เป็นตอนที่สาม ต่อจาก จิตตปัญญาเวชศึกษา และ จิตตปัญญาเวชศึกษา และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ครับ

จิตตปัญญาเวชศึกษา การเรียนแพทย์ด้วยใจที่ใคร่ครวญ

ได้พูดถึงแผนที่ วิธี การเรียนแพทยศาสตรศึกษาในเชิงจิตตปัญญาศึกษาไปพอสมควร บทความนี้จะขอลงเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะเป็น กระดูกสันหลัง (หรือเป็น ประทีปนำทาง มากกว่า) ของการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ คือ สภาพจิตแห่งการเรียนรู้

Self searching / experiencing / interconnectedness อย่างที่กล่าวมานั้น เป็น "วิธี" แต่ลำพังวิธีอย่างเดียว ไม่ได้สาวเส้นป่านไปถึงไหน ก็เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ตลอดเวลาของการมีชีวิตนั้น ถ้าเรามีตระหนักรู้ (awareness) ของสิ่งที่เราเป็น อยู่ คือ ณ ขณะนี้ว่า เพราะเรามีชีวิต และเพราะเราอยู่ในสังคม จึงเป็นการพายเรือด้วยมีแผนที่ มีการสังเกตไม่เรื่อยเปื่อย ตื่นเต้นแต่สงบ จากวินาทีหนึ่งไปสู่อีกวินาทีหนึ่งนั้นมี cause effect มี genesis มี results

ตอนเรียนแพทย์คือตอนไหน?

เอาหลักการที่ว่านี้ไปใช้ตอนไหน วิชาไหน  block ไหนดี? หรือว่าใส่เป็นกิจกรรมนักศึกษา หรือว่าแทรกไปตาม block ต่างๆสักสองสามชั่วโมงดี?

เราใช้กระดูกสันหลังตอนไหน และเราใช้ประทีปตอนไหนล่ะครับ?

ก็นำมาใช้ตอนนั้น

การเรียนรู้ขณะที่ใจใคร่ครวญนั้น เป็นจิตที่เปิดกว้าง รับได้หมด รับได้ทุกอย่าง ไม่ตัดสิน รับรู้และเรียนรู้ด้วยจิตใจแบบเด็กทารกที่ตื่นรู้ แต่เสริมด้วยพลังความคิดของผู้ใหญ่ที่สามารถสานประสบการณ์ การที่เราต้อง เปิดกว้าง ขนาดนั้น เพราะเรากำลังศึกษาเรื่องของ ชีวิต อยู่ ซึ่งชีวิตนั้น ไม่ได้มีอยู่ form เดียว แต่เป็น complex life-form

นักศึกษาพึงทำความเข้าใจในหลักสูตรตั้งแต่ต้นจนจบ ดีที่สุดคือภายในอาทิตย์แรกที่เข้ามาในมหาวิทยาลัย ผมนึกถึงการจัด workshop ปฐมนิเทศสักอาทิตย์ ที่มีรับน้อง มีการแนะนำ campus มีการแนะนำอาจารย์ แนะนำสถาบัน และแนะนำปรัชญาของวิชาที่เข้ามาเรียนกัน เป็นช่วงที่มีค่า มีความหมาย มีความ ศักดิ์สิทธิ์ ในตัวมันเอง (น่าเสียดายที่บางที่ใช้เวลาที่น้องใหม่กำลังอยู่ในสภาวะที่ จิตเปิดรับ เช่นนี้ ไปปลูกฝังเรื่องลามกจกเปรตแทน) ถ้าในทุกๆกิจกรรม เรามีวัตถุประสงค์ในนักศึกษา เห็นคุณค่าของตนเอง จากการร่วมกิจกรรมนั้นๆ (self searching) ได้สะท้อนตนเองว่ากำลังรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร มีชีวิตชีวา ณ ขณะนั้น (experiencing) และสุดท้ายเชื่อมโยงกับสังคมว่า สิ่งที่ทำนั้นมีผลกระทบอย่างไรต่อตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม (interconnectedness) ไม่ใช่ให้เกิดแบบ random นะครับ แต่ต้องจัดให้เกิด 3 อย่างนี้ให้มากที่สุด หรือทุกๆครั้งไป

วิธีที่สำคัญที่จะช่วยวัตถุประสงค์ทั้งสามประการคือ

  • การเรียนที่มีอิสระ ผ่อนคลาย ปราศจากความกลัว กังวล
  • มีเวลาสะท้อนบทเรียน
  • facilitator ที่รู้จักฉวยโอกาส ใส่ catalyst ของความคิด การรับรู้
  • ใช้ประสบการณ์จริงๆมาเรียน รวมทั้งประสบการณ์อดีตของแต่ละคนในกลุ่ม มา share มาแปลความหมายซึ่งกันและกัน
  • ดึงเอา humanistic aspect ออกมาให้สะท้อนให้มากที่สุด เช่น เรื่องราวของผู้ป่วย เรื่องราวของญาติผู้ป่วย

