เพื่อนผมฟังแล้วซึมหลังจากที่ผมได้เล่าถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเกษตรกรรมไทยว่ามันได้ล่มสลายไปหมดแล้ว เพราะทุนต่างๆ มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการซึ่งไปทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือไว้ซึ่งเชิงตะกอนไม่ว่าจะเป็นทุนความรู้ ทุนทางสังคมทุนทางวัฒนธรรมทุนทางสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์และทุนทางเศรษฐกิจจากสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวงจึงเรียกว่าเรียกว่า"การพัฒนาแบบล่มสลาย"
เพื่อนผมผงกหัวอีกรอบ เสมือนว่าเขาเริ่มสำนึกผิดจากการที่เขาได้กระทำมาทั้งหมด แล้วเขาก็ชี้มาที่ผมแล้วเปล่งเสียงออกมาอย่างแรงว่า "แล้วนายด้วยใช่ไหม" ซึ่งเขาหาว่าผมเป็นคนร่วมขบวนการด้วย สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับด้วยดี แต่ก็มีข้อแก้ตัวนิดๆ ครับว่า เออ....ใช่ก็ใช่ แต่ว่า....อยู่ปลายๆ แถวนะ
แล้วเพื่อนผมก็ถามต่อว่าชุดความรู้หายไปได้อย่างไร ? ก็แน่นอนสินะ...เมื่อนักวิชาการทั้งหลายไปร่ำเรียนมาจากเมืองนอกรวมทั้งอาจารย์ของเราด้วย (ต้องกราบขอโทษอาจารย์นะครับเพราะอาจารย์ก็รับจากอาจารย์ของอาจารย์มาอีกทีหนึ่ง) ก็รับเอาวิชาการเขามา รับเอาวัฒนธรรมเขามาแล้วนำไปถ่ายทอดให้พี่น้องเกษตรกรทำ มิหนำซ้ำกลัวเขาไม่ทำตาม กลัวว่าจะไม่ได้ผลงานก็ทุ่มเงินงบประมาณ หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ ลงไป แถมบอกว่าสิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่นั้นมันไม่ดี บ้างก็บอกว่าให้ผลผลิตน้อยบ้าง
เมื่อนานเข้า นานเข้าวิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไปหรือความรู้เดิมที่เคยทำมาเลยต้องถูกกลืนโดยเทคนิคสมัยใหม่ จนกระทั่งไม่หลงเหลือร่องลอยเดิมจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งมันสายไปเสียแล้วที่จะแก้ไข
อะไรบ้างที่ถูกกลืน เป็นคำถามย้ำเตือนเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าตนเองจะได้หาแนวทางในการไถ่บาปทีได้หาแนวทางช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง จะไปยากอะไรล่ะ ให้เรานึกในเรื่องใกล้ตัวเช่นการจัดการเรื่องดิน ที่ผ่านมาเกษตรกรพึ่งตนเองในการปรับปรุงบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่พอมาตอนนี้ ไม่ใส่ปุ๋ยบอกว่าจะไม่ได้ผลผลิต การใช้สารเคมี การจัดการเรื่องน้ำ แสง ซึ่งเมื่อก่อนชาวบ้านรู้ว่าจะปลูกอะไร คู่กับอะไรเพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้หมดแล้วใช่ไหมครับ
ดังนั้น ...เพื่อเป็นการไถ่บาป ก็คงไม่สายเกินไปใช่ไหมครับในการที่จะหันมาศึกษาในเรื่องของการจัดการความรู้ในการทำเกษตรกรรมแบบประณีตเพื่อให้ได้ชุดความรู้ใหม่ที่สามารถตอบคำถามในการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนขอบคุณครับ
อุทัย อันพิมพ์
23 ก.พ.50
คิดว่าจะจบออกแขกตอนไหนครับเนี่ย
เฮ้อ ค่อยยังชั่ว
การศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ ถ้าไม่ได้มาจาก real need ของชุมชนก็ยากที่จะประสบความสำเร็จครับ…น่าจะให้ความสำคัญกับการค้นหา real need…ในยุคกระแสทุนนิยมที่มาแรง แม้กระทั่งชาวบ้านยังมองตัวเองไม่ออก…แต่มีตัวอย่างปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านที่รู้เท่าทันกระแสทุนนิยม…และดูตัวเองออก…บอกตัวเองได้…ได้หันกลับมาพึ่งตนเอง…โดยการทำเกษตรปราณีต…เกษตรทฤษฎีใหม่…เกษตรผสมผสาน…วนเกษตร…ฯลฯ…และประสบความสำเร็จกลายเป็นแหล่งเรียนรู้…ระดับประเทศ…ผมคิดว่า…วิชาการจะจำเป็นก็ต่อเมื่อสังคม ชุมชนหรือชาวบ้านต้องการ…ถ้าวิชาการไม่ได้มาจากปัญหา ความต้องการ หรือความจำเป็นของชุมชน…ก็คงจะเป็นวิชาการตามความสนใจของนักวิชาการเอง…ซึ่งก็จะกลับมาสู่วงจรเดิมอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนในระยะยาว
เราต้องเร่งฟื้นฟูชุดความรู้ใหม่ให้ได้นะคะ