คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสนอลดอัตราดอกเบี้ยและเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ขณะเดียวกัน หาช่องทางอัดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า “โฆสิต” จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณการใช้จ่ายในประเทศ โดยมุ่งเน้นภาคชนบทให้มากขึ้น และการสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภายในประเทศ “ฉลองภพ” นัดหารือ “ธาริษา” 15 มี.ค.นี้ ถกนโยบายการเงิน ปลดล็อกกันสำรอง 30% การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม นัดแรกวานนี้ มีการส่งสัญญาณชัดเจนว่านโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นการลงทุน ซึ่งเป็นอีกแนวทางในการฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กับการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งหารือแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า หลังพบว่าเม็ดเงินลงสู่ภาคชนบทลดน้อยลง นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมวานนี้ (13 มี.ค.) ว่าที่ประชุมเห็นตรงกันว่า มีประเด็นเศรษฐกิจที่ต้องห่วงใย 3 ประเด็นหลัก คือเรื่องของค่าเงินบาท การใช้จ่ายในประเทศและความเชื่อมั่นภายในประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องมุ่งเน้นการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐไปพร้อมกับการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยมั่นใจว่า ปีนี้เศรษฐกิจก็ยังสามารถขยายตัวได้ 4-5% ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้แต่งตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม” เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วย นายโฆสิต เป็นประธาน ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ ภาคเอกชน องค์กรเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย และนักวิชาการ 4 คน ประกอบด้วย ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ และ ดร.สมชัย จิตสุชน บทบาทของคณะกรรมการเน้นใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การรับมือกับความผันผวนของเงินบาท 2. ดูแลความต้องการภายในประเทศ เป็นการดูแลเพื่อให้การใช้งบประมาณอยู่ดีมีสุข 3. การสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย “ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า อยากให้แบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่เรื่องดอกเบี้ยเป็นภารกิจ ที่แบงก์ชาติจะต้องพิจารณา เพราะเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของแบงก์ชาติ” นายโฆสิต กล่าว ส่วนการขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนนั้น นายโฆสิต กล่าวว่า มีข้อเสนอในที่ประชุมว่ารัฐบาลน่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาคชนบท โดยการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่และเร่งรัดการใช้จ่าย โดยมีการเสนอถึงการจัดสรรงบเพิ่มในส่วนของยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข รวมทั้งต้องการให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีการหารือกันอีกครั้งในการประชุมในวันอังคารหน้า นายโฆสิต กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้หารือกันต้องการให้รัฐบาลดูแลเศรษฐกิจผ่านการใช้ตลาดการเงินและตลาดทุนแทนการกู้ยืมเงินต่างประเทศ เพราะจะทำให้มีผลกระทบกับค่าเงินบาทน้อยลงเนื่องจากจะทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาน้อยลง รวมทั้งยังได้เสนอให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% แต่ไม่มีข้อมติในเรื่องดังกล่าว มีเพียงแค่มติเรื่องเร่งรัดรายจ่ายและการลงทุนรวมและการลดดอกเบี้ยดังกล่าว ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเช่นกันว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ควรลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ต้องดูรายละเอียดว่า จะต้องลดลงอย่างไร ซึ่ง ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ก็บอกว่า ขอดูข้อมูลก่อนโดยหากข้อมูลชี้ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจำนวนมากและเร็วไม่มีปัญหา ก็จะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง “ผมได้เสนอที่ประชุมว่า จะต้องดูแลรากหญ้าเป็นพิเศษ เพราะรายได้ที่แท้จริงปรับลดลง และการลงทุนลดลงเรื่อย ๆ จึงต้องดูต่อว่าจะปรับนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรให้ประชาชนระดับรากหญ้าได้รับการดูแล” ดร.