ติดต่อ

MPA ม.ราชภัฏสวนสุนันทา / HR (Blog 2)

  การเรียนรู้ในวันนี้นั้นการมีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับการมีปัญญา  

สวัสดีครับลูกศิษย์ และชาว Blog

ต้องขอชื่นชมลูกศิษย์ทุกคนที่ตื่นตัวกับการเรียนรู้ และได้ share ความรู้ไปสู่คนอื่น ๆ ในสังคมด้วย สังเกตได้จากตอนนี้ข้อมูลที่ได้รับนั้นยาวขึ้นเรื่อย ๆ และสถิติของคนที่แวะเข้ามาอ่าน Blog เดิมก็เกือบ 1,000 คนแล้ว ผมก็เลยถือโอกาสเปิด Blog ที่ 2 นี้ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนส่งข้อมูลมาง่ายขึ้นครับ                                           

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 73901, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 147, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (keywords) #mpa#สวนสุนันทา2

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (100)

  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
พระธวัชชัย ละครคิด
IP: xxx.120.99.99
เขียนเมื่อ 
เจริญพร ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ วันนี้พูดถึงว่าด้วย องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ซึ่งกำหนดให้มีการประชุมทุก ๆ 2 ปี วัตถุประสงค์ของ WTO คือ WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressive liberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิก และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้ WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและพันธกรณี (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่างๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของ WTO นอกจากช่วยส่งเสริมให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้ง ผู้ค้าและผู้ลงทุน ผู้ผลิตและส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีสมาชิกกว่า 150 ประเทศ ซึ่งไทยได้เป็นหนึ่งในสมาชิก WTO องค์กรนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นไทยจะต้องมีการเรียนรู้เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทางด้านยุทธศาสตร์ การค้าการลงทุน กลยุทธ์ต่างๆ ด้านมาตรฐานของสินค้า และทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งประหยัดและรวดเร็วเพื่อให้ทันกับการแข่งขันของการค้า โดยเฉพาะนักธุรกิจและพนักงาน ข้าราชการ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงกฎระเบียบวิธีการข้อตกลงกับ WTO ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เสียเปรียบกับคู่แข่งประเทศต่างๆ ประเด็นที่ 2 วิสัยทัศน์ขององค์กร (โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดผ่องพลอยวิริยาราม) คือ “ บริหารจัดการที่ดี มีวินัยพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรมนำสังคมดำรงพระศาสนา” วัฒนธรรมองค์กร ได้แก่การประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นศูนย์รวมของชุมชน พระธวัชชัย ละครคิด
ยม "
IP: xxx.9.159.99
เขียนเมื่อ 
นมัสการพระคุณเจ้า สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /นักศึกษา MPA 3 และท่านผู้สนใจทุกท่าน 

ผมชื่นชม นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา ทุกท่าน ที่มีการพัฒนาการด้านการเขียน blog  อย่างรวดเร็ว

เป็นจุดเด่น ที่น่าคิดวิเคราะห์ ว่าเหตุใด นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา จึงได้มีการเขียน Blog ในนี้ ได้ดีทั้งปริมาณและคุณภาพ  นักศึกษาช่วยกันหาคำตอบ ซิครับ แล้ว ร่วมแชร์ไอเดียกันไว้ตอนท้ายของแต่และบทความ "อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ นักศึกษา MPA 3 สนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ เขียน บทความใน blog ได้ดี"  ดีกว่า blog อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด อะไรคือปัจจัยดังกล่าว  ขอให้นักศึกษา แชร์ไอเดียตรงนี้  เพื่อให้อาจารย์ได้ศึกษาต่อไป ขอชื่นชมพระคุณเจ้า ท่านเขียนบทความใน blog ที่แล้ว กล่าวถึง การวางแผนชีวิต บทเรียนชีวิต จุดเริ่มต้น จุดสุดท้าย ให้ข้อคิดได้ดี  สำหรับเพื่อน น.ศ. ที่เสียชีวิตไป พระท่านก็กล่าวถึงได้อย่างเตือนให้ผู้อ่านมีสติ ได้ปัญญา  นี่เป็นแนวการเขียนที่สุดยอด   นอกจากได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ผู้อ่านได้สติ ได้ปัญญา ไปด้วย ผมได้โทรหา น.ศ.บางท่านเมื่อวานนี้ เพื่อถามข่าวคราว ทำให้ทราบว่า เพื่อนที่เสียชีวิตได้ทำการบำเพ็ญกุศล ไปเรียบร้อยแล้ว ที่ จ.นครศรีธรรมราช และมีพวกเราบางคนไปร่วมงาน ขอชื่นชมความมีน้ำใจของเพื่อนนักศึกษาที่สละเวลาไป    ผมแนะนำให้นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา จะทำบุญ 50 วัน 100 วันอะไรก็ตาม ที่วัด ซึ่งพระคุณเจ้าที่เป็นนักศึกษา ประจำอยู่ เพื่อใช้โอกาสนี้ ทำบุญร่วมกันและร่วมอุทิศส่วนกุศล ให้เพื่อน ถ้าทำได้ วันไหน บอกผมด้วย ผมจะขอไปด้วยคน  

และแนะนำให้นักศึกษา นัดพบกันเป็นระยะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์  ค่าใช้จ่ายก็ให้เป็นประเพณี คือทุกคน แชร์เท่ากัน  อาจจะกำหนดเป็น KPI ของรุ่นว่า พบปะเดือนละครั้ง ๆ ละ 3 ชั่วโมง 6 โมงเย็น ถึง ประมาณ สามทุ่ม

 
  • ชั่วโมงแรก ลงทะเบียน  รับประทานอาหารร่วมกัน
  • ชั่วโมงที่สอง เชิญนักวิชาการมาบรรยายเกี่ยวกับ รัฐประศาสนศาสตร์ องค์ความรู้ต่าง ๆ
  • ชั่วโมงที่สาม สรุป ผลการดำเนินกิจกรรมของรุ่น การช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ รุ่นน้อง ปัญหา อุปสรรคที่พบ แนวทางแก้ไข และการนัดประชุมครั้งต่อไป และสุดท้ายด้วยสังสรรค์ และปิดการประชุม 
 

กิจกรรมดังกล่าว ทำให้เป็นวัฒนธรรมของชาว MPA 3 สวนสุนันทา ถ้าทำได้ และทำต่อเนื่อง กล้าท้าทายที่จะทำ ก็จะเป็นนวตกรรมของ MPA 3 ของสวนสุนันทา  ปูทางไว้ให้รุ่นต่อ ๆ ไปด้วย 

นักศึกษาทุกคนต้องช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน  เริ่มด้วยการสร้างทีมงาน สร้างสังคมการเรียนรู้ ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดี
ยม
IP: xxx.9.159.99
เขียนเมื่อ 

นมัสการพระคุณเจ้า สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /นักศึกษา MPA 3 และท่านผู้สนใจทุกท่าน 

 

ผมชื่นชม นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา ทุกท่าน ที่มีการพัฒนาการด้านการเขียน blog อย่างรวดเร็วเป็นจุดเด่น ที่น่าคิดวิเคราะห์ ว่าเหตุใด นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา จึงได้มีการเขียน Blog ในนี้ ได้ดีทั้งปริมาณและคุณภาพ 

นักศึกษาช่วยกันหาคำตอบ ซิครับ แล้ว ร่วมแชร์ไอเดียกันไว้ตอนท้ายของแต่และบทความ "อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ นักศึกษา MPA 3 สนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ เขียน บทความใน blog ได้ดี"  ดีกว่า blog อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด อะไรคือปัจจัยดังกล่าว  ขอให้นักศึกษา แชร์ไอเดียตรงนี้  เพื่อให้อาจารย์ได้ศึกษาต่อไป 

 

ขอชื่นชมพระคุณเจ้า ท่านเขียนบทความใน blog ที่แล้ว กล่าวถึง การวางแผนชีวิต บทเรียนชีวิต จุดเริ่มต้น จุดสุดท้าย ให้ข้อคิดได้ดี  

 

สำหรับเพื่อน น.ศ. ที่เสียชีวิตไป พระท่านก็กล่าวถึงได้อย่างเตือนให้ผู้อ่านมีสติ ได้ปัญญา  นี่เป็นแนวการเขียนที่สุดยอด   นอกจากได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ผู้อ่านได้สติ ได้ปัญญา ไปด้วย 

 

ผมได้โทรหา น.ศ.บางท่านเมื่อวานนี้ เพื่อถามข่าวคราว ทำให้ทราบว่า เพื่อนที่เสียชีวิตได้ทำการบำเพ็ญกุศล ไปเรียบร้อยแล้ว ที่ จ.นครศรีธรรมราช และมีพวกเราบางคนไปร่วมงาน ขอชื่นชมความมีน้ำใจของเพื่อนนักศึกษาที่สละเวลาไป    

 

ผมแนะนำให้นักศึกษา MPA 3 สวนสุนันทา จะทำบุญ 50 วัน 100 วันอะไรก็ตาม ที่วัด ซึ่งพระคุณเจ้าที่เป็นนักศึกษา ประจำอยู่ เพื่อใช้โอกาสนี้ ทำบุญร่วมกันและร่วมอุทิศส่วนกุศล ให้เพื่อน ถ้าทำได้ วันไหน บอกผมด้วย ผมจะขอไปด้วยคน

  

และแนะนำให้นักศึกษา นัดพบกันเป็นระยะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์  ค่าใช้จ่ายก็ให้เป็นประเพณี คือทุกคน แชร์เท่ากัน  อาจจะกำหนดเป็น KPI ของรุ่นว่า พบปะเดือนละครั้ง ๆ ละ 3 ชั่วโมง 6 โมงเย็น ถึง ประมาณ สามทุ่ม

 
  • ชั่วโมงแรก ลงทะเบียน  รับประทานอาหารร่วมกัน
  • ชั่วโมงที่สอง เชิญนักวิชาการมาบรรยายเกี่ยวกับ รัฐประศาสนศาสตร์ องค์ความรู้ต่าง ๆ
  • ชั่วโมงที่สาม สรุป ผลการดำเนินกิจกรรมของรุ่น การช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ รุ่นน้อง ปัญหา อุปสรรคที่พบ แนวทางแก้ไข และการนัดประชุมครั้งต่อไป และสุดท้ายด้วยสังสรรค์ และปิดการประชุม 
 

กิจกรรมดังกล่าว ทำให้เป็นวัฒนธรรมของชาว MPA 3 สวนสุนันทา ถ้าทำได้ และทำต่อเนื่อง กล้าท้าทายที่จะทำ ก็จะเป็นนวตกรรมของ MPA 3 ของสวนสุนันทา  ปูทางไว้ให้รุ่นต่อ ๆ ไปด้วย 

นักศึกษาทุกคนต้องช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน  เริ่มด้วยการสร้างทีมงาน สร้างสังคมการเรียนรู้ ครับ

 

ขอให้ทุกคนโชคดี

ยม

น.ส.สกัลวลี กลิ่นนุช รหัส 49038020008
IP: xxx.33.44.202
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ 1.เป้าหมายขององค์กร คือ การบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายในการติดต่อราชการและพัฒนาท้องถิ่นให้ทุกคนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างชุมชนให้แข็มแข็งต้านภัยยาเสพติด 2. WTO องค์กรการค้าระหว่างประเทศมีผลกระทบต่อองค์กรการบริหารราชการอย่างไร เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ประเทศทางทิศตะวันตกวางเอาไว้พื่อที่จะให้ทุกประเทศในโลกเข้าร่วมการเป็นสมาชิก ประเทศไทยเป็นสมาชิกอันดับที่ 59 จากสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น การทำงานในระบบราชการของประเทศไทยจึงต้องพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ก้าวขึ้นสู่เวทีโลกได้อย่างเท่าเทียมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ระบบราชการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ WTO คือ 1. เป็นการเปิดการค้าเสรี ทำให้โลกมีการแข่งขันกันมากขึ้น มีสินค้าหลากหลาย ทำให้ราคาสินค้าต่ำลง 2. ต้องปรับระบบการบริหารราชการ ปรับวัฒนธรรมในการทำงานของระบบราชการ ให้พร้อมรองรับความทันสมัยในยุคโลกาภิวัตน์ 3. การปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าของประเทศที่นำเข้ามาทำให้ราคาสินค้าลดลง ประเทศไทยส่งออกสินค้าเข้าไปขายในประเทศอื่นได้มากขึ้น สินค้านำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาถูกลง คนไทยจะหันไปซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า 3.วัฒนธรรมขององค์กรของท่านมีอะไรบ้าง วัฒนธรรมขององค์กรที่ทำงานอยู่นั้นเป็นงานระบบราชการซึ่งที่มีมานานนั้นก็คือระบบอุปภัมภ์ หรือ ระบบเด็กเซ่นนั้นเอง ซึ่งตนเองก็ต้องขอยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเด็กเซ่นเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีญาติทำงานอยู่ที่นี่ก็คงไม่ได้ทำงานราชการ แค่ เป็นลูกจ้างชั่วคราวก็ต้องใช้เซ่น ซึ่งตนเองก็เคยสอบเป็นข้าราชการมาเกือบ 10 ครั้ง แล้วก็ยังสอบไม่ได้เสียที เพราะไม่มีเซ่นไม่มีเงิน เพราะการเป็นข้าราชการเมืองไทยตอนนี้เซ่นไม่พอต้องมีเงินด้วย ซึ่ง ซีละ 100,000 บาท ซึ่งเซ่นกันตั้งแต่ ซี 1 ยันปลัด เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาของเด็กเซ่นที่ได้มาเป็นข้าราชการของกองที่ทำงานคือพวกนี้ทำงานไม่เป็นหัวสมองกวง ชอบชี้นิ้วใช้งานถ้างานที่รับ ผิดชอบผิดพลาดก็อ้างว่าใช้คนนี้ทำใช้คนนั้นทำ ซึ่งไม่ถูกต้องตน เองรับผิดชอบงานมาถึงใช้คนอื่นทำต้องรับผิดชอบเพราะก่อน เสนอนายต้องตรวจทานเสียก่อนเวลาว่างก็คุยโทรศัพท์ นั่งแต่งหน้า ประจบนาย ไปวัน ๆ ซึ่งระบบเด็กเซ่นทำให้ได้คนไม่มีคุณภาพ และ ไม่มีอุดมการณ์มาทำงาน ทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น เรียน อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด เรียนเรื่องอะไร Balanced Scorecard แต้มที่จดทุกเรื่องในธุรกิจเรียนแล้วรู้สึกอย่างไร เรียนแล้วรู้สึกชอบเรื่องประสบการณ์ต่างแดนของ อ.พจนารถมาก ซึ่งอ.จิระ บอกว่าตอนนี้เรื่องภาษาเป็นเรื่องสำคัญซึ่งตนเองก็เห็นด้วยและชอบที่อ. พจนารถ เล่าว่าไม่เคยชอบภาษาอังกฤษ เลยและตัวอาจารย์เองต้องทำอย่างไรจึงจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ ซึ่งตนเองก็เห็นด้วยและคิดว่าถ้าจบโท แล้วจะเรียน ภาษาต่อ เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง และศักดิ์ศรีของมหาลัยราชภัฏสวนสุนันทาของเรา เพราะคนภายนอกจะเห็นว่าเด็กราชภัฏไม่เก่งเรื่องภาษา เรียนแล้วได้อะไร เรียนแล้วได้ My Life’s Scorecard Goal : มีเงินพอใช้ตลอดชีวิตหลังเกษียน ทำให้มีการตั้งเป้าหมายและรู้ว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียรู้จักการเก็บออมและกลยุทธที่จะนำมาใช้ ทำให้คิดถึงคนรอบข้างและปั้นปลายของชีวิตที่เหลืออยู่ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ความแน่นอนคือการไม่แน่นอนบางครั้งวันนี้เราอาจจะมีชีวิตอยู่แต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ว่าเราจะตายเมื่อใด อย่างเพื่อนของเราที่จากไป จ.อ.สราวุฒิ นวมน้อย หรือพี่โอ๋ ซึ่งวันนี้อาจจะเหลือแค่ชื่อและความทรงจำของพวกเราเท่านั้น แต่ความดีของพี่จะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป เพราะฉะนั้นเราควรทำทุกวันที่เหลืออยู่ให้มีความสุขและมีคุณค่า ต่อตนเอง เพื่อน ครอบครัว และสังคม คนดี ๆ เมื่อจากไปใคร ๆ ก็คิดถึง ด้วยรักและอาลัย
พิพัฒน์ อรรถเอี่ยม
IP: xxx.183.233.11
เขียนเมื่อ 
ซีเรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และอาจารย์ พจนารถ บังเกิด จากการที่ได้เรียนกับอาจารย์พจนารถ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 50 รู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนรู้จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านHR   โดยตรงอาจารย์มีประสบการณ์กว่า 30ปี เป็นกันเองกับนักศึกษา ยิ้มแย้มแจ่มใส เสียดายที่ได้เรียนกับอาจารย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ ก็มากพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานของกระผมได้เป็นอย่างดี อาจารย์ได้ให้ความรู้เรื่อง Balanced Scorecard   และ Employees Enggagement เรียนจบแล้วอาจารย์ได้ให้ทำงานในห้องคือ ให้ทำ My life,s Scorecord โดยอาจารย์คอยให้คำแนะนำจนเข้าใจ  กระผมขอขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่าน และขอขอบคุณอาจารย์ ยม นาคสุข ที่คอยให้คำแนะนำ มา ณ ที่นี้ด้วยรายงานที่อาจารย์ได้มอบหมายให้สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ในวันนี้คือสิ่งที่ได้เรียนรู้  Fas คือเรื่อง Balanced Scorecard,Employees    Engagement และอาจารย์สอดแทรกประสบการณ์ในด้านการทำงานให้พวกเรารับรู้ความรู้สึก Fill ได้รับความรู้แปลกใหม่ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ ได้รู้วิธีการแนวความคิดใหม่ๆที่จะนำมาพัฒนาคนในองค์กรเอาไปทำอะไร Think ความรู้ที่ได้มาสามารถนำไปฝึกอบรมและสร้างแรงจูงใจของคนในหน่วยงานของผมจะทำให้เพิ่มประสิทิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเอาไปใช้อะไรกับมัน Ass นำสิ่งที่เรียนรู้มา เช่น Balanced Scorecard กำหนดวัตถุประสงค์ตามต้องการและบริหารงานตามวัตถุประสงค์นั้นสรุป จากการที่ได้เรียนมาทั้งหมดสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากอาจารย์นำไปใช้และนำไปพัฒนาหนว่ยงานของกระผมและผมจะนำเอาความรู้ที่ได้รับมานี้ทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป                
พิพัฒน์ อรรถเอี่ยม
IP: xxx.183.233.11
เขียนเมื่อ 
เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และอาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด จากการที่ได้เรียนกับอาจารย์พจนารถ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 50 รู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนรู้จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านHR   โดยตรงอาจารย์มีประสบการณ์กว่า 30ปี เป็นกันเองกับนักศึกษา ยิ้มแย้มแจ่มใส เสียดายที่ได้เรียนกับอาจารย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ ก็มากพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานของกระผมได้เป็นอย่างดี อาจารย์ได้ให้ความรู้เรื่อง Balanced Scorecard   และ Employees Enggagement เรียนจบแล้วอาจารย์ได้ให้ทำงานในห้องคือ ให้ทำ My life,s Scorecord โดยอาจารย์คอยให้คำแนะนำจนเข้าใจ  กระผมขอขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่าน และขอขอบคุณอาจารย์ ยม นาคสุข ที่คอยให้คำแนะนำ มา ณ ที่นี้ด้วยรายงานที่อาจารย์ได้มอบหมายให้สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ในวันนี้คือสิ่งที่ได้เรียนรู้  Fas คือเรื่อง Balanced Scorecard,Employees    Engagement และอาจารย์สอดแทรกประสบการณ์ในด้านการทำงานให้พวกเรารับรู้ความรู้สึก Fill ได้รับความรู้แปลกใหม่ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ ได้รู้วิธีการแนวความคิดใหม่ๆที่จะนำมาพัฒนาคนในองค์กรเอาไปทำอะไร Think ความรู้ที่ได้มาสามารถนำไปฝึกอบรมและสร้างแรงจูงใจของคนในหน่วยงานของผมจะทำให้เพิ่มประสิทิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเอาไปใช้อะไรกับมัน Ass นำสิ่งที่เรียนรู้มา เช่น Balanced Scorecard กำหนดวัตถุประสงค์ตามต้องการและบริหารงานตามวัตถุประสงค์นั้น

สรุป จากการที่ได้เรียนมาทั้งหมดสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากอาจารย์นำไปใช้และนำไปพัฒนาหนว่ยงานของกระผมและผมจะนำเอาความรู้ที่ได้รับมานี้ทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป

นายภานุพงษ์ พิศรูป รหัส 49038020005
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2550 ที่อาจารย์ได้อธิบายถึงเรื่องการเป็นผู้ใฝ่รู้ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ การปลูกฝังตั้งแต่เกิดอย่างไร อนาคตก็จะได้อย่างนั้น ทำให้มีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาเป็นวงจรชีวิตว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะกระทบสิ่งที่เกิดขึ้นที่หลัง  และที่อาจารย์ได้ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ขององค์การ วัฒนธรรมองค์กร และ WTO กับระทบระบบราชการ ซึ่งขออธิบาย ดังนี้             1.)  วิสัยทัศน์องค์กร          กรุงเทพมหานครได้กำหนดวิสัยทัศน์คือ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวอบอุ่น  ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม        เพื่อให้การพัฒนากรุงเพทมหานครสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ข้างต้น จึงกำหนดให้มียุทธศาสตร์การพัฒนา และเป็นการกำหนดภารกิจที่หน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานครต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญ ที่จะรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพดำเนินการ โดยแบ่งยุทธศาสตร์เป็น 9 ด้าน ได้แก่1.      การแก้ไขและบรรเทาปัญหาจราจรด้วยการจราจรทางเลือกและระบบอัจฉริยะ2.      การจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน3.      การเสริมสร้างความปลอดภัยและบรรเทาสาธารณภัย4.      การสร้างโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานสำหรับคนทุกวัย5.      การส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเชิงรุกและจิตสำนึกด้านศิลปวัฒนธรรม6.      การส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมให้มีความเข้มแข็ง7.      การวางผังเมืองและพัฒนาเมือง เพื่อความสวยงาม น่าอยู่อย่างยั่งยืน8.      การบริหารจัดการเมืองตามหลักธรรมาภิบาล9.      การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเมืองด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ         ซึ่งในหน่วยงานที่กระผมสังกัดอยู่คือ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล มีการกำหนดวิสัยทัศน์ คือ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผลเป็นองค์กรหลักด้านแผนและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชี้นำและผลักดันนโยบายและแผนไปสู่การปฏิบัติ  เป้าประสงค์ของหน่วยงาน คือ1.      หน่วยงานมีความสามารถในการจัดทำแผนและนำแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล2.      มีแผนที่บูรณาการอย่างสอดคล้องเชื่อมโยงกันทุกระดับ3.      มีระบบติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน4.      มีกลุ่มเครือข่ายประชาคมที่มีส่วนร่วมในการพัฒนากรุงเทพมหานคร5.      มีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่หน่วยงานสามารถใช้ได้อย่างทั่วถึง6.      มีระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติงาน การบริหาร และการบริการประชาชน7.      มีมาตรฐานระบบสารสนเทศและบูรณการฐานข้อมูลให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้8.      บุคลกรของกรุงเทพมหานครมีศักยภาพ ความรู้และทักษะด้านแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ9.    มีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ 2.)  วัฒนธรรมในองค์กร  อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล เป็นองค์กรในการจัดทำแผนและนำแผนไปสู่การปฏิบัติของกรุงเทพมหานคร จึงจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคคลากรให้ทำงานอย่างมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญ เพราะปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่สังคมเห็นการเรียนรู้ สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในองค์กรจึงเป็นลักษณะการบริหารงานแบบทำงานเป็นทีม  จุดแข็ง  คือ  -       บุคลากรในองค์กรมีความสามารถความถนัดเฉพาะทาง-       มีโครงสร้างนโยบาย ข้อกำหนด แนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อลดความผิดพลาดของงาน-       มีระบบการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ-       มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดต่อสื่อสาร-       มีฐานข้อมูลที่เป็นระบบช่วยในการตัดสินใจในการบริหารงานจุดอ่อน  คือ-       การทำงานเป็นทีม เมื่อมีคนมากก็ย่อมที่จะมีปัญหาในเรื่องของความคิด การตัดสินใจที่หลากหลาย-       จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติ เนื่องจากมีการเกษียณ ตาย ลาออก จะไม่มีอัตราทดแทน-       การประเมินผลตัวชี้วัด หากบุคลากรมีความเข้าใจไม่ชัดเจน จะทำให้ผลประเมินที่ได้มาไม่ตรงตามความเป็นจริง 3.) WTO มีผลกระทบต่อระบบราชการไทย    WTO เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ กำกับการดำเนินการของประเทศสมาชิกให้เป็นไปตามความตกลงทางการค้า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบราชการ คือ1.      การตลาดเปิด  การลดภาษีศุลากรสินค้าอุตสาหกรรม ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ ถ้าไม่เคยมีการเก็บอยู่ก่อน หรือไม่ได้แจ้งไว้ในข้อผูกพัน  สินค้าเกษตร  ทุกประเทศต้องยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า โดยให้เปลี่ยนมาใช้มาตรการภาษีศุลกากรแทน สำหรับประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรทั้งภายในและส่งออก สิ่งทอและเสื้อผ้าให้มีการเปิดเสรี แทนการใช้ข้อตกลงสิ้นค้าระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกการกำจัดการนำเข้าภายใต้ MFA 2.      กฏระเบียบการค้า มีการปรับปรุงและกำหนดการค้าที่สำคัญ ว่าด้วยการใช้มาตรการสุขอนามัย ให้ประเทศกำหนดระดับความปลอดภัยและตรวจสอบสินค้านำเข้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานประเทศ3.      ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า กำหนดขอบเขตและมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ สิทธิบัติ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ การออกแบบวงจรรวม   4.      การค้าบริการ กำหนดกรอบตกลงว่าด้วยการค้าบริการ โดยมีหลักการสำคัญ เช่น หลักการไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส การเปิดเสรีตามลำดับ
นางมยุเรศ เชยปรีชา รหัส 49038010003
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 

 เรียน  อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด

       จากการเรียนวันที่ 21 มกราคม 2550 อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด  ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ BALANCED SCORECARD ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแปลงวิสัยทัศน์ลงสู่การปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการควบคุมผลการดำเนินงานทุกขั้นตอน ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ ด้านลูกค้า (Customers) ด้านกระบวนการภายในองค์กร (Internal Business Processes)  ด้านการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Growth) และด้านการเงิน (Financial) นอกจากนี้อาจารย์ได้สอนเรื่อง EMPLOYEES ENGAGEMENT ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันของพนักงานในองค์กร ซึ่งการนำความรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในองค์กรจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กร สังคมและประเทศชาติวิธีการวางแผนชีวิต My Life’s Scorecard ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนชีวิต
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด

    การเรียนวันที่ 21 ม.ค. 2550   ได้เรียนรู้เรื่องBalanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยระบบของ Balanced Scorecard จะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น การเรียนรู้วิธีการวางแผนชีวิต การจัดระเบียบชีวิต My Life’s Scorecard  ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและปรับการทำงานของเราได้ในอนาคต

พระมหาอรุณ เฮียงฮม 49038020014
IP: xxx.9.195.121
เขียนเมื่อ 
เจริญพร  อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา อาตมาได้เรียนแนวคิด Balanced scorecard ซึ่งเป็นทฤษฎีวัดระดับคุณภาพขององค์กร ผู้นำ รวมไปถึงพนักงาน   พบว่าวิชาดังกล่าวเป็นแนวคิดสมัยใหม่ในการจัดการที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติโดยอาศัยการวัดหรือการประเมินอันจะทำให้องค์การเกิดความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว และมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การดังนั้น วิชาการที่ได้ในวันนั้น จึงเป็นศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับปัจจุบันซึ่งป็นโลกของการแข่งขัน และนำมาปรับใช้ในองค์กรของเราให้มีการพัฒนาความมั่นคงต่อไป   ***พระมหาอรุณ  เฮียงฮม*** 
นส.สมธนิษฐ์ มงคลชาติ รหัส 49038010030
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด

         การเรียนวันที่ 21 ม.ค. 2550   ได้เรียนรู้เรื่องBalanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยระบบของ Balanced Scorecard จะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น การเรียนรู้วิธีการวางแผนชีวิต การจัดระเบียบชีวิต My Life’s Scorecard  ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและปรับการทำงานของเราได้ในอนาคต

        อาจารย์ค่ะเมื่อสักคร่ต้องขออภัยอาจารย์ด้วยลืมใสชื่อค่ะ

สิบตรีต่อตระกูล ศรีลาภา รหัส 49038010005
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมณ์ วันที่ 20 มกราคม 2550  ผมได้ดู ซีดี เปิดอก ดร.อำนวย วีรวรรณ ได้ข้อคิดจาก การทำให้เราเป็นคนที่กล้าคิดกล้าทำ การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ท่านอาจารย์จีระได้ให้แนวคิดในเรื่อง การใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะต้องทำตนเองให้เป็นผู้ใฝ่รู้ เพื่อมุ่งสู่ความเป็น และวันที่ 21 มกราคม 2550 อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิดให้เกียรติมาบรรยายเรื่อง หลักการใช้ Balanced Scorecard มาใช้ในการวางแผนการทำงานปรับปรุงคุณภาพให้ดี 1)วิสัยทัศน์ขององค์กร  มุ่งมั่นที่จะผลิตและเสริมสร้างให้ผู้ที่เข้ารับการศึกษามีความรู้ ความสามารถและเกิดทักษะในเหล่าสายวิทยาการ เพื่อเป็นกำลังพลที่มีศักยภาพในการพัฒนาหน่วยงานและประเทศชาติ อีกทั้งยังได้เสริมสร้างจรรยาบรรณและยึดมั่นใน    ชาติ     ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์  มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 2) วัฒนธรรมภายในองค์กร  ซึ่งก็ได้แก่ องค์กรของผมเป็นกรมการเงินทหารบก ดูแลรับผิดชอบเรื่องการใช้จ่ายมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าและประหยัด และเพิ่มทักษะในการทำงาน ข้อดี คือ มีจุดประสงค์เดียวกัน โดยมีโครงสร้างภาระงานที่ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน กำลังพลส่วนใหญ่ได้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และยังได้สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันภายในองค์กรเนื่องจากมีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ข้อเสีย ก็คืออาจมีกำลังพลบางส่วนที่ใช้เวลานี้ไปทำอย่างอื่นซึ่งผิดวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ 3. WTO ที่มีผลกระทบต่อระบบราชการ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ประเทศทางทิศตะวันตกวางเอาไว้เพื่อที่จะให้ทุกประเทศในโลกเข้าร่วมการเป็นสมาชิก ประเทศไทยเป็นสมาชิกอันดับที่ 59 จากสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ ภายใต้กระบวนการเปิดเสรีทางการค้าของ WTO อำนาจอธิปไตยของชาติกำลังถูกถ่ายโอนจากคนในชาติไปสู่องค์กรนอกประเทศ ที่ถูกควบคุมโดยประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ การเปิดตลาด การให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจถูกดำเนินการไม่ใช่ด้วยมติที่เกิดจากกลไกภายในประเทศ จริงอยู่ที่รัฐวิสาหกิจมีปัญหาด้านประสิทธิภาพและความโปร่งใสซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ขณะนี้ทางออกที่ถูกเสนอสู่สังคมมีเพียงการขายให้กับเอกชนเท่านั้น ซึ่งวิถีทางนี้ไม่เคยพิสูจน์ได้เลยว่าสามารถให้ความมั่นคงด้านสวัสดิการต่าง ๆ ต่อประชาชนได้ ยิ่งถ้าหากเราเข้าไปผูกพันภายใต้ WTO เมื่อใดความเป็นไปได้สูงที่เอกชนจะเป็นไปตามหลักการผลักดันของบรรษัทข้ามชาติ    
นายกอบกิตติ กวีสุนทรกุล รหัส 49038010038
IP: xxx.107.200.114
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมณ์

  การเรียนในวันที่ 20 มกราคม 2550  วันนี้ผมได้ความรู้หลายอย่างมากคือ ใช้หลักการ 7 Habits เพื่อพัฒนาตนเอง การสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ และการบริหารผลการทำงาน (Performance Management) โดยใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น Balanced Scorecard และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ KPI เพื่อให้ทุกคนในองค์การทำงานในทิศทางเดียวกัน       

วิสัยทัศน์ขององค์กร  คือ  เป้าหมายวัตถุประสงค์ที่จะทำงานให้สำเร็จ (องค์กรอิสระ) ถ้าเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สนับสนุนส่งเสริมให้มีการเรียนรู้  ตัวของเราเองต้องใฝ่รู้ เพื่อนำความรู้พัฒนาองค์กร 

WTO มีผลกระทบกับระบบราชการ    ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกWTO  ซึ่งมีสมาชิกประมาณ  150  ประเทศทั่วโลก มีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงทางการค้า  นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลาย ๆ ด้านทำให้ประเทศไทยได้ก้าวสู่เวทีโลก   ได้แก่

 

1.   การพัฒนาบุคลากร  มีการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการเรียนรู้ภาษาอย่างน้อยสองภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ    เพื่อการเจรจาต่อรองจะได้ไม่เสียเปรียบต่างชาติ   

2.   พัฒนาระบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ   นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ  พัฒนาระบบการทำงานให้ทันสมัย  ให้บริการที่รวดเร็ว  มีระบบการเก็บข้อมูลที่ทันสมัย  สะดวกกับการค้นหาอ้างอิง  ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการทำงานของข้าราชการให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์             3.  การแข่งขันในตลาดโลกทำให้ต้องเรียนรู้และพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์  ให้มีคุณภาพเทียบเท่าสินค้าต่างประเทศ   

4.   สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

จะได้รับการคุ้มครอง   ประเทศไทยมีศิลปะซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ตลอดชีวิตของบรรพบุรุษ  เป็นภูมิปัญญาไทย จะได้รับการคุ้มครอง    

