(35)

 

 

 ตัวอย่าง “การรู้เท่าทันการสื่อสาร : เปลือกลูกอม กับ จิตสำนึกสาธารณะ”

ตัวอย่างเล็กๆของความจำเป็นในการฝึกเรื่องวิธีคิดจิตสำนึกสาธารณะ ที่พอจะยกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ เช่น ครั้งหนึ่งในชั่วโมงเรียน ก่อนเวลาที่ดิฉันจะเข้าห้องสอน นักศึกษาที่นั่งรอเรียนอยู่แถวหน้า เห็นเปลือกลูกอมหล่นอยู่หน้าชั้นเรียนชิ้นหนึ่ง.......ตรงกับโต๊ะครูพอดี

.....แต่ไม่ได้มีใครลุกขึ้นมาเก็บเลย.....

ดิฉันไม่ทราบจริงๆว่าแท้ๆแล้วในใจในคอของเด็กๆคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ดิฉันกลัวก็คือการที่เด็กๆไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะเห็นว่าไม่ใช่ความทุกข์ความเดือดร้อนที่กระทบตน

ทั้งที่การมีน้ำใจ ช่วยเก็บขยะเล็กๆน้อยๆในห้องเรียน ควรเป็นสามัญสำนึกของคนระดับอุดมศึกษา ที่จะนำไปสู่”จิตสำนึก”เรื่อง”จิตสาธารณะ”เบื้องต้น

วันนั้น ดิฉันกะว่าสอนเนื้อหาให้พอหมดตอน เหลือเวลาเรียนอีกราวยี่สิบนาที ดิฉันจึงถามนักศึกษาที่นั่งเก้าอี้แถวหน้าใกล้กระดานดำว่า เห็นอะไรไหมจ๊ะ?


เธอก็ตอบว่าเห็นครูบ้าง เห็นโต๊ะเก้าอี้ของครูบ้าง เห็นกระดานดำบ้าง เห็นเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะบ้าง ฯลฯ

ดิฉันก็ถามต่อว่า หลังจากที่มองเห็นอะไรต่อมิอะไรในระดับสายตาแล้ว ลองมองขึ้นบน มองลงล่าง มองทางซ้าย มองทางขวา มองข้างหน้า มองข้างหลังซิ...เห็นอะไรบ้าง?

เธอก็ตอบว่าเห็นนั่น เห็นโน่น เห็นนี่ ฯลฯ

ดิฉันตอบว่าดีมาก..... ถ้าเรามองให้รอบ เราก็จะมองเห็นอะไรๆได้มากขึ้น ในมุมมองที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น ความหลากหลาย คือความแตกต่าง การเห็นว่ามีความหลากหลาย รู้ว่ามีความแตกต่าง แปลว่าเรารู้จักคิดเปรียบเทียบ

.......ซึ่งทำให้เด็กๆรู้ว่า อะไรเป็นอะไร และอะไรไม่ใช่อะไร ในระดับรูปธรรม

-------------------------------------------------------
หมายเหตุ : ประโยคที่ว่า อะไรเป็นอะไร และอะไรไม่ใช่อะไร ในระดับรูปธรรม
คำอธิบายท่อนนี้อาจเข้าใจยากสำหรับเด็กบางคน
ดิฉันก็จะชี้ไปที่ โต๊ะ พร้อมกับพูดว่า “อะไร”
และจับที่โต๊ะตัวเดิมนั้นอีกครั้ง เป็นการย้ำพร้อมกับพูดว่า “เป็นอะไร”
คือย้ำแบบตัวเป็นๆอีกครั้งว่า โต๊ะคือโต๊ะ

จากนั้นก็ชี้ที่เก้าอี้ พร้อมกับพูดต่อว่า “และ...อะไร”
แล้วกลับมาจับที่โต๊ะอีกครั้ง แล้วทำมือแบบท่าปฏิเสธว่าไม่ใช่ พร้อมกับพูดต่อว่า “ ไม่ใช่อะไร”
คือย้ำแบบเป็นตัวๆ ว่า เก้าอี้ ...ไม่ใช่โต๊ะ !...

