สืบเนื่องจากกรณีเบี้ยกุดชุม (ที่ปัจจุบันเรียกว่า บุญกุดชุม ) ทำให้นึกเปรียบเทียบ เงินตราชุมชน  ป่าชุมชน และ องค์กรการเงินชุมชน” 

ทั้งสามกรณีมีความคล้ายคลึงกัน  คือ    

เป็นกิจกรรมของกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการรักษา ทรัพยากร ของตนไว้   กรณีป่าชุมชน คือรักษาผืน"ป่า"  กรณีองค์กรการเงินชุมชน และเงินตราชุมชน  คือ ออม"เงินบาท" (กรณีเงินตราชุมชน เพราะคูปองหรือเงินตราชุมชน  ซื้อของนอกพื้นที่ไม่ได้  ก็จะซื้อสินค้าหรือบริการที่ผลิตในชุมชนโดยเฉพาะอาหาร  และออมเงินบาทไว้ใช้สิ่งอื่นๆที่จำเป็นนอกพื้นที่)  

แต่ เงินตราชุมชน และ ป่าชุมชน  เป็นกิจกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการท้าทายอำนาจรัฐ   เพราะกฎหมายไทยออกแบบ(โดยคนเมือง)ให้ ป่าเป็นของรัฐ   ส่วนการออกเงินเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย    

สิทธิชุมชน ที่เขียนในรัฐธรรมนูญปี 2540 (ซึ่งปัจจุบันก็ถูกยกเลิกไปแล้ว)  มีกฎหมายลูกรองรับสิทธิชุมชนในบางเรื่องเท่านั้นเอง  เช่น พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 แต่คำว่า ชุมชน  ก็จะหมายถึงเฉพาะองค์กรที่กฎหมายรองรับเท่านั้น เช่น  อบต. หรือ กลุ่มที่จดทะเบียน  

ในกรณีนี้ แม้  องค์กรการเงินชุมชน  ซึ่งรัฐยอมรับมากกว่าในทางพฤตินัย (เพราะไม่ได้ท้าทายอำนาจรัฐ)  และหลายฝ่ายก็อยากลงมาสนับสนุน แต่บางกรณีก็ยังมาติดขัดหรือติดข้ออ้างในเรื่องกฎระเบียบอีก
 

ตราบใดที่ชาวบ้านยังไม่สามารถทำให้ อบต. เป็นตัวแทนชุมชนได้จริง  กลุ่ม/ชุมชนที่ไม่ขึ้นทะเบียนก็จะอยู่ใน "ภาคนอกระบบ ต่อไป    

สังคมไทยเป็นสังคมที่ ภาคนอกระบบ  ใหญ่กว่าภาคในระบบมาก   ไม่ว่า เรื่องเศรษฐกิจ  เรื่องการศึกษา  ซึ่ง ภาคนอกระบบ มักจะเป็น ภาคเพื่อชีวิต ที่ รัฐและ คนที่ติดในระบบ มักจะมองไม่เห็นความสำคัญ