ผลของการไม่เจียมสังขาร... ทำให้ค่าเล่นเรือกล้วย 1 ครั้งบานปลาย  เพิ่มขึ้นด้วยค่าทำฟัน 3 ครั้งไปแล้วค่ะ และกำลังจะมีมาเพิ่มอีก

     ไม่เพิ่มได้ยังไงคะ  ก็ป้าเจี๊ยบตัดสินใจว่าครอบก็ครอบ  ฟันกรามด้านในสุดซึ่งที่อุดร้าวจากการเล่นเรือกล้วยจำเป็นต้องได้รับการดูแล  เพราะหลังจากพบหมอฟันหน้าตาสไตล์ตี๋หล่อที่จะทำครอบฟันซึ่งอดทนอธิบายและตอบคำถามของป้าเจี๊ยบอย่างใจเย็นไปแล้ว 1 ครั้ง ป้าเจี๊ยบก็บอกตัวเองว่า ถ้าไม่อยากให้มีปัญหาต้องเจอหมอฟันบ่อยๆ ในกาลข้างหน้า ก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด  ทำให้การผจญภัยตอนต่อไปเริ่มขึ้น...

     ด่านแรกคือหมอฟันลำดับ 2 ของฟันซี่นี้   เธอรับหน้าที่รักษารากฟันให้ค่ะ  หน้าตาไม่สวยเท่าหมอฟันลำดับ 1 มือใหม่หัดอุดคนนั้น  ออกจะเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ด้วยซ้ำ แต่หมอคนนี้โดนใจป้าเจี๊ยบมาก  ยกให้เป็นหมอฟันในดวงใจได้เลย  น้ำเสียงไพเราะน่าฟังมาก และช่างคุยซะด้วย ทำฟันไปคุยไป ทั้งๆที่เราอ้าปากค้างอยู่ จะเออ.. จะค่ะ.. จะว่าอย่างไรกับเธอก็ไม่ได้  แต่เธอมีวิธีตกลงกับเราก่อนว่าจะทำสัญญาณมือกันอย่างไร ถ้าเจ็บให้ยกมือขึ้น ถ้าใช่ก็ยกหัวแม่โป้ง อะไรทำนองนั้น การคุยระหว่างทำฟันก็ได้รสชาติแปลกใหม่และเข้าใจกันดี  นี่ถ้าไม่ตกลงกันก่อน ป้าเจี๊ยบอึดอัดตายเพราะโต้ตอบไม่ได้

     ที่ชอบมากคือ นอกเหนือจากหาเรื่องสัพเพเหระมาคุย เธอยังคอยบอกเป็นระยะๆว่า จะทำอะไร..กำลังทำอะไร.. หรือจะทำอะไรกับฟันของเรา  เวลาทำแล้วเราจะรู้สึกยังไง  ซึ่งทำให้ป้าเจี๊ยบแฮปปี้มากในการรักษารากฟันกับเธอ   เธอทำการขูดคว้านฟันซี่นี้ตรงกลางจนเป็นหลุม ทำความสะอาด อุดชั่วคราวปิดทิ้งไว้  แล้วทำซ้ำคล้ายๆ กันรวมทั้งหมดก็ 3 ครั้ง  ห่างกันครั้งละประมาณ 1 อาทิตย์  แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง  ถึงจะนอนอ้าปากค้างไว้เกือบชั่วโมงก็ไม่เมื่อยกรามค่ะ เพราะเธอมีตัวช่วยให้กัดไว้  คราวไหนไม่ใช้ตัวช่วย  เธอก็มีระยะพักให้ เห็นอกเห็นใจกันอย่างนี้จะไม่ให้ชอบได้ยังไง  ครั้นพอได้หลุมขนาดที่ต้องการแล้วก็หมดหน้าที่ของเธอค่ะ

     ด่านต่อไปก็ใส่เดือยโลหะ.. หมอลำดับ 3 ของฟันซี่นี้คือผู้ที่จะทำครอบฟันให้ค่ะ  เธอจะใส่เดือยโลหะ รูปร่างเหมือนตะปูลงไปในหลุมที่คุณหมอเสียงเพราะเตรียมไว้ให้  คนนี้ก็โอเค  เธออธิบายกรรมวิธีก่อนจะจัดการอะไรๆ ในปากของป้าเจี๊ยบ ไม่ช่างคุย แต่ก็มีการบอกเป็นระยะๆ ตามสมควรว่าจะทำ หรือทำอะไรด้วยเหมือนกัน  ฉะนั้น เมื่อถึงคราวครอบฟัน  ก็น่าจะโอเคนะ?