สมชัยกล่าว ด้าน ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวย้ำว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน ซึ่งจะต้องพิจารณาด้วยข้อมูลทางเศรษฐกิจไม่ใช่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ขณะที่ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมวานนี้ยังต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของแต่ละภาคธุรกิจ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจในระดับชนบท เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจในแต่ละภาค มีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวม โดยเห็นได้จากข้อมูลเมื่อปี 2543 ที่จีดีพีขยายตัวได้ 4.5% การส่งออกขยายตัวได้ถึง 20% แต่ความเป็นอยู่ของเกษตรกรกลับขยายตัวติดลบ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเช่นเดียวกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่ถดถอยลง ชี้ให้เห็นว่า มาตรการเศรษฐกิจโดยภาพรวม จะมีผลต่อกลุ่มธุรกิจแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ซึ่งจะต้องหารือกันเพิ่มเติมในการประชุมครั้งหน้า ทั้งนี้ ในส่วนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ก็จะต้องพิจารณาให้เหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจแต่ละช่วง สำหรับมาตรการกันสำรอง 30% ของ ธปท. นั้น ดร.ฉลองภพ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แต่ตนก็เห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะตลาดเงินจะได้รับผลจากข่าวที่ออกไปค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตาม ตนและผู้ว่าการ ธปท.จะได้หารือกันอีกครั้งในเรื่องของมาตรการกันสำรองและกฎหมายการเงินต่างๆ ในการประชุมวันที่ 15 มีนาคมนี้ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรอบกว้างด้านเศรษฐกิจทั่วไป เช่น เสนอให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่น และการชะลอการลงทุน การบริโภค นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยของ ธปท.ว่า ควรมีการลดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด ที่จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยเป็นช่วงขาลง การเร่งรัดงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นให้เร็วขึ้น รวมถึงจะมีงบประมาณลงท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือไม่ และการดูแลค่าเงินบาท ในรายละเอียดแต่ละเรื่องนั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอแนวทางต่อที่ประชุมต่อไป ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม กล่าวว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ทั้งการเร่งการบริโภคและการลงทุน เพื่อให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม ซึ่งจะมีการใช้นโยบายการคลังเป็นแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะต้อง มีการหารือกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะใช้มาตรการใดบ้าง “ที่ประชุมหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลัง รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ จะหารือร่วมกันอีกครั้งในการประชุมวันที่ 20 มีนาคมนี้” ดร.สมชายระบุ ทั้งนี้ ที่ประชุมเสนอว่า ธปท.โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา เนื่องจากขณะนี้ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ทั้งนี้ การตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับ ธปท. พร้อมกันนั้น ที่ประชุมเสนอให้ธปท.ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% อย่างไรก็ตาม การยกเลิกมาตรการดังกล่าวต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาว หรือเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมา ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ตนเองได้เสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบว่า ขณะนี้สินเชื่อภาคธนาคารนั้นโตช้า และลูกค้าผิดนัดชำระมากขึ้น หรือมีการผ่อนผันหนี้ออกไปมาก ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยลดลงได้ ทุกคนก็ต้องการเห็น นายโฆสิต ยังกล่าวถึง การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ วันที่ 17 มีนาคมนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกกระทรวงเกี่ยวกับการเตรียมการและบริหารงบประมาณปี 2551 พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีทุกคนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงบประมาณ ส่วนการทบทวนกรอบงบประมาณปี 2551 ที่ตั้งกรอบงบประมาณไว้ที่ 1.63 ล้านล้านบาท และขาดดุล 1.2 แสนล้านบาทนั้น ดร.ฉลองภพ มีสิทธิที่จะเสนอทบทวนได้ นายโฆสิต กล่าวกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ว่า ในวันที่ 13 มีนาคม สนช. จะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดย สนช. และขณะนี้ ตนยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ สนช. จะต้องมีการหารือร่วมกันในการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้กรุงเทพธุรกิจ 14 มี.ค. 50
รัฐบาลหาช่องอัดเงินกระตุ้นรากหญ้า
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาง นงลักษณ์ พร้อมจะบก · 15 มี.ค. 2550
นันทพัทธ์ · 15 มี.ค. 2550
สมยศ · 15 มี.ค. 2550
ดร.สรฤทธ จันสุข · 15 มี.ค. 2550
เสมอแข · 15 มี.ค. 2550
khang · 15 มี.ค. 2550