  วัฒนธรรมองค์กร  ได้แก่  การให้ความสำคัญกับงานการมีส่วนรวมในด้านความคิดเพื่อผลิตชิ้นงานที่ดี และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

 ข้อดี   คือ มีความสามัคคี  ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด  มีความผูกพัน

ข้อเสีย คือ เมื่อมีหลายคน ความคิดก็แตกต่างกันไปทำให้บางครั้งเกิดความเห็นไม่ตรงงานล่าช้า
สมธนิษฐ์ มงคลชาติ
IP: xxx.19.52.58
เขียนเมื่อ 
เรียน   ท่านอาจารย์จีระ              จากการเรียนเมื่อวันเสาร์ที่  20  มค.  50  ท่านอาจารย์ได้ให้ความรู้หลายเรื่อง เช่น  การฝึกทักษะการอ่านแล้วจับประเด็นให้เร็ว   สอนให้รู้จักกับทฤษฎี HRDS =  Happiness, Respet, Dignity, Surtaninability   และการสร้างวิสัยทัศน์.ให้กับองค์กรว่า  เราจะต้องรู้เป้าหมายองค์กรก่อนแล้วจึงกำหนดยุทธศาสตร์ได้    อาจารย์ได้เล่าถึงประสบการณ์ให้ฟังหลายเรื่อง  ....ฟังแล้วเพลิน.....ฟังแล้วคิด.....ฟังแล้วต้องตอบคำถามให้ได้.......สุดท้ายท่านอาจารย์ได้มอบหมายให้หาข้อมูลเป้าหมายองค์กรของเราว่ามีอะไรบ้าง    มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร  แล้วนำเสนออาจารย์      ข้าพเจ้าฯ    ขอนำเอา  Vision, Strategy, Mission  รวมทั้งจุดอ่อน  จุดแข็งขององค์กรอิสระแห่งหนึ่งมานำเสนอท่านอาจารย์  ดังต่อไปนี้ค่ะ  องค์กรอิสระแห่งนี้   มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการศาลยุติธรรมเช่น  การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี  การบริหารการเงิน  การพัสดุ  การวางแผนเกี่ยวกับบุคลากร  การบริหารจัดการอาคารสถานที่  งานทางวิชาการและงานส่งเสริมงานตุลาการ  ซึ่งลักษณะของงานเหล่านี้เป็นไปตามลักษณะของการบริหารองค์กรหรือหน่วยงาน  และที่สำคัญคือการสนับสนุนงานตุลาการอันเป็นภาระหลักให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ  มีประสิทธิภาพและเป็นเลิศในการอำนวยความยุติธรรม     มีบทบาทภารกิจ   1) กำหนดนโยบายการบริหารด้านบุคลากร  งบประมาณและแผนงานให้เป็นไปตามหลักการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good  Governance)  2) ดำเนินการด้านเลขานุการของณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)  คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) และคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.)   3)สรรหาอัตรากำลังข้าราชการตุลาการและธุรการ  พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพและทักษะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง   4) ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนากฎหมายและระบบงานของศาลยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล  5) ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน  กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิผลและมูลค่าผลงานต่อหน่วย  (Unit Cost)   6)  ประสานงานกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง   มีวิสัยทัศน์(Vision)      เป็นสถาบันหลักในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  ด้วยความเที่ยงธรรม  รวดเร็วและเสมอภาค  ภายใต้หลักนิติธรรม  (The  Rule  of  Law)  มี 5 พันธกิจเชิงยุทธศาสตร์  (Mission and  Strategy)   1) อำนวยความยุติธรรม  พิจารณาพิพากษาคดี  ไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอื่น   และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน   2) สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม  3) ประสานความร่วมมือกับยุทธศาสตร์ชาติด้านข้อพิพาทในเชิงเศรษฐกิจภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย  4) สนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านการยุติธรรมทั้งในและระหว่างประเทศ  5) ให้บริการประชาชนและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน     จุดแข็ง (Strength)   สภาพแวดล้อมภายในทำให้ทราบว่าผู้บริหารทุกระดับส่วนใหญ่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย   ได้รับการพัฒนาโดยการฝึกอบรมมีความซื่อสัตย์สุจริต  มีทัศนคติที่ดีต่องานและมีความภูมิใจในองค์กร  รักษาความลับของทางราชการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ธุรการที่มีบุคลิกดี  มีสุขภาพแข็งแรง  มีอ่อนน้อมต่อตุลาการ  ปฏิบัติงานตามกฎหมายและระเบียบโดยเคร่งครัด   มีอาคารสถานที่ที่ทันสมัย  สง่าและสวนงาม  มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น  คอมพิวเตอร์    บันทีกคำพยานด้วยระบบดิจิตอล โทรสาร  โทรศัพท์  มือถือ  ระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์    ระบบงานมีความยืดหยุ่น  วิธีการพิจารณาคดีเปิดโอกาสให้คู่ความสู้คดีอย่างเปิดเผยและต่อเนื่องทำให้การพิจารณาคดีมีความเป็นธรรม  ผู้บริหารมีนโยบายเร่งรัดการพิจารณาคดีและมีกองผู้ช่วยสำหรับช่วยงานผู้พิพากษา  ศาลชำนาญพิเศษมีระบบบริหารและกระบวนพิจารณาคดีที่ต่อเนื่องรวดเร็วและทันสมัย    จุดอ่อน (Weakness)   การแต่งตั้งโยกย้ายบ่อยเกินไปทำให้บุคลากรขาดความสันทัดจัดเจนในการใช้กฎหมายเฉพาะด้านและกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน   เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ความรู้จำกัดเฉพาะด้าน  ยึดติดกับการทำงานแบบเดิมๆ  ระดับผู้บริหารส่วนใหญ่ขาดความรู่ในการบริหารงาน  สอนงานและกำกับการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา  งบประมาณฯ ที่ได้รับมีจำนวนจำกัด   ต้องใช้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางเสริม  และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมีบ่อยเกินไปทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย   การจัดระบบบริหารงานยังไม่เหมาะสมทำให้การประสานงานยุ่งยาก  โดรงสร้างยังขาดการรองรับการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง   การให้บริการประชาชนล่าช้าเนื่องมาจากปริมาณงานมากและต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด    อย่างไรก็ตามองค์กรแห่งนี้เป็นหน่วยงานอิสระปราศจากอำนาจทางการเมือง  สามารถบริหารงบประมาณได้เอง  แลกำลังปรับโครงและระบบบริหารให้มีขนาดกระทัดรัดเพื่อเร่งพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้น   ยึดมั่นในความเป็นธรรมและรอบคอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม จึงจำเป็นต้องรักษามาตรฐานความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด  พร้อมกับพัฒนางานด้านประชาสัมพันธ์เพื่อความเข้าใจอันดีของประชาชน                          WTO  ส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรภาครัฐ   คือ  ภาครัฐต้องจัดให้มีระบบการทำงานให้ทันสมัยมากขึ้นและต้องพัฒนาคนในองค์กรให้สามารถใช้งานกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่   โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนของไทยเราที่ต้องมีการติดต่อกับต่างประเทศต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอไม่เป็นรองชาติอื่นๆ  ดังนั้น WTO กับ HR เป็นขบวนการที่จะต้องควบคู่กันไป  เพราะการดำเนินนโยบายต่าง ๆ  ระบบการค้าระหว่างประเทศ หรือการค้าโลกนั้น จะต้องอาศัยข้าราชการ เอกชน ที่มีความรู้ความสามารถ มีวินัย มีการทำงานที่โปร่งใส มีการปฏิบัติที่ดี และมีประสิทธิภาพเพียงพอเข้าใจกฎระเบียบของ trade fecilitation การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการค้า มีการเจรจาต่อรอง ลดข้อขัดแย้ง มีการอุดหนุนการค้า ต่างๆ  ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์ ทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการค้าสำคัญต่อการพัฒนา และสนับสนุนประเทศไทยของเราให้พัฒนาได้ก้าวทันโลกอยู่เสมอ         ท้ายนี้ของฝากของจารย์จีระฯ    กล่าวก่อนจะจบการเรียนในวันนั้นว่า  อาจารย์จะไม่หายไปไหน   ถ้าอาจารย์ไม่ได้มาสอนแล้วขอให้พวกเราทบทวนและปฏิบัติ  พร้อมทั้งเสาะแสวงหาความรู้ต่อยอดของอาจารย์ที่มีอยู่มากมายหวังว่านักศึกษาคงทำได้                                                                                                                                                                                                                        
ตัวอย่างข้อสอบกลางภาค 6 ข้อ อาจารย์จะเลือกให้สอบ 3 ข้อ
1.      มีคนเขาพูดว่าระบบราชการใช้ประสิทธิภาพแค่ 30% รัฐวิสาหกิจ 40% และเอกชน 60% (ใช้ทฤษฎี 3 วงกลม อธิบายประเด็นต่าง ๆ)
2.      มีคนบอกว่าการเกิด Productivity ในประเทศไทยและระบบราชการมีปัญหาเพราะไม่ค่อยจะมองเป็นปัญหา
3.      โลกาภิวัตน์กระทบระบบราชการในด้าน + และ - อย่างไร? ยกตัวอย่างระบบที่มีปัญหา
4.      เรื่องความสามารถในการแข่งขันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่ธุรกิจจะต้องทำเท่านั้น แต่จะต้องรวมตัวกันระหว่างภาคราชการและธุรกิจ
5.      จากข้อความต่อไปนี้ ท่านสามารถนำมา apply กับทฤษฎี 8 K’s, 5 K’s และ 3 วงกลมอย่างไร
o     Listen and Learn.
o     Fail often to succeed early.
o     Ask for ideas before asking for resources.
o     Surround yourself with enthusiastic volunteers.
o     Build business and financial models early, but be skeptical.
o     Thank the thinkers, praise the participants.
o     Trust the process.    
6.   อธิบายตาราง 2 ตารางว่าแตกต่างกันอย่างไร และเกี่ยวกับ Paradigm Shift อย่างไร
“I’m too busy.” “I’m out of energy; give me some help.”
“I can’t work with her.” “She is different; how do we relate?”
“Doesn’t this violate who we are?” “How do I plug into this?”
“This won’t work.” “I can’t visualize it.”
“I’ll flight you to the death on this one” “I feel excluded from the version.”
“Why do we have to work in team” “Show me how to collaborate.”
“No way will this be fairly done.” “Will I be rewarded?”
“Change, change, change-that’s all we hear.” “I don’t know how to adapt.”
กลุ่ม 5 (โต๊ะนักข่าว)
IP: xxx.150.202.226
เขียนเมื่อ 

เรียนอาจารย์จีระ

 

 

        เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจารย์ได้ทบทวนทฤษฎี 8 H – 8 K, ความแตกต่างของทุนมนุษย์กับทุนทางปัญญา, ภาวะผู้นำองค์กร วิเคราะห์ทฤษฎี แซม วอร์ตัน และดูเทปรายการของ อาจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

 

        สิ่งที่เรา (โต๊ะนักข่าว) ประมวลความรู้ที่ได้จากการศึกษาในวันที่ 27 ม.ค.นั้น คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่เราได้สรุปกันออกมา

 

        ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น หมายถึง ต้องริเริ่มกันตั้งแต่งอยู่ในครรภ์มารดาตลอดจนคลอดออกมา ส่งเสริมให้การศึกษา ให้โภชนาการที่ดี มีจริยธรรม สั่งสมประสบการณ์ชีวิต เรียนรู้สร้างปัญญา

 

        จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่พร้อมจะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ

 

การศึกษาและการเติบโตในอาชีพการทำงานนั้น ต้องใช้ประสบการณ์ ใช้ความรู้ ความสามารถในการทำงานให้เกิดการยอมรับ สั่งสมบารมี สร้างโอกาสของความเป็นผู้นำ เรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ช่วยพัฒนาประเทศ

 

 

ดังนั้น คน องค์กร ประเทศ จะเจริญเติบโตได้ จะต้องใช้เวลา สั่งสมความรู้และประสบการณ์ เปรียบเสมือนต้นไม้ ที่ต้องเพาะเมล็ด เป็นกล้าพันธุ์ ลดน้ำ ใส่ปุ๋ย รอวันที่จะเจริญเติบโต เพื่อที่จะออกดอก ออกผล นั่นเอง  กลุ่ม 5 (โต๊ะนักข่าว)กิตติพงษ์ รั้งท้วม, เสารถ แสนสุข, วิภาวี ชมะโชติ, พรพรรณ นฤมิตเศรษฐกุล, ธิติกา ชมะโชติ, ร้อยตรีหญิง ผลึกพร อนันตพงษ์, นุชรี อรรถีโภค,  ปราณีต น่วมเปรม               
นส.ศุลีพร ม้าไว รหัส 49038010019
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 

เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมณ์ ,

  อาจารย์ยม   นาคสุข และอาจารย์

พจนารถ  ซีบังเกิด

 

        จากที่เรียนในวันที่ 20-21 มกราคม 2550 การเรียนในสองวันนี้เป็นการเรียนแบบสบายไม่เครียด ความรู้ที่อาจารย์ได้มอบให้มีมากทฤษฏี HRDS ทฤษฏี 3 วงกลม ทฤษฏี 8 Ks    HR  Architecture  และอาจารย์ได้อธิบาย

ถึง

1 วิสัยทัศน์ขององค์กร    ดิฉันทำงานอยู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า สะดวก ประหยัด ปลอดภัย ซึ่งมีนโยบายการบริหารงาน ก็เพื่อให้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล โดยพนักงานทุกคนต้องมีทัศนคติที่ดีต่องานที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ 

2.  วัฒนธรรมองค์กร เกี่ยวกับจัดสวัสดิการให้กับพนักงาน ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วย หรือมีอุบัติเหตุของพนักงาน ซึ่งในหน่วยงานมีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ

 ข้อดี  1. มีการบริหารงานที่กำหนดเป้าหมายชัดเจน

         2. มีความสามัคคีในสาย

งานที่ปฏิบัติ

ข้อเสีย

         1.    การแต่งตั้งโยกย้ายมีการวิ่งเต้นใช้เงิน

        2.    เมื่อกระผิดความผิดไม่มีการลงโทษทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความเบื่อหน่าย

3.    WTO ผลกระทบกับระบบราชการ   เป็นองค์กรระหว่าง

ประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น  ความตกลงที่สำคัญภายใต้ WTO มี 3 กลุ่ม คือ มีผลกระทบต่อระบบราชการคือ

1.การเปิดตลาด  การลดภาษีศุลกากรสินค้าอุตสาหกรรม(รวมสินค้าประมง) ในส่วนของ สินค้าเกษตร ทุกประเทศต้องยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า โดยให้ปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการภาษีศุลกากรแทน  สิ่งทอและเสื้อผ้า ให้มีการเปิดเสรีสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แทนการใช้ข้อตกลงสินค้าสิ่งทอระหว่างประเทศ(MFA)

2.กฎระเบียบการค้า มีการปรับปรุงและกำหนดกฎระเบียบการค้าที่สำคัญ เช่น  ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดระดับความปลอดภัยและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการทุ่มตลาดและวิธีการไต่สวนการทุ่มตลาดให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติให้สอดคล้องกัน เป็นการลดโอกาสที่อาจมีประเทศผู้นำเข้าใช้มาตรการนี้เพื่อกีดกันการค้าอย่างเป็นธรรม ความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การอุดหนุน โดยกำหนดประเภทของการอุดหนุนไว้อย่างชัดเจนว่า การอุดหนุนประเภทใดเป็นการอุดหนุนที่ต้องห้าม  ประเภทใดเป็นการอุดหนุนที่เมื่อทำแล้วอาจถูกมาตรการตอบโต้ นอกจากนั้นยังได้กำหนดแนวปฏิบัติในการไต่สวนเพื่อการตอบโต้สินค้าเข้าที่ได้รับการอุดหนุนจากประเทศผู้ผลิตเพื่อให้แต่ละประเทศถือปฏิบัติ

3.เรื่องใหม่ๆ มีการจัดทำข้อตกลงเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการในเรื่องที่ยังไม่มีกฎเกณฑ์ของแกตต์กำกับมาก่อนหรือหากมีก็น้อยมาก ได้แก่

 

-ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า(TRIPS)

 

-การค้าบริการ(GATS) กำหนดกรอบตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ

 

-มาตรการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้า(TRIMS)

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด

               การเรียน Balanced Seorecard เป็นเครื่องมือในการบริหารชนิดหนึ่ง  เป็นการสื่อสารให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมายหลักขององค์กร ทำให้มีตัวชี้วัดเป็นการจดบันทึก ว่าองค์กรบรรลุถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 4 มุมมองคือ Financial , Short-term , Lead , Internal ทั้งหมดเป็นสิ่งที่องค์กรเราต้องใส่ใจและสร้างความสมดุล

นายสรศักดิ์ ขันติสมบูรณ์ รหัส 49038010017
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมณ์ ,  อาจารย์ยม   นาคสุข          และอาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด  

     1 วิสัยทัศน์ขององค์กร    ผมทำงานอยู่ กรมที่ดิน มีวิสัยทัศน์

เป็นองค์การที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการและคุ้มครองสิทธิการถือครองที่ดินของรัฐ และประชาชน มุ่งเน้นการให้บริการโดยการบริหารจัดการที่ดี มีคุณภาพ

 

2.    วัฒนธรรมองค์กร เป็นการให้บริการการดำเนินการออกหนังสือ

แสดงสิทธิในที่ดินให้ราษฎร บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ รังวัดออกหนังสือสำหรับที่หลวงในที่ดิน สาธารณประโยชน์และในที่ราชพัสดุ การรังวัดและทำแผนที่ และจัดที่ทำกินให้ประชาชนตามประมวลกฎหมายที่ดิน

ข้อดี   ให้บริการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้กับราษฎร์ด้วยความถูกต้อง

ข้อเสีย  การให้บริการยังช้า ยังไม่นำเทคโนโลยีมาใช้เท่าที่ควร

 

3.    WTO ผลกระทบกับระบบราชการ   เป็นองค์กรระหว่าง

ประเทศที่พัฒนามาจากการทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศหรือแกตต์ จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538

มีสมาชิกเริ่มแรก 76 ประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น  ความตกลงที่สำคัญภายใต้ WTO มี 3 กลุ่ม คือ มีผลกระทบต่อระบบราชการคือ การเปิดตลาด  การลดภาษีศุลกากรสินค้าอุตสาหกรรม(รวมสินค้าประมง) ในส่วนของ สินค้าเกษตร ทุกประเทศต้องยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า โดยให้ปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการภาษีศุลกากรแทน  สิ่งทอและเสื้อผ้า ให้มีการเปิดเสรีสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แทนการใช้ข้อตกลงสินค้าสิ่งทอระหว่างประเทศ(MFA) กฎระเบียบการค้า มีการปรับปรุงและกำหนดกฎระเบียบการค้าที่สำคัญ เช่น  ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดระดับความปลอดภัยและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการทุ่มตลาดและวิธีการไต่สวนการทุ่มตลาดให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติให้สอดคล้องกัน เป็นการลดโอกาสที่อาจมีประเทศผู้นำเข้าใช้มาตรการนี้เพื่อกีดกันการค้าอย่างเป็นธรรม ความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การอุดหนุน โดยกำหนดประเภทของการอุดหนุนไว้อย่างชัดเจนว่า การอุดหนุนประเภทใดเป็นการอุดหนุนที่ต้องห้าม  ประเภทใดเป็นการอุดหนุนที่เมื่อทำแล้วอาจถูกมาตรการตอบโต้ นอกจากนั้นยังได้กำหนดแนวปฏิบัติในการไต่สวนเพื่อการตอบโต้สินค้าเข้าที่ได้รับการอุดหนุนจากประเทศผู้ผลิตเพื่อให้แต่ละประเทศถือปฏิบัติ

 

 

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด   

 

ความรู้เกี่ยวกับ BALANCED SCORECARD ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแปลงวิสัยทัศน์ลงสู่การปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการควบคุมผลการดำเนินงานทุกขั้นตอน ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ ด้านลูกค้าด้านกระบวนการภายในองค์กร  ด้านการเรียนรู้และพัฒนา และด้านการเงิน  การสร้างความผูกพันของพนักงานในองค์กร ซึ่งการนำความรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในองค์กรจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กร สังคมและประเทศ

นายมงคล กิจสมโภชน์ รหัส 49038010032
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด 

 

 

ความรู้เกี่ยวกับ BALANCED SCORECARD ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแปลงวิสัยทัศน์ลงสู่การปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จ EMPLOYEES ENGAGEMENT  ไปปรับวัฒนธรรมการทำงานของตนให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรรวมทั้งเป็นเครื่องมือในการควบคุมผลการดำเนินงานทุกของพนักงานในองค์กร ซึ่งการนำความรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในองค์กรจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กร สังคมและประเทศ  การจัดระเบียบชีวิต My Life’s Scorecard  ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและปรับการทำงานของเราได้ในอนาคต

ศรีปัญญา วัชนาค รปม. 3 รหัส 49038010022
IP: xxx.121.5.219
เขียนเมื่อ 

เรียน  ศ.ดร.จีระ  อาจารย์ยม  อาจารย์พจนารถ  ที่เคารพ

 

          เมื่อวันที่  21  มกราคม 2550  ได้เป็นลูกศิษย์  อาจารย์พจนารถ 

ซีบังเกิด  ซึ่งเป็นผู้หญิงเก่งอีกคน  ท่านได้นำประสบการณ์เรื่องการทำงาน   การเปลี่ยนงานจาก  PR  มาเป็น  HR  มาเล่าให้ฟังซึ่งทำให้รู้ว่า  คนที่จะประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับ  ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ  จะต้องมีการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา   

        อาจารย์เล่าให้ฟังหลายเรื่องทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม  จะต้องมีเรื่อง HR เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ   ได้รู้เรื่อง  Baby  Boomer    Baby  Bluster     อุปนิสัย  7       ประการที่ทำให้ประสบความสำเร็จ  ได้เข้าใจเรื่อง Balanced  Scorecard ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัด

 

            สำหรับเรื่อง Employees  Engagement  อาจเป็นเรื่องเก่าของเอกชน  แต่เป็นเรื่องทันสมัยมากสำหรับหน่วยงานราชการ ขณะนี้หลายแห่งกำลังจะเริ่มดำเนินการต่อจาก  HR  Scorecard   อาจารย์นำมาสอนทำให้ได้ความรู้และแนวทางที่จะดำเนินการต่อได้   ซึ่งเป็นประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้ได้   ตั้งแต่การพัฒนาตนเอง  ครอบครัวและองค์กร

 

           หน่วยงานจะพัฒนาอย่างยั่งยืน  จะต้องมุ่งมั่นและพยายามสร้างคนให้มีการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง    และอย่าลืมเรื่องความผูกพันกับองค์กร  ถึงแม้คนจะเก่งดีหากไม่มีความผูกพันกับองค์กรก็ไม่มีความหมาย

 
ศรีปัญญา  วัชนาค

[email protected]

 

 

 

 


นายภานุพงษ์ พิศรูป รหัส 49038020005
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด   

 

BALANCED SCORECARD ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดการวัดผลงานทางการปฏิบัติการ เช่น ด้านความพึงพอใจของบุคคลในองค์กร กระบวนการภายใน การบริหาร และการเรียนรู้และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

การจัดทำ BSC  ต้องเริ่มต้นด้วยกระบวนการทางด้านกลยุทธ์ก่อน คือ การวิเคราะห์ทางด้านกลยุทธ์ และการจัดทำกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อให้ได้กลยุทธ์หลักขององค์กร

ดังนั้นการเรียนรู้และความสามารถของบุคลากรในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจนอกเหนือไปจากทรัพย์สินและผลประกอบการทางด้านการเงิน

นายกอบกิติ กวีสุนทรกุล รหัส 49038010038
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด   

 

BALANCED SCORECARD  ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดการวัดผลงานทางการปฏิบัติการ การเชื่อมโยงและสร้างความสอดคล้องระหว่างกลยุทธ์ขององค์กร กับหน่วยงานต่าง ๆ และพนักงานแต่ละคน ให้เกิดการเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก่อนการทำ BALANCED SCORECARD  ต้องมี

1.    Vision  สังคมยอมรับ  Mission หาความรู้เพิ่มเติม Corporate Values  เพื่อความสำเร็จ

2.    เป้าหมายองค์กร

3.    Strategies ขององค์กรและหน่วยงาน สร้างคุณค่ามีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ นำเทคโนโลยีทันสมัยมา ตอบสนองรวดเร็วสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน

นายประเวฃ ลิกขะไชย รหัส 49038020010
IP: xxx.107.196.24
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด   

 

การเรียนรู้วิธีการวางแผนชีวิต จัดระเบียบชีวิต My Life’s Scorecard การใช้ BALANCED SCORECARD  ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการวัดผลงานทางด้านการเงิน กับการวัดผลงานทางด้านการปฏิบัติการ เช่น ความพึงพอใจของบุคลในองค์กร กระบวนการในการให้บริการ ความเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การใช้ BSC เป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ทำให้องค์กรมีตัววัดที่ชัดเจน และมุ่งมั่นแต่สิ่งที่สำคัญ มีเหตุและผลทำให้องค์กรได้รับความไว้วางใจ ได้รับการสนับสนุน มีเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถนำไปใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันได้

 

 

กลุ่มมะม่วงสุก
IP: xxx.121.7.81
เขียนเมื่อ 

เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมย์

 
                  จากการเรียนกับอาจารย์จีระ  เมื่อวันเสาร์ที่  
27 ม.ค.2550 

ซึ่งเป็นครั้งที่ 3  ก่อนเริ่มเรียนอาจารย์ได้นำนักศึกษายืนไว้อาลัยการเสียชีวิตของจ่าเอกสราวุฒิ  นวมน้อย   และถามว่าอาจารย์พจนารถมาสอนนักศึกษาได้อะไรบ้าง   ได้สอนเรื่องทฤษฎี   8 K’s   ซึ่งเกิดจากประสบการณ์การทำงานจริง  ทุนมนุษย์กับทุนทางปัญญามีความแตกต่างกันอย่างไร  ให้ดูเทปสัมภาษ์  ดร. ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  และให้ทุกกลุ่มสรุปความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร  และให้ทุกกลุ่มสรุปผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในวันนี้

 

                  กลุ่มมะม่วงสุก   ได้คุยกันว่าควรจะสรุปความรู้ที่ได้รับให้แตกต่าง   จะได้ไม่ซ้ำกันและหาโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดกับกลุ่มอื่นหากมีโอกาส  สิ่งที่สรุปคิดว่าจะมีประโยชน์นำมาใช้เป็นตัวอย่าง  และต่อยอดในการพัฒนาตนเองและองค์กรได้  ดังนี้              

            1.  เรื่องบัญญัติ 10 ประการของ Sam  Walton  ประกอบด้วย

-   จะทำอะไรต้องเน้นความสำเร็จ ความรู้สึกร่วม มี Passion

-    ถ้าประสบความสำเร็จอย่าเก็บไว้คนเดียวแบ่งปัน 

     ความสำเร็จให้ทุกคนในองค์กร  ยกย่องคนที่มีส่วนร่วม

                 -    สร้างแรงจูงใจให้ตนเองและผู้อื่น

-    การทำงานอย่าเก็บข้อมูลไว้คนเดียว ต้องถ่ายทอดให้ผู้อื่น

-    แสดงความชื่นชมและยินดีกับความสำเร็จของพนักงาน

-    มีเวลาฉลองความสำเร็จ

-    รับฟังความคิดเห็นของพนักงานและเรียนรู้จากพนักงาน

     (Listen  and  learn)

-    เน้นลูกค้าให้มากกว่าความพอใจ

-    ควบคุมค่าใช้จ่าย

-    สู้กับความเจ็บปวด อย่างทำตัวแบบเดิมทำตัวให้แตกต่าง 

     กับคนอื่นทำงานที่ท้าทาย

 

            2.    ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีผลงานเป็นที่ยอมรับ  จะต้องมีความความมุ่งมั่น    ความตั้งใจ   ความใส่ใจ    ที่จะศึกษาและเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง  โลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้องรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลง     

 

            3.  ชนะอะไรไม่ยิ่งใหญ่เท่าชนะใจตนเองและการให้อภัยให้โอกาส

 

1.            เห็นอะไร  อ่านอะไร  ให้สังเกต  จดจำ  วิเคราะห์  บันทึกจะได้เรียนรู้ต่อเนื่อง  และหมั่นฝึกฝนทบทวน

 

2.            หาตัวอย่างการสร้างแรงบันดาลใจ  แรงจูงใจที่จะเรียนรู้  การเรียนรู้จะต้องเรียนจากความจริง  ต้องไม่ลืมรากเหง้า

                     

             

การเรียนรู้มีมากมายหลายวิธี   หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะ

เรียนรู้ลองมองหาวิธีการที่จะเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเราจะต้องมีแน่นอนอย่างน้อย   1  วิธีที่สะดวกและเหมาะสมกับตัวเรา   ค่อย ๆ  ศึกษา  เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและพัฒนาที่ละก้าว  การเรียนรู้จะต้องใช้เวลา     ที่สำคัญจะต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้  เดี๋ยวนี้

 

พิพัฒน์    อรรถเอี่ยม    ประเชิญ    คำมี

ศรีปัญญา  วัชนาค      วิไลวรรณ   วิไลเลิศ

รุ้ง           โลนุช                  

               

 

 

ผลงานร่วมเฉพาะกิจ(อ.จีระ - อ.ปิยะ)
IP: xxx.150.202.226
เขียนเมื่อ 

เรียน อาจารย์จีระ อ.ประกาย อ.ปิยะ

 

 

        เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา  หลังจากได้พบกับอาจารย์ประกาย อาจารย์ปิยะ สิ่งที่ได้เรียนรู้ประเด็นหลัก ในวันนี้ คือ  คน องค์กร โลก มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ 

 

การเปลี่ยนแปลงเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทาง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร ชาติ หรือว่า โลก

 

นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ทั้งที่เกิดขึ้นจากทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อม หรือสถานการณ์  เช่น ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง เป็นต้น

 

แต่ภาระหนักอยู่ที่ คน เพราะไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป คน ต้องตามให้ทันเสมอ (ทันสมัย ทันโลก)

 

สิ่งที่เป็นปัญหานั้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหา คือ เรากลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับความจริง

 

ดังนั้น การเรียนในวันนี้ สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ในทุกๆเรื่อง สร้างแรงจูงให้คนรอบข้างได้รู้ ได้เข้าในสิ่งที่เราจะเปลี่ยน แล้วฟันฝ่าอุปสรรคไปอย่างเข้าใจ และใช้อุปสรรคสอนเราให้เราได้เรียนรู้ให้เกิดปัญญา

 

และสิ่งที่อาจารย์ปิยะ ได้มอบหมายงานไว้ในวันนี้ คือ

 

การทำตารางการคิดแผนงานโดย การสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยน (กรณีตัวอย่าง)

 

เรื่อง พัฒนาบุคลากรฝ่ายศิลป์ (จัดรวมแผนก) ของสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง

 

เหตุผล คือ องค์กรต้องการที่จะเพิ่มจำนวนหน้า ให้มากขึ้น จาก 36 หน้า เป็น 40 หน้า แต่ไม่ต้องการที่จะรับพนักงานเพิ่ม เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่หากรวมแผนกที่มีหน้าที่คล้ายคลึงกัน ทำงานร่วมกันก็จะลดค่าใช้จ่ายขององค์กรได้

 

ซึ่งฝ่ายศิลป์แยกย่อยเป็น 2 แผนก คือ ฝ่ายภาพ (ใช้โปรแกรม photoshop, illustator)  ส่วน ฝ่ายรูปแบบหน้า (ใช้โปรแกรม page maker) หาก 2 แผนกใช้โปรแกรมได้ทั้ง 3 โปรแกรม ก็จะสามารถสร้างผลงานชิ้นเดียวกันได้

 

โดยองค์กรจะเพิ่มเงินเดือนให้สำหรับการรวมแผนกครั้งนี้ ซึ่งผู้บริหารเห็นว่าการรวมแผนก เพิ่มงาน เพิ่มเงินเดือน คุ้มค่ากว่าการจ้างคนเพิ่ม

  

โดยจะจัดแผนดังต่อไปนี้

  

1.จัดฝึกอบรมพนักงานฝ่ายศิลป์ 2 แผนก ให้ใช้โปรแกรมการทำงานได้ทั้ง 3 โปรแกรม คือ photoshop, illustrator, page maker โดยใช้เวลาอบรม 3 สัปดาห์ ใช้วิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้กันเอง และหัวหน้าเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้

 

1.1 อบรม photoshop ใช้เวลา 1 สัปดาห์ สิ่งที่คาดหวัง คือ ต้องใช้เป็น สิ่งที่ต้องสนับสนุน คือ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่ทันสมัย หัวหน้ารับผิดชอบ ติดตามผลวันต่อวัน

 

1.2 อบรม illustator ใช้เวลา 1 สัปดาห์ สิ่งที่คาดหวัง คือ ต้องใช้เป็น สิ่งที่ต้องสนับสนุน คือ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่ทันสมัย หัวหน้ารับผิดชอบ ติดตามผลวันต่อวัน

 

1.3 อบรม page maker ใช้เวลา 1 สัปดาห์ สิ่งที่คาดหวัง คือ ต้องใช้เป็น สิ่งที่ต้องสนับสนุน คือ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่ทันสมัย หัวหน้ารับผิดชอบ ติดตามผลวันต่อวัน

 

2.การประเมินผล สิ่งที่คาดหวัง คือ ใช้เป็น 3 โปรแกรม ในระยะเวลา 3 สัปดาห์ สิ่งที่สนับสนุน คือ ให้ความรู้ใหม่ ซึ่งหัวหน้าและพนักงานมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน การติดตามผล ต้องทำทุกวัน เนื่องจาก รูปแบบของงานนี้คือ สื่อสิ่งพิมพ์รายวันมีผลงานออกในทุกๆวัน

  ดังนั้น สิ่งที่เห็นได้จากข้อมูลนี้ คือ ปัญหา คือการเพิ่มหน้า แต่ไม่ต้องการเพิ่มพนักงาน กระบวนการคือสร้างความเข้าใจให้พนักงานพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนลักษณะงาน

และจัดทำกระบวนการเป็นขั้นตอนอย่างมีเป้าหมายในระยะเวลาที่จำกัด

  

