“มหัศจรรย์วันมาฆบูชา”
โดย สมโภชน์ นาคกล่อม
๓ มีนาคม ๒๕๔๙
(ต่อจาก มหัศจรรย์วันมาฑบูชา (๑))
พวกเราออกเดินทางจากพระพรหม มุ่งหน้าสู่วัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งวันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้มีโอกาสเห็นภาพแห่งความประทับใจ ในวัฒนธรรมที่ค้ำจุนจิตใจให้ชาวนครศรีธรรมราชและใกล้เคียงแสดงออกผ่านการทำบุญตามประเพณีที่สำคัญของชาวพุทธ ซึ่งมีองค์พระธาตุเป็นจุดศูนย์กลางและศูนย์รวมใจ นั่นคือประเพณี “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ที่ผมกับพี่กุ้งได้รับการจุดประกายให้สนใจ จากการได้เห็นภาพวาดแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตั้งแต่เมื่อคราวไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา ที่เกาะยอ ก็เพิ่งทราบจากท่านอาจารย์ว่าจะมีประเพณีแห่งผ้าขึ้นธาตุในวันนี้พอดี เป็นความมหัศจรรย์เล็กๆ ในวันหยุดมาฆบูชาอีกอย่างหนึ่ง
ภาพที่ลูกเล็กเด็กแดง พ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ญาติพี่น้อง มากันเป็นครอบครัว มีผ้าสีเหลืองม้วนยาวตามแต่คณะจะจัดซื้อจัดหามากัน ร่วมวนรอบองค์พระธาตุ ๓ รอบ แล้วนำเข้าไปถวายพระธาตุ ผ่านประตูระเบียงคด คนมากเสียจนทางวัดต้องจัดคิวให้เข้าทีละกลุ่มๆ เห็นแล้วนึกถึงคุณค่าเบื้องหลังของการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ว่าสามารถ “สร้างความอบอุ่น ความสามัคคี ในการทำความดีเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นสังคม” ของชาวนครได้เป็นอย่างดี
ภาพที่เป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งคือ การออกร้านของชาวบ้านรอบวัดพระธาตุ ที่ไม่ใช่ร้านรวงใหญ่โตเป็นเรื่องราวแต่อย่างใด ใช่แล้วครับ เป็นภาพของชาวบ้านเอาผลิตภัณฑ์อันเกี่ยวเนื่องด้วยภาคเกษตรและวิถีชีวิตของคนคอน เช่น ยาเส้นฝานเอง ขนมลา ข้าวหลาม หอม กระเทียม ปลากระบอกแดดเดียว รูปถ่ายขุนพันธรักษ์ราชเดช ฯลฯ มาตั้งมาวางขาย ได้ข้อคิดอีกอย่างว่า “นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ควบคู่ไปกับวัดพระธาตุ” ที่ถ้าขาดไป จะทำให้มนต์ขลังลดน้อยลงไป แม้ใครจะเถียงว่า กระแสและปรากฏการณ์ “จตุคามรามเทพ” จะเป็นเครื่องดึงดูดคนให้สนใจนครศรีธรรมราชมากขึ้นก็ตาม เพราะกระแสพระเครื่องอาจมาแล้วก็ไป แต่วิถีชีวิตไทยถ้าหายไปแล้ว ไม่มีวันกลับคืนมา แม้เราจะโหยหาเพียงใดก็ตาม
จากวัดพระธาตุในวันมหัศจรรย์ของชาวพุทธ ในดิถีเพ็ญเดือน ๓ พวกเราก็เข้าสู่ตำบลท่าเรือ เพื่อคุยกับพี่พงศ์ศักดิ์เรื่อง “ตลาดนัดความรู้ครูเกษตรท่าเรือ” และเรื่องราวอื่นๆ ที่พี่ศักดิ์จะได้เล่าสู่กันฟัง รวมทั้งเรื่องราวความก้าวหน้าของโรงเรียนเกษตรท่าเรือด้วย