     ด่านต่อไปก็ผ่าตัดร่นเหงือกลง คุณหมอลำดับ 3 บอกว่าไม่มีอะไรมากหรอกครับ ชื่อน่ากลัวไปยังงั้นเอง  เอ้า..ก็บอกอย่างนั้น เราก็ไม่คิดอะไรมาก ถึงวันนัดก็มานั่งอ้าปากให้หมอลำดับที่ 4 ทำหน้าที่ คนนี้สวยกว่าเพื่อน แต่หน้าเฉยสนิท ไม่พูดไม่จาทักทายใดๆ พอเรานอนลงและถูกผ้าปิดหน้าเรียบร้อยเธอก็สั่ง "อ้ากว้างๆ ค่ะ" ซึ่งเป็นประโยคเดียวที่เธอพูดซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลา 

     อึดอัดมาก..ก เพราะไม่รู้ว่าเธอทำอะไรกับเรา เสียงดังกุกกักๆ สลับกับ "อ้ากว้างๆค่ะ" ดังอย่างต่อเนื่อง  แล้วก็รู้สึกถึงเครื่องมือวางตุบตับลงบนหน้าอกเราอีก เวลาที่เธอหยุดทำเป็นระยะๆ  ก็ไม่บอกเราให้หยุดอ้าปากบ้าง  มีแต่สั่งให้ "อ้ากว้างๆค่ะ" เฮ้อ...เมื่อย.. ย.. สุดจะทน  นึกในใจตลอดเวลาว่า "หลาบ" แล้วจ้า  ทำไมเค้าถึงไม่สอนวิชาการสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อผู้ป่วยที่คณะทันตแพทย์บ้างนะ?! หรือมีหว่า?

     ผ่าเสร็จเธอพูดเร็วๆ รวดเดียวจบว่า เธอใส่วัสดุสีชมพูหุ้มบริเวณที่ผ่าไว้ให้เพื่อกันเชื้อโรค ห้ามแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำยาที่จัดให้ และห้ามบ้วนปากตามด้วยน้ำเปล่า กินยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดตามคำแนะนำการใช้ยา  แล้วก็เลิกสนใจ  ไอ้เรารึยังงงๆ อยู่เพราะปากบวมและชา ไม่แน่ใจว่าเธอบอกอะไรอีกหรือเปล่า  ดูเหมือนว่าผู้ช่วยหมอบอกนัดตัดไหมอีก 7 วันข้างหน้า  ไม่สนแล้ว  กลับบ้านดีกว่า  รู้สึกราวกับว่าหน้าพองเป็นลูกโป่งเลย 

     พอหมดฤทธิ์ยาชาก็เจ็บสิคะ.. ยังไม่ได้กินยาแก้ปวด  พอจะกินเข้าไป อ้าว! ดันเขียนว่าต้องกินหลังอาหารทันที  แล้วกัน.. ปากยิ่งอ้าไม่ได้ เจ็บก็เจ็บ แล้วจะกินอะไรล่ะ   ซดซุปไก่ก็แล้วกัน  ตักใส่ปากอย่างประดักประเดิด เพราะริมฝีปากมันบวมๆ เจ่อๆ พิกล รู้สึกเหมือนน้ำซุปพาลจะหกออกนอกปากอยู่ร่ำไป  ทำไมหนอทำไม..  เรื่องแบบนี้  หมอน่าจะบอกหรือเตือนเราซะก่อน  จะได้รู้ว่าจะจัดการกับชีวิตยังไง  วันรุ่งขึ้นก็ดันมีงานที่ต้องใช้ปากซะอีก  เสียเรื่องเลย  ต้องของด  เสียทั้งเขาทั้งเรา แย่ชะมัด! ...ระหว่างนั่งบันทึกนี่ก็ผ่านมา 5 วันแล้ว  ยังกินได้แต่อาหารเหลวๆ  ใช้เบลนเดอร์ปั่นมันซะเลย  แล้วก็ยังเจ็บตุบๆ อยู่  ยาแก้ปวดที่ให้มาก็หมดซะแหล๋ว....จบตอน 2