เมื่อวันศุกร์อีกสักครึ่งชัวโมงก่อนจะถึงเวลาเข้าประชุมการเตรียมงานรณรงค์วันวัณโรคโลก...ได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือด่วนจากตึกผู้ป่วยในให้มาช่วยในการเตรียมการแจ้งการตายของผู้ป่วยผู้ป่วยเพิ่งเสียชีวิตเมื่อสักสิบกว่านาทีที่ผ่านมาซึ่งเราจะต้องไว้ศพเพื่อรอชันสูตรและตกแต่งก่อนย้ายจากตึกไปสู่สถานที่เก็บศพ(โรงโป๊ด)ในระยะเวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงให้แก่ญาติ(แม่)...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ถูกตามตัวให้มาช่วยกันทั้งกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ตึกในการจัดการและป้องกันภาวะวิกฤติอันเนื่องจากการสูญเสียชีวิต....เมื่อไปถึงพบว่าญาติเป้าหมายที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือคุณแม่ผู้ป่วยกำลังนั่งร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของสามี...ทั้งคู่ร้องไห้และแม่ผู้ป่วยได้แต่เพ้อหาชื่อลูกชึ่งขณะนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการจัดการตกแต่งศพ...ฉันค่อยๆเข้าไปหาพ่อและแม่ของผู้ป่วยแจ้งชื่อและบอกว่าเป็นใคร...สำรวจสภาพอาการของทั้งสองท่านว่าจะมีภาวะอันตรายทางกายและใจมากน้อยแค่ไหน...พบว่าพ่อกำลังปลอบและพยายามพูดให้แม่คิดว่าลูกชายไม่เจ็บปวด...ฉันดูความพร้อมของทั้งสองคนเห็นว่าพอที่จะเผชิญความจริงในการสูญเสียได้ในระดับหนึ่ง...จึงถามแม่ว่าตอนนี้คุณแม่คิดว่ามีอะไรเกิดขึ้น...แม่เพ้อบอกว่า(ชื่อลูกชาย)แม่มาแล้วทำไมไม่รอแม่...ฉันเข้าใจได้ว่าอาจมีญาติหรือจนท.อื่นๆได้แจ้งแก่แม่แล้วว่าลูกชายเสียชีวิต....จึงค่อยเข้าไปกอดและพยายามสังเกตดูการหายใจ...บอกแม่ให้หายใจช้าๆลึกๆเพื่อผ่อนคลายก่อนรุกต่อว่า..คุณแม่เสียใจที่..(ชื่อผู้ป่วย)จากไปโดยยังไม่ทันสั่งอะไรกันเลยใช่ไหม...แม่พยักหน้าและยังคงร้องไห้อยู่...ฉันหาผ้านิ่มๆให้แม่ผู้ป่วยร้องและสั่งน้ำมูกน้ำตา...บอกว่าตอนนี้ผู้ป่วย(แม้ว่าตอนนี้เขาจะตายแล้วก็ตามแต่ญาติโดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่อยากให้เรียกว่าผู้ตาย..เราจึงเรียกชื่อหรือเรียกผู้ป่วยไปก่อน)ยังไม่เคลื่อนย้ายไปไหนและคุณแม่หรือญาติสามารถเข้าไปอำลาผู้ป่วยได้..เข้าไปอธิษฐานจิตบอกกับเขาให้ใจเขาติดตามญาติกลับบ้านได้...แต่คุณแม่มีแรงไหวไหมที่จะเข้าไปดูผู้ป่วยในขณะนี้...แม่หยุดร้องไห้และพยายามลุกขึ้นแต่เนื่องจากท่านอายุค่อนข้างมากจึงลุกไม่ค่อยได้..ในระหว่างนั้นประสานกับญาติและจนท.ตึกข้างในว่าจัดการตกแต่งศพเสร็จแล้ว...ฉันกับคุณลุง(พ่อผู้ป่วย)ช่วยกันพยุงแม่เข้าไปในตึก...ระหว่างทางที่เดินรู้สึกได้ถึงตัวที่สั่นเทาและความพยายามที่จะกลั้นน้ำตาของทั้งสองท่าน...