หนังสือทำมือเล่มเล็กเรื่อง “ตามไปดู ครูเกษตรท่าเรือ” ที่ได้นำมาฝากคนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้รับความสนใจมาก พี่ศักดิ์บอกว่าเป็นเรื่องราวของคนในตำบล มันใกล้ตัว เขาจะสนใจมากกว่าเรื่องราวของชุมชนอื่น หนังสือเล่มเล็กนี้ มีประโยชน์มากในการกระตุ้นการเรียนรู้ ท่านนายอำเภอชะอวดถึงกับยอมรับว่า เรื่อง “คุณบันทึก” นี่แหละเราขาดกันมากในการจัดการความรู้ชุมชน ความรู้ของลุงอำนวย เราคงจะเห็นได้ไม่ชัด หากไม่มีการบันทึกไว้ แม้จะมีบางคนแย้งว่า ใช้วิธีพูดคุยได้เรื่องราวกว่า แต่ถึงกระนั้น “ขุมความรู้” เช่นนี้ ก็มีประโยชน์ในการสื่อสาร เผยแพร่ และขยายผลสู่คนที่สนใจอื่นๆ ได้ง่าย หากมีการทำหน้าตาให้น่าดู น่าชม
วันนี้ได้มีโอกาสทราบความก้าวหน้าของโรงเรียนเกษตร มีบางอย่างที่เริ่มลงมือไปแล้ว เช่น ธนาคารขี้วัว และรายละเอียดของกลุ่มปุ๋ยที่มีคนสนใจ แต่ยังติดอยู่ที่เงื่อนไขในพื้นที่เองนิดหน่อย ทำให้สหกรณ์ยังไม่สามารถสนับสนุนได้ทันที ๓๐,๐๐๐ บาท
มีข่าวดีอีกอย่างที่ทราบคือ สัปดาห์หน้ากลุ่มเลี้ยงสัตว์ท่าเรือ จะขึ้นไปรับรางวัลจากสมเด็จพระเทพฯ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พี่ศักดิ์ได้เล่ากิจกรรมของกลุ่มวัวที่ผ่านมาให้ฟังด้วย ดูเหมือนมีอะไรมากมายที่เรายังไม่รู้ จากเดิมที่คิดว่ากลุ่มวัวยังไม่ได้ทำอะไรให้ชัด โดยเฉพาะพัฒนาการเลี้ยงวัวของสมาชิก ก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะที่ผ่านมามีการพัฒนาเรื่องกลุ่ม การรักษาโรคด้วยสมุนไพร การอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองไว้ใช้งาน ฯลฯ ที่ยังมีต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ทำให้ได้รับรางวัลระดับประเทศในวันนี้
เห็นได้ชัดว่า แม้จะทำมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่สามารถต่อยอด ยกระดับออกไปได้ไม่รู้จบสิ้น เช่น เรื่องวัว มีทั้งข้อมูลวัวในตำบล ที่ถ้าเรากุมสภาพข้อมูลได้ ก็จะกุมสภาพคนได้ และจะจัดการได้ถูก ข้อมูลจะบอกเองว่าเราจะทำอะไรต่อไป ซึ่งเป็น “วิชาวัว” ใน “โรงเรียนเกษตร” ซึ่งทางปศุสัตว์จังหวัดจะเข้ามาช่วยเหลือในเชิงวิชาการในชื่อของ “โรงเรียนปศุสัตว์” (เหมือนชื่อที่พี่ศักดิ์ตั้งก่อนหน้านี้เลย) และจะมีการพูดคุยในกลุ่มวัวกันต่อในวันที่ ๖ มีนาคมนี้ด้วย
นอกจากตัวอย่างการเชื่อมโยงของลุงอำนวย กับหมู่ ๑๒ ต.ท่าเรือ (ศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านเกษตรที่โรงเรียนหนองหนอน) แล้ว ท่านอาจารย์จิรวิทย์ยังได้ให้ที่อยู่และเบอร์โทร.ของ ผอ.สถานีวิจัยพืชลำตะคองแก่พี่พงศ์ศักดิ์ด้วย เพื่อติดต่อประสานงานเรื่องที่พักของสมาชิกกลุ่มเลี้ยงวัวที่จะขึ้นไปแสดงผลงาน บรรยาย และรับพระราชทานรางวัลในสัปดาห์หน้าที่โคราช (แต่ยังหาที่พักไม่ได้) รวมทั้งจะได้แวะเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้ด้วย
เห็นชัดไหมล่ะครับว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง อันดับแรกคือ “ใจ” แต่อันดับต่อไป คือ “ความรู้” และสุดท้ายขาดไม่ได้คือ “เพื่อน” ส่วนเรื่อง “เงิน” จะมาทีหลัง “ความรู้เรื่องเหตุปัจจัยที่เราจะทำอะไรให้สำเร็จนี้” พี่ทรงพลสรุปไว้หลายครั้งตอนเป็นวิทยากรการจัดการความรู้ ซึ่งดูจะเป็น “ความจริง” มากทีเดียวจากปรากฏการณ์ในทุกชุมชน