคำเรียกการดื่มชาลักษณะนี้ว่า “High Tea” ถึงแม้รูปแบบของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่อาจเป็นชาวอังกฤษให้ปฏิเสธการดื่มชาได้ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการดื่มชาออกไปบ้าง หากแต่ยังถือการดื่มชาเป็นกิจวัตรในครอบครัวและในชนชั้นของสังคม…หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะได้รับประโยชน์จากการอ่านไปไม่มากก็น้อยนะคะ</p>