แล้วก็คิดเอาเองว่าพูดแบบนี้เด็กน่าจะเข้าใจชัดขึ้น ขณะที่พูด ดิฉันก็ต้องสังเกตสีหน้าและอ่านสายตาเด็กๆ ว่าเธอเข้าใจที่ดิฉันพูดหรือไม่ (ดิฉันแอบหวังลึกๆว่าเด็กๆจะเข้าใจมากกว่าที่ตาเห็น)
---------------------------------------------------------


ดิฉันชวนคุยต่อว่า
การบอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร ในระดับรูปธรรมนั้นง่าย เพราะเมื่อ “ตาเห็น”ก็บอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร

เอ้า.....ทีนี้ลองฝึกคิดในระดับนามธรรมบ้าง

การคิดในระดับนามธรรม คือเห็นแล้วแปลความหมายของสิ่งนั้นได้ ให้คุณค่าแก่สิ่งนั้นได้ ประเมินค่าได้ สามารถมองเห็นคุณและโทษอันอาจจะเกิดจากสิ่งนั้น หรือเกิดจากการกระทำของเรา เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น และนำไปสู่วิธีทำได้ด้วยว่า เราควรทำอย่างไรกับสิ่งนั้น .....

เอาละ.....ทีนี้ลองช่วยกันคิดหน่อยซิคะว่า
1. อะไร? ควรมีอยู่ ควรปรากฏอยู่ ในห้องเรียน
2. อะไร? ไม่ควรมีอยู่ ไม่ควรปรากฏอยู่ ในห้องเรียน...

พูดถึงตรงนี้เด็กๆหลายคนก็เริ่มรู้เท่าทันแล้วว่าดิฉันจะบ่นเอ๊ยจะสอนเรื่องอะไร

....ส่วนผลข้างเคียงของการสอนลากยาวแบบนี้ คือเด็กบางคนซึ่งรู้อยู่แล้วว่าดิฉันต้องบอกให้เก็บเปลือกลูกอมแหงๆ.... ก็อาจรู้สึกรำคาญมาก ที่ดิฉันทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อีกแล้ว กะแค่เก็บเปลือกลูกอมชิ้นเดียว...ทำไมต้องพูดให้เขาเสียเวลาเป็นสิบยี่สิบนาที


“...ทำไมไม่บอกไปตรงๆเลยว่าให้เก็บเปลือกลูกอมซะก็สิ้นเรื่อง...”

ดิฉันก็จะบอกต่อว่าหน้าที่ของครู ต้องฝึกวิธีคิดด้วย เพราะ “ ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ”

หากว่าบางครั้งเด็กๆเห็นอะไรบางอย่างอยู่ตรงหน้า แล้วยังนึกเองไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไร แปลว่าน่าจะยังขาดวิธีคิด สมมุติว่าขาดวิธีคิด หรือวิธีคิด “พร่อง” เสียแล้ว ครูก็เกรงว่าจะจะส่งผลให้วิธีทำนั้น”พร่อง”ไปด้วย

หน้าที่และความรับผิดชอบของครูคือมาช่วยฝึกเสริม ช่วยฝึกให้เติมเต็มวิธีคิดและวิธีทำ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ครูจะช่วยได้

การที่ครูเป็นผู้ฝึก ไม่ได้แปลว่าครูเก่งกว่าหรือเหนือกว่า ครูเป็นเพียงคนธรรมดา ที่ตั้งใจทำหน้าที่ แต่หากเป็นเพราะขาดฝีมือในการเลือกวิธีการสอน....บางครั้งจึงทำให้เด็กๆเสียเวลาไปบ้าง ครูก็ต้องขออภัยด้วย
จะว่าไปแล้ว ครูนั้นเปรียบเหมือนอู่ซ่อมรถ หน้าที่ของอู่ คือดูแลรถให้อยู่ในสภาพพร้อมสมบูรณ์ ไม่ว่ารถแบบไหนมาเข้าอู่ อู่ก็ต้องปรับให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ตามศักยภาพของรถประเภทนั้นๆ

......แต่จะให้อู่ซ่อมรถไปวิ่งบรื๋นๆๆๆแข่งกับรถคงไม่ได้ อู่ก็ทำหน้าที่ดูแลซ่อมบำรุงไปให้ดีที่สุด....ดังนี้เป็นต้น

... แล้วพวกเธอก็นั่งยิ้มขำดิฉัน...

(สงสัยว่าเธอกำลังนึกเทียบครูที่ดูหน้าตาละม้ายไปทางอู่ซ่อมรถ...ดิฉันนึกแล้วก็ขำกิ๊กเหมือนกัน)

 

 ...............................................................

 ปรับเพิ่มเติมจาก เว็บไซต์วิชาการด็อตคอม กระทู้ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (Communication Literacy)  ความเห็นที่ 68 (29 ม.ค. 2550)