สวัสดี

 

  กิตติพงษ์ รั้งท้วม, มยุเรศ เชยปรีชา, เสาวรส แสนสุข, สุภาภรณ์ สุขเกษม, ละอองแก้ว จันทร์เทพ, พรกมล สมวงศ์, นุชรี อรรถีโภค      
กลุ่มผู้ก่อการ...ดี
IP: xxx.121.32.206
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์ทุกท่าน และสวัสดีเพื่อน ๆ สมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทุกคน 

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่  28  มกราคม 2550  อาจารย์ปิยะได้ตั้งโจทย์ให้พวกเราได้แบ่งกลุ่มระดมพลังสมองคิดการดี และทำการดีร่วมกันว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในองค์กร  เราจะมีกระบวนการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร  ทางกลุ่มได้ตอบคำถามของอาจารย์ปิยะ โดยการใช้ทฤษฏี 2 R วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ  การเมือง  สภาพสังคม  เทคโนโลยี  คู่แข่งขัน  ในยุคโลกาภิวัฒน์  ได้ส่งผลให้ทุกองค์กรต้องมีการปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตนเองให้สามารถอยู่รอดได้ในกระแสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและระบบการติดต่อสื่อสารที่มีความรวดเร็ว  เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง และแข่งขันกันตลอดเวลา แม้แต่ในภาคราชการ ก็จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน  ไม่ใช่แค่ปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แต่ต้องทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจสูงสุดด้วย  ดังนั้น  ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย  สมบูรณ์  และถูกต้องในการบริหารงานและตัดสินใจดำเนินงานต่าง ๆ  จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร  และเพื่อพัฒนาคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน  จึงต้องมีแผนงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารให้มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์  แม่นยำ  เที่ยงตรง  เชื่อถือได้ 

 

        แผนการดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน มีดังนี้

 

        1.   การประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลง  การประชุมชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่พนักงานทุกระดับ โดยให้เข้าใจแนวทางและความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน  และการจัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงาน

 

2.   การกำหนดวิสัยทัศน์   ตั้งเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับปรุงการปฏิบัติงานร่วมกัน 

 

3.   การฝึกอบรมบุคคลเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านสารสนเทศ  โดยกำหนดหลักสูตรเป็น 3 ระยะ  ดังนี้ คือ ในระยะแรก  จะเป็นการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่พนักงาน   ระยะที่สอง  เป็นการฝึกอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน  และการฝึกอบรมภายหลังการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อดูความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน

 

4.   การวางระบบการติดตามและประเมินผลในทุกขั้นตอน  จากการบันทึกผล  การรายงานผล  การสำรวจความพึงพอใจของประชาชน  และการเสนอแนวทางแก้ไขในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน

 

ผลที่คาดหวังจากแผนงานที่ได้วางไว้  มีดังนี้

 

1.   ลดค่าใช้จ่าย 30  %   จากค่าวัสดุสำนักงาน  เช่น  กระดาษ  แฟ้ม  และค่าจ้างที่ลดลงจากการลดอัตรากำลังบุคคล

 

2.   การให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนเร็วกว่าเดิม 70 %   ลดขั้นตอนการทำงานและประหยัดเวลา

 

3.   ข้อมูลมีความถูกต้อง  สมบูรณ์  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95

 

4.   บุคลากรได้รับการพัฒนาทักษะด้าน IT และสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน 60 %

 

        สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุน  มีดังนี้

 

        1.   การยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของทุกคนในทุกขั้นตอน

 

        2.   งบประมาณดำเนินการ

 

        3.   วิทยากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

        แผนงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน มีระยะเวลา  2  ปี  โดยมีผู้รับผิดชอบ   คือ   ตนเองร่วมทำกับหัวหน้าและหน่วยงานอื่นในบริษัท   แผนงานจะสำเร็จได้  ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะ หัวหน้าต้องเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน   หน่วยงานอื่น ๆ ต้องให้ความร่วมมือ   ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีทักษะด้าน IT รองรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน    แผนงานจึงจะสำเร็จและจัดให้มีการติดตามผลทุก 3 เดือน 

 

ทั้งนี้  หัวใจสำคัญของการวางแผนงานเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการขององค์กรภาครัฐ  มิได้อยู่ที่แผนงานที่ดีเลิศ  แต่มีสาระสำคัญอยู่ที่การแปลงแผนงานไปสู่การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อให้เป็นองค์กรที่สามารถให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว  แม่นยำ  เที่ยงตรง  และเชื่อถือได้ แผนงานที่เลวแต่ได้รับการนำไปปฏิบัติจริงในวันนี้ ย่อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรมากกว่าแผนการทีดีเลิศแต่ไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยที่สุดจะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติตามแผนงานที่เลวในอดีต

 

ผู้ร่วมก่อการ

1. นส.สมธนิษฐุ์  มงคลชาติ

2. นส.พรยุพา    คัมภีรญาณนนท์

3. นส.อชิรญา    ผูกมี

4. นส.นันทพร   สิงห์ตุ่ย

5. นส.นลินธร    ลือเสรษฐสิทธ์

กลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์
IP: xxx.121.174.13
เขียนเมื่อ 
กราบสวัสดีอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์, อาจารย์ ยม  นาคสุข, อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด, อาจารย์ประกาย  ชลหาญ และเพื่อนๆ รปม.รุ่น 3 ทุกท่าน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระ ฯ และทีมงาน ที่มีความมุ่งมั่นอย่างสูงที่จะมาให้ความรู้กับพวกเรา รปม.รุ่น 3 เพราะทราบมาว่า อาจารย์ได้ติดภารกิจและแทบไม่ได้พักผ่อน แต่ก็ยังอยากที่จะให้ความรู้แก่พวกเรา จนได้พักผ่อนเพียง 3 ชม. อย่างไรก็ดีขอให้อาจารย์พักผ่อนบ้างนะครับเป็นห่วงสุขภาพอาจารย์เกรงว่าถ้าร่างกายไม่แข็งแรง หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ประเทศไทยจะขาดคนเก่งอย่างอาจารย์ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยไป           วันนี้ขอรายงานเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับหลังจากการเรียนกับอาจารย์จีระ ในวันเสาร์ที่ 27 ม.ค.50 ที่ผ่านมา กล่าวคือในช่วงเช้าอาจารย์จีระได้กล่าวถึงความแตกต่างกันในเรื่องความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางพื้นฐานความรู้ระหว่างเด็กในเมืองและเด็กชนบทไม่ว่าจะเป็นด้านโภชนาการ, พื้นฐานวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์ เป็นต้น          ต่อมาอาจารย์จีระก็พูดถึงเรื่องทุนมนุษย์และทุนทางปัญญาและยังหยิบเอาหนังสือของ แซม วอลตัน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ 10 ประเด็นด้วยกัน คือ1.ต้องมุ่งเน้นความสำเร็จขององค์กรและต้องมีอารมณ์ร่วมกับผลสำเร็จนั้น2.เมื่อประสบผลสำเร็จแล้วให้แบ่งปันความสำเร็จให้กับทุกคนในองค์กร โดยการยกย่อง      ผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน3.ต้องสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองและผู้ร่วมงานเกิดแรงกระตุ้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ4.การทำงานอย่าเก็บข้อมูลไว้คนเดียวให้ถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย5.ถ้างานนั้นหรือผู้ร่วมงานประสบความสำเร็จให้ชื่นชมและร่วมยินดีต่อความสำเร็จนั้น   ด้วย6.เมื่อประสบผลสำเร็จให้มีการฉลองกับผลความสำเร็จนั้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ7.ควรรับฟังความคิดเห็นของคนในองค์กร8.การทำอะไรก็แล้วแต่ควรทำให้ลูกค้าได้รับมากกว่าที่ลูกค้าพึงพอใจ9.ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินความจริง10.ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดและชอบการทำงานที่ท้าทาย          อาจารย์ยังได้กล่าวถึง Heritage : คือการไม่ลืมรากเหง้าของตนเองซึ่งอยู่ใน 8 H ‘s โดยได้ยกตัวอย่างความเป็นคนชนบท          ส่วนในช่วงบ่ายนั้นอาจารย์จีระได้เปิดเทปการสนทนาระหว่าง อาจารย์จีระ  กับ  ดร.ปุระชัย ซึ่งเป็นการคุยกันถึงความใฝ่รู้และวิธีการเรียนรู้ของดร.ปุระชัย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งอาจารย์จีระและดร.ปุระชัยนั้นมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดีเหมือนกันและได้มีการปลูกฝังให้เกิดการรักการอ่านชอบที่จะศึกษาอยู่ตลอดเวลาจวบจนมาถึงปัจจุบันและต่อไปยังอนาคตเพราะท่านทั้งสองได้กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้นั้นไม่มีวันจบสิ้นและสามารถที่จะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วย            สรุปคือตลอดทั้งวันนั้นอาจารย์จีระได้พยายามชี้ให้เห็นว่าคนเรานั้นไม่ได้มีอะไรที่ต่างกันเลย แต่สิ่งที่จะทำให้คนเกิดความแตกต่างกันได้นั้น มาจากความสนใจ ใคร่รู้ในตัวเองและความพยายามมุ่งมั่นที่จะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ สมาชิกในกลุ่ม ผู้ร่วมอุดมการณ์ 
  1. ร.ท.ปริญญา  รื่นเสือ
  2. ส.ท.ต่อตระกูล  ศรีลาภา
  3. นายสรศักดิ์  ขันติสมบูรณ์
  4. นายธนู  พุกชาญค้า
  5. นายนัฐพงษ์  นิลศิริ
  6. นายกิตติศักดิ์  ดวงแก้ว
  7. นายจิรพัฒน์  ศรีจั่น
กลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์
IP: xxx.121.174.13
เขียนเมื่อ 
ภูมิใจ เสนอ อ.ปิยะ ตางรางการคิดแผนงาน ( Business Objective Action Plan ) แผนงาน     การพักรับประทานอาหารในตอนกลางวันของข้าราชการไทย แผนงานที่จะทำ (Activities)-         ปรับปรุงอุปนิสัยของข้าราชการในการพักรับประทานอาหารโดยการใช้ Key Card เป็นตัว Check เวลาการเข้าออกของเวลางาน-         อบรมการปลูกจิตสำนึกการตรงต่อเวลาในการเข้าออกการทำงาน-         สร้าง Modle เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงาน-         จัดสรรเวลาให้เหลื่อมกันในการพักรับประทานอาหาร ผลที่คาดหวัง (Expected Result)-         ข้าราชการมีระเบียบวินัยเรื่องเวลาในการรับประทานอาหารมากขึ้น กำหนดการแล้วเสร็จ (Deadline)-         3 เดือน สิ่งที่ต้องการสนับสนุน (Need resources)-         ผู้บังคับบัญชา และ ผู้ร่วมงาน หน้าที่/ผู้รับผิดชอบ (Responsibilities Person)-         ตนเอง-         ร่วมทำกับหัวหน้า-         หัวหน้า ควมถี่ในการติดตามผล(กับหัวหน้า) (Monitoring)-         ทุกสัปดาห์  สมาชิกในกลุ่ม ผู้ร่วมอุดมการณ์ 
  1. ร.ท.ปริญญา  รื่นเสือ
  2. ส.ท.ต่อตระกูล  ศรีลาภา
  3. นายสรศักดิ์  ขันติสมบูรณ์
  4. นายธนู  พุกชาญค้า
  5. นายนัฐพงษ์  นิลศิริ
  6. นายกิตติศักดิ์  ดวงแก้ว
  7. นายจิรพัฒน์  ศรีจั่น
 
จีระ หงส์ลดารมภ์
IP: xxx.9.146.196
เขียนเมื่อ 
สวัสดีลูกศิษย์ทุกคนก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจต่อลูกศิษย์ จ... สราวุฒิ  นวมน้อย  หรือคุณโอ๋ซึ่งประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ผมก็อยากให้พวกเราไว้อาลัยให้กับ คุณโอ๋ อีกครั้งนี้ ณ ที่นี้ ผมยังจำได้ดีว่าคุณโอ๋เป็นลูกศิษย์ที่มีความตั้งใจ และใฝ่รู้มากคนหนึ่ง เห็นได้จากการที่เขาได้เข้ามาร่วมเขียนแสดงความคิดเห็นใน Blog แห่งนี้ ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เราสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าไปอีกท่านหนึ่ง สำหรับการเรียนการสอนในวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น ก็ยังได้รับความสนใจจากลูกศิษย์อย่างดีก็ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนเริ่มสนใจการเรียนรู้กันมากขึ้น และวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝึกคิด วิเคราะห์หาเหตุผลและแนวทางให้กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ สำหรับในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าอาจารย์ได้มอบให้ อ.ประกายกับทีมไปให้ความรู้แทนก็ขอให้ทุกคนนำความรู้ที่ได้มาเล่าให้ฟังที่นี่ด้วยนะครับ                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์
จีระ หงส์ลดารมภ์
IP: xxx.9.146.196
เขียนเมื่อ 
สวัสดีลูกศิษย์ทุกคน
ก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจต่อลูกศิษย์ ... สราวุฒิ  นวมน้อย  หรือคุณโอ๋ซึ่งประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ผมก็อยากให้พวกเราไว้อาลัยให้กับ คุณโอ๋ อีกครั้งนี้ ณ ที่นี้ ผมยังจำได้ดีว่าคุณโอ๋เป็นลูกศิษย์ที่มีความตั้งใจ และใฝ่รู้มากคนหนึ่ง เห็นได้จากการที่เขาได้เข้ามาร่วมเขียนแสดงความคิดเห็นใน Blog แห่งนี้ ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เราสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าไปอีกท่านหนึ่ง สำหรับการเรียนการสอนในวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น ก็ยังได้รับความสนใจจากลูกศิษย์อย่างดีก็ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนเริ่มสนใจการเรียนรู้กันมากขึ้น และวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝึกคิด วิเคราะห์หาเหตุผลและแนวทางให้กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ สำหรับในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าอาจารย์ได้มอบให้ อ.ประกายกับทีมไปให้ความรู้แทนก็ขอให้ทุกคนนำความรู้ที่ได้มาเล่าให้ฟังที่นี่ด้วยนะครับ                                                 
                                      จีระ  หงส์ลดารมภ์

สวัสดีครับ ลูกศิษย์กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และชาว Blog ทุกท่าน

          ในวันเสาร์ที่ 27 มกราคม นี้ ถือเป็นการสอนครั้งที่ 3 ของผมครับ สำหรับการสอนในวันนั้น  ผมจะเน้นเรื่องภาวะผู้นำ ครับ 

แต่ก่อน ที่ผมจะได้เริ่มสอนนั้น ผมได้เริ่มเปิดประเด็นการสอน โดย..

1. ให้นักศึกษาดู และวิเคราะห์ ทฤษฎี 8K’s  เฉพาะเรื่อง ทุนมนุษย์ กับ ทุนทางปัญญา ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร  มีตัวแปรใดสามารถอธิบายได้ และตัวชี้วัด คืออะไร ครับ  

         กลุ่มที่ 5 บอกว่า ทุนมนุษย์เริ่มต้นมาตั้งแต่ปฏิสนธิ และมีการสะสมมาตั้งแต่แรกเกิด

         กลุ่มที่ 4 บอกว่า ถ้าจะวัดทุนทางปัญญานั้น สามารถวัดได้จากผลงาน ว่าทำอะไรเพื่อส่วนร่วม หรือไหม

          กลุ่มที่ 2 บอกว่า ถ้าจะวัดความแตกต่างนั้น น่าจะดูจาก IQ น่าจะเป็นส่วนประกอบหนึ่ง

          กลุ่มที่ 1 บอกว่า ลองเปรียบเทียบกับและศึกษาในเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา น่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงทุนทางปัญญาได้ส่วนหนึ่ง

          สำหรับ ผมนั้น ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องความแตกต่างและการวัด ทุนมนุษย์ กับ ทุนทางปัญญา ดังนี้ คือ  สำหรับคน 2 คน ที่มี ทุนมนุษย์ เท่ากัน เนื่องจากมีการสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ และการเรียนหนังสือ และจบการศึกษาที่เหมือนกัน แต่ความสำเร็จของคน 2 คนนั้น ไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับทุนทางปัญญาครับ ซึ่งทุนทางปัญญานั้น จะสามารถวัดได้ว่าคนนั้น มีความสำเร็จมากน้อยเพียงใด  และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคมมากน้อยเพียงใดครับ  แต่อย่างไร ผมคิดว่า ยังมีตัวแปรที่จะวัดทุนทางปัญญาได้อีกหลายตัว ซึ่งผมอยากให้นักศึกษาลองคิดดูครับว่ามีอะไรบ้าง

2. ต่อมาผมได้ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มพูดถึงสิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ กับ คุณพจนารถ ซีบังเกิดว่าได้รับอะไรบ้าง

          ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ครับ  -  เรื่อง Balance Scorecard

-          เรื่องทฤษฎี วงกลม วงนอกหมายถึงสังคม วงในหมายถึงการทำตัวเราให้ดีที่สุด

-          กรณีศึกษาของ Starbuck ที่ ให้ Empower พนักงาน เพื่อให้บริการมีคุณภาพมากขึ้นครับ

-          การวิเคราะห์ตนเอง กับ องค์กรว่า มีตนมี Value ที่สอดรับกับองค์กรหรือไม่อย่างไร และจะทำอะไรได้บ้าง

-          ฯลฯ

3. ผมได้สรุปหนังสือ เรื่องหนึ่งที่พูดถึงความสำเร็จของ Wall Mart ซึ่งเป็นร้านค้าปลีก ที่ตั้งอยู่ในรัฐอาเคนซอ รัฐที่มีประชากรรายได้ไม่สูง แต่ประกฎว่า Wall Mart ได้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนติดอันดับหนึ่งของร้านค้าปลีกของโลก ซึ่ง Mr.Sam Walton ได้สรุปความสำเร็จ ไว้ 10 อย่าง ดังนี้คือ

       1. เน้น Success ความสำเร็จขององค์กร เน้นการมีส่วนร่วม

       2. ถ้ามีความสำเร็จในองค์กร ให้แบ่งปันความสำเร็จให้ทุกคนในองค์กร

       3. การเป็นผู้นำที่ดีต้องมี Motivation สร้างแรงจูงใจทั้งตนเองและผู้อื่นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

       4. พยายามถ่ายทอดข้อมูล และงานอย่างชัดเจนสู่บุคคลอื่น ๆ

       5. เมื่อพนักงานหรือผู้ร่วมงานประสบความสำเร็จ แสดงความชื่นชมและยินดีต่อความสำเร็จอันนั้น

       6. มีเวลาฉลองความสำเร็จร่วมกัน

       7. รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน และลูกน้องและเรียนรู้จากเขา  (Listen and Learn)

       8. เน้นความสำคัญกับลูกค้าให้เกิดความรู้สึกที่มากกว่าความพอใจ (Beyond Expectation or Customer Delight)

       9. ควบคุมค่าใช้จ่าย

       10. สู้กับความเจ็บปวด และชอบการทำงานที่ท้าทาย

     หลังจากนั้น ผมได้ให้แต่ละกลุ่มเลือก ปัจจัยความสำเร็จที่ชอบมากลุ่มละ 1 ข้อ ว่าจะนำไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างไร

              กลุ่มที่ 4       ชอบข้อ 4 เรื่องพยายามถ่ายทอดข้อมูล และงานอย่างชัดเจนสู่บุคคลอื่น ๆ เพราะว่า

              - การที่ตัวเองพัฒนาแล้ว ถ้าสามารถให้องค์กรพัฒนาตามด้วย จะก่อให้เกิดความสำเร็จต่อภาพรวม ตัวอย่างเช่น การสร้างชุมชนการเรียนรู้  และ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน  โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ถ้ามีการ Shareข้อมูลมากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้

              กลุ่มที่ 5      ชอบข้อ 3 เรื่องการเป็นผู้นำที่ดีต้องมี Motivation สร้างแรงจูงใจทั้งตนเองและผู้อื่นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ   

              - ความสำเร็จนั้นต้องมาจากจุดเริ่มต้น จึงคิดว่า Motivation นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนรู้สึกอยากทำงานให้สำเร็จ โดยยกตัวอย่าง น.ส.พ.ข่าวสด ได้เน้นให้นักข่าว มี Vision ร่วมกัน คือ เป็นผู้นำข่าว เหนือ น.ส.พ.ไทยรัฐ และ เน้นในเรื่องการทำงานเป็นแบบครอบครัว

              ซึ่งทั้งนี้ ผม ก็ได้เสริมว่า Motivation นั้น มี 2 ชนิด คือ Motivation ด้านบวก และด้านลบ ซึ่งก็ควรดูให้ดี เพื่อให้สอดรับกับองค์กร และไม่ควรมี Motivation ในด้านลบเกิดขึ้นในองค์กร ครับ

              กลุ่มที่ 6   ชอบข้อ 6  เรื่อง มีเวลาฉลองความสำเร็จร่วมกัน

              ได้คิดว่าการที่ได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน และฉลองความสำเร็จร่วมกันนั้น จะสามารถสร้างความใกล้ชิด และความเข้าใจ มากขึ้นในการทำงานครับ

              กลุ่มที่ 1    ชอบข้อ 3 เรื่องการเป็นผู้นำที่ดีต้องมี Motivation สร้างแรงจูงใจทั้งตนเองและผู้อื่นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ   

              คิดว่า แต่ละคนมี Motivation ไม่เหมือนกัน เราต้องศึกษาและรู้ว่า Motivation แต่ละคนคืออะไร เพื่อให้แต่ละคนรู้สึก มีความสุขกับการทำงานและสามารถทำงานสู่ความสำเร็จได้

               กลุ่มที่ 2   ชอบข้อ 10 สู้กับความเจ็บปวด และชอบการทำงานที่ท้าทาย

              การทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ  และมีความอดทนนั้น ถือเป็นงานที่ท้าทาย และสามารถเป็นคนที่ผู้อื่นไม่สามารถเหมือนเราได้ ซึ่งการสู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากเป็นนั้น เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

              นอกจากนั้น อาจารย์ได้ถามว่า วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างจาก ศาสนาพุทธอย่างไร  ทำให้ได้คำตอบว่า

              เป็นในแนวทางเดียวกัน เนื่องจากเน้นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  และวิชานี้ สอนให้มนุษย์นั้น ต้องพัฒนาการเรียนรู้ตลอดเวลา สอนให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคิดว่ามนุษย์ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ นั้น ได้ตรงกับหลักของพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน

              กลุ่มที่ 3 ชอบข้อ 2 ถ้ามีความสำเร็จในองค์กร ให้แบ่งปันความสำเร็จให้ทุกคนในองค์กร

              เป็นเรื่องที่สำคัญ เช่นการ ให้ Reward การให้เกียรติซึ่งกันและกัน  การให้ Bonus ตามผลงาน ถ้าบริษัทมีกำไรมากขึ้น เช่น เซ็นทรัล ฯ

      4. ผมได้ยกทฤษฎี 8 H’s ของคุณหญิงทิพาวดี ในเรื่อง Heritage คือ การรู้จักรากเหง้าของตนเอง และเรื่องทุนทางวัฒนธรรม มาเสริมด้วยครับ เพราะก่อนที่ พัฒนาตนเองนั้น เราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร มีพื้นเพอย่างไร มีทุนนั้นมากน้อยเพียงใดครับ

                   นอกจากนี้ ผมได้เรียนถาม พระคุณเจ้าในกลุ่ม 1 ถึง การเรียนรู้ในวันนี้ ว่าได้อะไร  ซึ่งพระคุณเจ้าได้พูดถึง ภาคอีสาน ว่าขาดทุนมนุษย์แต่ไม่ได้ขาดทุนทางปัญญา แม้ว่าเรียนหนังสือน้อย แต่มีภูมิปัญญาสูง และวัดในภาคอีสานนั้น จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชน ตั้งแต่เกิดจนตาย 

                   ผม จึงได้ฝากไว้ว่า น่าจะเกิด Blog ระหว่างศาสนาพุทธด้วยกัน กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม

        5. ในช่วงบ่าย ผมได้เปิดเทป รายการฯ ผมกับ ดร.ปุระชัยให้นักศึกษาดู และให้วิเคราะห์ ว่ามีผม และดร.ปุระชัยมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และถ้าทั้งสองท่านมีความสามารถในการเรียนรู้ จะช่วยงานของทั้งสองท่านอย่างไร

ดร.ปุระชัย เรียนรู้แล้วนำมาประยุกต์ใช้

               เรียนรู้จากชีวประวัติของคนอื่น

              ยังไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่สังคมในวงกว้างมากนัก

ดร.จีระ    

        เรียนรู้แล้วนำมาต่อยอด หาแนวคิดของตัวเอง

        พยายามที่จะเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น

        มีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสู่สังคม

        มีความกระหายความรู้ และเมื่อรู้แล้วก็อยากจะถ่ายทอดหรือสอนให้คนอื่นเรียนรู้ คิดเป็น  

สิ่งที่เหมือนกัน

       มีครอบครัวเป็นพื้นฐานที่ดี

       ใฝ่รู้

       เรียนรู้ข้ามศาสตร์

       6. ก่อนจบ ผมได้ฝากการบ้านให้นักศึกษาฟังวิทยุ คลื่นความคิด 96.5 MHz ที่ผมพูดอยู่เป็นประจำทุกวันพุธ   และสำหรับพุธที่ 31 มกราคม นี้ นั้นนักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อการเรียนรู้ ส่งมาที่ Blog นี้ ครับ

                               จีระ  หงส์ลดารมภ์

วรวรรณ ส่องพลาย รปม.3 รหัส 49038010035
IP: xxx.24.36.138
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ ดร.จิระ  หงส์ลดารมภ์ .อาจารย์ยม  นาคสุข .อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิดและเพื่อน ชาว blog ทุกคน               เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2550 ได้เรียนกับอาจารย์เป็นครั้งที่ 3  แม้ว่าอาจารย์จะมีภารกิจคืนวันศุกร์  แต่อาจารย์ยังมาสอนพวกเราด้วยความตั้งใจที่จะให้ทุกคนได้เรียนรู้  ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ถึงความรับผิดชอบอย่างสูง ของท่าน และทำให้เห็นว่าท่านเป็น   role model ของนักศึกษาทุกคน              อาจารย์พูดถึง Health ซึ่งเป็น  1 ใน  8 ของทฤษฎี 8H’ s บอกถึงคนเราต้องมีสุขภาพอนามัยที่ดี สมบูรณ์  เมื่อสุขภาพดี จิตใจดี สมองแจ่มใส  ก็สามารถคิด สร้างสรรค์สิ่งดีๆได้อีกมากมาย และอาจารย์สอน วิเคราะห์ทุนมนุษย์และทุนปัญญา  2 ใน 8 ของทฤษฎี 8 K’s  มีข้อแตกต่างกัน ทุนมนุษย์ มาจากการสะสมจากการเรียนรู้ตั้งแต่เล็กจนโตได้จากการเรียนจนจบปริญญา ส่วนทุนทางปัญญา มาจากความสามารถในการแสวงหาความรู้ มาคิด วิเคราะห์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง  อาจารย์สอนถึง 10 ประเด็นแห่งความสำเร็จ ของ Sam Walton ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการปฎิบัติงาน  การทำงานต้องมี Motivation ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนา โดยที่ Motivation ไม่จำเป็นต้องเป็น เงินทอง แต่อาจเป็นคำชมเชยที่ทำให้ผู้รับฟังเกิดกำลังใจในการทำงานได้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การทำงานต้องทำในสิ่งทีท้าทาย เพราะสิ่งที่ท้าทายบางคนมักไม่กล้าทำ แต่เราควรจะเผชิญกับสิ่งนั้น และพยายามทำมันให้สำเร็จ และสำหรับการรับฟังบทสัมภาษณ์ระหว่างอาจารย์จิระ หงส์ลดารมภ์ และ ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ ได้รู้ถึงสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นที่สามารถสร้างคนๆหนึ่งได้  เช่นอาจารย์จิระ และ ดร.ปุระชัยที่เริ่มต้นมาจากครอบครัวที่สนใจให้บุตร หลานของตนเองมีการเรียนรู้ตั้งแต่เล็กๆ จึงชอบที่จะอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก และจากการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่กระตุ้นที่จะหาความรู้ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เช่นที่ ดร.ปุระชัย อ่านหนังสือ(โธมัส อัลวา เอดิสัน,ประธานาธิบดี ดไวต์ ไอก์ ไอเซนฮาวร์)นำมาประยุกต์ใช้กับตนเอง ส่วนอาจารย์จิระจะอ่านหนังสือ(สงคราม 6 วัน ระหว่างยิวกับอาหรับ)เพื่อเป็นแนวคิดของตนเองและต่อยอดเพิ่มความรู้ให้มากขึ้นทั้งแบ่งปันและให้ผู้อื่นได้รู้จักที่จะแสวงหาความรู้มาสู่ตนเอง ส่วนการสอนเรื่องภาวะผู้นำเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี 3 วงกลม ที่ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์สามารถที่จะทำให้องค์กรพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้              สรุป จากการเรียนกับอาจารย์ อาจารย์ได้พยายามที่จะให้ทุกคนเห็นความสำคัญของตนเองที่เป็นมนุษย์ที่เป็นทรัพยากรที่มีค่า และควรจะต้องทำตนเองให้มีค่าโดยรู้จักที่จะแสวงหาความรู้ จากที่ต่างๆให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องเป็นผู้ที่รู้จริงตรงประเด็น และสามารถคิด วิเคาระห์ ต่อยอดความรู้ให้ได้  เพื่อประโยชน์ของตน และผู้อื่น ในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีสารพัดรูปแบบ                             วรวรรณ    ส่องพลาย รปม.3 รหัส 4903810035[email protected]
วรวรรณ ส่องพลาย รปม.3 รหัส 49038010035
IP: xxx.24.36.138
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ ดร.จิระ  หงส์ลดารมภ์ .อาจารย์ยม  นาคสุข .อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิดและเพื่อน ชาว blog ทุกคน               เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2550 ได้เรียนกับอาจารย์เป็นครั้งที่ 3  แม้ว่าอาจารย์จะมีภารกิจคืนวันศุกร์  แต่อาจารย์ยังมาสอนพวกเราด้วยความตั้งใจที่จะให้ทุกคนได้เรียนรู้  ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ถึงความรับผิดชอบอย่างสูง ของท่าน และทำให้เห็นว่าท่านเป็น   role model ของนักศึกษาทุกคน              อาจารย์พูดถึง Health ซึ่งเป็น  1 ใน  8 ของทฤษฎี 8H’ s บอกถึงคนเราต้องมีสุขภาพอนามัยที่ดี สมบูรณ์  เมื่อสุขภาพดี จิตใจดี สมองแจ่มใส  ก็สามารถคิด สร้างสรรค์สิ่งดีๆได้อีกมากมาย และอาจารย์สอน วิเคราะห์ทุนมนุษย์และทุนปัญญา  2 ใน 8 ของทฤษฎี 8 K’s  มีข้อแตกต่างกัน ทุนมนุษย์ มาจากการสะสมจากการเรียนรู้ตั้งแต่เล็กจนโตได้จากการเรียนจนจบปริญญา ส่วนทุนทางปัญญา มาจากความสามารถในการแสวงหาความรู้ มาคิด วิเคราะห์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง  อาจารย์สอนถึง 10 ประเด็นแห่งความสำเร็จ ของ Sam Walton ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการปฎิบัติงาน  การทำงานต้องมี Motivation ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนา โดยที่ Motivation ไม่จำเป็นต้องเป็น เงินทอง แต่อาจเป็นคำชมเชยที่ทำให้ผู้รับฟังเกิดกำลังใจในการทำงานได้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การทำงานต้องทำในสิ่งทีท้าทาย เพราะสิ่งที่ท้าทายบางคนมักไม่กล้าทำ แต่เราควรจะเผชิญกับสิ่งนั้น และพยายามทำมันให้สำเร็จ และสำหรับการรับฟังบทสัมภาษณ์ระหว่างอาจารย์จิระ หงส์ลดารมภ์ และ ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ ได้รู้ถึงสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นที่สามารถสร้างคนๆหนึ่งได้  เช่นอาจารย์จิระ และ ดร.ปุระชัยที่เริ่มต้นมาจากครอบครัวที่สนใจให้บุตร หลานของตนเองมีการเรียนรู้ตั้งแต่เล็กๆ จึงชอบที่จะอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก และจากการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่กระตุ้นที่จะหาความรู้ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เช่นที่ ดร.ปุระชัย อ่านหนังสือ(โธมัส อัลวา เอดิสัน,ประธานาธิบดี ดไวต์ ไอก์ ไอเซนฮาวร์)นำมาประยุกต์ใช้กับตนเอง ส่วนอาจารย์จิระจะอ่านหนังสือ(สงคราม 6 วัน ระหว่างยิวกับอาหรับ)เพื่อเป็นแนวคิดของตนเองและต่อยอดเพิ่มความรู้ให้มากขึ้นทั้งแบ่งปันและให้ผู้อื่นได้รู้จักที่จะแสวงหาความรู้มาสู่ตนเอง ส่วนการสอนเรื่องภาวะผู้นำเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี 3 วงกลม ที่ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์สามารถที่จะทำให้องค์กรพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้              สรุป จากการเรียนกับอาจารย์ อาจารย์ได้พยายามที่จะให้ทุกคนเห็นความสำคัญของตนเองที่เป็นมนุษย์ที่เป็นทรัพยากรที่มีค่า และควรจะต้องทำตนเองให้มีค่าโดยรู้จักที่จะแสวงหาความรู้ จากที่ต่างๆให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องเป็นผู้ที่รู้จริงตรงประเด็น และสามารถคิด วิเคาระห์ ต่อยอดความรู้ให้ได้  เพื่อประโยชน์ของตน และผู้อื่น ในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีสารพัดรูปแบบ                             วรวรรณ    ส่องพลาย รปม.3 รหัส 4903810035[email protected]
กลุ่มมะม่วงสุก
IP: xxx.121.3.66
เขียนเมื่อ 

เรียน   ศ.ดร.จีระ  อาจารย์ยม  อาจารย์ประกาย  อาจารย์ปิยะ

 

                วันอาทิตย์ที่  28 มกราคม 2550  อาจารย์ประกาย  และอาจารย์ปิยะ  ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ดี  มาถ่ายทอดหลายเรื่อง   เช่น   Change  Management   ถามนักศึกษาว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนแปลง

หลายคนตอบโดยนำทฤษฎี  2 R’s  และ  P E S T   มาประยุกต์ใช้ได้ดี

 

 

ทำให้เห็นว่ามีการพัฒนาด้านการเรียนรู้และการคิดวิเคราะห์ได้

การปรับความคิด    ความรู้    พฤติกรรม    หากเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งพฤติกรรมจะเปลี่ยน   เรื่องภาวะผู้นำ

                ผู้นำต้องกล้าเปลี่ยนแปลง (Leading  Change)

                1. สร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง(Greating A Shared Need)

                2. มีวิสัยทัศน์ชัดเจน (Shaping A Vision)

                3. สรุปข้อตกลงให้ชัดเจน (Mobilization  Commitment)

                4.   Making  Change  Set

                5.  ตรวจสอบประเมินผลทุกขั้นตอน(Monitoring   Progess)

               

 

สำหรับโจทย์ที่อาจารย์ปิยะ ให้ระดมความคิดเห็น 2 ข้อเป็นกลุ่ม

ขอตอบดังนี้  1) จะเปลี่ยนแปลงอะไรในองค์กร มีวิธีการและขั้นตอนอย่างไร

 

                 สภาพปัจจุบันขององค์กร มีการจ่ายเงินรางวัล  มีการพิจารณาเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน   จะมีปัญหาเรื่องไม่มีเครื่องมือที่ใช้วัดผลงานอย่างเป็นระบบ  ผู้บังคับบัญชาใช้ความรู้สึกในการประเมิน  ไม่มีความยุติธรรม   ระบบอุปถัมภ์   เด็กนาย   นักการเมืองฝาก   ทำให้เกิดการแตกแยก คนตั้งใจทำงานหมดขวัญกำลังใจ  ทำให้ผลงานไม่มีประสิทธิภาพ   วิธีการแก้ไขโดยนำการเปลี่ยนแปลง   เสนอแผนงานการนำระบบประเมินผลการปฏิบัติงานมาใช้  (Performance  Management)

 

ขั้นตอนดำเนินการ

1.      เสนอเรื่องนำระบบประเมินผลการปฎิบัติงานมาใช้  ในการเสนอแผนงานจะสรุปปัญหา  วิธีการ  ข้อดี  ข้อเสีย  ผลกระทบ อย่างไรบ้าง

2.      กำหนดเป้าหมายทิศทาง ว่าบุคลากรทุกคนจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรมทุกคน

3.      จัดทำระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน   อาจเชิญที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์มาร่วมดำเนินการ   กำหนดเป้าหมาย  ตัวชี้วัด   กำหนดเกณฑ์   วิธีการประเมินผลงานร่วมกัน

4.      ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนในองค์ให้รับรู้ว่ามีการนำระบบมาใช้

5.      ทดลองนำระบบประเมินผลการปฏิบัติงานมาใช้กับหน่วยงานนำร่องก่อน  เพื่อทดสอบความน่าเชื่อถือ

6.      ติดตามประเมินผล  ทุกขั้นตอน    หากมีปัญหาอุปสรรค จะต้องปรับปรุงแก้ไข 

7.      ผู้บริหารระดับสูง  กำหนดเป็นนโยบายของหน่วยงานให้ชัดเจน   ประกาศใช้ให้ทุกคนรับรู้อย่างทั่วถึง

 

ผลที่คาดหวัง

-         มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่โปร่งใส  เป็นธรรม  ตรวจสอบได้

-         เพื่อจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม

-         เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาบุคลากร (IDP)

-         เพื่อใช้วางแผน  Sucession  Plan

-         สร้างการเรียนรู้ในองค์การ เพื่อพัฒนาองค์การให้มีประสิทธิภาพ

 

สิ่งที่ต้องการสนับสนุน

-         ผู้บริหารเห็นชอบ และประกาศเป็นนโยบายชัดเจน

-         งบประมาณในการจัดทำระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

-         เทคโนโลยี  ที่ใช้ในการประมวลผลการประเมิน

 

ความถี่ในการติดตามผลกับหัวหน้า

-         ระหว่างที่ระบบ PM ยังไม่เสร็จ จะติดตามทุกเดือน

เพื่อดูว่ามีความคืบหน้า  ปัญหาอุปสรรคอะไร

-         เมื่อนำระบบ PM มาใช้ มีการติดตามทุก 3 เดือน

ประเมินผลงานทุก  6 เดือน

 

ข้อ  2   ศึกษากรณีบริษัทกระดาษไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) และตอบคำถาม

1.      ปัญหาที่เกิดกับหัวหน้างานผลิต  ลูกน้องขาดงานบ่อยมาก

ส่งงานช้า  ท้อแท้เบื่อหน่ายไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน  เนื่องมาจากไม่มีเครื่องมือหรือระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน  ไม่มีข้อตกลงถึงเป้าหมายการปฏิบัติงาน   ประเมินตามความรู้สึกของหัวหน้า    แก้ไขโดยตกลงเป้าหมายและวิธีการประเมินผลอย่างเป็นธรรม   มีการสอนงาน  ให้ความรู้

เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

                2.   ปัญหาการลาออกของพนักงานเพิ่มสูงขึ้น   สาเหตุจากหัวหน้างาน   วิธีการแก้ไขคือส่งหัวหน้างานไปพัฒนาเรื่องภาวะผู้นำ  

หัวหน้าที่ดี ต้องหาวิธีทำให้ลูกน้องทำงานมีผลงานที่ดี   หาวิธีการดึงศักยภาพของพนักงานออกมาให้ได้    ต้องสร้างแรงจูงใจ   สร้างความ

ผูกพันธ์กับองค์กร   คนจะมีผลงานที่ดีได้จะต้องมีความรู้และแจงจูงใจ  

หัวหน้าที่ดีจะต้อง

                 1)   เป็น  Pathfinder  หาทางเดินให้ลูกน้องโดยกำหนดเป้าหมาย  วิธีการร่วมกันอย่างชัดเจน

                2) Aligning   ปรับทิศทางเป้าหมายให้สอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกัน

                3)  Empowerment  กระจายอำนาจการตัดสินใจ

                4)  Role  Model    เป็นแบบอย่างที่ดี

 

               

                ปัญหาในองค์กรจะมีอยู่สองเรื่องคือเรื่องระบบงาน และเรื่องคน  การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาองค์กร  จะต้องเริ่มจากการพัฒนาคนก่อน  

 

กลุ่ม  4  (กลุ่มมะม่วงสุก)

พิพัฒน์    อรรถเอี่ยม

ประเชิญ   คำมี

ศรีปัญญา  วัชนาค

วิไลวรรณ   วิไลเลิศ

รุ้ง            โลนุช

กลุ่มสองของพระคุณเจ้า
IP: xxx.9.184.174
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศาสตราจารย์  ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และทีมงานการกระตุก กระตุ้น กระทุ้งนักศึกษาของท่านอาจารย์ ด้วยลีลา ท่วงท่าและน้ำเสียงตามอัตลักษณ์ เพื่อให้ศิษย์ตื่นที่จะเรียนรู้ทุกเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้นักศึกษา รป.ม.รุ่นที่ 3  หมดสิทธิ์ที่จะง่วง จำต้องบากบั่นขมีขมันขยันขันแข็ง หากไม่รู้สิ่งใดก็ต้องรู้ ไม่เป็นก็ต้องทำให้เป็น!!!  ดั่งปณิธาน ความสำเร็จไม่ได้มาโดยความบังเอิญ แต่ปูลาดหนทางเดินมาด้วยการทำงานหนัก ความเจ็บปวด และคราบน้ำตา หรือ การทำงานหนักไม่เคยทำร้ายใคร แต่มันกลับจะยิ่งทำให้เรานั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น .....คณะศิษย์จึงเคารพ ศรัทธา เทิดทูน และชื่นชมในอุดมการณ์และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูผู้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาและผู้ทรงประสบการณ์อันล้ำค่าของพวกเรา  เช้าวันเสาร์ที่ 27 มกราคมที่ผ่านมานั้น ได้สัมผัสกับบรรยากาศอันอบอวลอึมครึมสืบเนื่องเพราะการจากไปอย่างฉับพลันทันด่วนของ โอ๋ เพื่อนร่วมห้อง ทำให้เพื่อนพ้องน้องพี่ต่างวิพากษ์วิจารณ์รำพึงรำพันพร่ำถึง สุดแสนว้าเหว่ วังเวง และหดหู่ละห้อยหา.........  และทันทีทันใดนั้น บรรยากาศที่แสนเศร้าได้ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เมื่อท่านอาจารย์ได้ย่างกรายเข้ามาทักทายคณะศิษยานุศิษย์ สติสัมปชัญญะได้ปรับตัวตื่นเพื่อพร้อมที่จะเรียนรู้ได้เข้ามาแทนที่ การเรียนรู้ในวันนี้นั้น การมีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับการมีปัญญ  อาจารย์สิ้นสุดการทักทาย/สอบถามสารทุกข์-สุขศิษย์ แล้วให้คณะเพื่อนนักศึกษาทุกคนยืนไว้อาลัยด้วยความสงบแด่เพื่อนผู้จากไป.....สราวุฒิ  นวมทอง... แต่นั้นแล้ว ประเดิมด้วยทฤษฎี 8K’s  เฉพาะเรื่อง ทุนมนุษย์ กับ ทุนทางปัญญา ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร  โดยให้นักศึกษาชี้ชัดความแตกต่างจนเป็นที่พึงพอใจ ซึ่งพอสรุปเป็นแนวได้ว่าทุนมนุษย์และทุนทางปัญญานั้น ล้วนมีแหล่งมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว โรงเรียน สังคม และสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องอิงเอื้อและพรากออกจากกันมิได้ เพราะทั้ง 2 ชนิดนั้นคือหัวใจของการพัฒนาชาติอย่างแท้จริงและได้กล่าวประเด็นหลักในความสำเร็จของ Wall Mart ได้สรุปความสำเร็จ ไว้ 10 ประการ  หากเมื่อประมวลทั้งหมดแล้วจะเห็นว่าการบริหารงานตามแนวทางทั้ง 10 ประการนั้นก็คือ หลักประชาธิปไตย โดยได้พบหลักการมีส่วนร่วมของภาวะผู้นำและผู้ตาม คุณธรรม  ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลของการทำงาน และความโปร่งใส ซึ่งบ้านเราเรียกชื่อกันว่า หลักธรรมาภิบาลช่วงบ่ายมีการเปิดเทป รายการของ ดร.จีระ กับ ดร.ปุระชัย แล้วให้วิเคราะห์ ว่า ดร.จีระ และ ดร.ปุระชัยมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? พบว่าทั้งสองไม่ว่าด้วยชาติวุฒิ วัยวุฒิ และปัญญาวุฒิ ไม่แตกต่างกันนัก แต่ถ้าเปรียบด้านอุปนิสัยการกระตุ้นสังคม เน้นระดับปัจเจก ต้องให้ อ.จีระ  เป็นประเภทดุเดือด  เร้าใจ และท่วงท่าที่ท้าทาย ส่วนอาจารย์ปุระชัยจะเป็นแนวหน่อมแน้มแต่หนักแน่น เรียบๆ เรื่อยๆ เลิศลึกจากจัดระเบียบสังคม   ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านทั้ง 2 ที่เคารพ ย่อมมีเจตประสงค์เดียวกัน นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อให้เป็นไปในสิ่งที่สังคมนั้นต้องการก่อนยุติการเรียนในวันนั้น สัมภาระใหม่ในคราวต่อไปคือการใจจดใจจ่อฟังวิทยุคลื่นความคิด 96.5 MHz ในวันพุธ 31 มกราคม ที่จะถึงนี้ แล้วบันทึกส่ง Blog ว่าที่ฟังนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อการเรียนรู้บ้าง ? ...กรณีดังกล่าวได้ทำให้ข้าพเจ้านั้นที่ไม่เคยฟังวิทยุ  ต้องขวนขวายไปซื้อวิทยุ AM/FM ยี่ห้อธานินทร์ 1 เครื่อง จากตลาดคลองถม ขนาดหิ้วไปหิ้วมาแบบพกพาสะดวก  (เพราะการศึกษาคือการลงทุน)   ทั้งนี้ก็เพื่อการตื่นที่จะเรียนรู้อย่างแท้จริง...   (หาใช่เพื่อ 20 คะแนนแต่ประการใดไม่ ?)……                                             กลุ่ม 21. อรุณ  เฮียงฮม                      2. ธีระชัย  ไชยมะโน     3. กิตติ  เพลินจิตต์4. วรวรรณ  ส่องพลาย          5. ณัฐพร  บุญยะ   6. อรณา  ยี่เข่งหอม    7. กัลย์สุดา  พันธเสน           8.รักษิณา  อิ้วสวัสดิ์    
กลุ่ม 3 ผู้รักการเรียนรู้ รปม. ราชภัฏสวนสุนันทา
IP: xxx.146.246.131
เขียนเมื่อ 
เรียน   ศ.ดร.จีระ / อ.ยม / อ.พจนารถ / อ.ประกาย / อ.ปิยะ / ทีมงาน / เพื่อนกลุ่ม รปม. และเพื่อนๆชาว Blog ทุกคน   จากการเรียนวิชาบริหารทรัพยากรมนุษย์    เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2550  ได้รับความรู้   และประสบการณ์ที่ดีมากมาย อาจารย์จีระ ได้มอบหมายงานโดยการสรุปเนื้อหาที่เรียนในวันเสาร์ให้ส่งทาง Blog ทำให้กลับมาทบทวนว่าเรียนแล้วได้อะไรบ้าง เป็นวิธีการที่ดีมาก ความจริงได้รับความรู้หลายเรื่อง แต่สรุปสาระได้ดังนี้ค่ะทฤษฎี  Motivation      เป็นทฤษฎีที่สำคัญเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ทำงานมีความเต็มใจในการทำงานและมุ่งมั่นเพื่อให้เกิดความสำเร็จของงาน  การชักจูงโน้มน้าวหรือผูกใจให้เพื่อความสำเร็จขององค์กรประกอบด้วย 
  • การมีระบบโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม  และเน้น Pay for Performance  ซึ่งเป็นระบบคุณธรรม และ
    การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในองค์กร
  • การมีโอกาสและความก้าวหน้าในงานและองค์กร
  • การมีส่วนร่วม
  • การทำงานท้าทาย
  • การทำงานเป็นทีม
  • การให้รางวัลพิเศษ
    ทฤษฎีทุน 8 ประการ ใช้เป็นแนวทางการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  มีดังนี้
  • Human Capital  หรือ ทุนมนุษย์ คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี
  •  Intellectual Capital  หรือ ทุนทางปัญญา คือ ความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม บุคคลที่จบปริญญามีทุน (Capital) ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญา       หรือ Intellectual Capital  เสมอไป คนที่มีการศึกษาไม่สูง แต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
  •  Ethical Capital  หรือ ทุนทางจริยธรรม บุคคลที่มีความรู้ดี สติปัญญาดี แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝังให้มีทุนทางจริยธรร
  • Happiness Capital    หรือ     ทุนแห่งความสุข มนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่คนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือสุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
  • Social Capital  หรือ ทุนทางสังคม หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่และบทบาทของตนเองต่อสังคม ซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดยอมรับในสังคม
  • Sustainability Capital หรือ ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแล้วนั้น เราก็จะไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน
  • Digital Capital    หรือ         ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสาร และเทคโนโลยี เป็นโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ จึงจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • Talented Capital  หรือทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ การมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Mindset) ที่ถูกต้องในการทำงาน บุคคลจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
10 Suceess Factors of Sam Walton เพื่อให้เรียนรู้ว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงระดับโลกมีแนวทางการทำงานอย่างไร  โดยสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ที่ประกอบด้วย 10 ปัจจัย คือ

1. การทำงานที่เน้นความสำเร็จขององค์กร

2. เมื่อมีความสำเร็จในองค์กรอย่าเก็บเอาไว้

    แบ่งปันสมาชิกในองค์กรเพื่อให้ทุกคนร่วมกัน

    ภาคภูมิใจในความสำเร็จ เป็นการสร้างขวัญ

    กำลังใจให้มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จต่อไปอีก  

    (Rewards)

3. การมี  Motivation ให้บ้าคลั่งไปสู่ความสำเร็จ

4. การทำงานอย่าเก็บข้อมูลไว้คนเดียว พยายาม 

    ถ่ายทอดข้อมูลให้ชัดเจน

5. ถ้าพนักงานประสบความสำเร็จ ให้แสดงความ

    ชื่นชมต่อความสำเร็จนั้น (Recognition)

6. เมื่องานสำเร็จ มีเวลาฉลองร่วมกันในความ

     สำเร็จ

7. เมื่อมีความสำเร็จสิ่งแรกที่ต้องทำ  คือ ต้อง

    รับฟังความคิดเห็นและเรียนรู้จากเขา  

    (Listen and Learn)

8. การทำงานที่เน้นลูกค้าเสมอ  ต้องแน่ใจว่า

    ลูกค้าได้มากกว่าความพอใจหรือความคาดหวัง

     ที่มีอยู่    

    (Beyond Expectation or Customer Delight)

9. ควบคุมเรื่องค่าใช้จ่าย

    10. สู้กับความเจ็บปวด ชอบการทำงานที่ท้าทาย    ในตอนท้าย  จากการดูเทป VDO เรื่องสังคมการเรียนรู้ของ ท่าน ดร.จีระและท่านปุระชัย   นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต ที่มีแนวความคิดที่เหมือนและต่างกันในหลายๆด้าน  ได้เห็นแนวคิดที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองต่อไป  โดย ท่านปุระชัยมีความคิดเน้นความอบอุ่นของครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญ  ส่วน ดร. จีระ ได้ต่อยอดการเน้นความสำคัญที่ดีของครอบครัวให้กระจายไปสู่สังคม  โดยงานที่ ดร. จีระทำเป็นการเน้นสังคมองค์รวม  แบ่งปันให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสให้ได้มีโอกาสหาความรู้ที่ดีโดย ดร. จีระ ลงมือทำเอง จัดกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ   เป็นเพียงการสรุปเนื้อหาภายในกลุ่ม   3

เท่านั้นค่ะ  ก่อนจบขอเรียนให้ทราบอีกครั้งว่า  การได้เรียนวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับอาจารย์หลายๆ ท่านที่ผ่านมา  ได้รับความรู้เกินความคาดหวังมากค่ะ  สวัสดีค่ะ

รายชื่อสมาชิก กลุ่ม 3 รปม.

(รุ่น 3) ม. ราชภัฏสวนสุนันทา

1. 49038010002 นางสาวนันทพร  สิงห์ตุ่ย

2. 49038010003 นางมยุเรศ เชยปรีชา

3. 49038010007 นางสุภาภรณ์    สุขเกษม

4. 49038010008  นางสาวละอองแก้ว    

    จันทร์เทพ

5. 49038010014 นางสาวพรกมล  สมวงศ์

6. 49038010039 นางเปรมหทัย  

    พึ่งบุญ ณ อยุธยา

7. 49038020007   นางสาวอชิรญา   ผูกมี

กลุ่ม 3 ผู้รักการเรียนรู้ รปม. ราชภัฏสวนสุนันทา
IP: xxx.146.246.131
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ / อ.ยม / อ.พจนารถ / อ.ประกาย / อ.ปิยะ / ทีมงาน / เพื่อนกลุ่ม รปม. และเพื่อนๆชาว Blog ทุกคน จากการเรียนวิชาบริหารทรัพยากรมนุษย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550  ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีมากมาย จากอาจารย์ประกายและอาจารย์ปิยะ ให้ความรู้มากมายในการนำมาใช้กับหน่วยงาน/อง์กร ในชีวิตประจำวัน และได้ให้ paper กรณีศึกษา บริษัท กระดาษไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) ส่งทาง Blog เรื่องการประเมินผลพนักงานคำถาม  1. คุณคิดว่าอะไรเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้างานผลิตคนนี้ และคุณจะหาทางแก้ไขได้อย่างไรบ้าง การแก้ไขปัญหาตามแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวฯก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้   1) ทำอะไร
 2) ทำอย่างไร
 3) ทำเพื่อใคร
 4) ทำแล้วได้อะไร  
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้างานผลิต  คือ  ปัญหาผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นระดับผู้ใต้บังคับบัญชาตกต่ำ  เพราะขาดขวัญกำลังใจในการทำงานที่ดี  อันเนื่องมาจากบริษัทไม่มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพยุติธรรมและไม่มีการสื่อข้อความอย่างถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจให้พนักงานทราบ  โดยมีรายละเอียดของปัญหาของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของบริษัทนี้   คือ  บริษัทไม่มีเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานที่กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน  ไม่มีการนำเป้าหมายงาน  ตัวชี้วัด  และผลการทำงานตามตัวชี้วัด ที่ชัดเจนมาวัดผล    ทำให้หัวหน้างานต่างประเมินผลงานลูกน้องตามแนวทางที่ตนเองเห็นว่าถูกต้องเหมาะสม  เช่น  บางคนประเมินเฉพาะเรื่องการมาทำงานตรงต่อเวลาและการหยุดงาน ของลูกน้อง  บางคนประเมินตามฐานะของลูกน้อง เห็นว่าลูกน้องฐานเงินเดือนต่ำก็ประเมินให้ได้เกรดสูงเพื่อให้ลูกน้องได้เงินเดือนขึ้นสูง  บางคนประเมินความสามารถลูกน้องเพียงด้านเดียว คือ ขายของได้เยอะ ใครขายได้น้อยก็ไม่มีผลงาน   ทำให้ไม่มีมาตรฐานที่เป็นธรรมในการประเมินผลงานของพนักงานทั้งบริษัท1.      ไม่มีการสื่อข้อความหรือสร้างความเข้าใจให้ลูกน้องที่ถูกประเมินทราบว่า ที่ได้รับผลการประเมินนั้นเกิดจากอะไร  ทำให้ลูกน้องเข้าใจว่า หัวหน้าไม่มีความเป็นธรรมทำให้ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ เพราะเห็นว่า ผลงานที่ดีไม่ได้นำไปสู่การตอบแทนที่ดี  นอกจากนี้ ยังทำให้พนักงานไม่มีความภักดีต่อองค์กร  ไม่มุ่งมั่นทำงานเพื่อองค์กร  และพร้อมที่จะลาออกไปทำงานที่อื่น2.      ระบบการประเมินผลการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพนอกจากทำให้ขวัญกำลังใจพนักงานเสีย  ผลงานตกต่ำแล้ว  ยังเป็นการทำลายระบบการทำงานเป็นทีม  ทำให้พนักงานแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันด้วยการหาทางแก้ไขสำหรับเรื่องนี้ คือ ต้องปรับปรุงระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของบริษัทนี้ให้มีประสิทธิภาพ  มีหลักเกณฑ์ชัดเจน  ต้องอบรมหัวหน้างานให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการประเมินผลงาน  และต้องจัดให้เป็นระบบการปรึกษาหารือกันระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง  เพื่อสร้างความไว้วางใจ  สร้างทีมเวอร์ค  และ สร้างความเป็นธรรมภายในบริษัท2.      ขอเสนอแนวทางแก้ไขแก่บริษัท กระดาษไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) คือ1.      บริษัทต้องกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ  เป้าหมายงาน  แผนกลยุทธ์ การทำงานที่ชัดเจน2.      สื่อสารวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายงาน และแผนกลยุทธ์ ให้พนักงานทุกระดับชั้นได้ทราบและเข้าใจ  และมีเป้าหมายการทำงานร่วมกัน3.      นำเป้าหมายงานขององค์กรมากระจายให้ทุกหน่วยงานจัดทำเป็นเป้าหมายหน่วยงาน  และกระจายต่อเป็นเป้าหมายงานของพนักงานแต่ละคน  สื่อสารให้พนักงานทราบเป้าหมายงานที่พนักงานแต่ละคนต้องทำให้สำเร็จ4.      ปรับปรุงระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของบริษัทให้มีประสิทธิภาพ  ออกแบบฟอร์มการประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดการทำงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินผล5.      จัดให้มีการประเมินผลโดยอบรมหัวหน้างานให้เข้าใจระบบการประเมินผลที่ดี  การสื่อข้อความกับลูกน้อง  เพื่อให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่าย  และสร้างความเป็นธรรม6.      บริษัทต้องกำกับดูแลให้การขึ้นเงินเดือน การให้เงินรางวัล การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เป็นไปอย่างยุติธรรม ตามผลการทำงานของพนักงานอย่างแท้จริงทั้งนี้  เมื่อบริษัทกระดาษไทยรุ่ง ฯ มีการจัดการตามรายละเอียดข้างต้น ก็จะทำให้เกิดขวัญและกำลังใจที่ดีแก่พนักงาน  บริษัทจะสามารถรักษาคนดีไว้ได้  คนดีมีกำลังใจในการสร้างผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อัตราการลาออกจะลดลง  ผลประกอบการของบริษัทจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายท้ายที่สุดนี้ การวิเคราะห์ตามกรณีศึกษาในกลุ่ม 3 สามาราถเรียนรู้ และสามารถเสนอแนะวิธีการใช้เครื่องมาวัดพฤติกรรม การกระทำของคนที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างได้อย่างเหมาะสมและเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้ต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมรายชื่อสมาชิก กลุ่ม 3 รปม. (รุ่น 3) ม. ราชภัฏสวนสุนันทา1. 49038010002              นางสาวนันทพร        สิงห์ตุ่ย2. 49038010003              นางมยุเรศ               เชยปรีชา3. 49038010007              นางสุภาภรณ์           สุขเกษม4. 49038010008              นางสาวละอองแก้ว   จันทร์เทพ5. 49038010014              นางสาวพรกมล         สมวงศ์6. 49038010039              นางเปรมหทัย           พึ่งบุญ ณ อยุธยา7. 49038020007              นางสาวอชิรญา        ผูกมี
กลุ่มผู้ก่อการ รปม.
IP: xxx.146.246.131
เขียนเมื่อ 

กลุ่มผู้ก่อการ...ดี เรียน อาจารย์ทุกท่าน และสวัสดีเพื่อน ๆ สมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทุกคน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550 อาจารย์ปิยะได้ตั้งโจทย์ให้พวกเราได้แบ่งกลุ่มระดมพลังสมองคิดการดี และทำการดีร่วมกันว่า     “ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในองค์กร     เ ราจะมีกระบวนการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร”     ทางกลุ่มได้ตอบคำถามของอาจารย์ปิยะ โดยการใช้  ทฤษฏี   2   R       วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สภาพสังคม เทคโนโลยี คู่แข่งขัน ในยุคโลกาภิวัฒน์      ได้ส่งผลให้ทุกองค์กรต้องมีการปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตนเองให้สามารถอยู่รอดได้ในกระแสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและระบบการติดต่อสื่อสารที่มีความรวดเร็ว เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง        และแข่งขันกันตลอดเวลา แม้แต่ในภาคราชการ ก็จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน ไม่ใช่แค่ปฏิบัติงาน  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แต่ต้องทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจสูงสุดด้วย ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย สมบูรณ์ และถูกต้องในการบริหารงานและตัดสินใจดำเนินงานต่าง ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร และเพื่อพัฒนาคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน จึงต้องมีแผนงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารให้มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ แม่นยำ เที่ยงตรง เชื่อถือได้ แผนการดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน มีดังนี้

1. การประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลง การประชุมชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่พนักงานทุกระดับ โดยให้เข้าใจแนวทางและความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน และการจัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงาน

2. การกำหนดวิสัยทัศน์           ตั้งเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับปรุงการปฏิบัติงานร่วมกัน

3. การฝึกอบรมบุคคลเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านสารสนเทศ

โดยกำหนดหลักสูตรดังนี้ คือ

ในระยะแรก จะเป็นการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่พนักงาน

ระยะที่สอง เป็นการฝึกอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน

ระยะที่สามการฝึกอบรมภายหลังการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อดูความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน

ระยะที่สี่ การวางระบบการติดตามและประเมินผลในทุกขั้นตอน จากการบันทึกผล การรายงานผล การสำรวจความพึงพอใจของประชาชน

การเสนอแนวทางแก้ไขในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ผลที่คาดหวังจากแผนงานที่ได้วางไว้ มีดังนี้

1. ลดค่าใช้จ่าย 30 % จากค่าวัสดุสำนักงาน เช่น กระดาษ แฟ้ม และค่าจ้างที่ลดลงจากการลดอัตรากำลังบุคคล

2. การให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนเร็วกว่าเดิม 70 % ลดขั้นตอนการทำงานและประหยัดเวลา

3. ข้อมูลมีความถูกต้อง สมบูรณ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ95

4. บุคลากรได้รับการพัฒนาทักษะด้าน IT และสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน 60 %

สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุน มีดังนี้

1. การยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของทุกคนในทุกขั้นตอน

2. งบประมาณดำเนินการ

3. วิทยากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แผนงานพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อให้บริการประชาชน มีระยะเวลา 2 ปี โดยมีผู้รับผิดชอบ    คือ       ตนเองร่วมทำกับหัวหน้าและหน่วยงานอื่นในบริษัท แผนงานจะสำเร็จได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะ หัวหน้าต้องเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานอื่น ๆ ต้องให้ความร่วมมือ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีทักษะด้าน IT รองรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน แผนงานจึงจะสำเร็จและจัดให้มีการติดตามผลทุก 3 เดือน ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการวางแผนงานเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการขององค์กรภาครัฐ มิได้อยู่ที่แผนงานที่ดีเลิศ แต่มี สาระสำคัญอยู่ที่การแปลงแผนงานไปสู่การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้เป็นองค์กรที่สามารถให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ เที่ยงตรง และเชื่อถือได้ แผนงานที่เลวแต่ได้รับการนำไปปฏิบัติจริงในวันนี้ ย่อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรมากกว่าแผนการทีดีเลิศแต่ไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยที่สุดจะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติตามแผนงานที่เลวในอดีต