ยกตัวอย่าง

Clinical Immersion ที่นักศึกษาแพทย์ออกไปอยู่ รพ.อำเภอเป็นเวลาสามอาทิตย์ กลุ่มละ 3-4 คน ให้มีการทำ dialogue กัน ทุกคืน หรือ ทุกอาทิตย์ แลกเปลี่ยนมุมมองของตนเอง เล่ามุมมองของคนไข้ ของประชาชน ที่ได้จากการสัมภาษณ์ตรง (ไม่ใช่คิดเอาเอง) มุมมองของหมอ ของพยาบาล สรุปเป็น collective consicousness หรือ perception ของชุมชน

การเรียนวิชา Social Sciences ให้มีการอภิปรายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การเมือง หาความเชื่อมโยง เหตุผล และการรับรู้

การเรียนวิชา Ethics ชนิดต่อเนื่อง ใช้ scenario หรือ เหตุการณ์บ้านเมือง เป็นหัวข้ออภิปรายทุกๆอาทิตย์ อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ต้องมาก หรืออาจจะมี session ของชั้นปี เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง

Psychosocial conferences สำหรับชั้นคลินิก ผลกระทบเชิง psychosocial จากความเจ็บป่วยต่อตัวคนไข้ ต่อครอบครัว ต่อผู้ดูแล ต่อสังคม และต่อชุมชน ร่วมกับวิชาชีพอื่นๆในระบบสุขภาพ เช่น ร่วมกับพยาบาล นักสิทธิประโยชน์ อาสาสมัคร เป็นต้น

กิจกรรม bedside เช่น การราวน์ ward หรือ case discussion เพิ่มมิติอื่นๆนอกเหนือจาก bio aspects การฝึก communication ใน theme ต่างๆ เช่น breaking the bad news, telling the truth

กิจกรรมร่วมทำงาน ร่วมสังสรรค์ ทำความเข้าใจ และสร้างความเป็นทีมกับบุคลากรสุขภาพสาขาอื่นๆ ได้แก่ พยาบาล ทันตะ เภสัช นักโภชนากร

การที่นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนรู้ เข้ากับคุณค่าที่ตนเองได้ตั้งเป้าหมายไว้ตลอดเวลานั้น เป็นการสร้างเสริมฉันทาคติในการคิด การพูด การแสดงออก การทำงาน การที่เชื่อมโยงคุณค่าเข้ากับการรับรู้ของคนอื่น การรับรู้ของสังคมนั้น เป็น direct mechanism ไปสู่การเกิดจริยธรรม เพราะจริยศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีขึ้นเพราะการที่มนุษย์อยู่กับคนอื่น อยู่กับสังคม (ถ้ามีเราอยู่คนเดียว ก็ไม่ต้องมีจริยศาสตร์)

จากการที่พยายามเชื่อมโยง นักศึกษาควรจะมี self-directed learning ไปหา extra-curriculum ที่จะเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความ appreciation of LIFE ให้มากขึ้น เพื่อความต่อเนื่อง ดังนั้น selective and elective activities ก็จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า main curriculum ในแง่การเกิด sustainability ที่จะมีการ boost ตลอดเวลา วิชาเลือกเช่น Art Appreciation, History, Religious Comparison, Social sciences, Bioethics, Philosophy, Politics, etc ล้วนแล้วแต่สามารถ เติมมิติให้เต็ม ให้รอบด้าน มากยิ่งขึ้น การมีวิชาเลือกเป็นความจำเป็น เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ "ใครๆเขาสนใจกัน" การเป็นแพทย์ และเป็นคนด้วยนั้น ตามหลักที่สมเด็จพระราชบิดาทรงมีพระบรมราโชวาทไว้นั้น จะต่องเป็นคนที่เต็ม เป็นคนที่รอบด้านด้วย น่าจะเป็นวิชา บังคับเลือก อะไรทำนองนี้

ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเยอะ จะมีเวลาพอเรียนหรือ? เราอาจจะต้องมีการปรับการเรียน และจัด ลำดับความสำคัญ ของหลักสูตรใหม่ ว่าอะไรสำคัญมากน้อย อะไรที่ใช้ "เวลา" อะไรที่เรากำลัง waste time (ไม่ใช่เพราะไม่มีประโยชน์ แต่ได้ประโยชน์น้อยกว่าเวลาที่ใช้ไป) เพราะเรามีเวลาไม่มาก และต้องการใช้อย่าง most effective ทั้งด้านเวลา resource management, staff management ทุกอย่าง