พ่อและแม่ผู้ป่วยรายนี้มีพื้นฐานความเชื่ออยู่เดิมแล้วว่าจะไม่ให้น้ำตาต้องตัวที่ร่างผู้ตายเพื่อให้วิญญาณผู้ตายนั้นไม่เป็นห่วง...ฉันเห็นสภาพผู้ตายที่แต่งกายชุดสากลแต่นัยน์ตาข้างหนึ่งนั้นยังปิดไม่มิดก็ขออนุญาตค่อยปิดเปลือกตาเขาลงพร้อมทั้งบอกในใจว่าขอให้เขาไปสู่สุคติ..พ่อแม่ผู้ป่วยเป็นคนมาจากต่างจังหวัดไม่แน่ใจว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ฉันก็บอกว่าให้ลูกคนอื่นๆประสานงานเจ้าหน้าที่รพ.ได้เราจะค่อยอธิบายให้...แต่ตอนนี้สำหรับพ่อและแม่ช่วงนี้มีอะไรที่อยากพูดหรือบอกแก่(ชื่อผู้ป่วย)บ้าง..หรือจะกอดก็ทำได้...แม่โผเข้ากอดและพูดเสียงเครือว่ากลับบ้านเรานะลูกแม่มารับแล้วและแม่ก็ทำท่าจะเป็นลม..ฉันจึงพาแม่ไปนั่งข้างนอกอาคารที่อยู่ไม่ไกล...และค่อยปลอบ...พ่อผู้ป่วยตั้งหลักได้ดีกว่าและพยายามช่วยกันกับฉันปลอบแม่ให้เชื่อว่าตอนนี้ผู้ป่วยไม่ทรมานแล้ว...ฉันอธิบายคร่าวๆให้แม่เข้าใจหรือเห็นภาพว่าโรคแทรกที่ผู้ป่วยเป็นอยู่มันรุนแรงและจะทรมานเขามาก...แม่ก็เห็นด้วยและบอกว่า..พาผู้ป่วยมาช้าไปถ้าพามาเร็วผู้ป่วยอาจไม่ตาย...ฉันก็รับฟังนิ่งๆและบอกแม่ผู้ป่วยว่า..ฉันเชื่อว่าผู้ป่วยพยายามอดทนที่จะสู้กับโรคนี้อย่างเต็มที่สุดของเขาแล้วแต่เมื่อบุญเขามีอยู่เพียงเท่านี้เขาก็ต้องจากไป...ตอนนี้หากใจเขายังอยู่ใกล้ๆแม่คิดว่าเขาอยากให้แม่และญาติๆทุกคนคิดถึงเขาอย่างไร...แม่ผู้ป่วยบอกว่าเขาเป็นคนดีเป็นพี่ที่ดีของน้องๆ...ส่วนพ่อก็บอกว่าเมื่อรู้ว่าเขาป่วยอันนี้เราก็ได้แต่ทำใจแต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วอย่างนี้...ฉันค่อยๆบอกกับแม่และพ่อผู้ป่วยอีกว่า..ตอนนี้เขาจากไปแล้วแต่เราคนที่ยังเหลืออยู่คิดว่าอยากทำอะไรให้กับเขาให้เขาไม่เป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่ได้บ้าง...แม่กังวลว่าเขาปลูกบ้านใหม่เพิ่งเสร็จและเขาจะเข้าบ้านได้ไหม...ฉันทราบว่าถ้าเราจุดธูปบอกเจ้าที่แจ้งขอให้...เข้าบ้านก็สามารถทำได้..แม่ก็มีความเบาใจไปเปลาะหนึ่งระหว่างนั้นก็ต้องคอยสังเกตแม่ว่าจะเป็นลมหรือช้อคหรือไม่...เมื่อจะเริ่มบรรจุศพลงในถุงเพื่อเคลื่อนย้ายฉันถามแม่ว่าจะอยู่ดูไหมแม่บอกว่าไม่ไหวก็ค่อยๆประคองออกมารอที่หน้าตึกและช่วยประสานงานกับญาติคนอื่นๆในการสังเกตพฤติกรรมและวิธีการผ่อนคลายความเศร้าโศรกให้แก่ทั้งพ่อและแม่...รวมถึงกรณีฉุกเฉินที่อาจจะติดต่อหรือทำอะไรได้...อยู่รออีกระยะจนมีโทรตามให้เข้าประชุมก็ค่อยๆบอกลาพ่อและแม่ผู้ป่วย...ซึ่งตอนนี้เริ่มตั้งสติและไม่ค่อยเศร้ามากเหมือนเมื่อตอนแรกๆแล้ว.......

เป็นฉากเศร้าอีกฉากที่เราเจอทุกวัน...โรคเอดส์ทำให้คนแก่ต้องมารับภาระจัดการงานศพและเลี้ยงดูลูกหลานแทนคนหนุ่มคนสาว...ตราบใดที่เรายังไม่ป้องกันหรือลดผู้ติดเชื้อรายใหม่พร้อมๆกับการหาวิธีการรักษาที่ได้ผล...ฉากอันชวนหดหู่ใจแบบนี้ก็ยังต้องพบอยู่ต่อไป