 ผู้ร่วมก่อการ

1. นส.สมธนิษฐุ์ มงคลชาติ

2. นส.พรยุพา คัมภีรญาณนนท์

3. นส.อชิรญา ผูกมี

4. นส.นันทพร สิงห์ตุ่ย

5  นส.นลินธร ลือเสรษฐสิทธ์

6. นางเปรมหทัย  พึ่งบุญ ณ อยุธยา

กลุ่มสอง พระคุณเจ้าละผู้ร่วมก๊วน
IP: xxx.24.53.99
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม อาจารย์พจนารถอาจารย์ประกาย อาจารย์ปิยะ  และเพื่อนๆ ชาว blog ทุกคน                      เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2550 เรียนกับอาจารย์ประกาย และอาจารย์ปิยะ ทั้ง 2 ท่านแล้ว รู้สึกเหมือนได้กำไร อาจารย์จะสอนเรื่อง Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง   Change Management  เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำมีวิสัยทัศน์ ที่จะทำให้องค์กร มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนา ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพทั้งภายในองค์กร และสามารถที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่นได้  Change Management  จะกระทบต่อผู้ปฎิบัติงาน และหัวหน้าหรือผู้นำจะต้องมีหน้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึง  Change Management  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาวะผู้นำด้วย            อาจารย์ได้สอนให้ว่าการเป็นหัวหน้าหรือผู้นำต้องรู้จักการบริหารคน ทำให้คนมีผลงาน ใช้ระบบ คุณ นะ ทำ  ต้องสอนให้ลูกน้องทำงาน ใช้คนให้เป็น เพื่อให้มีผลงาน แต่ขณะเดียวกันหัวหน้าหรือผู้นำต้องทำตัวเป็นแบบอย่างด้วย  โดยหัวใจในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่สำคัญคือ Motivation แรงผลักดันที่ขับเคลื่อนให้คนทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก    Individual คนจะทำงานได้ต้องมี  Ability  และมี Motivation การสร้างคนต้องสร้างตัวเองก่อน นอกจากนี้อาจารย์จะสอนถึง             หน้าที่  HR1.เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง2.พัฒนาหัวหน้า ทำตัวอย่างดีๆให้หัวหน้าดู3.พํฒนาเพื่อนร่วมงาน            หัวหน้าที่ดีมี 4 บทบาท 1.ต้องเป็น PATHFINDER เป็นผู้หาทางเดินให้คนอื่น 2.ALIGNING ทำให้ทุกคนไปในแนวทางเดียวกัน 3.ตัองรู้จักกระจายอำนาจ มอบอำนาจในการตัดสินใจ 4.ROLE MODEL เป็นแบบอย่างที่ดี           นอกจาก 4 บทบาทแล้วการทำงานต้องมีระบบและระบบที่นำมาใช้ต้องแน่นอน ได้ผล การทำงานต้องมีการวัดผล หัวหน้าต้องรู้ความต้องการของคน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด จะทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง เห็นพ้องต้องการที่จะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว เมื่อมีการวัดผลงาน จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นได้          สำหรับ case study ที่อาจารย์มอบหมายให้สำหรับกลุ่ม 2กลุ่มพระคุณเจ้ากับผู้ร่วมก๊วน มีการคิดแผนงานดังนี้ แผนงานการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsource)           แผนงานที่จะทำ      1. การกำหนดนโยบายแผนงานการจัดจ้างบุคคลภายนอกให้เป็นนโยบายขององค์กร      2.ปรับพฤติกรรม สร้างความรู้,ความเข้าใจของพนักงานในการมีการจัดจ้างบุคคลภายนอกมาปฏิบัติงาน  ให้เข้าใจว่าการจัดจ้างบุคคลภายนอกมาเพื่อช่วยกันปฎิบัติงาน ไม่ได้มาทำงานแทนพนักงานประจำที่มีอยู่แล้ว แต่มาเพื่อการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร                3.มีการฝึกอบรม outsource เพื่อให้ความรู้ในงานที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละหน่วยงาน และจัดให้ outsource ไปปฎิบัติงานในแต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย       4.ประเมินผลงานของ outsource เป็นรายบุคคลทุกๆ 1 เดือนว่าเมื่อเมื่อมี outsource มาปฏิบัติงาน แต่ละหน่วยงานมีผลงานอย่างไร       ผลที่คาดหวัง    1.ผลงานแต่ละหน่วยงานงานเพิ่มขึ้น  25 %  งานดี รวดเร็วขึ้น        2.งบประมาณค่าใช้จ่ายเงินเดือน,โบนัส ,สวัสดิการพนักงานลดลง 30 %      3. กำไรเพิ่มขึ้น   15 %  (เมื่อลดต้นทุนทำให้ผลประกอบการโดยรวมเพิ่มขึ้น)        กำหนดการแล้วเสร็จ     ระยะเวลาการจัดจ้างบุคคลภายนอก ภายใน 1เดือนหลังจากการกำหนดแผน       สิ่งที่ต้องการสนับสนุน     การยอมรับ outsource ของพนักงานประจำ โดยจะต้องยอมรับถึงผลงาน ของ outsource  ตัว outsource  และแผนการจัดจ้างบุคคลภายนอกว่าเป็นประโยชน์สำหรับองค์กร         หน้าที่/ผู้รับผิดชอบ      พนักงานประจำร่วมกับหัวหน้า แต่จะเน้นบทบาทของหัวหน้าในการประสานระหว่างพนักงานประจำและ outsource ทุกหน่วยงานที่มี outsource  ปฏิบัติงาน      ความถี่ในการติดตามผล      ประเมินผลทุกสิ้นเดือน จนถึงรอบสัญญาจ้าง      อนุมัติ โดย HR         สรุปในองค์กรใดที่มี Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำที่จะมีการนำการเปลี่ยนแปลง  และสามารถที่จะจัดการการเปลียนแปลงนั้นได้ ซึ่งถือเป็นบทบาทของผู้นำที่จะสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้                           ...............................   พระคุณเจ้าและผู้ร่วมก๊วน    1. พระมหาอรุณ  เฮียงฮม   2. พ.ท.ธีรชัย  ไชยมะโน   3. นายกิตติ  เพลินจิตต์   4. น.ส.วรวรรณ  ส่องพลาย   5. นางณัฐพร  บุญยะ   6. นางรักษิณา  อิ้วสวัสดิ์   7. นางกัลย์สุดา  พันธเสน   8.  น.ส.อรณา  ยี่เข่งหอม 
กลุ่มสอง พระคุณเจ้าและเพื่อนร่วมก๊วน รปม.3
IP: xxx.24.53.99
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม อาจารย์พจนารถอาจารย์ประกาย อาจารย์ปิยะ  และเพื่อนๆ ชาว blog ทุกคน                      เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2550 เรียนกับอาจารย์ประกาย และอาจารย์ปิยะ ทั้ง 2 ท่านแล้ว รู้สึกเหมือนได้กำไร อาจารย์จะสอนเรื่อง Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง   Change Management  เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำมีวิสัยทัศน์ ที่จะทำให้องค์กร มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนา ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพทั้งภายในองค์กร และสามารถที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่นได้  Change Management  จะกระทบต่อผู้ปฎิบัติงาน และหัวหน้าหรือผู้นำจะต้องมีหน้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึง  Change Management  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาวะผู้นำด้วย            อาจารย์ได้สอนให้ว่าการเป็นหัวหน้าหรือผู้นำต้องรู้จักการบริหารคน ทำให้คนมีผลงาน ใช้ระบบ คุณ นะ ทำ  ต้องสอนให้ลูกน้องทำงาน ใช้คนให้เป็น เพื่อให้มีผลงาน แต่ขณะเดียวกันหัวหน้าหรือผู้นำต้องทำตัวเป็นแบบอย่างด้วย  โดยหัวใจในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่สำคัญคือ Motivation แรงผลักดันที่ขับเคลื่อนให้คนทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก    Individual คนจะทำงานได้ต้องมี  Ability  และมี Motivation การสร้างคนต้องสร้างตัวเองก่อน นอกจากนี้อาจารย์จะสอนถึง             หน้าที่  HR1.เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง2.พัฒนาหัวหน้า ทำตัวอย่างดีๆให้หัวหน้าดู3.พํฒนาเพื่อนร่วมงาน            หัวหน้าที่ดีมี 4 บทบาท 1.ต้องเป็น PATHFINDER เป็นผู้หาทางเดินให้คนอื่น 2.ALIGNING ทำให้ทุกคนไปในแนวทางเดียวกัน 3.ตัองรู้จักกระจายอำนาจ มอบอำนาจในการตัดสินใจ 4.ROLE MODEL เป็นแบบอย่างที่ดี           นอกจาก 4 บทบาทแล้วการทำงานต้องมีระบบและระบบที่นำมาใช้ต้องแน่นอน ได้ผล การทำงานต้องมีการวัดผล หัวหน้าต้องรู้ความต้องการของคน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด จะทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง เห็นพ้องต้องการที่จะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว เมื่อมีการวัดผลงาน จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นได้          สำหรับ case study ที่อาจารย์มอบหมายให้สำหรับกลุ่ม 2กลุ่มพระคุณเจ้ากับผู้ร่วมก๊วน มีการคิดแผนงานดังนี้ แผนงานการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsource)           แผนงานที่จะทำ      1. การกำหนดนโยบายแผนงานการจัดจ้างบุคคลภายนอกให้เป็นนโยบายขององค์กร      2.ปรับพฤติกรรม สร้างความรู้,ความเข้าใจของพนักงานในการมีการจัดจ้างบุคคลภายนอกมาปฏิบัติงาน  ให้เข้าใจว่าการจัดจ้างบุคคลภายนอกมาเพื่อช่วยกันปฎิบัติงาน ไม่ได้มาทำงานแทนพนักงานประจำที่มีอยู่แล้ว แต่มาเพื่อการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร                3.มีการฝึกอบรม outsource เพื่อให้ความรู้ในงานที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละหน่วยงาน และจัดให้ outsource ไปปฎิบัติงานในแต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย       4.ประเมินผลงานของ outsource เป็นรายบุคคลทุกๆ 1 เดือนว่าเมื่อเมื่อมี outsource มาปฏิบัติงาน แต่ละหน่วยงานมีผลงานอย่างไร       ผลที่คาดหวัง    1.ผลงานแต่ละหน่วยงานงานเพิ่มขึ้น  25 %  งานดี รวดเร็วขึ้น        2.งบประมาณค่าใช้จ่ายเงินเดือน,โบนัส ,สวัสดิการพนักงานลดลง 30 %      3. กำไรเพิ่มขึ้น   15 %  (เมื่อลดต้นทุนทำให้ผลประกอบการโดยรวมเพิ่มขึ้น)        กำหนดการแล้วเสร็จ     ระยะเวลาการจัดจ้างบุคคลภายนอก ภายใน 1เดือนหลังจากการกำหนดแผน       สิ่งที่ต้องการสนับสนุน     การยอมรับ outsource ของพนักงานประจำ โดยจะต้องยอมรับถึงผลงาน ของ outsource  ตัว outsource  และแผนการจัดจ้างบุคคลภายนอกว่าเป็นประโยชน์สำหรับองค์กร         หน้าที่/ผู้รับผิดชอบ      พนักงานประจำร่วมกับหัวหน้า แต่จะเน้นบทบาทของหัวหน้าในการประสานระหว่างพนักงานประจำและ outsource ทุกหน่วยงานที่มี outsource  ปฏิบัติงาน      ความถี่ในการติดตามผล      ประเมินผลทุกสิ้นเดือน จนถึงรอบสัญญาจ้าง      อนุมัติ โดย HR         สรุปในองค์กรใดที่มี Change Management การบริหารการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำที่จะมีการนำการเปลี่ยนแปลง  และสามารถที่จะจัดการการเปลียนแปลงนั้นได้ ซึ่งถือเป็นบทบาทของผู้นำที่จะสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้                           ...............................   พระคุณเจ้าและผู้ร่วมก๊วน    1. พระมหาอรุณ  เฮียงฮม   2. พ.ท.ธีรชัย  ไชยมะโน   3. นายกิตติ  เพลินจิตต์   4. น.ส.วรวรรณ  ส่องพลาย   5. นางณัฐพร  บุญยะ   6. นางรักษิณา  อิ้วสวัสดิ์   7. นางกัลย์สุดา  พันธเสน   8.  น.ส.อรณา  ยี่เข่งหอม
วรวรรณ ส่องพลาย รหัส 49038010035 รปม.3
IP: xxx.24.50.208
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ ดร. จิระ  หงส์ลดารมภ์/อาจารย์ทุกท่าน เพื่อนๆ              วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2550 นี้มีโอกาสได้ฟังอาจารย์จิระ คุยกับคุณ นาตยา  ทางวิทยุคลื่นความคิด 96.5 fm  ถึงเรื่อง สื่อต่างประเทศวิจารณ์ถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึงประเทศไทยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และสร้างสังคม เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ เป็นประเทศเดียวที่ใช้ และเปรียบเทียบระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับระบอบทุนนิยม (ระบอบทักษิโณมิก)ว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่สามารถที่จะแข็งขันกับเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ได้กล่าวว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายๆประเทศ  ทั้งยังเปรียบเทียบว่าทุนนิยมหรือระบอบทักษิโณมิกทำมานาน 5 ปี และได้ผล แต่เศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ทำอะไรเลย             ข้อวิจารณ์ดังกล่าวดิฉันว่าถูกต้องตามที่อาจารย์พูดไว้ว่า เงิน มีอำนาจสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ แต่อยากรู้จังว่าเวลาตายไปเอาไปให้ยมบาลได้รึเปล่า เพื่อจะได้ไม่ต้องลงกระทะทองแดง รู้สึกว่าทักษิณคงยังไม่รู้สึกตัวว่าขาดจริยธรรมขนาดกู่ไม่กลับแล้วละคะ อยากรู้จังว่าอะไรที่จะทำให้สำนึกได้  สำหรับคนที่ไม่รู้คุณของแผ่นดินคนนี้             ชาวต่างประเทศบางคนยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่ได้ทดแทนเศรษฐกิจแต่เป็นปรัชญาที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่อย่างยั่งยืน โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คิดว่าถ้าชาวต่างชาติซึ่งถือตนเป็นปัญญาชน ได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคงจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็น ปรัชญาที่มีแนวคิดคือ            1.สร้างภูมิคุ้มกัน บริหารความเสี่ยง เช่นรู้จักใช้เงินที่ได้มาสำหรับทำอะไร เก็บอย่างไร เพื่อไว้ใช้ในอนาคต หรือเมื่อถึงคราวจำเป็น            2.มีเหตุมีผล จะทำสิ่งใดคิดอย่างรอบคอบ ได้ประโยชน์แต่ต้องไม่เอาเปรียบผู้อื่น            3.เดินสายกลางพอประมาณ รู้กำลังของตนเองที่มีความสามารถระดับไหน ทำให้พอดีไม่มากไม่น้อย            สำหรับปัญหาของทักษิโณมิก            1.ขาดคุณธรรม จริยธรรม  ทักษิณเป็นนายกฯคนเดียวที่มีคดีมากที่สุด อายุเท่าไรนะจึงจะขึ้นศาลหมด เอาผลประโยชน์ให้วงศาคณาญาติคนสนิท ใกล้ชิด แทบทั้งสิ้น มีคอรัปชั่นมากที่สุด เช่น สนามบินสุวรรณภูมิเปิดได้แค่ 3-4 เดือน มีสิ่งต่างๆที่ส่อให้เห็นความไม่โปร่งใส  สารพัดจะทุจริต            2.ทักษิโณมิกได้ผลแค่ระยะสั้น ระยะยาวเกิดปัญหามากมาย ใช้เงินงบประมาณของประเทศเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อประโยชน์ของตนเอง เช่น กองทุนหมู่บ้านทำให้คนไม่เคยมีหลงผิด แทนที่จะสอนว่าควรนำเงินที่ได้ไปทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และครอบครัว ไม่ใช้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ประเทศขยายตัวระยะสั้น แต่เป็นหนี้สาธารณะ ต้องหาเงินมาใช้ไปอีกนาน            3.ทักษิณทำอะไรไม่มองประชาชนอย่างแท้จริง ใช้ประชาชนเป็นแค่ฐานอำนาจ  ประโยชน์กระจุกที่ญาติ โดยการใช้อำนาจไม่ชอบธรรม อาศัยเป็นรัฐบาลคะแนนเสียงมาก แทรกแซงองค์กรต่างๆ          แม้ว่าทักษิณจะมีข้อดีที่คิดเร็ว คิดนอกกรอบ นวัตกรรมเก่ง แต่ถ้าคนเก่ง ไม่เป็นคนดี ไม่มีทุนทางจริยธรรม  ไม่สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ เพราะคนเก่ง ต้องเป็นคนดีด้วย คือต้องมีทั้งทุนทางจริยธรรม และทุนทางปัญญา จึงจะเกิดทุนแห่งความยั่งยืนตามมา         สำหรับประเทศไทยวิธีที่จะแก้ปัญหา  มีคนที่กล้าพูด  และต้องเป็นผู้มีความรู้ นักวิชาการ สื่อต่างๆ ร่วมกัน  ชี้แจงชาวต่างประเทศซึ่งมีระบบความคิดที่ดี จะสามารถเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้                            สาธุ หวังว่าเวรกรรมคงมีจริง  กรรมใดใครก่อก็รับไปนะ                         วรวรรณ  ส่องพลาย รปม.3 รหัส 49038010035
อรณา ยี่เข่งหอม
IP: xxx.107.214.234
เขียนเมื่อ 
กราบสวัสดี ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์  และทีมงาน และเพื่อนๆ  MPA. รุ่น 3  ทุกคน*********วันนี้ อ. จีระ ได้มอบหมายงานให้ฟังรายการวิทยุทางคลื่นโมเดลเรดิโอ  96.5  FM.  เวลา  19.30 น.  ซึ่งเป็นช่วง เวทีความคิดเห็น  โดยออกอากาศทุกวันพุธ มีพิธีกรดำเนินรายการ 2  คน  คือ คุณนาตยา  และ ศ.ดร. จีระ ร่วมสนทนากัน เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ  การเมือง  และสังคมที่ประชาชนในปัจจุบันให้ความสนใจ  ก่อนอื่นดิฉันต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่แค่ได้ฟังรายการวิทยุคลื่นนี้มาก่อน เพราะว่าที่บ้านค้าขายด้วยพอกลับจากทำงานมาก็ต้องช่วยทางบ้านขายของต่อ  จะมีเวลาว่างก็  2  ทุ่มครึ่งไปแล้ว  แต่พอ อ.จีระ  สั่งให้ฟัง  แล้วส่งการบ้านทาง Blog   ดิฉันจึงได้มีโอกาสฟัง   และขอบอกว่ารายการที่ อ.จีระ  จัดได้มีเนื้อหาสาระและประโยชน์ต่อผู้ฟังมากมายจริงๆ และมีความทันสมัยทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะอาจารย์ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันยาวนานมาถ่ายทอดและร่วมให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและสังคมของไทยและยังเสนอแนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ  ที่ได้สนทนาด้วย***********และประเด็นที่ อ.จีระ  และคุณนาตยา  นำมาเสนอในวันนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการที่ต่างประเทศเปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิคของอดีตนายกทักษิณกับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และต่างชาติยังวิจารณ์ว่าระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน  เพราะเป็นยุคโลกาภิวัตน์  เป็นยุคที่ไร้พรมแดนต้องมีการติดต่อกับต่างประเทศ   ซึ่งผิดกับระบบเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิคหรือระบบทุนนิยมของนายกทักษิณที่สามารถนำมาใช้ได้จริงและแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมและพิสูจน์ได้  โดยสรุปได้จากเศรษฐกิจที่ผ่านมาของระบบทักษิณ   ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายจึงทำให้เกิดเป็นประเด็นที่ อ.จีระ และ คุณนาตยา  ต้องนำมาสนทนาเพื่อเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้รับฟังรายการวิทยุได้เกิดความเข้าใจ  และไม่สับสน  ซึ่งประเด็นที่  ศ.ดร.จีระ  ได้พูดถึงก็คือ  ประเด็นที่ชาวต่างชาวพูดเปรียบเทียบพระเจ้าอยู่หัวกับอดีตนายกทักษิณนั้น  จริงๆ  แล้วต่างชาติไม่น่าเอาพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทยไปเปรียบเทียบกับอดีตนายกทักษิณซึ่งเป็นสามัญชนธรรมดา  ซึ่งเป็นอันไม่สมควรอย่างยิ่ง   และประเด็นที่สองคือ  พูดว่าระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง  ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใช้ได้จริง  ซึ่ง  ศ.ดร. จีระ ได้กล่าวแย้งและให้ความคิดเห็นว่า  ระบบเศรษฐกิจแบบพอพียง  นั้นนำมาใช้ได้จริง  เพราะถ้าเรามองย้อนกับไปเมื่อ ปี 2540  ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นฟองสบู่แตก  ถ้าเรานำระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาใช้  คือใช้จ่ายอย่างประหยัด   ไม่ไปกู้ยืมเงินต่างประเทศ  ประเทศไทยก็คงไม่เกิดฟองสบู่แตก   และ ศ.ดร. จีระ  ยังเสริมอีกว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยได้มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมและการเมือง  และท่านยังทรงเป็นนักประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้มากที่สุดอีกด้วยซึ่งยังไม่มีพระมหากษัติรย์องค์ใดทำได้มาก่อน  และในยุคเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน  ศ.ดร.ท่านให้ความคิดว่าระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงน่าจะเหมาะสมกับประเทศมากที่สุด  เพราะที่ประเทศไทยเกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเพราะมัวแต่หลงผิดกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  แบบทักษิณ  คือ บอกจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยการแก้ปัญหาความยากจน  โดยการนำเงินไปให้ประชาชนกู้ยืมในรูปกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งแทนที่จะแก้ปัญหาความยากจนกับทำให้เป็นหนี้มากขึ้น  และจนกว่าเดิม  ซึ่ง ศ.ดร.จีระ  ได้กล่าวว่านโยบายเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิคไม่ได้ทำไปเพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นการทำเพื่อเป็นการหาเสียง  โดยหลอกประชาชนให้เป็นฐานเสียงให้   และกอบโกยหาผลประโยชน์จากการเป็นนายกเพื่อหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองมากกว่าที่จะพัฒนาประเทศ  เช่น  การก่อตั้งสนามบินสุวรรณภูมิ  ซึ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึงปี  แต่กับพบกับปัญหาตามมามากมาย   ซึ่งจะได้ว่าระบบทักษิโนมิคของอดีตนายกทักษิณได้สร้างปัญหากับระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน***********สรุป   ถ้าประเทศไทยยังไม่หันมาเห็นความสำคญกับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  คือ  ใช้จ่ายอย่างประหยัด  กินอยู่อย่างพอเพียง  ไม่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น  เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข  ไม่ไปเดือดร้อนใคร  แต่ถ้าเรายังหลงมัวเมากับความฟุ่มเฟ้อ และหลงใหลวัตถุนิยมแบบระบบทักษิณ  ต่อไปประเทศชาติจะล่มจม  เศรษฐกิจจะต้องต่ำ  ประเทศไทยจะเป็นหนี้ต่างชาติมากขึ้น  ได้ประชาชนชาวไทยได้กับไปคิดดูเอาเองแล้วกันว่าอย่างให้ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบไหน  และใครที่เห็นความสำคัญของประเทศชาติและประชาชนมากกว่ากัน  ถ้าคนไทยมีความคิดก็คงจะคิดได้และไม่หลงเชื่อกับข่าวที่ต่างชาติเผยแพร่ออกไป***********************น.ส.  อรณา  ยี่เข่งหอม  รหัสประจำตัว  49038020002    รปม. รุ่น  3
นางสาวอชิรญา ผูกมี รหัส 49038020007
IP: xxx.19.55.124
เขียนเมื่อ 

เรียน ดร. จิระ  หงส์ลดารมย์  อาจารย์ทุกท่าน  และสวัสดีเพื่อนสมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทุกคน

 

          เมื่อวันพุธที่ 31  มกราคม  2550  เวลา  19.30  น. รายการเวทีความคิด  ได้เริ่มต้นออกอากาศโดยเปิดบทเพลงที่ให้ข้อคิดแก่ผู้ฟังรายการทุกคนว่า ชีวิตของคนเรานั้นมีคนที่รักสักกี่คน  เราได้ทำอะไรเพื่อคนที่เรารักบ้าง  เพราะผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนในรุ่นนี้ ย่อมจะส่งถึงลูกหลานของเราในวันข้างหน้า  อย่างที่ดิฉันได้เปรียบเทียบการมีชีวิตอยู่ของคนในรุ่นหนึ่งกับการเดินทาง ว่ารอยเท้าของเขาเหล่านั้น ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เราบ้าง  การเดินทางตามระบอบทักษิโนมิกและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ทิ้งรอยเท้าทางความคิดและผลของการกระทำอะไรไว้ให้คนในรุ่นต่อไปบ้าง

 

ดร. จิระ  ได้กล่าวถึงระบอบทักษิโนมิก  และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เอาไว้ว่า  ระบอบทักษิโนมิกเป็นระบอบที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม  เพราะ 5 ปีของคุณทักษิณ เกิดข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชั่น  ปัญหาแทรกแซงองค์กรอิสระ  นโยบายประชานิยมของคุณทักษิณเป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ส่งผลดีในระยะสั้น  แต่ในระยะยาวได้ก่อปัญหาไว้มากมาย เช่น นโยบายบัตรเครดิต นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล  ทุกคนเห็นดีที่ได้กู้มาเพื่อบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า  แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่แท้จริง ประชาชนไม่รู้  ต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

 

 ข้อดีของทักษิณ  คือ  คิดนอกรอบ  คิดเร็ว  และทำเป็น  แต่มีระบบการคิดที่มองประชาชนเป็นฐานอำนาจ  ทำอะไรผลประโยชน์ตกกับคนใกล้ชิด  แม้จะพูดถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง  แต่กลับดำเนินนโยบายแบบประชานิยมซึ่งสวนทางกับปรัชญาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง  ที่เน้นความมีเหตุมีผล   การสร้างภูมิคุ้มกัน  และเดินสายกลาง

 

ในทัศนะของดิฉันคิดว่า  โดยหลักการปกครองแล้ว  ผู้นำที่ขาดจริยธรรมขั้นพื้นฐานในการปกครองประเทศ  ไม่ควรได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้บริหารประเทศ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก โดยไม่ต้องเสียภาษีเลย แต่คนยากจนต้องเสียภาษีหมด ชี้ให้เห็นว่าคุณทักษิณขาดความชอบธรรม  คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

 

จากกรณีที่สื่อต่างประเทศวิจารณ์แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ประเทศไทยใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศว่าไม่สามารถแข่งขันกับเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ และยังไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ  ในขณะที่ทุนนิยมและระบอบทักษิโณมิกใช้ได้ผลในระยะเวลา 5 ปี  ดิฉันมองไม่เห็นว่าการพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง และมีเป้าหมายที่กำไรสูงสุดนั้นจะนำพาประเทศไทยให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร เพราะการพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการจับปลาให้ประชาชนกิน  เมื่อไม่สอนให้ประชาชนใช้เบ็ดตกปลา  เขาก็ไม่สามารถพึ่งตนเองได้  คิดไม่เป็น  ต้องคอยพึ่งพาและรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น คนในประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันสู้กับต่างประเทศไม่ได้  ประเทศก็ย่อมไปไม่รอดเช่นกัน  แต่แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทำให้ประเทศอยู่อย่างยั่งยืน  เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยง  ให้คนรู้จักใช้เงิน  มีเหตุมีผล ไม่เอาเปรียบผู้อื่น  และเดินสายกลาง  รู้กำลังของตนเองว่ามีความสามารถระดับไหน ทำให้พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป  

 

นโยบายประชานิยม  เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ  แต่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว  เพราะคนไทยคิดไม่เป็น  แต่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง  จะทำให้เราอยู่ได้ในระบบทุนนิยม  และแม้ว่าขณะนี้ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยจะสู้กับต่างประเทศไม่ได้  แต่ที่เราพอทำได้คือ  การสร้างตัวเองให้เข้มแข็ง  การศึกษาที่สอนให้คนไทยคิดวิเคราะห์เป็น  สร้างสังคมที่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ดำรงชีวิตโดยยึดแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เหล่านี้ต่างหากที่จะช่วยติดอาวุธให้ประชาชนในประเทศอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในโลกทุนนิยม  

และหลังจากที่เราเดินทางมาได้สักระยะหนึ่ง  ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า  การเดินทางตามแนวคิดทักษิโณมิกโดยนโยบายประชานิยม ได้นำประเทศไปสู่การเป็นทาสของอำนาจเงินที่เป็นใหญ่ในโลกทุนนิยม   ที่เงินซื้อความเป็นมนุษย์ได้  แต่การเดินทางตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้สอนให้เราเป็นนายของเงิน  ใช้จ่ายอย่างพอเพียงแต่มีความสุขในชีวิตมากเกินพอเพียง

IP: xxx.120.79.188
เขียนเมื่อ 
กราบสวัสดี ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และทีมงานทุกๆคน เมื่อคืนวันที่ 31 ม.ค. 2550 ได้มีโอกาสฟังคลื่นวิทยุของอาจารย์จีระที่ 96.5 เวลา 19.00 เรื่องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริและระบบทักษิโนมิกนั้น ดิฉันมีข้อคิดเห็นดังนี้ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริมุ่งเน้นให้ประชาชนดำรงตนอยู่ในความพอเพียงไม่ว่าจะเป็นความพอเพียงทางด้านการดำเนินชีวิตเช่น การใช้จ่าย หรือความพอเพียงทางด้านทัศนคติเช่น ไม่ก้าวร้าว พอเพียงที่จะไม่โลภไม่อยากได้ของของคนอื่น ให้ประชาชนดำเนินชีวิตอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ต้องการให้อดอยากหรือตระหนี่ถี่เหนียวแต่ให้รู้จักคิดหรือตรึกตรองก่อนที่จะใช้จ่าย ทำให้ต่างชาติอาจมองว่าไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากไม่เกื้อกูลต่อระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ต้องการให้มีการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการแข่งขันทางภาคการผลิต ส่วนระบบทักษิโนมิกสนับสนุนเศรษฐกิจแบบรากหญ้าเพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่ปลายเหตุเนื่องจากเป็นการแจกเงินเพื่อให้ ประชาชนมีเงินโดยไม่รู้จักคุณค่าของเงิน นำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย จะเห็นได้ว่าระบบทักษิโนมิกนำระบบแสวงหากำไรแบบบริษัทมาใช้กับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตแบบแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจเหมือนกับบริษัทเอกชน ปัญหาของทักษิโนมิก         ระบบประชานิยมทำให้ประชาชนพึงพอใจต่อผู้นำอะไรที่สร้างความสุขให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็วก็จะทำ เช่น กองทุนหมู่บ้านให้ประชาชนกู้ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการใช้เงินเมื่อผู้นำเป็นที่พึงพอใจของประชาชนก็จะได้รับการเลือกหรือดำรงสมาชิกภาพความเป็นผู้นำเหมือนกับเลี้ยงหรือซื้อใจประชาชนด้วยเงิน ประชาชนจะไม่เห็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือแม้เห็นก็จะไม่รู้สึกยินดียินร้ายหรือเดือดร้อน

 

พระมหาอรุณ เฮียงฮม
IP: xxx.9.185.215
เขียนเมื่อ 

เจริญพร  ศาสตราจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และคณะ

ความมุ่งหวังอันเกิดจากการเรียนรู้ ก็คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนค่านิยมหรือทัศนคติเดิมๆ ที่เชื่อกันอย่างเชื่องๆ สืบมา เช่น คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด มีเงินเขาเรียกน้อง มีทองเขาเรียกพี่ ทำอย่างไรก็ได้ขอให้รวยแล้วทุกอย่างจะไปได้ดี ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก เป็นต้น   ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ได้เซาะแซะแทรกซึมในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะทุกวันนี้ผู้ใหญ่ปลูกฝังพร่ำสอนเด็กให้รู้จักแต่รักษาทรัพย์สินและชื่อเกียรติวงศ์ตระกูล  แต่ละเลยเกียรติภูมิแห่งปัญญา (วัตถุมันมีค่าเกินกว่าความดีของคน???ล่ะหรือ..)

 

ดังนั้น หากคนรุ่นปัจจุบันนึกถึงแต่ตัวเอง เอาแต่บริโภคและใช้ทรัพยากรของโลกจนเสื่อมโทรม โดยไม่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง ไม่รู้ว่าลูกหลานของเราจะต้องได้รับผลกระทบที่ลำบากแสนสาหัสเพียงใดในอนาคต

เวลา 19.30 น. เสียงวิทยุธานินทร์  ได้ดังขึ้นกึกก้อง(จากกุฏิอย่างผิดปกติ) ที่คลื่น F.M. 96.5 MHz  การอดทนและรอคอย คลื่นเวทีความคิด ได้สิ้นสุดลงเมื่อเสียงดนตรีแบบเย็นๆ ต่อด้วยเสียงเพลง คนที่เรารัก  จับใจความได้ว่า ชีวิตหนึ่งชีวิต เรามีคนที่เรารักอยู่รอบตัวมากน้อยแค่ไหน  เราอยากจะให้คนที่เรารักนั้น มีความคิดต่อเส้นทางชีวิตที่เขาได้กำลังดำเนินนั้นดำรงอยู่อย่างไร ? ถ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนที่เรารักอยู่ในวัยเด็ก อีกเป็นเวลาหลายปี เราจะสร้างประเทศนี้เอาไว้ให้เขาอยู่ต่อไปอย่างไร ?   หรือเราจะสร้างเส้นทางนี้อย่างไร ?เอาไว้สำหรับคนที่เรารักนั้น  เสียงดีเจสาว ออกนามว่า นาตยา  แวววีรพุทธ อย่างชัดเจน พร้อมกับแนะนำอาจารย์ จีระ  หงส์ลดารมภ์  ได้มาร่วมพูดคุย

 

ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง  ในวันนั้น อ.จีระได้โป๊ะเช๊ะระบบทักษิโณมิกส์มีข้อดีทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความเจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว  และผู้นำประเทศที่มีคุณสมบัติที่คิดนอกกรอบ  คิดเร็ว  ทำเร็ว    แต่ขาดจริยธรรมและคุณธรรม  ซึ่งการจะเป็นคนเก่งอย่างสมบูรณ์นั้น ต้องเป็นคนดีด้วย (มีเงินแต่ไม่กล้าใช้ จะว่าไปก็ยากจน  มีเกียรติ หากประพฤติต่ำช้า จะว่าไปก็ไร้เกียรติ)  ปัญหาจากนโยบายประชานิยมนั้นนับว่า ดีในระยะสั้น  แต่มีปัญหาระยะยาวคือค่านิยมที่รอคอยโชควาสนา ไม่มีความความขวนขวายในกิจกรรมของชีวิต ซึ่งในอนาคตจะทำให้สังคมไทยล่มสลายจากอันตรายที่ไม่ได้มองประชาชนว่ารับประโยชน์ แต่อยู่ที่พวกพ้องวงศาคณาญาติ   และมองประชาชนเป็นแค่ฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ  หรือเป็นเหยื่ออำนาจทางการเมือง  (ลัทธิฉวยโอกาส)

อาจารย์จีระ ได้ชี้ให้เห็นว่านโยบายประชานิยมของระบบทักษิโณมิกส์กับเศรษฐกิจพอเพียงสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถไปด้วยกันได้ เพราะหลักการประชานิยม คือทุน  สะสม  โลภ  ฟุ่มเฟือย  เบียดเบียน  และเห็นแก่ตัว ส่วนหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรินั้น คือ 1.การสร้างภูมิคุ้มกัน  2.การมีเหตุมีผล    3.การเดินสายกลาง แบบพอประมาณ (สมดุล   = พอตัว พออยู่ พออาศัย         พอกิน พอใช้ พอได้หรือ     พอมี พอเก็บ แต่พอมือ   พอใจ ไม่แย่งยื้อ คือรู้พอ)  ซึ่งหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมีการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าสื่อสารมวลชนนั้นให้คุณค่าและความสำคัญเพียงใดในการนำเสนอ

 

ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาความยากจนนั้น อาจารย์จีระย้ำว่าความยากจนกับมนุษย์นั้นเป็นของคู่กัน ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาตลอดเวลาของชีวิตมนุษย์  แต่ทั้งนี้สังคมไทยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขามีอยู่ แต่กลับถูกนักการเมืองเอารัดเอาเปรียบโดยการได้และใช้อำนาจทางการเมือง แล้วมาสร้างฐานธุรกิจให้กับพวกพ้อง พี่น้องและเครือญาติ    ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทย จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เพราะการให้สิ่งมีคุณค่า คือการให้ปัญญาแก่คนที่เรารัก     

 

ชีวิตคือการเรียนรู้ โป๊ะเช๊ะอันยิ่งใหญ่ของศาสตราจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ก็คือสร้างสัมพันธ์ทางสังคมด้วยการสู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา และชนะด้วยความรู้ บนฐานของคำว่า จงเป็นคนดี และ ยืนอยู่บนความถูกต้อง  ดังนั้น คณะนักศึกษา รป.ม. รุ่น 3 จึงชื่อว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาส่วนหนึ่งที่แยกภาค(อวตารจากอาจารย์)  เพื่อจะไปโอบอุ้ม สร้างสรรค์สังคมสืบต่อๆไป ขออำนวยพร.......

***พระมหาอรุณ  เฮียงฮม*** 
 
พระมหาอรุณ เฮียงฮม
IP: xxx.9.185.215
เขียนเมื่อ 

เจริญพร  ศาสตราจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และคณะ

       ความมุ่งหวังอันเกิดจากการเรียนรู้ ก็คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนค่านิยมหรือทัศนคติเดิมๆ ที่ เชื่อกันอย่างเชื่องๆ สืบกันมา เช่น คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด มีเงินเขาเรียกน้อง มีทองเขาเรียกพี่ ทำอย่างไรก็ได้ขอให้รวยแล้วทุกอย่างจะไปได้ดี ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก เป็นต้น   ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ได้เซาะแซะแทรกซึมในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะทุกวันนี้ผู้ใหญ่ปลูกฝังพร่ำสอนเด็กให้รู้จักแต่รักษาทรัพย์สินและชื่อเกียรติวงศ์ตระกูล  แต่ละเลยเกียรติภูมิแห่งปัญญา (วัตถุมันมีค่าเกินกว่าความดีของคน???ล่ะหรือ..)

      

            ดังนั้น หากคนรุ่นปัจจุบันนึกถึงแต่ตัวเอง เอาแต่บริโภคและใช้ทรัพยากรของโลกจนเสื่อมโทรม โดยไม่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง ไม่รู้ว่าลูกหลานของเราจะต้องได้รับผลกระทบที่ลำบากแสนสาหัสเพียงใดในอนาคต

          เวลา 19.30 น. ของค่ำวันพุธที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา เสียงวิทยุธานินทร์  ได้ดังขึ้นกึกก้อง(จากกุฏิอย่างผิดปกติ) ที่คลื่น F.M. 96.5 MHz  การอดทนและรอคอย คลื่นเวทีความคิด ได้สิ้นสุดลงเมื่อเสียงดนตรีแบบเย็นๆ ต่อด้วยเสียงเพลง คนที่เรารัก  จับใจความได้ว่า ชีวิตหนึ่งชีวิต เรามีคนที่เรารักอยู่รอบตัวมากน้อยแค่ไหน  เราอยากจะให้คนที่เรารักนั้น มีความคิดต่อเส้นทางชีวิตที่เขาได้กำลังดำเนินนั้นดำรงอยู่อย่างไร ? ถ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนที่เรารักอยู่ในวัยเด็ก อีกเป็นเวลาหลายปี เราจะสร้างประเทศนี้เอาไว้ให้เขาอยู่ต่อไปอย่างไร ?   หรือเราจะสร้างเส้นทางนี้อย่างไร ?เอาไว้สำหรับคนที่เรารักนั้น  เสียงดีเจสาว ออกนามว่า นาตยา  แวววีรพุทธ อย่างชัดเจน พร้อมกับแนะนำอาจารย์ จีระ  หงส์ลดารมภ์  ได้มาร่วมพูดคุย

           ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง  ในวันนั้น อ.จีระได้โป๊ะเช๊ะระบบทักษิโณมิกส์มีข้อดีทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความเจริญเติบโต ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว  และเป็นผู้นำประเทศที่มีคุณสมบัติที่คิดนอกกรอบ  คิดเร็ว  ทำเร็ว    แต่ขาดจริยธรรมและคุณธรรม  ซึ่งการจะเป็นคนเก่งอย่างสมบูรณ์นั้น ต้องเป็นคนดีด้วย (มีเงินแต่ไม่กล้าใช้ จะว่าไปก็ยากจน  มีเกียรติ หากประพฤติต่ำช้า จะว่าไปก็ไร้เกียรติ)  ปัญหาจากนโยบายประชานิยมนั้นนับว่า ดีในระยะสั้น  แต่มีปัญหาระยะยาวคือค่านิยมที่รอคอยโชควาสนา ไม่มีความความขวนขวายในกิจกรรมของชีวิต ซึ่งในอนาคตจะทำให้สังคมไทยล่มสลายจากอันตรายที่ไม่ได้มองประชาชนว่ารับประโยชน์ แต่อยู่ที่พวกพ้องวงศาคณาญาติ   และมองประชาชนเป็นแค่ฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ  หรือเป็นเหยื่ออำนาจทางการเมือง  (ลัทธิฉวยโอกาส)

             อาจารย์จีระ ได้ชี้ให้เห็นว่านโยบายประชานิยมของระบบทักษิโณมิกส์กับเศรษฐกิจพอเพียงสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถไปด้วยกันได้ เพราะหลักการประชานิยม คือทุน  สะสม  โลภ  ฟุ่มเฟือย  เบียดเบียน  และเห็นแก่ตัว ส่วนหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรินั้น คือ 1.การสร้างภูมิคุ้มกัน  2.การมีเหตุมีผล    3.การเดินสายกลาง แบบพอประมาณ (สมดุล   = พอตัว พออยู่ พออาศัย    พอกิน พอใช้ พอได้หรือ     พอมี พอเก็บ แต่พอมือ   พอใจ ไม่แย่งยื้อ คือรู้พอ)  ซึ่งหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมีการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าสื่อสารมวลชนนั้นให้คุณค่าและความสำคัญเพียงใดในการนำเสนอ

         ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาความยากจนนั้น อาจารย์จีระย้ำว่าความยากจนกับมนุษย์นั้นเป็นของคู่กัน ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาตลอดเวลาของชีวิตมนุษย์  แต่ทั้งนี้สังคมไทยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขามีอยู่ แต่กลับถูกนักการเมืองเอารัดเอาเปรียบโดยการได้และใช้อำนาจทางการเมือง แล้วมาสร้างฐานธุรกิจให้กับพวกพ้อง พี่น้องและเครือญาติ    ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทย จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เพราะการให้สิ่งมีคุณค่า คือการให้ปัญญาแก่คนที่เรารัก     

     “ชีวิตคือการเรียนรู้ โป๊ะเช๊ะอันยิ่งใหญ่ของศาสตราจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ก็คือสร้างสัมพันธ์ทางสังคมด้วยการสู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา และชนะด้วยความรู้ บนฐานของคำว่า จงเป็นคนดี และ ยืนอยู่บนความถูกต้อง  ดังนั้น คณะนักศึกษา รป.ม. รุ่น 3 จึงชื่อว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาส่วนหนึ่งที่แยกภาค(อวตารจากอาจารย์)  เพื่อจะไปโอบอุ้ม สร้างสรรค์สังคมสืบต่อๆไป ขออำนวยพร....

   *พระมหาอรุณ  เฮียงฮม*

นุชรี อรรถีโภค รปม.3 รหัส 49038010001
IP: xxx.151.46.130
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมย์ และอาจารย์ทุกๆท่าน  อาจารย์ได้แนะแนวทางในการหาความรู้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง คือ ฟังรายการในวันพุธที่ 31 ม.ค.50 เวลา 19.30 คลื่น FM 96.5 ซึ่งเป็นเวทีความคิดดำเนินการโดย ศ.ดร.จีระ และ คุณนาตยา  เริ่มต้นรายการด้วยการเปิด
เพลงคนที่เรารัก ในเนื้อเพลงจะพูดถึงชีวิตเราล้วนมีคนรักอยู่รอบตัวเราอยากให้คนที่เรารักมีความคิดต่อเส้นทางชีวิตอย่างไร เราจะสร้างประเทศให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสยืนอยู่บนโลกใบนี้อย่างไร
ประเด็นที่สำคัญในการสนทนาก็คือ สร้างเส้นทางสังคมและเศรษฐกิจพอเพียง เปรียบเทียบกับระบบทักษิโนมิก ทักษิณกระตุ้นคนไทยให้มีความคาดหวังสูง จุดอ่อนของทักษิโนมิกคือไม่มีความเข้าใจในปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือเศรษฐกิจพอเพียงไม่รู้จักคำว่า พอ  ระบบทักษิโนมิกดีในช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น ปัญหาของทักษิโนมิกคือทำโดยขาดคุณธรรม จริยธรรม มีคดีคอรัปชั่นมากรวมทั้งคนใกล้ชิด รมต.ที่เกียวข้องด้วย ในความเป็นจริงแล้วคนเก่งต้องมีความดีอยู่ด้วย เวลาทำอะไรไม่มองประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริงเพราะทำไปแล้วผลประโยชน์ตกอยู่ที่ญาติๆประโยชน์ตกอยู่กับคนใกล้ชิด ข้อดีของทักษิโนมิกคือ คิดเร็วทำเร็วทำแล้วให้ประชาชนมองเห็นได้ ตอนนี้กระแสของเศรษฐกิจพอเพียงกำลังนำเปรียบเทียบกับระบบทักษิโนมิกเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับได้ แต่ก็ควรจะนำข้อดีของทั้งสองระบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและประเทศชาติ อย่างเช่น เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตครอบครัวความเป็นอยู่ในแต่ละครอบครัวก็อาจจะนำข้อดีของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาใช้ ส่วนทักษิโนมิกก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ แต่ไม่มีความยั่งยืนทำให้ประชาชนตกเป็นทาสของเงินอย่างเดียวเลือกผู้นำประเทศที่ใช้เงินเป็นอำนาจ ประเทศจะยั่งยืนอยู่ได้ก็ด้วยความรักสามัคคีของคนภายในชาติร่วมมือร่วมใจกัน มีจริยธรรมในตนเอง มีจิตสำนึกของความเป็นคนอย่าให้อำนาจเงินซื้อทุกอย่างได้
เปรมหทัย พึ่งบุญ ณ อยุธยา
IP: xxx.1.2.45
เขียนเมื่อ 
เรียน  . ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  คณะอาจารย์ทุกท่าน  และชาว Blog MPA 3 ทุกคน           ตามที่ท่านอาจารย์จีระได้แนะนำให้นักศึกษาฟังรายการวิทยุ  รายการเวทีความคิด  สถานีวิทยุ FM 96.5  วันพุธที่ 31 มกราคม เวลา 19.30-20.30 .  ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์ ศ. ดร. จีระ  โดย คุณนาตยา แวววีระคุปต์  โดยหัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องร้อนๆ (Hot Issue) ซึ่งกำลังกล่าวขวัญกัน   กรณีอดีตนายกฯ ไปให้ข้อมูลผิดๆ กับสื่อต่างประเทศและโจมตีนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง    และสื่อต่างประเทศได้ออกบทวิจารณ์ว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงสู้ระบบทักษิโณมิกไม่ได้  และระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยถดถอย    ข่าวนี้ได้สร้างความไม่พอใจแก่คนไทยทั้งชาติ   ในประเด็นดังกล่าว  ท่านอาจารย์จีระได้ให้ความกระจ่างว่า    ความจริงแล้วหลักการระบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบทุนนิยมไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร  ระบบเศรษฐกิจพอเพียงปรับรูปแบบเพื่อให้เข้ากับฐานะและสังคมวัฒนธรรมของคนไทย เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและบริหารความเสี่ยง (Risk Management) จากการใช้จ่ายเกินตัวอย่างไม่มีหลักการ   แต่ระบบทักษิโณมิกเป็นการดัดแปลงระบบทุนนิยมเช่นกัน  แต่ทำเพื่อประโยชน์ของตัวผู้นำและพวกพ้อง  มีการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยใช้ฐานประชาชนบังหน้า  โดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชน  แต่จริงๆ แล้วเป็นการทำเพื่อตนเอง   ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกกับตนเอง พวกพ้อง และวงศาคณาญาติ   ถ้าระบบทักษิโณมิกดีจริงรัฐบาลชุดที่แล้วคงไม่ต้องถูกรัฐประหาร และอดีตนายกฯ คงไม่ต้องพบกับการฟ้องร้องมากมายเหมือนที่เห็นกันในปัจจุบัน     ท่านอาจารย์จีระได้ชี้เห็นปัญหาของระบบทักษิโณมิก  3 ด้าน คือ   1. เป็นการบริหารเศรษฐกิจที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม คนเราเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นคนดีด้วย    2.  โครงการต่างๆ ของระบบนี้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน  โครงการลดหนี้เกษตรกร ฯลฯ เป็นการทำที่ให้ผลดีระยะสั้นแต่ไม่เป็นการลงทุนที่ดีในระยะยาว และยังสร้างปัญหาทำให้คนหวังแต่รอคอยคนช่วย แทนที่จะพยายามช่วยตัวเองก่อน      3.  ผู้นำไม่จริงใจในการช่วยประชาชน  แต่ใช้ประชาชนเป็นฐานอำนาจเพื่อหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง    นอกจากนี้ ดร.จีระได้ชี้ให้เห็นว่า   ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสมกับประเทศไทย และได้มีการนำเสนอให้ต่างประเทศรับรู้แล้ว  เช่น จากการเดินทางไปประเทศในแถบเอเชียร่วมกับ ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ก็ได้มีการนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปพูดเผยแพร่ให้ต่างชาติเห็นประโยชน์  ซึ่งมีผลตอบรับคือได้รับการยอมรับและเข้าใจเป็นอย่างดี  หรือ อดีตเลขาธิการ UN โคฟี อานัน ก็เข้าใจดีในหลักการระบบเศรษฐกิจพอเพียง   ขณะเดียวกัน ระบบทักษิโณมิกเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย เพราะคนไทยยังมีปัญหาความยากจนที่เป็นเรื่องเรื้อรังและทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข  รัฐบาลยังต้องแก้ไขเรื่องการศึกษา เพื่อให้คนไทยคิดเป็น  กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ทุ่มเงินทำเรื่องต่างๆ อย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแล้วมาแอบอ้างว่า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว  ถ้ารัฐบาลชุดเก่ายังอยู่ในอำนาจเศรษฐกิจของไทยต้องเสียหายมากกว่านี้อีกแน่นอน    นอกจากนี้  ดร. จีระยังได้เรียกร้องให้นักวิชาการและสื่อต่างๆ ของไทย ช่วยกันนำเสนอและสร้างความเข้าใจในเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้นกว่านี้  สำหรับดิฉันเห็นด้วยกับความเห็นของท่านอาจารย์จีระอย่างมากๆ  ระบบทักษิโณมิกเป็นการใช้เงินอย่างผิดๆ ทำให้เกิดหนี้เสียซ่อนอยู่ในโครงการและหน่วยงานต่างๆ ถึง 1.5 แสนล้านบาท    และยังไม่สนับสนุนเรื่องการสร้างคนให้ยั่งยืน    แต่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อหวังผลระยะสั้น หาประโยชน์ให้ตนเอง    จงใจปล่อยให้คนไทยขาดการศึกษาที่ดีต่อไป เพื่อจะได้หลอกใช้เป็นฐานอำนาจให้ตนเอง   คนไทยจึงควรจะต้องตื่นตัวมากกว่านี้  ทุกคนต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งนักวิชาการ  หน่วยงานราชการ ต้องทำงานโดยเห็นกับประโยชน์ของประชาชนและของชาติเป็นหลัก  และประชาชนทุกคนในประเทศมีความเชื่อมั่นและดำเนินชีวิตตามแนวทางระบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะช่วยปัญหาของประเทศชาติที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถคลี่คลายลงได้  ส่วนใครที่ไม่รักชาติไทย ถ้าเห็นชาติไหนดีกว่า ก็ให้เขาอาศัยอยู่ในชาตินั้นต่อไป    รายการวิทยุ 96.5 นี้ทำให้ดิฉันเห็นว่า  ปัจจุบันรายการวิทยุไม่ได้เชยอย่างที่เราคิด  ถ้ามีการติดตามฟังอย่างสม่ำเสมอก็จะได้ข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์มีเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง  และเป็นสื่อที่ไม่ต้องลงทุนมากเลย   (ท่านมหาอรุณเดินไปตลาดคลองถมสักครู่เดียวก็มีวิทยุธานินทร์ติดมือกลับมาแล้ว)    ข้อมูลบางอย่างจากวิทยุยังไม่ปรากฏในสื่ออื่นๆ  ดังนั้น การฟังวิทยุในสถานีที่ดีๆ ก็จะช่วยเปิดวิสัยทัศน์ของเราได้มาก  แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คนต่างจังหวัดไม่สามารถรับคลื่นวิทยุได้เหมือนคนในกรุงเทพ  จึงทำให้ขาดข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น  รัฐบาลจึงควรมีหน่วยงานที่เข้ามาปรับปรุงเรื่องการให้ความรู้การสื่อสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนต่างจังหวัดโดยผ่านสื่อวิทยุให้มากขึ้น    จึงขอเรียนเสนอความเห็นมาเพียงเท่านี้    ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระที่แนะนำค่ะ     ด้วยความเคารพ    เปรมหทัย พึ่งบุญ ณ อยุธยา  รหัส 49038010039
กลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์
IP: xxx.121.171.22
เขียนเมื่อ 
เสนอ ท่านอาจารย์ ปิยะ งาน วันอาทิตย์ 28  มกราคม  2550ข้อที่ 1.  ตอบ   ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้างานการผลิต ข้าพเจ้าคิดว่าขาดการปฎิสัมพันธ์ที่ดี  หัวหน้างานอาจไม่เข้าใจถึงปัญหาในการปฏิบัติงาน  หรือลองสำรวจตัวเองว่าการติดต่อสื่อสารกับลูกน้องนั้นทำให้สร้างทัศนคติกับลูกน้องในด้านบวก หรือลบ  ตนเองมีทัศนคติ ( attitude ) กับลูกน้องคนนี้อย่างไร   เคยที่จะหาเรื่องชมมากกว่าเรื่องติหรือไม่  บรรยากาศในการทำงานของหน่วยงาน เป็น  negative  หรือ   positive  หากคิดดูแล้วการที่หัวหน้าประเมินผลการทำงาน เกรด  C  มันทำให้ลูกน้องหมดกำลังใจในการทำงาน  หรือ  ขาดแรงจูงใจ ( motivation )  บุคลากรในองค์กรต่างต้องการความก้าวหน้าทุกคน หากถูกประเมินผลที่ตำเกินไป โดยที่  ตนเองยังถามคำถามว่าทำไม  ย่อมไม่พอใจและรู้สึกว่าความตั้งใจในการทำงานไม่ได้ มีผลตอบแทนที่ดีกับเขาเลย          การแก้ปัญหา   อย่างแรกหัวหน้างานต้องสร้างบรรยากาศในการทำงานที่พนักงานพึงพอใจ   และเป็นหัวหน้างานที่หมั่นให้กำล้งใจลูกน้อง  เริ่มตั้งแต่ตัวของหัวหน้าเอง   การที่ลูกน้องคนนี้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบและทำงานรอบคอบ  โดยเห็นได้จากการที่ลูกน้องคนนี้ส่งงานตรงตามเวลา  และทำงานได้ถูกต้องไม่ผิดพลาดเลย ก็ถือเป็นข้อดีควรได้รับคำชมเชย แต่ก็มีข้อเสียที่ ขาดการเรียนรู้และพัฒนา  ขาดความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ  ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้โดยการ เรียกลูกน้องมาอธิบายให้เขาเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น   หากยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขที่ดีขึ้น  ก็ควรเริ่มที่จะให้กำลังใจก่อนคำตำหนิ  แล้วเริ่มทำ  Coaching   แบบดังต่อไปนี้             1.    Coaching  For Managomg Performance Problems   คือการสอนงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้งรัง หรือที่ไม่พึ่งประสงค์กับงาน  หรือ พฤติกรรมการทำงานที่มีผลกระทบต่อคุณภาพ  และประสิทธิภาพงาน             โดยเริ่มต้นจากการสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องต้องการพัฒนาแก้ไขปัญหาของตนเอง  และยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  ลองพุดคุยหารือกับลูกน้องว่าอะไรที่เราสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้  ลองให้เขาแก้ปัญหาหรือตัดสินใจด้วยตัวเองในบ้างเรื่อง  มอบหมายงานให้เขารู้จักคิดและพัฒนาตนเอง  ค่อยๆเริ่มต้นเมื่อเขาทำดีก็ชื่นชมหรือทำพลาดก็ให้กำลังใจ  ผมคิดว่าคนเราหากได้รับแรงจูงใจที่ดี  เขาสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง         แล้วก่อนมีการประเมินผลหัวหน้างานควรได้พูดคุยกับลูกน้อง ก่อนว่าอะไรที่ควรแก้ไข  ปรับปรุงและอย่าประเมินจนต่ำเกินไป เพราะจะทำให้ขาดกำลังใจ  และแรงจูงใจในการทำงานข้อที่ 2. ศึกษากรณีบริษัทกระดาษไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) และตอบคำถามตอบ  1.  ปัญหาที่เกิดลูกน้องขาดงานบ่อย ส่งงานช้าและผิดพลาด เกิดการท้อแท้เบื่อหน่ายในงาน ขาดแรงจูงใจในการทำงาน เนื่องมาจากขาดแรงจูงใจในการทำงาน และระบบการประเมินผลงานที่มีประสิทธิภาพ ขาดการทำงานที่เป็นทีมไม่มีการวางข้อตกลงและเป้าหมายของการปฏิบัติงานร่วมกัน ส่วนการประเมินผลงานของลูกน้องหัวหน้างานทำตามความรู้สึกของหัวหน้างานเอง โดยขาดการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  วิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นคือกำหนดข้อตกลงและเป้าหมายร่วมถึงวิธีการประเมินผลงานอย่างเป็นธรรมรวมกัน มีการสอนงาน ให้ความรู้แก่พนักงานใหม่ จัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาพนักงานเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน  ว่าจะเกิดการเจริญก้าวหน้าในงาน2. ปัญหาการลาออกของพนักงาน  สาเหตุเกิดจากหัวหน้างาน วิธีการแก้ไขคือส่งหัวหน้างานไปอบรมพัฒนาในเรื่องภาวะผู้นำที่ดีควรเป็นเช่นไร 1. ต้องหาวิธีสร้างแรงจูงใจทำให้ลูกน้องทำงานและมีผลงานที่ดี  2. หาวิธีการหรือกระบวนการดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้  3. สร้างความผูกพันธ์และความจงรักภักดีต่อองค์กรให้เกิดขึ้นในลูกน้อง  โดยหัวหน้าที่ดีจะต้องทำได้ดังนี้1) หาทางเดินให้ลูกน้องโดยกำหนดเป้าหมาย และวิธีการร่วมงานกันอย่างชัดเจน2) ปรับทิศทางเป้าหมายในการทำงานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน3) ทำการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ ให้แก่ลูกน้องบ้าง4) เป็นแบบอย่างที่ดีหรอต้นแบบในเรื่องของการทำงาน  สมาชิกในกลุ่ม ผู้ร่วมอุดมการณ์ 
  1. ร.ท.ปริญญา  รื่นเสือ
  2. ส.ท.ต่อตระกูล  ศรีลาภา
  3. นายสรศักดิ์  ขันติสมบูรณ์
  4. นายธนู  พุกชาญค้า
  5. นายนัฐพงษ์  นิลศิริ
  6. นายกิตติศักดิ์  ดวงแก้ว
  7. นายจิรพัฒน์  ศรีจั่น
  8. นายภานุพงษ์  พิศรูป
            
นันทพร สิงห์ตุ่ย รหัส 49038010002 MPA รุ่น 3 ม.สวนสุนันทา
IP: xxx.146.246.131
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์จีระ  หงส์ลดารมย์ / อ. ยม / อาจารย์ทุกท่าน / ทีมงาน / เพื่อนสมาชิกชาว Blog ทุกคน สิ่งที่ท่าน อ.จีระ มอบหมายให้นักศึกษา รปม.ไปหาความเป็นจริงภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์คือการติดตามข่าวสาร การเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเพื่อการใฝ่รู้ในรายการเวทีความคิด  เวลา 19.30 น.

วันพุธที่ 31  มกราคม  คลื่น F.M. 96.5 MHz โดยกล่าวถึงเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สอนคนจะต้องมีการใฝ่รู้ มีคุณธรรม มีจริยธรรม ซึ่งเป็นบทบาทของผู้นำที่สังคมต้องการเป็นแบบอย่างในวันนี้ มีเหตุมีผลเชิงวิทยาศาสตร์ มีความสุขแบบยั่งยืน . เน้นภูมิคุ้มกันตามสภาพชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันที่เกิดจากการเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทำให้ประเทศอยู่อย่างยั่งยืน  ช่วยสร้างภูมิคุ้ม และมีชีวิตความอยู่รอดอาศัยทางสายกลางอยู่อย่างพอเพียง

ส่วนประเด็นที่กล่าวว่าระบบทักษิโณมิกส์ ที่นายกทักษิณนำมาใช้เพื่อเรียกคะแนนนิยม เพียงแต่นำแนวคิดของอดีตประธานาธิบดี Franklin D.Roosevelt ของสหรัฐอเมริกามาใช้เท่านั้นเอง คำว่า "คิดใหม่ ทำใหม่" นั้น แม้จะฟังดึงดูดใจสักเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงคำขวัญที่แปรให้เป็นความจริงทางเศรษฐกิจไปไม่ได้เป็นช่องทางของปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ความขัดแย้งทั้งภาคราชการและภาคเอกชนทั่วไปมีมากมาย ซึ่งก็ยังไม่มีข้อยุติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสังคมขาดคุณธรรม ขาดจริยรรม เกิดการทุจริต เช่น กรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ  โดยใช้เสียงข้างมากในรัฐบาลเก่า ปัญหาคุกคามด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในคำกล่าวที่ว่า "สิ่งที่เกินจริงย่อมอยู่ได้ไม่นาน" คงจะได้พิสูจน์ตัวตนอีกครั้งหนึ่ง ในอีกไม่ช้าไม่นาน

นางสาวนันทพร สิงห์ตุ่ย   MPA. รุ่น 3  

ม. ราชภัฏสวนสุนันทา  49038010002

               

 

 

 

 

 

 

 

 
พ.ท.ธีรชัย ไชยมะโน
IP: xxx.24.208.142
เขียนเมื่อ 
เรียนท่านอาจารย์  จีระ    หงษ์ลดารมภ์   ที่เคารพ  จากการเรียนเมื่อวันเสาร์ที่  27  ม.ค.50  ท่านอาจารย์กรุณาให้ผมสรุปแนวคิดที่ได้ในรายการ  เวทีความคิด     ซึ่งออกอากาศในวันพุธที่  31  ม.ค.50   ทางสถานีวิทยุ  96.5  MHz.  ดังนี้   รายการเวทีความคิด  ออกอากาศสดกับคุณนาฏยา ฯ  เริ่มต้นด้วยการนำเพลง คนที่เรารัก  มานำเสนอเข้ารายการ  โดยมีความมุ่งหมายที่จะสื่อชวนให้คิดถึงชีวิตเราที่มีคนที่เรารักกี่คน  แล้วเขาเหล่านั้นมีความคิดอย่างไรกับการดำเนินชีวิตต่อไป  เด็ก  ๆ ที่กำลังเจริญเติบโตในสังคมจะดำเนินอย่างไร  เราจะสร้างเส้นทางสังคมเพื่อรองรับชีวิตที่กำลังเติบโตอย่างไร    อันนี้เป็นคำถามที่น่าคิดครับ  เพราะปัจจุบันสังคมเรากำลังสับสนว่า  จะเอาวัตถุนิยมหรือพอเพียงกันแน่   มันดีทั้งสองแนวคิดครับ   แต่ฐานความคิดแตกต่างกัน  อันหนึ่งเน้นเงิน  วัตถุ  ยิ่งรวยยิ่งดี  ยิ่งมีอำนาจ   แต่อีกอันเน้น ความสุขที่พอประมาณดำเนินทางสายกลาง  คงเป็นคำถามให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคิดเป็นการบ้านต่อ     คุณนาฏยา  เอ่ยถึงสื่อต่างประเทศที่เปรียบเทียบระบบทักษิโณมิก  กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่สามารถพิสูจน์ว่าได้ผลอย่างแท้จริง       ทำให้ท่านอาจารย์ ต้องรีบอธิบายว่าอาจเป็นเพราะต่างประเทศไม่เข้าใจปรัชญานี้พอ    หรือเป็นเพราะอำนาจเงินที่อดีตนายกทักษิณ  ยังมีอำนาจ   จึงสามารถชี้นำสื่อต่างประเทศได้     สื่อถูกครอบงำโดยอำนาจเงินของบริษัทที่หวังผลตอบแทน ท่านอาจารย์เปรียบเทียบระบบทักษิโณมิกว่ามีข้อเสีย  3   ข้อ กล่าวคือ 1. ขาดคุณธรรม   จริยธรรม  ทำให้เกิดปัญหาคอรัปชั่น  2.ระบบบริหารในระยะสั้นส่งผลดี  แต่ในระยะยาวมีปัญหา  ไม่ยั่งยืน  3.ระบบทักษิโณมิก ไม่ได้มองประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริง  เป็นเพียงฐานอำนาจทางการเมืองเท่านั้น  สำหรับปรัชญาพอเพียงตามแนวพระราชดำริ  อาจารย์ให้เหตุผลโต้แย้งว่า   มีหลายประเทศในเอเชีย  มาขอ MODEL  เป็นตัวอย่างเช่น  จีน  เวียตนาม   หรือแม้แต่พม่าเอง  สาระสำคัญที่พระเจ้าอยู่หัว  ทรงอธิบายคือ  1. การสร้างภูมิคุ้มกัน  2.การมีเหตุผล  3.การเดินทางสายกลาง     ความจริงเศรษฐกิจพอเพียง  เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแบ่งปันทรัพยากรทุนนิยมให้เท่า ๆ กัน    ไม่ใช่ผลประโยชน์กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มบุคคลในครอบครัว  เหมือนระบบทักษิโณมิก      มีข้อสังเกตข้อหนึ่งคือ เหตุใด  จึงเกิดประเด็นนี้ขึ้นมา        สถานการณ์อย่างนี้ในยุคที่อดีตนายกทักษิณ  หมดอำนาจ  และไม่มีบทบาททางการเมืองในประเทศ   อาจเป็นสิ่งบอกเหตุบางอย่างว่า  ทักษิณยังมีบทบาทในสายตาของต่างประเทศอยู่  หรือพูดง่าย ๆ คือ  ต่างประเทศยังให้การยอมรับอดีตนายกท่านนี้อยู่  และคาดหวังว่าในอนาคตคงจะได้ผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างแน่นอน   สำหรับคนที่มาจะแก้ต่างในหัวข้อประเด็นร้อนนี้   น่าจะเป็นนักวิชาการ  หรือบุคคลที่ยอมรับจากสังคม  เช่น   ดร.ธันวา  จาก ม.เกษตรศาสตร์  หรือ  หมอประเวส  วะสี  หรือ  ดร.สุเมธ    จาก  กปร.   มากกว่าคนของ  คมช.  เพราะจะทำให้ภาพพจน์ดูดีกว่า     ท่านอาจารย์ชวนให้คิดถึงปัญหาของคนไทย  คือ  คนไทยคิดไม่เป็น    วิเคราะห์ไม่เป็น    ไม่แยกผลประโยชน์ออกจากนโยบาย    ความจริงระบบทักษิโณมิก  ก็คือ นโยบายที่อดีตนายกทักษิณนำเงินงบประมาณมาให้คนจนอย่างต่อเนื่อง   เช่น โครงการ  กองทุนหมู่บ้าน  โครงการ SML    โครงการโคล้านตัว  หรือ 30  บาท รักษาทุกโรค  เป็นโครงการที่ดี   แต่สอนให้คนไทยรอที่จะได้รับอย่างเดียว    ไม่กระตือรือร้น    ไม่ขนขวายจะคิดดัดแปลงวิธีการหารายได้    ข้าราชการส่วนใหญ่ทำงานเฉื่อยชา  ไม่มุ่งประโยชน์ไปที่ประชาชนอย่างแท้จริง  อย่างนี้ต่อให้นำเงินมาหมดประเทศไทย  ก็ไม่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่าประเทศไทยมีเกษตรกรรมเป็นพื้นฐาน  ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ  เศรษฐกิจแบบพอเพียง  คือมีพออยู่  พอกิน  หากผลผลิตเหลือก็สามารถจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้  ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น    สามารถพึ่งตนเองได้ที่สำคัญคือ ความยั่งยืน   พระองค์ท่านมิได้คาดหวังเรื่องผลกำไร    แต่ยึดหลักความคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน   มีความหนึ่งในพระบรมราโชวาท  ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้          ....... พอเพียงนี้หมายความว่า  มีกินมีอยู่  ไม่ฟุ่มเฟือย  ไม่หรูหราก็ได้  แต่ว่า  พอ    แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย  แต่ถ้าทำให้มีความสุข  ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ  สมควรที่จะปฏิบัติ ......               สรุป  กระผมยังเชื่อว่าแนวทางตามพระราชดำริ  เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาที่เหมาะสมกับประเทศไทย   การพัฒนาประเทศที่ยืนอยู่บนความสมดุลและยั่งยืน    จะต้องอาศัย   ความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวัง  ในขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างหลักพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีจิตสำนึกในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์  สุจริต  มีสติ  สามารถเผชิญชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์   หรือยุคโลกของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้  พร้อมกับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าผาสุกทั่วกันอย่างแท้จริง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับขนานนามชาวโลกว่า  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา  ก็เนื่องมาจากพระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่ยากไร้และด้อยโอกาสทั่วทุกภูมิภาคทรงสดับตรับฟังปัญหาทุกข์ยากของประชาราฎร์และทรงมีพระเมตตา   พระราชทานแนวทางการดำรงชีพ  เพื่อให้ประชาชนของพระองค์สามารถพึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน  เมื่อเป็นเช่นนี้  ต้นแบบการศึกษาและพัฒนาที่แท้จริง ก็คือ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  นั่นเอง    ...................(การมีเงินมาก  ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขมากเสมอไป     ดูอย่างคนบางคนสิ  ยังไม่มีแผ่นดินอยู่เลย  สมัยนี้เวรกรรมติดจรวดนะ)   พ.ท.ธีรชัย     ไชยมะโน   49038010028    รปม.3
นายจิรพัฒน์ ศรีจั่น รปม.03 รหัส 49038020013 เมื่อ 31/01/2007
IP: xxx.121.171.22
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์         เมื่อคืนของวันที่ 31 มกราคม 2550 เวลา 19.00 น. ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเปิดวิทยุคลื่น 96.5 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและระบบทักษิโนมิกของทักษิณ ระบบทักษิโนมิกเป็นระบบที่กระตุ้นคนไทยให้มีการคาดหวังสูงใช้จ่ายเงินอย่างเต็มที่และเกินตัว แก้ไขปัญญาหาที่ปลายเหตุเห็นได้จากการมีโครงการนำเงินมาแจกชาวบ้านอย่างที่บอกกันว่า มาให้ปลากับชาวบ้านแต่ไม่รู้จักสอนให้ชาวบ้านจับปลา ระบบทักษิโนมิก คือ คิดเร็ว ทำเร็ว ประชาชนเห็นภาพลักษณ์ในการทำงานของรัฐบาลชัดเจน ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจระบบเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น เศรษฐกิจพอเพียงคือ มีกิน มีใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่เดือดร้อนต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง เราควรนำข้อดีของระบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบทักษิโนมิกดึงเอาข้อดีของแต่ละระบบออกมาประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัวเรา คนไทยต่อไปก็จะไม่เดือดร้อนและประเทศชาติก็จะยั่งยืนด้วย
สมธนิษฐ์ มงคลชาติ
IP: xxx.7.158.168
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์จีระฯ

                เมื่อวันอาทิตย์ที่  28  มค.ที่ผ่านมานี้ อาจารย์ปิยะฯ  ได้มอบโจทก์ให้วิเคาะห์ปัญหาใน บ.กระดาษไทยรุ่ง ว่าบริษัทนี้ประสบปัญหาอะไร  และมีแนวแก้ไขอย่างไร  จึงขอออกไอเดียในการคิดอย่างเป็นระบบตามที่อาจารย์ได้สอนมาดังนี้คือ  ใคร  อะไร  ที่ไหน  อย่างไร 

                บริษัทนี้ผลิดกระดาษสาเพื่อการส่งออก  มียอดขายสูงมาโดยตลอด  แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีฐานะทางด้านการเงินเป็นอย่างงดี     แต่มียอดพนักงานลาออกจากงานสูงขึ้นเรื่อยๆ   และเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในบริษัท สาเหตุเกิดจาก                การพิจารณาผลงานของพนักงานเพื่อปรับเงินเดือนและโบนัสไม่เป็นธรรม     เพราะบริษัทให้ประเมินผลงานเป็นเกรด   โดยให้ผู้บริหารแต่ละหน่วยเป็นผู้เสนอมา   หากเห็นว่าพนักงานคนใดทำงานดีก็ให้เกรดเอ   รองลงมา เกรดบี  และต่ำสุดคือเกรดซี   แล้วบริษัทฯจะพิจารณาตามที่เสนอมานั้น     สร้างความไม่พอใจให้แก่พนักงาน เพราะการวัดผลงานไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นแต่เพียงนามธรรม  หากผู้บริหารรักใครชอบใครก็สามารถเขียนเกรดให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องดูผลงานที่ทำจริง   ประกอบกับผู้บริหารรายงานไม่ตรงกับข้อเท็จจริง   ทำให้บริษัทพิจารณาโดยไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง  ผลออกมาทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่พนักงาน   ทำให้พนักงานหมดกำลังใจ  ท้อแท้  เกิดความเบื่อหน่าย   ทำให้ตัดสินใจลาออก   ปัญหาที่ตามมาคือบริษัทประสบปัญหาการขาดกำลังคน  อันจะทำให้บริษัทประสบปัญหายอดผลิตได้ในอนาคต แนวทางการแก้ไข                ประชุมหารือกับผู้บริหารเพื่อหาวิธีการประเมินผลงานของพนักงานให้ทุกฝ่ายยอมรับ  และส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นว่าควรจะทำอย่างไร   เพื่อให้การประเมินผลงานของบริษัทเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย   และประกาศให้พนักงานทราบทั่วกันถึงวิธีการดังกล่าว   พร้อมกับการเร่งสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงพนักงานเก่าผูกพันกับบริษัท   ส่งผลให้ยอดการผลิตสูงขึ้น กลุ่ม 1  พระธวัชชัย  ละครคิด, นส.พรยุพา  คัมภีรญาณนนท์, นส.สมธนิษฐ์  มงคลชาติ, นส.ศุลีพร  ม้าไว, ร.ต.อ.สุรเชรษฐ์  ยุ่นสมาน, นส.สกัลวลี  กลิ่นนุช, นายประเวช  ลิกขะไชย, นส.นลินธร  ลือเสรษฐสิทธิ์  
IP: xxx.113.37.12
เขียนเมื่อ 
ธนู  พุกชาญค้า   รหัสนักศึกษา  49038010010  MPA / 3กระผมขอส่งงาน อ. จีระ ครับ การสรุปประเด็นที่ฟัง คลื่น  96.5  ที่อาจารย์ได้สนทนากับคุณนาตยาในเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ ระบบทักษิโณมิค ของรัฐบาลทักษิณ  หรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  อาจารย์กล่าวว่าสื่อต่างประเทศวิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็นแค่กรอบแนวทางในการดำเนินชิวิตของคนไทย   เป็นรากฐานของประเทศเท่านั้นไม่สามรถแข่งขันกับต่างประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์ได้  ซึ่งต่างกับ ระบบทักษิโณมิค ซี่งสามารถมองเห็นผลเป็นรูปธรรมได้  มองเห็นได้ว่าสื่อได้มองเพียงกรอบแคบๆ ไม่เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบที่สามารถพัฒนาไปอย่างยั่งยืน และสร้างให้คนรู้จักที่จะคิดอย่างเป็นระบบ  ต่างชาติมองว่า ปัจจุบัน โลกต่างแข่งขันด้วยทุนนิยม ประเทศต้องแข่งขันกันทางภาคเศรษฐกิจ ต้องกระตุ้นให้คนเกิดการใช้จ่าย  เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ  เป็นมุมมองของประเทศต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าระบบทุนนิยมไม่ยั่งยืนการดำเนินเศรษกิจแบบนั้นทำให้เราต้องเดินตามกระแสโลกซึ่งบางประเทศก็ทำได้ หรือบางประเทศก็ไม่สามารถทำได้จึงต้องกลายเป็นประเทศด้อยฟัฒนาไป                        หากเรารู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราจะเห็นแนวทาง 3  ประการ  1.       สร้างภูมิคุ้มกัน และบริหารความเสี่ยง  คือ  การรู้จักตนเอง การทำบํญชีครัวเรือน แบ่งรายได้ รายจ่ายอย่างเหมาะสม และรู้จักเก็บออม เพื่อยามจำเป็น2.       มีเหตุมีผล   การคิดอย่างรอบคอบไตร่ตรอง  หาความสมควรที่จะปฎิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติ  เพื่อไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น3.       การเดินสายกลาง   ตามรอยของพระพุทธเจ้า คือการรู้จักพอดี  พอประมาณ อย่าทำเกินตัวทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและพอประมาณให้เกิดความสุข ส่วนระบบทักษิโณมิค  การมองยุทธศาสตร์ทุนนิยมแบบ กล้าคิด  กล้าทำ และ รวดเร็ว  ข้อดีของระบบนี้คือการช่วยเหลือ สังคมรากหญ้า สร้าง Infrastucture  ให้แก่สังคมรากหญ้าของประเทศ เช่น การทำ  30 บาท รักษาทุกโลก , กองทุนหมู่บ้าน  เป็นต้น ทำให้ได้รับประชานิยม  แต่ระบบนี้มีข้อเสียหลายประเด็นทั้งเกิดจากนโยบายที่ผิดพลาด , นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ที่จะดึง อำนาจเสียงของประชาชน มุ่งได้อำนาจทางการเมือง  คุณทักษิณพลาดในความหลงตัวเอง จากคะแนนเสียงที่ได้มาอย่างท้วมท้น ทำให้ไม่รับฟังความคิดเห็น ของคนอื่น  , การที่ไม่โปร่งใสในการดำเนินการต่างๆของรัฐบาล โดยนักการเมือง ซึ่งเห็นได้จากโครงการใหญ่ๆ  เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ  เป็นต้น  รวมถึงการดำเนินธรุกิจของตนเอง ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศ  การใช้อำนาจรัฐบาลแทรกแซงสื่อ และนโยบายการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เห็นผลได้ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น        สรุปได้ว่า     หากเราต้องการพัฒนาประเทศก็ควรมองถึงความยั่งยืนและความผาสุขของประชาชนทุกคน  การใช้เศรษกิจพอเพียง ทำให้เราคิดอย่างรอบคอบรู้จักไตร่ตรอง และพัฒนาอย่างยั่งยืน  อย่างลืมว่าการวัดค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือ GDP ไม่ได้ทำไห้ประชาชนทุกคนอยู่ดีกินดี แต่การที่ประชนชนทุกคนเข้าใจคำว่าพอเพียงต่างหากที่จะทำให้เขาอยู่ดีกินดี  และมีความสุขจากสิ่งที่ตนมีอยู่                                                                                                                        ขอบคุณครับ                                                                                                                   ด้วยความเคารพ                                                                                                              ธนู    พุกชาญค้า  MPA / 3
รักษิณา อิ้วสวัสดิ์
IP: xxx.246.196.4
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์ยมค่ะ เสาร์ที่ผ่านมาอาจารย์จีระได้แนะนำวิธีการเรียนจากการฟังวิทยุเพิ่มเติมจากในห้องเรียน โดยฟังรายการเวทีความคิดจากคลื่น FM 96.5 เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเวลา 19.30-80.30 ได้ฟังคุณนาตยาเปิดเพลงก่อนเริ่มรายการ คือเพลงคนที่เรารัก ก่อนที่จะเปิดคำถามว่าเราจะสร้างเส้นทางในสังคมนี้ได้อย่างไร ทั้งเปิดประเด็นกับอาจารย์จีระเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงเมื่อเปรียบเทียบกับทุนนิยม ซึ่งอาจารย์จีระก็กล่าวว่ากำลังวิตกในเรื่องที่คนต่างชาติเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปเปรียบเทียบกับทักษิโณมิคส์ว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้น ซึ่งมันไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ทักษิโณมิคส์นั้นมีข้อดี ในเรื่องอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในทางเศรษฐกิจ แต่มีจุดอ่อนคือฝรั่งไม่เข้าใจวปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัว ว่าไปขัดแย้งกันทุนนิยม ซึ่งอาจารย์ขยายความต่อว่าทุนนิยมนั้นขาดจริยธรรม สร้างปัญหาเยอะซึ่งดูได้จากทำไมนายกคนนี้มีคดีมาก มนุษย์เก่งแล้วต้องเป็นคนดี ตรงกับทฤษฎีใน 8 k ทุนนิยมนั้นอาจารย์กล่าวว่า ระยะสั้นดี เช่น กองทุนหมู่บ้าน มีการนำเงินไปลงทุนเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าดูผลในระยะยาว ชาวบ้านได้แต่แบมือขอ ซึ่งจริง ๆ แล้วอยากได้อะไรต้องลงทุน มิฉะนั้นจะทำให้เสียนิสัยเพราะได้อะไรมาง่าย ๆ ไม่ยั่งยืน  (ไม่มีทฤษฎีแห่งความยั่งยืน) นายกทักษิณนั้นได้รับความนิยมจากคนที่ได้ผลประโยชน์ แต่ไม่ได้มองว่าประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่มองเป็นทรัพยากรมนุษย์ ประโยชน์อยู่ที่วงศาคณาญาติ โดยใช้ประชาชนเป็นฐานอำนาจ เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า ไม่จริงใจกับประชาชน       สื่อต่างชาติเปรียบเทียบทักษิโณมิคส์นั้น เพราะว่า 5 ปีทำสำเร็จมีการพิสูจน์มาแล้ว แต่เศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ได้พิสูจน์ยังไม่ได้รับการยอมรับนอกจากประเทศไทย ที่เป็นเช่นนี้ฝรั่งไม่เข้าใจ ว่า เพราะสังคมปัจจุบันเป็นสังคมขับเคลื่อนด้วยเงิน ไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกัน ดูได้จากถ้าใช้เศรษฐกิจพอเพียงก่อนปี 2540 จะไม่เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก มีการเดินสายกลางพอประมาณ เช่นการกู้เงินจากธนาคารต้องรู้ว่าสามารถบริหารหนี้ได้ถึงจะกู้เงิน ปัญหาของคนไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ คิดไม่เป็น อาจารย์กล่าวว่า การแก้ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาในชั่วชีวิตคน คือจะให้คนจนหายไปจากประเทศเป็นไปไม่ได้ เราจะต้องนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ซึ่ง เป็นปรัชญา ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิคส์ ในอดีตที่ผ่านมาไม่เปิดให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วม ซึ่งต่อไปจะต้องให้นักวิชาการเป็นตัวแทนในการพูดบ้าง คมช.ต้องขอความเห็นนักวิชาการทุกสาชา ต้องมีกระบอกเสียง เช่น สื่อ การออกรายการวิทยุ โทรทัศน์ เพราะบางครั้งนักวิชาการพูดอย่างเดียวก็ไม่น้ำหนัก       จากที่ฟังรายการจนจบจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือ พออยู่พอกิน มีความสุขพอประมาณในการดำเนินการสายกลาง ส่วนทักษิโณมิคส์เป็นเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มุ่งประโยชน์ไปที่ประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีความยั่งยืน
กิตติ เพลินจิตต์ รปม.3
IP: xxx.151.42.138
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมย์ ตามที่ท่านอาจารย์จีระได้แนะนำให้นักศึกษาฟังรายการวิทยุ  รายการเวทีความคิด  สถานีวิทยุ FM 96.5  วันพุธที่ 31 มกราคม เวลา 19.30-20.30 ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์ . ดร. จีระ  โดย คุณนาตยา แวววีระคุปต์ ที่คุณนาฏยา  เอ่ยถึงสื่อต่างประเทศที่เปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจในระบอบทักษิโณมิกส์  กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่สามารถพิสูจน์ว่าได้ผลอย่างแท้จริง       ทำให้ท่านอาจารย์ ต้องรีบอธิบายว่าอาจเป็นเพราะต่างประเทศไม่เข้าใจปรัชญานี้พอ    หรือเป็นเพราะอำนาจเงินที่อดีตนายกทักษิณ  ยังมีอำนาจ   จึงสามารถชี้นำสื่อต่างประเทศได้     สื่อถูกครอบงำโดยอำนาจเงินของบริษัทที่หวังผลตอบแทน สื่อถูกครอบงำโดยอำนาจเงินของบริษัทที่หวังผลตอบแทน ท่านอาจารย์เปรียบเทียบระบบทักษิโณมิกส์ ว่ามีข้อเสีย  3   ข้อ กล่าวคือ 1. ขาดคุณธรรม   จริยธรรม  ทำให้เกิดปัญหาคอรัปชั่น  2.ระบบบริหารในระยะสั้นส่งผลดี  แต่ในระยะยาวมีปัญหา  ไม่ยั่งยืน  3.ระบบทักษิโณมิกส์ ไม่ได้มองประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริง  เป็นเพียงฐานอำนาจทางการเมืองเท่านั้น   แต่แนวทางตามพระราชดำริ  เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาที่เหมาะสมกับประเทศไทย   การพัฒนาประเทศที่ยืนอยู่บนความสมดุลและยั่งยืน    จะต้องอาศัย   ความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวัง  พร้อมกับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าผาสุกทั่วกันอย่างแท้จริง นายกิตติ  เพลินจิตต์    รปม.3  รหัส  49038020004    [email protected]
พรกมล สมวงศ์ MPA 3 รหัส 49038010014
IP: xxx.181.146.162
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  อาจารย์ทุกท่าน และคณะทีมงาน  รวมทั้งชาว Blog ทุกคนค่ะ          จากการเรียนเมื่อวันเสาร์ ที่ 27 มกราคม 2550  อาจารย์แนะนำให้นักศึกษาฟังรายการวิทยุ ที่จะออกอากาศในคืนวันพุธที่ 31 มกราคม  ในรายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5  เวลา 19.30 20.30 น. เป็นรายการที่คุณนาตยา  แวววีระคุปต์ สัมภาษณ์สด ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ในหัวข้อ กรณีอดีตนายก ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศและโจมตีเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาลไทย แล้วให้นักศึกษาสรุปส่งอาจารย์ทาง Blog ว่าจากการรับฟังคำสัมภาษณ์ของอาจารย์แล้ว นักศึกษามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง  จากการที่ได้รับฟังคำสัมภาษณ์ของอาจารย์ และจากความคิดเห็นโดยส่วนตัว ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่อดีตนายกให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศวิจารณ์แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยที่ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศว่าสู้ระบบทักษิโณมิกไม่ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่พัฒนาและแข่งขันกับต่างประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ได้ และระบบเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ  ในขณะที่ระบบทุนนิยมและระบอบทักษิโณมิกใช้ได้ผลกับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะเวลา 5 ปี ที่ได้บริหารประเทศมา ซึ่งผลจากการให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนก็ทราบว่าระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นขวัญและกำลังใจของคนไทยมาก ๆ  ซึ่งจากประเด็นนี้ ศ.ดร.จีระได้ให้ตอบคำสัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้วหลักการของระเบบเศรษฐกิจพอเพียงกับระบบทุนนิยมของระบบทักษิโณมิกไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไร เพราะระบบเศรษฐกิจพอเพียงปรับรูปแบบการบริหารเพื่อให้เข้ากับฐานะความเป็นอยู่และสังคมวัฒนธรรมของไทยเพื่อที่จะได้มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตรงกันข้ามกับระบบทักษิโณมิกได้ดัดแปลงระบบทุนนิยมบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง วงศาคณาญาติ  และพวกพ้อง แต่เอาประชาชนมาบังหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้วระบอบทักษิโณมิกเป็นระบอบที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม 5 ปีที่ได้บริหารประเทศ เกิดปัญหาขึ้นมากมายทั้งเรื่องปัญหาการคอรัปชั่น การแทรกแซงองค์กรอิสระ  นโยบายประชานิยม ซึ่งได้เป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่น เรื่องกองทุนหมู่บ้าน โครงการหมู่บ้านเอื้ออาทร บัตรเครดิต เอสเอ็มแอล  เป็นต้น  ถ้าประชาชนเห็นว่าการบริหารประเทศในระบอบทักษิโณมิกสามารถบริหารประเทศอย่างมีความยุติธรรมและโปร่งใสก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นในประเทศไทย และผู้นำประเทศคงไม่ถูกฟ้องร้องทั้งเรื่องซุกหุ้น กรณีขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก โดยไม่ต้องเสียภาษี  จนเกิดปัญหาเข้าประเทศไม่ได้ จากกรณีนี้ได้เห็นแล้วว่า อดีตนายกฯขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซึ่งท่านศ.ดร.จีระ ได้ชี้ให้เห็นปัญหาของระบอบทักษิโณมิกที่เป็นรูปธรรม 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. เป็นการบริหารประเทศที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม หมายความว่า คนเราจะเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นคนดีด้วย 2. โครงการต่าง ๆ ของระบอบทักษิโณมิก เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการลดหนี้ให้เกษตรกร  นโยบายประชานิยม เป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ส่งผลดีในระยะสั้นเท่านั้น  แต่ในระยะยาวได้ก่อปัญหาไว้มากมาย ทำให้ประชาชนต้องเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น 3. อดีตผู้นำประเทศไม่ได้มีความจริงใจในการช่วยเหลือประชาชน แต่ใช้ประชาชนบังหน้าในการบริหารประเทศ เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับครอบครัว วงศาคณาญาติของตนเอง และพวกพ้อง  นอกจากปัญหานี้แล้ว ท่าน ศ.ดร.จีระ ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะกับวัฒนธรรมของประเทศไทย  และยังได้นำเสนอต่างประเทศได้รับทราบแล้ว แม้กระทั่ง อดีตเลขาธิการ UN นายโคฟี  อานัน ก็ยังเข้าใจหลักการบริหารประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจพอเพียง  จริง ๆ แล้วระบบทักษิโณมิกนำมาบริหารประเทศไทยไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนมากยังยากจน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาโดยตลอด ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข  แต่บางนโยบายของระบอบทักษิโณมิก เช่นนโยบายประชานิยม ก็เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ แต่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะสอนให้คนไทยคิดไม่เป็นส่วนระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทำให้ประเทศอยู่อย่างยั่งยืน สอนให้รู้จักใช้เงิน มีเหตุมีผล ไม่เอาเปรียบบุคคลอื่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดำรงชีวิตด้วยการเดินทางสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไป  เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต  ก่อนจะจบการสัมภาษณ์ท่าน ศ.ดร.จีระ ยังได้เรียกร้องให้นักวิชาการ และสื่อต่าง ๆ ของไทยช่วยกันนำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยให้มากกว่านี้ หลังจากที่ได้รับฟังคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ทางสถานีวิทยุแล้ว เห็นด้วยกับอาจารย์มาก ๆ  อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ได้รับฟังวิทยุได้เข้าใจความหมายของระบบเศรษฐกิจพอเพียงมากยิ่งขึ้น  ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ   สวัสดีค่ะ
ปราณีต น่วมเปรม
IP: xxx.146.11.60
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระ  อาจารย์ยม          เมื่อวันพุธดิฉันได้ฟังวิทยุคลื่น  FM  96.5  พูดถึงเรื่อง  การบริหารแบบเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านได้ให้ไว้  กับ การบริหารแบบทักษิโนมิก  ของคุณทักษิณ  ชินวัตร          ถ้าจะถามว่าการบริหารแบบไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน  ก็คงตอบได้ยาก  แต่ถ้าถามว่าการบริหารแบบใดทำให้ประเทศชาติเกิดผลเสียมากกว่ากัน  ก็ตอบได้ทันทีว่า  ระบบทักษิโนมิกเพราะเท่าที่เห็นคุณทักษิณได้สร้างหนี้ไว้ให้กับประเทศมากมายเหลือเกิน          ดิฉันคิดว่าถ้าเกิดท่านผู้บริหารหรือผู้นำของประเทศเนี้ย  เอาส่วนดีของการบริหารงานของทั้ง  2  ระบบมาประยุกต์ใช้ด้วยกันจะเกิดประโยชน์สูง  เช่น  ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเนี้ย  ในหลวงท่าทรงเน้นถึงความยั่งยืนเป็นหลักแต่เห็นผลช้า  เราก็เอาระบบทักษิโนมิกที่มีความคิดดีๆ  และเห็นผลเร็ว  เช่น  โครงการกองทุนหมู่บ้าน  โครงการ  30  บาทรักษาทุกโรค  ที่คุณทักษิณทำ  มาประยุกต์เข้ากับระบบเศรษฐกิจพอเพียง  โดยเน้นหลักคุณธรรม  จริยธรรม  และความซื่อสัตย์เป็นหลัก        ดิฉันว่าถ้าผู้นำประเทศ  ผู้บริหารประเทศ  และนักการเมืองทั้งหลายทำได้ประเทศไทยของเราต้องเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ชาติอื่นๆแน่นอนค่ะ
ภานุพงษ์ พิศรูป รปม.03 รหัสนักศึกษา 49038020005
IP: xxx.155.220.235
เขียนเมื่อ 
ภานุพงษ์  พิศรูป  รปม.03 รหัสนักศึกษา 49038020005เรียน  . ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  คณะอาจารย์ทุกท่าน  และชาว Blog MPA 3 ทุกคน เมื่อคืนวันที่ 31 ม.ค. 2550 ได้มีโอกาสฟังคลื่นวิทยุของอาจารย์จีระที่ 96.5 เวลา 19.00  เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริและระบบทักษิโนมิกนั้น กระผมมีข้อคิดเห็นดังนี้ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มุ่งเน้นให้ประชาชนดำรงตนอยู่ในความพอเพียง ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะมีแนวทางอยู่ ประการ  คือ          1. สร้างภูมิคุ้มกัน  คือ  การรู้จักตนเอง รู้จักเก็บออม เพื่อทุนใช้จ่ายเมื่อยามจำเป็น          2. คิดและทำอย่างมีเหตุมีผล   การคิดอย่างรอบคอบไตร่ตรอง ก่อนจะทำการสิ่งใด ว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ ถ้าหากไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าให้เป็นโทษต่อสังคม          3. การอยู่ในสายกลาง   คือ การรู้จักพอดี  พอประมาณ ต้องรู้ตนเองอยู่ทุกขณะว่าทำอะไรอยู่          ซึ่งหากเราทำตามได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงชีวิตก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขต่างจากระบอบทักษิโนมิก ที่กระตุ้นคนไทยให้มีการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ ทำให้เกิดนโยบายประชานิยมออกมาจากรัฐบาลทักษิน ทำให้ประชาชนระดับรากหญ้า มัวเมากับนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลคอยส่งมาให้ ชาวบ้านรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็แจกจ่ายเงินอัดฉีดลงไปซึ่งเปรียบได้กับ การให้ปลากับชาวบ้าน แต่ไม่รู้จักสอนให้ชาวบ้านจับปลา ทำให้ชาวบ้านคิดไม่เป็น ทำไม่เป็น สาเหตุที่สำคัญที่ระบอบทักษิโนมิก ไม่ยั่งยืนก็คือ ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่น การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องในการกอบโกยประโยชน์จากประเทศชาติ  ปัญหาแทรกแซงองค์กรอิสระ  นโยบายประชานิยมเป็นนโยบายที่ส่งผลดีในระยะสั้น  แต่ในระยะยาวได้ก่อปัญหาไว้มากมาย เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน   จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับกับการกระทำของรัฐบาลทักษินไม่ได้ จนต้องมีการเดินขบวนขับไล่ จึงเป็นที่มาของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549           หากรัฐบาลที่เข้ามาปกครองประเทศให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยการให้ความสำคัญในนโยบายเกี่ยวกับการใช้เงินโดยยึดหลักเศรษฐกิจแบบพอเพียง  ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง  โดยแนะนำการใช้จ่ายอย่างประหยัด  ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง  การไม่ก่อหนี้ ให้กับประชาชน  ประเทศชาติก็จะก้าวไปในเวทีโลกอย่างมั่นคง และประชาชนก็จะคิดเป็น ทำเป็น ใช้เป็น แต่ถ้ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับวัตถุนิยมแบบระบอบทักษิณ ในไม่ช้าก็จะเห็นผลของการกระทำที่ไม่ต่างจากรัฐบาลทักษิน ซึ่งจะนำพาประเทศไทยตกไปเป็นทาสทางเศรษฐกิจของต่างชาติ  เช่นนั้นแล้วเราซึ่งเป็นประชาชนของประเทศ เราจะเรียกเดินตามระบบใด ทุกท่านคงมีคำตอบอยู่ในตัวทุกท่านแล้ว
ปริญญา รื่นเสือ รหัสประจำตัว 49038010006
IP: xxx.25.146.139
เขียนเมื่อ 

    กราบสวัสดีอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ,อาจารย์ ยม นาคสุข ,อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ,อาจารย์ประกาย ชลหาญ ,อาจารย์ ปิยะ ฯ ,ทีมงานของอาจารย์จีระ และเพื่อนๆ รปม.รุ่นที่ 3 ทุกท่าน

   ผมได้เขียนบล็อคของ อ.จีระ หลังจากการไปศึกษาดูงานเกษตรชีวภาพ ซึ่งเป็นการไปศึกษาเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยการใช้ปุ๋ยชีวภาพ แทนการใช้สารเคมี และการอยู่กันแบบพอเพียงของชาวบ้านหมู่บ้านพุน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมาก เพราะว่าผมเองไม่เคยสัมผัสกับชีวิตชาวบ้านเช่นนี้เลย ไม่เคยรู้เลยว่าการที่อยู่บนแผ่นดินเดียวกันนี้จะมีความไม่เท่าเทียมกันมากขนาดนี้ และผมเองก็มีความประทับใจในอัธยาศัย และความจริงใจของชาวบ้านอีกทั้งการต้อนรับอย่างดีของเจ้าหน้าที่จากโครงการฯ เป็นอย่างมาก ดังนั้นผมขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้โครงการดูงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จและผ่านไปได้ด้วยดี ที่ขาดเสียมิได้คือ ต้องขอขอบคุณ อ.ยม ที่ให้ความกรุณาในการควบคุม และดูแลพวกเราในการดูงานครั้งนี้ด้วยครับ

  และผมขอกล่าวถึงเรื่องงานที่ อ.จีระ ได้ให้ไว้เกี่ยวกับการฟังรายการ “เวทีความคิด” ทางสถานีวิทยุคลื่น 96.5 ในวันพุธที่ 31 ม.ค.50 นั้น ซึ่งประเด็นหลักของการสนทนาระหว่าง อ.จีระ และคุณนาตยานั้นก็อยู่ที่เรื่องของการวิจารณ์ของสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับการเปรียบเทียบกัน ระหว่างปรัชญาระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงกับระบบเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิกส์ (ระบบทุนนิยม) ซึ่งสื่อต่างประเทศได้ตั้งประเด็นที่ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เพราะว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ยังมิได้มีการพิสูจน์กันอย่างแน่ชัดว่าสามารถจะใช้ได้ผลจริงหรือไม่ โดยเปรียบเทียบว่าถ้ามาดูระบบทักษิโนมิกส์นั้น ผลจาก 5 ปีที่แล้ว ระบบเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตอย่างเห็นได้ชัด สื่อต่างประเทศจึงได้ตั้งคำถามว่าเหมาะสมแล้วหรือในขณะที่ ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังมีการพัฒนาและเกิดการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเทศไทยกลับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างนี้

  ซึ่ง อ.จีระ ท่านได้ให้ข้อความคิดเห็นว่า ความจริงแล้วระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น อ.จีระเองท่านก็ได้มีการนำไปลองทำโครงการในประเทศจีนมาแล้ว และก็ได้ผลดีอีกด้วย ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ว่ายังไม่มีการพิสูจน์ อีกประการก็คือไม่ควรนำเอาระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาเปรียบเทียบกับระบบทักษิโนมิกส์ เนื่องจากทั้งสองระบบนี้สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสอดคล้องกันได้ เพราะระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นเป็นการใช้ความสามารถในการบริหารทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างสมดุลและเกิดความคุ้มค่า ดังนั้นถ้าบุคคลนั้นมีความสามรถหรือมีแนวทางการใช้ทรัพยากร ในการลงทุนให้เกิดผลขึ้นมาก็สามารถที่จะรวยได้เช่นกัน จึงมิใช่ว่าการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงจะต้องจนเสมอไปแต่เป็นการรู้จักกินรู้จักใช้ในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตเสียมากกว่า

  อ.จีระยังได้กล่าวถึง ข้อดี ของคุณทักษิณว่าเป็นคนที่มีความคิดเร็ว และมีความสามารถในการคิดนอกกรอบ อีกทั้งสามารถจะนำความคิดที่ได้นั้นมาสรรค์สร้างให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วย แต่ก็มี ข้อเสีย ของคุณทักษิณเช่นกัน อาทิ ระบบการขายตรงของคุณทักษิณที่อัดฉีดเม็ดเงินในการสร้างคะแนนประชานิยม ให้ประชาชนต่างจังหวัดนั้นเป็นผลดีเพียงระยะสั้นๆ เพราะเมื่อเงินที่ประชาชนได้รับจากการให้ง่ายๆ นั้นหมดไป ก็จะเกิดการติดนิสัยที่ไม่คิดจะช่วยเหลือตนเอง หรือดิ้นรนต่อสู้ในการดำรงชีพ และรอคอยการอัดฉีดเงินเข้าไปใหม่ หรือไม่ก็เรียกร้องข้อเสนออีก อีกข้อคือคุณทักษิณไม่มองว่าประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดผลประโยชน์ก้อนใหญ่ จะตกไปอยู่กับเครือญาติ หรือกลุ่มนักการเมือง และเขายังใช้ประชาชนเป็นฐานอำนาจในการให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง พร้อมทั้งเข้าไปยึดที่นั่งของ สส. จนกลายเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จอีกด้วย

   ดังนั้นจากประเด็นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดจึงเห็นได้ว่า ปรัชญาระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่เกิดความเสี่ยง และยังเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ซึ่งทำให้คนที่ใช้แนวทางนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขเมื่อคนคนนั้นรู้จักพอ

สรศักดิ์ ขันติสมบูรณ์ รปม.3 รหัส 49038010017
IP: xxx.137.45.30
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์         ตามที่อาจารย์ให้เปิดวิทยุคลื่น 96.5 นั้น ผมฟังแล้วจับใจความได้ คือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับระบบทักษิโนมิกของทักษิณ ระบบทักษิโนมิกเป็นระบบที่กระตุ้นให้คนไทยใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเกินตัว เป็นระบบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เห็นได้จากการมีโครงการนำเงินมาแจกชาวบ้านอย่างที่บอกกันว่ามาให้ปลากับชาวบ้านแต่ไม่รู้จักสอนให้ชาวบ้านจับปลาระบบทักษิโนมิก คือ คิดเร็ว ทำเร็ว ประชาชนเห็นภาพลักษณ์ในการทำงานของรัฐบาลชัดเจน ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจระบบเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ มีกิน มีใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น เพราะฉะนั้นเราควรนำเอาข้อดีของระบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบทักษิโนมิกมาประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัวเรา เราจะได้อยู่อย่างมีความสุขและยั่งยืน

 

ณัฐพร บุญยะ
IP: xxx.41.167.246
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ และอาจารย์ยม  นาคสุขที่เคารพ         จากการที่ำได้รับฟังรายการเปิดเวทีสร้างพลังความคิด ทาง F.M. 96.50 เริ่มรายการด้วยเพลงคนที่เรารัก  ซึ่งเป็นการสร้างความคิดให้รู้ว่าถ้าจะทำให้คนรักใคร่สามัคคีกัน  ต้องสร้างนิสัยความผูกพันธ์เป็นอันดับแรก  ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ

                สำหรับประเด็นที่ท่านอาจารย์พูดคือ  กรณีที่สื่อต่างประเทศนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาเปรียบเทียบกับ

ระบบทักษิโณมิกส์  ของอดีตนายกทักษิณ  ซึ่งสื่อกล่าวว่า

ระบบทักษิโณมิกส์ จะประสบความสำเร็จได้ภายใน 5 ปี   

ส่วนหลักเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ได้

มีการพิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อใด

                ศ.ดร.จีระ กล่าวว่าไม่เป็นความจริง หลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำพาประเทศให้ประสบความสำเร็จได้  เพราะถ้าเราดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เดินทางสายกลาง  กรณีเช่น อดีตนายกทักษิณ  มีโครงการกองทุนหมู่บ้านให้ชาวบ้านกู้ยืมเงินไปลงทุน  แต่ความเป็นจริงเมื่อได้เงินไป  นำไปชื้อโทรศัพท์มือถือ 

รถจักรยานยนต์  ซึ่งไม่นำไปลงทุนจริง

ถ้าประเทศไทยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ในการบริหารมาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว 

ระบบเศรษฐกิจของประเทศก็จะไม่ล่มสลายเหมือนในขณะนี้  ที่สำคัญหลักเศรษฐกิจ

พอเพียงยังได้รับการยอมรับยกย่องมาก

ในประเทศจีน                ในอดีตที่ผ่านมาเราใช้ ระบบทักษิโณมิกส์  มาบริหารประเทศซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหายนะของระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีแล้ว

                กล่าวโดยสรุปแล้วถ้ารัฐบาลใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่อย่างยั่งยืนมาใช้บริหารบ้านเมือง โดยให้ความรู้กับประชาชนในการใช้จ่ายอย่างประหยัด  ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง  การไม่ก่อหนี้  คิดเป็นระบบประเทศชาติก็จะพัฒนาทัดเทียมกับนานาอารยประเทศได้อย่างแน่นอน

