จากข้อเขียนของคุณศิริลัคนา เปี่ยมศิริ เรื่อง “คนกับผี” ทำให้ผมได้แนวคิดว่า “ผี” ก็มีความสำคัญกับการจัดการความรู้ ในการสร้างศรัทธาในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้จัก หรือยังไม่ซาบซึ้ง

คนในโบราณได้ใช้ “ผี” ในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่ในระเบียบ โดยป้องกันการ “ผิดผี” คำว่า “ผี” นี้มีหลายความหมาย ตั้งแต่สิ่งไกลตัว เช่นหมายถึง

1. เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าประจำทรัพยากรต่างๆ ประจำสถานที่ แม้กระทั่ง ต้นไม้ชนิดต่างๆ เช่นต้นตะเคียน กล้วยตานี ที่เป็นลักษณะของ “ผี” ระดับสูง แบบ เทพ หรือ เจ้า

2. วิญญาณที่ล่องลอย ยังไม่ไปผุดไปเกิด ที่เป็น “ผี” ระดับต่ำ

3. วิญญาณของบรรพบุรุษ ที่คอยติดตามดูแลลูกหลาน ที่ถือเป็นผีที่อยู่ระดับกลางๆ ต้องการการเคารพ บูชา มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาได้เช่นกัน

การที่คนพัฒนา “ผี” ขึ้นมาในสังคม ก็มีหลายวัตถุประสงค์ โดยส่วนใหญ่เน้นการเป็นผู้คอยควบคุมดูแลให้คนทำในสิ่งที่ดีในสังคม คนมีแนวโน้มที่จะกลัว และนับถือ “ผี” มากกว่าการนับถือคน หรือแม้แต่กฎ ระเบียบต่างๆ ในสังคม

จึงมักมีการพูดว่า “อายผี” หรือกลัว “ผิดผี” ที่จะทำให้มีอันเป็นไป ที่อาจน่ากลัวมากกว่าการถูกจับ หรือ ถูกลงโทษโดยกฎหมาย

อันเนื่องมาจาก “ผี” นั้นอยู่ภายในใจ ในความคิดของคน ที่มีความสำคัญมากกว่าปัจจัยภายนอก เช่น กฎ ระเบียบ ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

ดังนั้น จึงมีการผสมผสานการใช้ “ผี” ตามความเชื่อ ร่วมกับ ประเพณี วัฒนธรรมของสังคม เพื่อความสงบสุขของสังคม

แต่บางทีเราก็ใช้ “ผี” ในการสร้างปัญหาให้กับสังคม ได้เช่นกัน

ดังนั้น ในการจัดการความรู้ ก็อาจพัฒนาการใช้ “ผี” เพื่อการพัฒนาได้เช่นกัน อยู่ที่ระบบการบริหารจัดการ “ศรัทธา” และความเชื่อ ในทางที่ดี

แต่ควรลดการใช้ผี เพื่อความ “งมงาย” และ “อบายมุข” ในหลายๆรูปแบบ ที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน

ทำให้ “ผี” เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ไม่แพ้การใช้ประเพณี เพื่อการพัฒนาอย่างถูกต้องและมีพลังในทุกด้าน ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าเราจะใช้ “ผี” ในมุมใดได้บ้าง จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด