ผมชอบดูรายการประเภทคนค้นคน กบนอกกะลา หรือรายการทำนองสัมภาษณ์ ติดตามชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจ รู้สึกรายการเขาทำได้ดีจัง มีอะไรหลายๆ อย่างที่เราได้เรียนรู้จากเขา จากคำพูด จากชีวิตทั้งชีวิตของเขา จากการมองของคนรอบข้างที่มีต่อตัวเขา ฯลฯ  แต่มีคนอีกมากที่ไม่มีโอกาสได้ดูรายการแบบนี้ ไม่มีเวลา ต้องทำงาน หรือดูไป สักพักก็ลืม แล้วจะดูใหม่ก็ไม่ได้ นี่คือข้อจำกัดของรายการโทรทัศน์ดีๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงซ้ำได้อีก เทคโนโลยีตอนนี้เราทำได้แล้วที่จะเก็บรายการแบบนี้แบบเก็บหนังสือบนเว็บ แต่ยังไม่มีคนทำในบ้านเรา

ทำยังไงถึงจะให้แหล่งความรู้เหล่านี้เขาถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ออกมาได้ เพราะท่านเขียนไม่เป็น ที่ผ่านมาก็มักจะเป็นคนในราชการไปสัมภาษณ์แล้วเขียนที่สัมภาษณ์ทำนองรายงาน หรือเป็นเรื่องสั้นๆ ผลงานของเขาว่าเขาทำอะไรบ้าง ได้ผลอย่างไรบ้าง ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นการพลาดประเด็นสำคัญ ถ่ายทอดไม่ถูกจุด น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่เราต้องการเรียนรู้คือ ท่านเหล่านี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไรทางความคิด ท่านผ่านการเรียนรู้อย่างไร อะไรเป็นอุปสรรคและท่านผ่านมันมาอย่างไร อะไรทำให้ท่านไม่ท้อถอย ความรู้อันละเอียดอ่อนต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในผลงานของท่านมีอะไรบ้าง ฯลฯ

ใครล่ะที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ตรงนี้ นักวิจัย อาจารย์ หรือ? ก็อาจจะดีนะ ตรงที่การถอดความรู้จะมีรูปแบบ เป็นระบบ มีการตรวจสอบ  แต่ข้อจำกัดของบุคคลเหล่านี้คือ เมื่อเขียนออกมาแล้ว ผลงานอยูู่บนหิ้งห้องสมุดครับ อาจจมีนักศึกษายืมอ่านบ้าง ถ้าอาจารย์มอบหมายให้ทำรายงาน  

ผมคิดว่าการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์เหล่านี้ น่าจะเป็นไปในรูปแบบที่ติดดิน แบบคนทั่วๆ ไปอ่านรู้เรื่อง สนุก เหมือนกับอ่านนิยาย เรื่องของแต่ละท่านผมคิดว่ามีเกร็ดประสบการณ์และความรู้มากมายซึ่งทำให้อ่านสนุกได้  ความรู้ยิ่งกระจายมากเท่าไรก็จะยิ่งประโยชน์เท่านั้น

ผมอ่านเรื่อง คุณวิรุฬศักดิ์ แล้วทึ่งมาก

คุณวิรุฬศักดิ์เป็นผู้ที่มีความรู้ชำนาญเรื่องการเลี้ยงกบมาก ขนาดพูดภาษากบได้ (หมายความว่าอยู่กับกบมานานมากจนฟังออกหมดว่าเสียงร้องของกบแต่ละเสียงหมายถึงอะไร เป็นตัวผู้หรือตัวเมีย พวกมันต้องการอะไร ฯลฯ) ซึ่งทุกคนก็ต้องเคารพเขาในเรื่องนี้ (แม้แต่อาจารย์ที่ไปสอน)  จาก (http://gotoknow.org/blog/surachetv/81766)

น่ารู้ไหมครับ เขาแยกยังไง วิชานี้ไม่มีสอนในตำราครับ ตำราต้องมาจากท่านอาจารย์วิรุฬศักดิ์ นี่แหละ

ง้้นใครล่ะที่จะทำหน้าที่ตรงนี้  ผมขอเสนอ ghost writer ครับ

ghost writer เป็นอาชีพหนึ่งที่เฟื่องฟูในวงการหนังสือเรา เพราะยุคนี้เป็นยุคที่ดาราหรือคนดังเขาชอบแฉ หรือไม่ก็พอเรามีเงินแล้วอยากให้คนอื่นรู้จักตัวเอง ครั้นจะเขียนเอง ก็ไม่รู้จะเขียนยังไง เพราะลำพังแค่อ่านหนังสือยังไม่ค่อยจะได้อ่านเลย ทำไงดีล่ะ   ตรงนี้ก็เลยมีคนมาเติมเต็มให้ โดยแค่เราเล่าเรื่องให้เขาฟัง ให้เขาตามเราสักพักหนึ่ง จากนั้น ก็เกิดหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม ในชื่อเรา เทห์ดีจัง เผลอๆ ขายดีพิมพ์ซ้ำ 4-5 ครั้งให้ นักเขียนไส้แห่งหมั่นไส้ ก็ยิ่งดีใหญ๋  เพราะจะได้เอาเงินไปบริจาค ไปเลี้ยงเด็กตามสถานสงเคราะห์ ให้เป็นข่าวได้อีก

คิดง่ายๆ นะครับ จ้าง ghost writer  1 คน ไปขลุกกับแหล่งความรู้ของเราสัก 1 เดือน ค่าเบี้ยเลี้ยง 1 เดือน 1.5 หมื่นบาท ค่าวิทยากร 2 หมื่น ค่าเขียนเรื่อง 2.5 หมื่น รวม 6 หมื่น  ค่านักวิชาการให้คำปรึกษา 1 หมื่น  ค่าตีพิมพ์ 3-4 พันเล่ม 1.5 แสน รวมตีว่า 2.2 แสน  ปีแรกทำปราชญ์ภาคละ 10 คน 5 ภาค 50 คน มีหนังสือภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน 50 เล่มอยู่บนแผงหนังสือ  ใช้เงิน 11 ล้านบาท

น้อยกว่างบ กอรมน ของจังหวัด 1 จังหวัดอีกมั๊ง?

แต่เราจะได้ความรู้มหาศาล ที่หลายหลาก และเป็นความรู้ของบ้านเราจริงๆ  และผู้อ่านก็อ่านสนุก นักเรียน ชาวบ้านก็อ่านได้ 

สำหรับ Ghost writer เองเขาก็คงภูมิใจกับงานของเขาไม่น้อยทีเดียว