ศีล เป็นคำสันสกฤต บาลีใช้ สีล ซึ่งเรารับรู้กันว่าแปลว่า ปรกติ ... ผู้เขียนยังไม่เจอที่มาว่า การแปลศีลว่าปรกติ ในเมืองไทยนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากใครหรือหนังสือเล่มไหนเป็นสำคัญ เพราะตามคำภีร์ที่เจอมาบ้าง ท่านให้ความหมายอื่นๆ ไว้อีกหลายนัย และนัยเหล่านั้นรู้สึกว่าจะสำคัญกว่าความหมายว่า ปรกติ ตามที่พวกเราจำๆ กันมา...

คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาฎีกา ตั้งวิเคราะห์ไว้ว่า สิโนติ จิตฺตเมเตนาติ สีลํ บุคลย่อมผูกจิตไว้ด้วยคุณชาตินี้ ดังนั้น คุณชาตินี้ชื่อว่า ศีล (เป็นเครื่องผูกจิตไว้) ...ตามนัยนี้ ศีล มาจาก สิ รากศัพท์แปลว่า ผูก ส่วน .ลิง เป็นปัจจัย...นั่นคือ การที่เราจะล่วงละเมิดตัวเองหรือผู้อื่นนั้น เกิดจากจิตที่ประกอบด้วยความจงใจ ถ้ามีศีลแล้ว ศีลก็จะคอยยับยั้งมิให้เราล่วงละเมิตตนเองและผู้อื่น ดังนั้น ศีลจึงคล้ายๆ เชือกที่คอยผูกจิตไว้ฉะนั้น...

คัมภีร์วิสุทธิมรรค หัวข้อ สีลนิเทส ได้อธิบายเรื่องศีลไว้อย่างละเอียด เช่น ศีล แปลว่า รวบ หมายถึง รวบกายและวาจาไว้ให้เป็นปรกติ ไม่ให้ล่วงละเมิดตนเองและผู้อื่น... และจำแนกศีลไว้หลายนัย เช่น ศีล ๒ อย่าง คือ โลกิยศีล (ศีลชองผู้ที่ยังข้องอยู่ในโลก) โลกุตตรศีล (ศีลของผู้ข้ามพ้นโลกคือพระอริยเจ้า)...ศีล ๓ อย่าง คือ จุลศีล (ศีลน้อยๆ ) มัชฌิมศีล (ศีลพอประมาณ) มหาศีล (ศีลระดับสูง) ...เป็นต้น

ถามว่า คนนอนหลับมีศีลหรือไม่ ? ตอบว่า กล่าวไม่ได้ว่ามีศีลหรือไม่มีศีล เพราะ ศีลจะมีได้จะต้องเกิดจาก วิรัติ คือ เจตนาหรือความจงใจที่จะงดเว้น ซึ่งอาจจำแนกการจงใจที่จะงดเว้นนี้ได้ ๓ นัย คือ

  • สมาทานวิรัติศีล หมายถึง ศีลที่รับจากพระ-เณร หรือจากใครก็ตามแล้วก็จงใจที่จะงดเว้น ในคราวที่มีอารมณ์บางอย่างมากระทบ เช่น เห็นของมีค่า เกิดโลภะอยากจะขโมย แต่ระลึกได้ว่าวันนี้เรารับศีลแล้วจึงได้งดเว้น ...
  • สัมปัตตวิรัติศีล หมายถึง ศีลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นั่นคือ แม้ว่าเราจะไม่ได้รับศีล แต่จงใจที่จะงดเว้นการขโมยของคนอื่นในยามมีโลภะเกิดขึ้น ...
  • สมุจเฉทวิรัติศีล หมายถึง ศีลของอริยบุคลผู้ได้บรรลุแล้ว จะมีศีลโดยอัตตโนมัติ ...

 อนึ่ง ศีล กำจัดกิเลสระดับหยาบที่จะพึงล่วงละเมิดทางกายและวาจาเท่านั้น ถ้าเป็นกิลเสภายในใจก็ต้องกำจัดด้วย สมาธิและปัญญา