ก่อนจะนำเสนอเรื่องราวต่อไป ใคร่จะทบทวนเนื้อหาทั้งหมดอีกครั้ง 

ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวมาตั้งแต่ ความปรารถนาของคนทั่วๆ ไป ว่ามี ๔ ประการ คือ ร่ำรวย การยอมรับ สุขภาพ และชีวิตหลังความตายที่ควรจะดีกว่าเดิม ...ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นสิ่งที่เราให้ถึงพร้อมสมบูรณ์ได้ยาก...

ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะแสวงหาคือ สุข ๔ ประการ คือ มีทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ ไม่เป็นหนี้ ไม่มีโทษ ...และความสุขเหล่านี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าประการสุดท้าย คือสุขเกิดจากการดำเนินชีวิตด้วยการงานที่ไม่มีโทษเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ทรงเปรียบเทียบว่า สุขสามประการข้างต้นรวมกันยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของสุขประการสุดท้าย...

คำสอนทางพระพุทธศาสนาจำแนกประโยชน์ไว้ ๓ ลำดับ คือ ชาตินี้ ชาติหน้า และสูงสุด ...สุขสามประการข้างต้นสงเคราะห์เข้ากับประโยชน์ในชาตินี้ ส่วนสุขข้อสุดท้ายสงเคราะห์เข้ากับประโยชน์ทั้งสาม ....

คุณธรรมที่สนับสนุนสุขหรือประโยชน์ในชาตินี้ก็คือ ขยันหา เก็บรักษาดี มีกัลยาณมิตร และเลี้ยงชีวิตพอสมฐานะ ....และ ๔ ประการคือ การเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ มีเจตนางดเว้นความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นทางกายและวาจา รู้จักเสียสละสิ่งที่จะมาขวางกั้นความจริงใจ และรู้จักคิดมีเหตุมีผลไม่งมงาย จัดเป็นคุณธรรมสนับสนุนสุขหรือประโยชน์ในชาติหน้า....

ประโยชน์สุงสุด คือ พระนิพพาน นั่นคือ การสิ้นทุกข์หรือความสุขสูงสุด จัดเป็น เส้นชัย ในการดำเนินชีวิตที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ ตามอำนาจกรรม...

ในการดำเนินชีวิตไปสู่เส้นชัยนั้น เราควรจะมีหัวหน้าเพื่อนำพาเราไปสู่จุดหมายตามที่มุ่งหวัง จัดเป็น หัวหน้าธรรม ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัส ปธานธรรม ไว้

ปธานธรรม คือ หลักการที่เราควรตั้งไว้เป็นหัวหน้าในการดำเนินชีวิต มี ๔ ประการด้วยกัน คือ

๑. เพียรระวังมิได้ความชั่วทั้งหลายเกิดขึ้นในสันดาน

๒. เพียรขจัดความชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป

๓. เพียรสร้างความดีทั้งหลายให้เกิดขึ้นในสันดาน

๔. เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ถ้าเรายึดถึอหลักธรรมนี้เป็นหัวหน้าในการดำเนินชีวิต เป็นหลักนำพาเราไป เราก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทาง สามารถไปสู่เส้นชัยในชาติสุดท้ายได้...