 
วิไลวรรณ วิไลเลิศ
IP: xxx.121.5.211
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระและ อาจารย์ยม 

        จากการรับฟังวิทยุ FM 96.50 MHZ  เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม อาจารย์ได้กล่าวถึง ระบบทักษิโณมิคส์ และเศรษฐกิจพอเพียง ว่าไม่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกัน

  ระบบทักษิโณมิคส์ เป็นระบบที่คิดนอกกรอบ คิดเร็ว ทำเร็ว มีผลดีในระยะสั้นแต่มีผลเสียในระยะยาว ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและญาติพี่น้องเป็นหลักไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาสอนให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงใช้จ่ายอย่างประหยัดและจะทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป ในระยะยาว ซึ่งต่างประเทศยังไม่เข้าใจถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดีพอ ผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ควรไปเผยแพร่ให้ต่างประเทศได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และกลับมาดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง  และในประเทศไทยเองคนส่วนใหญ่ยังสับสนระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับการปรับตัวเข้าหาโลกาภิวัตน์ รัฐบาลต้องให้ความรู้โดยการให้ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้นด้วยเช่นกัน   วิไลวรรณ วิไลเลิศ  รหัส 49038020016
IP: xxx.0.0.1
เขียนเมื่อ 
เรียน อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์ทุกท่าน ดิฉันได้ฟังรายการเวทีความคิด เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม 2550 โดยต้นรายการได้เปิดเพลงคนที่เรารัก เพื่อให้ข้อคิดเกี่ยวกับการสร้างเส้นทางของสังคมให้คนที่เรารักซึ่งก็คือเยาวชนในวันนี้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไปในอนาคต จากนั้นอาจารย์จีระ ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ของระบอบทักษิณ ซึ่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของระบอบทักษิณ มีข้อเสีย คือ1. ทำโดยขาดคุณธรรมและจริยธรรมทำให้เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบต่อประเทศ เช่น การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้น 2. มีประโยชน์ในระยะสั้น แต่มีปัญหาในระยะยาว เช่น กองทุนหมู่บ้าน ประชาชนได้ประโยชน์จากกองทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทำให้ประชาชนไม่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอดไป       3. ไม่ได้มองประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ผลประโยชน์ตกอยู่กับญาติพี่น้อง และพวกพ้องเท่านั้น        การที่ต่างประเทศเห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่สามารถนำมาปรับใช้กับเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงได้ และทำให้ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการทำการค้า การลงทุนกับประเทศไทย นั้น อยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบที่ดีจริงหรือไม่ มีข้อดี และข้อเสียอย่างไร ไม่ใช่ฟังจากสื่อมวลชนเท่านั้น นอกจากนี้  ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม เขมร และพม่า เป็นต้น ก็ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และเศรษฐกิจพอเพียงมีความสอดคล้องกัน ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะปัจจุบันประชาชนอาจเกิดความสับสนในการดำเนินชีวิตโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันในการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนเป็นคนที่มีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติพัฒนาอย่างยั่งยืน        สวัสดีค่ะอาจารย์ปิยะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550 อาจาย์ได้ให้การบ้านเป็นกรณีศึกษา บริษัท ไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) เรื่องการประเมินผลพนักงาน ดิฉันขอแสดงความคิดเห็น ดังนี้        ปัญหาของ บริษัท ไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) คือ อัตราการลาออกของพนักงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพนักงานใหม่ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทราบสาเหตุของปัญหาดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าบริษัทมีระบบจ่ายค่าตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินเดือนและการจ่ายโบนัส ซึ่งจะพิจารณาจากผลการประเมินผลงานของพนักงาน แต่จากการสุ่มเลือกสัมภาษณ์ผู้บริหารของหน่วยงานต่างๆ และจากการได้ยินพนักงานพูดคุยกันในโรงอาหารแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและพนักงานมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการประเมินผลงานของพนักงาน กล่าวคือ ผู้บริหารเห็นว่าในการประเมินผลงานของพนักงานเพื่อจ่ายค่าตอบแทนมีความเหมาะสมแล้ว ในขณะที่พนักงานกลับเห็นว่าการประเมินผลงานของผู้บริหารไม่มีความเหมาะสมและไม่ยุติธรรม ทำให้พนักงานขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน และเป็นสาเหตุให้พนักงานลาออก ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องมีมาตรฐานและมีความยุติธรรมในการประเมินผลงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานเกิดการยอมรับในการประเมินผลงานของผู้บริหาร และในการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ โดยหาวิธีการต่างๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และทำให้พนักงานมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร        สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้างานผลิตที่ลูกน้องขาดงานเป็นประจำ ผลงานไม่ดี เนื่องจากได้รับการประเมินผลให้ได้เกรดซี ทั้งๆ ที่ส่งงานเร็วกว่าเวลาที่กำหนด ทำงานถูกต้องไม่เคยผิดพลาด แต่หัวหน้างานผลิตเห็นว่าลูกน้องคนนี้ไม่ค่อยเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งลูกน้องเห็นว่าตนเองไม่ได้มีข้อบกพร่องดังกล่าว ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหัวหน้าจะต้องปรับทัศนคติของตนเองใหม่เพื่อเป็นผู้นำที่ดี โดยการรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องมากขึ้น แนะนำวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ชมเชยเมื่อลูกน้องทำงานดี ซึ่งจะทำให้ลูกน้องรับฟังข้อบกพร่องในการทำงานของตนเองและพยายามปรับปรุงตนเองเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น    
นางสาววิภาวี ชมะโชติ
IP: xxx.0.0.1
เขียนเมื่อ 
เรียน อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ และอาจารย์ทุกท่าน ดิฉันได้ฟังรายการเวทีความคิด เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม 2550 โดยต้นรายการได้เปิดเพลงคนที่เรารัก เพื่อให้ข้อคิดเกี่ยวกับการสร้างเส้นทางของสังคมให้คนที่เรารักซึ่งก็คือเยาวชนในวันนี้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไปในอนาคต จากนั้นอาจารย์จีระ ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ของระบอบทักษิณ ซึ่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของระบอบทักษิณ มีข้อเสีย คือ1. ทำโดยขาดคุณธรรมและจริยธรรมทำให้เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบต่อประเทศ เช่น การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้น 2. มีประโยชน์ในระยะสั้น แต่มีปัญหาในระยะยาว เช่น กองทุนหมู่บ้าน ประชาชนได้ประโยชน์จากกองทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทำให้ประชาชนไม่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอดไป       3. ไม่ได้มองประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ผลประโยชน์ตกอยู่กับญาติพี่น้อง และพวกพ้องเท่านั้น        การที่ต่างประเทศเห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่สามารถนำมาปรับใช้กับเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงได้ และทำให้ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการทำการค้า การลงทุนกับประเทศไทย นั้น อยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบที่ดีจริงหรือไม่ มีข้อดี และข้อเสียอย่างไร ไม่ใช่ฟังจากสื่อมวลชนเท่านั้น นอกจากนี้  ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม เขมร และพม่า เป็นต้น ก็ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และเศรษฐกิจพอเพียงมีความสอดคล้องกัน ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะปัจจุบันประชาชนอาจเกิดความสับสนในการดำเนินชีวิตโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันในการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนเป็นคนที่มีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติพัฒนาอย่างยั่งยืน        สวัสดีค่ะอาจารย์ปิยะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550 อาจาย์ได้ให้การบ้านเป็นกรณีศึกษา บริษัท ไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) เรื่องการประเมินผลพนักงาน ดิฉันขอแสดงความคิดเห็น ดังนี้        ปัญหาของ บริษัท ไทยรุ่ง จำกัด (มหาชน) คือ อัตราการลาออกของพนักงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพนักงานใหม่ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทราบสาเหตุของปัญหาดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าบริษัทมีระบบจ่ายค่าตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินเดือนและการจ่ายโบนัส ซึ่งจะพิจารณาจากผลการประเมินผลงานของพนักงาน แต่จากการสุ่มเลือกสัมภาษณ์ผู้บริหารของหน่วยงานต่างๆ และจากการได้ยินพนักงานพูดคุยกันในโรงอาหารแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและพนักงานมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการประเมินผลงานของพนักงาน กล่าวคือ ผู้บริหารเห็นว่าในการประเมินผลงานของพนักงานเพื่อจ่ายค่าตอบแทนมีความเหมาะสมแล้ว ในขณะที่พนักงานกลับเห็นว่าการประเมินผลงานของผู้บริหารไม่มีความเหมาะสมและไม่ยุติธรรม ทำให้พนักงานขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน และเป็นสาเหตุให้พนักงานลาออก ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องมีมาตรฐานและมีความยุติธรรมในการประเมินผลงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานเกิดการยอมรับในการประเมินผลงานของผู้บริหาร และในการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ โดยหาวิธีการต่างๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และทำให้พนักงานมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร        สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้างานผลิตที่ลูกน้องขาดงานเป็นประจำ ผลงานไม่ดี เนื่องจากได้รับการประเมินผลให้ได้เกรดซี ทั้งๆ ที่ส่งงานเร็วกว่าเวลาที่กำหนด ทำงานถูกต้องไม่เคยผิดพลาด แต่หัวหน้างานผลิตเห็นว่าลูกน้องคนนี้ไม่ค่อยเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งลูกน้องเห็นว่าตนเองไม่ได้มีข้อบกพร่องดังกล่าว ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหัวหน้าจะต้องปรับทัศนคติของตนเองใหม่เพื่อเป็นผู้นำที่ดี โดยการรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องมากขึ้น แนะนำวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ชมเชยเมื่อลูกน้องทำงานดี ซึ่งจะทำให้ลูกน้องรับฟังข้อบกพร่องในการทำงานของตนเองและพยายามปรับปรุงตนเองเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น    
ศรีปัญญา วัชนาค รปม. รุ่นุ 3 รหัสนักศึกษา 49038010022
IP: xxx.157.32.6
เขียนเมื่อ 

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม คณะอาจารย์ทุกท่าน

                 อาจารย์จีระได้แนะนำช่องทางหาความรู้ อีกช่องทางหนึ่ง คือฟังวิทยุ รายการเวทีความคิด ทางสถานีวิทยุ FM 96.5 ทุกวันพุธ เวลา 19.30-20.30 น. เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 คุณนาตยา แวววีระคุปต์ สัมภาษณ์ ศ. ดร. จีระ ถึงประเด็นร้อน เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง กับ ระบอบทักษิโณมิกส์ ในความเห็นของ สื่อต่างประเทศ

                 ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่เหมาะสมกับความเป็นจริง สภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มีฐานะยากจน ประกอบด้วย 1) ความมีเหตุผล 2) ความพอประมาณ 3) มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้ คือรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง เงื่อนไขคุณธรรม คือ ซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม จะพัฒนาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจ ภาวะสังคม สิ่งแวดล้อม ที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ที่สำคัญจะต้องให้ความรู้แก่ประชาชน สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ให้ถึงแก่นแท้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางประเทศไทยอาจไม่ประสบ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ก็ได้

                 ระบอบทักษิโณมิกส์ เป็นระบอบทุนนิยม ทำให้ระบบเศรษฐกิจเจริญ เติบโต ขยายตัว อย่างรวดเร็ว ผู้นำประเทศเป็นคนเก่ง คิดนอกกรอบ คิดเร็ว ทำเร็ว ประชาชนได้รับการดูแล (ด้วยการแจกและแถมทำให้คิดไม่เป็น) แต่หากผู้นำ ขาดจริยธรรมและคุณธรรม ความเก่งก็ไร้ความหมาย ข้อเสีย ของระบอบทักษิโณมิกส์ คือมุ่ง GDP มุ่งแข่งขันกับต่างประเทศ แต่ลืมดูรากเหง้า พื้นฐานที่แท้จริงของประเทศเป็นอย่างไร ประชาชน ยังไม่มีความรู้ ยากจน การนำนโยบายประชานิยมมาใช้ ทำให้เกิดความฟุ่มเฟือย เห็นแก่ตัว สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างบ้าคลั่ง โดยมีเป้าหมายแอบแฝงคือ เพื่อพวกพ้องของตัวเอง มิใช่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในระยะยาว

 

                     กรณีที่สื่อต่างประเทศโจมตีนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงที่รัฐบาล ชุดปัจจุบันใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศว่า ว่า สู้ระบอบทักษิโณมิกส์ไม่ได้ และเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยถดถอย ตรงนี้ผู้นำประเทศต้องรีบ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเร่งด่วน รวมทั้งนักวิชาการทั้งหลายจะต้องหันมาสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ สร้างเครือข่าย การเรียนรู้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ทำไมไม่นำการโฆษณาประชาสัมพันธ์มาใช้ให้ เป็นประโยชน์ หากไม่ดีจริงประเทศต่างๆ ทั่วโลก คงไม่น้อมรับไปปฏิบัติ ทำไม่เราไม่เน้น GHN แบบประเทศภูฐาน บ้าง ตัวอย่างผลผลิตของระบอบทักษิโณมิกส์ ที่เราท่านได้เห็นกัน คือสนาม บินสุวรรณภูมิ โครงการต่าง ๆ ที่ คตส. กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ ระบอบ ทักษิโณมิกส์ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ ทำให้หลงเชื่อง่าย ระบอบทักษิโณมิกส์ สิ้นสุดอย่างรวดเร็ว เพราะประชนชนที่มีความรู้ และรวมตัวกันตรวจสอบทำให้เห็นว่า ถึงจะเก่งแค่ไหนถ้าไม่ดีก็อยู่ไม่ได้

                  ความรู้ทำให้คนเก่ง ความรู้ช่วยให้มีการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุ เป็นผล ความรู้เรียนไม่รู้จักจบสิ้น “ ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ประชาชนพึ่งตนเองได้ ซื้อสัตย์สุจริต พอกิน พอใช้ พึ่งตนเอง มีความสุข “ระบอบทักษิโณมิกส์” ทำให้ประเทศชาติเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ต้องแลกด้วยสภาพครอบครัวแตกแยก สังคมไร้ระเบียบ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ดีงามหายไป ไร้คุณธรรมความดี มีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งเงิน ถึงแม้จะมีเงินมากมายขนาดไหน หากหาความสุขไม่ได้ และไม่มีแผ่นดิน จะอยู่จะมีความหมายอะไร

ศรีปัญญา วัชนาค

 [email protected]

IP: xxx.150.202.226
เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์

 

        เมื่อให้เปรียบเทียบระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับการเรียนนอกสถานที่ ผมคิดว่าการเรียนนอกสถานที่นั้น ได้เปรียบกันทางด้านบรรยากาศของความอบอุ่นที่สามารถเปิดสมองเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างเต็มที่

 

        หลังจากที่เราได้ไปศึกษาดูงาน ณ เขื่อนศรีนครินทร์  ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ในวันที่1 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ที่ทุกคนพร้อมใจกันที่จะดูงานในครั้งนี้

 

        ยกเว้นผมที่ตกรถตามไปทีหลัง  (ติดภารกิจ)

 

        แม้การดูงานของผมจะมีเวลาเหลือเพียงแค่ 2 ชั่วโมง แต่ผมพบว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้ได้ประโยชน์กับตัวผมเอง 4 ประการ คือ

 

1.มีวัฒนธรรม

 

2.มีการเรียนรู้

 

3.ถ่ายทอดความรู้

 

4.มีความจริงใจ

        

        1. มีวัฒนธรรม คือ ชาวบ้านใช้ชีวิตแบบชนบทมีวิถีเป็นของตนเองที่พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งอาจหมายถึงการพอเพียงด้วย

 

        2. มีการเรียนรู้ คือ การยอมรับสิ่งใหม่หรือแม้กระทั่งการรับฟังความรู้ของผู้อื่นเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนทัศนคติ

 

        3. ถ่ายทอดความรู้ คือ เมื่อมีความรู้ก็ไม่ได้เก็บไว้คนเดียวการแลกเปลี่ยนก็ถือว่าได้ถ่ายทอดเพื่อที่จะสามารถพัฒนาวิชาการกับวิถีชาวบ้านเป็นความรู้ใหม่

 

        4. ความจริงใจ คือ ทุกๆคนมีความจริงใจและเต็มใจสละเวลาในการร่วมกิจกรรมกันของวันที่ 1 ก.พ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์และทีมงาน ชาวบ้าน และนักศึกษาทุกท่านที่พร้อมใจกันที่จะทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

        ดังนั้น แม้เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ทำให้การสละเวลาครั้งนี้มีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่ง

 

        สวัสดี

  

                                  กิตติพงษ์ รั้งท้วม

 

                                              รปม. 3

                           มรภ.สวนสุนันทา
กัลย์สุดา พันธเสน
IP: xxx.9.96.124
เขียนเมื่อ 
กราบสวัสดีท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ,อาจารย์ยม นาคสุข ,อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ,  าจารย์ประกาย ชลหาญ      อาจารย์ ปิยะ ฯ ,ทีมงานของอาจารย์จีระ และเพื่อนๆ รปม.   รุ่นที่ 3 ทุกท่าน                        เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์  ตามที่อาจารย์ให้เปิดวิทยุคลื่น F.M. 96.5 นั้น  ตอนต้นรายการเป็นเพลง  คนที่เรารัก  ที่แรกคิดว่าเปิดผิดคลื่นผิดพอฟังไปจนจบเพลงก็ได้รู้ว่าเพลงที่เปิดนั้นมีความหมายมากได้ฟังแล้วได้ข้อคิดว่าจะทำให้คนรักใคร่สามัคคีกัน  ต้องสร้างนิสัยความผูกพันธ์ก่อนเป็นอันดับแรก  ซึ่งเป็นเนื้อหาในเพลงได้เชื่อมโยงไปสู่การ สร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ                          ต่อไปก็เป็นประเด็นที่ท่านอาจารย์พูด  คือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับระบบทักษิโนมิกของทักษิณ ระบบทักษิโนมิกเป็นระบบที่กระตุ้นให้คนไทยได้ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเกินตัวโดยไม่ได้นึกถึงความจำเป็นในการใช้จ่าย ไม่ได้นึกถึงปัญหาที่จะเกิด เป็นระบบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เห็นได้จากการมีโครงการนำเงินมาแจกชาวบ้านให้ชาวบ้านกู้  ระบบทักษิโนมิก  คือเป็นการคิดเร็ว   ทำเร็ว ประชาชนเห็นภาพลักษณ์ในการทำงานของรัฐบาลชัดเจน ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจระบบเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ มีกิน มีใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น เพราะฉะนั้นเราควรนำเอาข้อดีของระบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบทักษิโนมิกมาประยุกต์ใช้กับตนเองและครอบครัวเรา เราจะได้อยู่อย่างมีความสุขและยั่งยืน ปัญหากับระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน                                สรุป   ถ้ารัฐบาลใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่อย่างยั่งยืนมาใช้บริหารบ้านเมืองพัฒนาชุมชนโดยให้ความรู้กับประชาชน ทำบัญชีรายการใช้จ่ายประจำวัน  ชี้ให้เห็นความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  คือ  ใช้จ่ายอย่างประหยัด  กินอยู่อย่างพอเพียง  เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข 
นางสาวธิติกา ชมะโชติ
IP: xxx.19.228.46
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ  ท่านอาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์  และอาจารย์ผู้ให้ปัญญาความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทุกท่าน  ตลอดทั้งเพื่อนนักศึกษา รปม.รุ่น3 ทุกคน  จากการฟังรายการวิทยุทางคลื่น F.M. 96.5  ที่มีท่านอาจารย์จีระ  ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่ 31 มค. ที่ผ่านมา  ทำให้ทราบว่าต่างชาติมีความคิดในด้านลบกับการดำเนินชีวิตโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะเห็นว่าเป็นการขัดกับระบบทุนนิยม  หรือทักษิโนมิก  แต่ถ้ามองในความเป็นจริงแล้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ  เพื่อให้เกิดทุนแห่งความยั่งยืนอย่างแท้จริง  ระบบทักษิโนมิกจะมีจุดอ่อน  คือ  1. ถ้าทำโดยขาดคุณธรรม จริยธรรม  จะก่อให้เกิดปัญหาการคอรัปชั่น  ขัดกับทฤษฎี 8 K ของท่านอาจารย์จีระ  ซึ่งเน้นในเรื่องคนเก่งต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม  จริยธรรมด้วย  2. ระบบทักษิโนมิกนั้นดีแค่ในระยะสั้น  เพราะถ้าทำในระยะยาวจะมีปัญหา  เนื่องจากประชาชนต่างจังหวัดมีค่านิยมที่รอเงินจากนักการเมือง  3. ระบบทักษิโนมิกนั้นอันตรายมาก  เพราะผลประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้ตกแก่ประชาชน  แต่ตกแก่นักการเมืองและพวกพ้อง   ประชาชนเป็นเพียงฐานอำนาจทำให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จเท่านั้น  แต่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น  เน้นในเรื่องสำคัญ  2  เรื่อง  คือ  1. เป็นการบริหารประเทศเชิงรุก  เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหรือการบริหารความเสี่ยง  และใช้หลักการมีเหตุมีผล  2. เดินสายกลาง  หรือความพอประมาณ  เช่น  ถ้ามีการกู้ยืม  ก็ควรกู้ยืมอย่างระมัดระวังและสามารถบริหารหนี้ได้  มิใช่นำเงินมาซื้อของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น  เช่น  มือถือ  ซึ่งเป็นการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่า  เน้นวัตถุนิยม  และสุดท้ายผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือคนต่างชาติ  นักการเมืองผู้เป็นเจ้าของระบบเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิก        ถ้าคนไทยต้องการที่จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับต่างชาติ  หรือต้องการเอกราชทางเศรษฐกิจ  ก็ควรจะมั่นใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ทรงบำบัดทุกข์  บำรุงสุข  ให้ราษฎรชาวไทยตลอดมา  สุดท้ายนี้ขอฝากให้ชาวไทยทุกคนตระหนักถึงพระปรีชาสามารถของในหลวงที่ทรงนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง 
นางสาวละอองแก้ว จันทร์เทพ รหัส 4903801008 MPA รุ่น 3
IP: xxx.203.179.129
เขียนเมื่อ 
เรียน  . ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และ คณะอาจารย์ทุกท่าน             ตามที่ท่านอาจารย์ ดร.จีระได้แนะนำให้นักศึกษาฟังรายการวิทยุ  รายการเวทีความคิด  สถานีวิทยุ FM 96.5  วันพุธที่ 31 มกราคม เวลา 19.30-20.30 .  ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์ ศ. ดร. จีระ  โดย คุณนาตยา แวววีระคุปต์  ในหัวข้อเรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียงและ ระบบทักษิโณมิกซึ่งสื่อต่างประเทศได้ออกบทวิจารณ์โดยเอา ระบบเศรษฐกิจพอเพียงไปเปรียบเทียบกับระบบทักษิโณมิกที่จริงแล้วนั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้   ข่าวนี้ได้สร้างความไม่พอใจแก่คนไทยทั้งชาติ     โดยกล่าวว่าระบบทักษิโณมิกเขาได้ทดสอบมาแล้วว่า 5 สำเร็จ   และระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยถดถอย  ท่านอาจารย์จีระได้ให้ความกระจ่างว่า    ความจริงแล้วระบบทักษิโณมิก คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ โดยได้ดำเนินการโครงการต่างๆเช่นโครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการโคล้านตัวฯลฯ ซึ่งระบบนี้จะดีในระยะสั้นแต่ระยะยาวไม่ยังยื่น ซึ่งระบบนี้ทำให้คนไทยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเขาไม่ได้สอนให้คนรู้จักช่วยเหลือตัวเองรอให้รัฐบาลช่วยอย่างเดี่ยว ซึ่งคนที่นิยมระบบนี้คือคนที่คิดไม่เป็น ไม่รู้ หรือการศึกษาน้อยเห็นแก่เงินเพียงเล็กน้อยโดยไม่รู้ว่าความเสียหายของประเทศชาติที่เกิดจากการสร้างหนี้ของระบบนี้ สักกี่เท่า  ระบบทักษิโณมิกเป็นการดัดแปลงระบบทุนนิยมเช่นกัน  แต่ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง  ซึ่ง  ถ้าระบบทักษิโณมิกดีจริงรัฐบาลชุดที่แล้วคงไม่ต้องถูกทหารออกมาทำรัฐประหาร และอดีตนายกฯ คงไม่ต้องพบกับการฟ้องร้อง  จุดอ่อนของระบบนี้คือ        1.  เป็นการบริหารเศรษฐกิจที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม คนเราเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นคนดีด้วย           2. ตกทฤษฎีทุนความยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขาไม่มีความยั่งยืนคือเขาอยู่ไม่ได้        3.  เป็นผู้นำ ที่เขาไม่ได้มองประชาชนเป็นทรัพยากรมนุษย์   เขาไม่จริงใจในการช่วยเหลือประชาชน  เขาไม่ได้มองประโยชน์ที่ตกถึงประชาชน แต่เขามองประชาชนเป็นฐานอำนาจเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง โดยใช้ฐานประชาชนบังหน้า  โดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชน  แต่จริงๆ แล้วเป็นการทำเพื่อตนเอง   ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกกับตนเอง พวกพ้อง และวงศาคณาญาติ              ส่วนระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบที่ เข้ากับฐานะและสังคมวัฒนธรรมของคนไทย          1. เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและบริหารความเสี่ยง (Risk Management) จากการใช้จ่ายเกินตัวอย่างไม่มีหลักการ          2. ความมีเหตุมีผล        3. การเดินสายกลางคือพอประมาณ คือกู้ได้แต่ต้องตัวเองว่าต้องบริหารหนี้ได้ไม่หน้ามีปัญหา นอกจากนี้  ดร.จีระได้ชี้ให้เห็นว่า   ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสมกับประเทศไทย และได้มีการนำเสนอให้ต่างประเทศรับรู้แล้ว  เช่น จากการเดินทางไปประเทศในแถบเอเชียร่วมกับ ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุลได้แก่ประเทศจีน เวียดนาม เขมร พม่า  ก็ได้มีการนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปพูดเผยแพร่ให้ต่างชาติเห็นประโยชน์  ซึ่งมีผลตอบรับคือได้รับการยอมรับและเข้าใจเป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเทศจีนเขาศัทธาระบบเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก หรือ อดีตเลขาธิการ UN โคฟี อานัน ก็เข้าใจดีในหลักการระบบเศรษฐกิจพอเพียง   ขณะเดียวกัน ระบบทักษิโณมิกเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย เพราะคนไทยยังมีปัญหาความยากจนที่เป็นเรื่องเรื้อรังเพราะการแก้ปัญหาความยากจนนั้นแก้กันตลอดชั่วชีวิตคนก็ยังแก้ไม่ได้และทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข ส่วนที่คุณทักษิณกล่าวว่าคนจนจะหายไปนั้นเป็นไปไม่ได้  รัฐบาลต้องแก้ไขเรื่องการศึกษา เพื่อให้คนไทยคิดเป็น  กล้าพูด กล้า   ถ้ารัฐบาลชุดเก่ายังอยู่ในอำนาจเศรษฐกิจของไทยต้องเสียหายมากกว่านี้อีกแน่นอน    นอกจากนี้  ดร. จีระยังได้เรียกร้องให้นักวิชาการและสื่อต่างๆ ของไทย ช่วยกันนำเสนอและสร้างความเข้าใจในเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้นกว่านี้  สำหรับดิฉันเห็นด้วยกับความเห็นของท่านอาจารย์จีระอย่างมากๆ  ระบบทักษิโณมิกเป็นการใช้เงินอย่างผิดๆ ทำให้เกิดหนี้เสียซ่อนอยู่ในโครงการและหน่วยงานต่างๆ ถึง 1.5 แสนล้านบาท    และยังไม่สนับสนุนเรื่องการสร้างคนให้ยั่งยืน    แต่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อหวังผลระยะสั้น หาประโยชน์ให้ตนเอง    จงใจปล่อยให้คนไทยขาดการศึกษาที่ดีต่อไป เพื่อจะได้หลอกใช้เป็นฐานอำนาจให้ตนเอง   คนไทยจึงควรจะต้องตื่นตัวมากกว่านี้  ทุกคนต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งนักวิชาการ  หน่วยงานราชการ ต้องทำงานโดยเห็นกับประโยชน์ของประชาชนและของชาติเป็นหลัก  และประชาชนทุกคนในประเทศมีความเชื่อมั่นและดำเนินชีวิตตามแนวทางระบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะช่วยปัญหาของประเทศชาติที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถคลี่คลายลงได้  ถ้าอดีตนายกทักษิณเป็นคนไทยจริงในขณะนี้ขอให้หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมืองและให้สำนึกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยและแผ่นดินเกิดด้วย     รายการวิทยุ 96.5 นี้ทำให้ดิฉันเห็นว่า  มีประโยชน์มาก เพราะเป็นสื่อที่สามารสื่อสารถึงทุกระดับ  ถ้ามีการติดตามฟังอย่างสม่ำเสมอก็จะได้ข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์มีเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง  และเป็นสื่อที่ไม่ต้องลงทุนมากเลย   เห็นควรให้รัฐบาลเข้ามาปรับปรุงเรื่องการให้ความรู้การสื่อสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนต่างจังหวัดโดยผ่านสื่อวิทยุให้มากขึ้น    จึงขอเรียนเสนอความเห็นมาเพียงเท่านี้    ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระที่แนะนำค่ะ     ด้วยความเคารพ    
สุภาภรณ์ สุขเกษม รหัส 4903801007 MPA.3
IP: xxx.8.89.5
เขียนเมื่อ 
เรียน    ศ.ดร.จีระ    อ.ยม   ที่เคารพ           จากการเรียนในวันเสาร์ ที่ 27 ม.ค. 50 ท่านอ.จีระ ได้ฝากให้นักศึกษาทุกท่านได้ฟังรายการเวทีความคิด สถานีวิทยุ F.M. 96.5 MHz  เวลา19.30-20.30  ซึ่งที่จริงอ.จีระ ได้แนะแนวทางในการใฝ่หาความรู้และข่าวสาร ในวิธีต่างๆ เช่นการฟังวิทยุ ให้กับพวกเราตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ได้เข้าสอนแล้วแต่เป็นเพราะพวกเราหลายๆคนต่างมีภารกิจต่างๆที่ทำให้ขาดโอกาสที่จะฟัง   ตอนแรกนั้นดิฉันเกิดการวิตกจริตเป็นอย่างมากว่าจะทำอย่างไรจึงจะฟังรายการนี้ได้เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวดิฉันยังไม่ถึงที่พักเพราะมีภารกิจที่ต้องกระทำ  คือการเพิ่มเติมความรู้ในด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสายงานที่ดิฉันทำอยู่ จริงอย่างที่อาจารย์สอนเลยค่ะว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเองสิ่งแวดล้อมมันจะบีบให้เราเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ    ดิฉันยังโชคดียู่นะคะที่ได้ฟังรายการเวทีความคิด เพราะมีเพื่อนที่ดีได้อัดรายการลง MP.3  ไว้เขาให้ยืมฟัง(คนข้างบนนี้แหละค่ะ) ดิฉันได้ฟังระหว่างการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ จังหวัดกาญจนบุรี  เทคโนโลยีทำให้ดิฉันตามเพื่อนๆทัน ซึ่งเมื่อฟังแล้วดิฉันสามารถสรุปได้ดังนี้        ประเด็นสำคัญในการสนทนาระหว่างอ.จีระ กับคุณนาตยาคือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง กับระบบทักษิโณมิก ที่สื่อต่างชาติได้วิพากษ์วิจารณ์และนำมาเปรียบเทียบกัน ว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่สามารถเป็นไปได้และยังไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศ   แต่ระบบทักษิโณมิกนั้นประสบความสำเร็จเพราะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น  ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการประสบความสำเร็จในระยะสั้นเท่านั้น แต่ระบบทักษิโณมิกสร้างปัญหาในระยะยาว อาจารย์ได้ชี้ให้เห็น จุดอ่อนในเรื่องของระบบทักษิโณมิก   ว่า เป็นการบริหารอย่างขาดจริยธรรมและคุณธรรม (ทฤษฎี 8 K’s)  คนเก่ง ต้องเป็นคนดีด้วย ซึ่งเห็นได้จากการฟ้องร้องในคดีต่างๆ เช่น สนามบันสุวรรณภูมิ  เครื่อง CTX เป็นต้น   และการมีปัญหาในระยะยาว เพราะทักษิโณมิกได้รับความนิยมจากคนระดับรากหญ้าเพราะว่าพวกเขาได้เงินง่ายเขาก็จะไม่กระตือรือร้นไม่ช่วยเหลือตัวเอง   และจุดอ่อนข้อสุดท้ายคือ ความไม่จริงใจในการบริหารประเทศใช้ประชาชนเป็นฐานอำนาจ เพื่อที่ผลประโยชน์ต่างๆตกอยู่กับคนใกล้ตัว ทั้งเพื่อนพ้องและวงศาคนาญาติของคุณทักษิณ การเอื้อประโยชน์ต่างๆในเรื่องของธุรกิจและการใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาล        ซึ่ง4-5 ปีที่ผ่านมาเป็นโอกาสของคุณทักษิณ แต่ตอนนี้ควรพอได้แล้ว ที่ผ่านยังไม่ยอมพอจึงทำให้เกิดรัฐประหารขึ้น เพื่อหยุดยั้งคนที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ณ.ตอนนี้คุณทักษิณควรดูแลประเทศบ้าง  ควรหยุดได้แล้ว ไม่ควรวุ่นวายในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติเกินความเป็นจริง     ในส่วนของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง  อ.จีระได้กล่าวว่าเน้นหลักการเดินสายกลาง ไม่ใช่ไม่ให้กู้เงินแต่ควรรอบคอบในการใช้เงิน ปรัชญาของในหลวงไม่ต้องพิสูจน์และสื่อต่างชาติไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเท่าที่ผ่านมา อ.จีระ และดร.สุเมธ ได้เดินทางไปต่างประเทศและมีการนำเสนอให้ทราบเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านในหลายๆประเทศ  ทุกประเทศให้การยกย่องปรัชญาของพระองค์ท่านแม้แต่ นายโคฟี่  อานัน เลขาธิการ สหประชาชาติก็ยังยกย่องในความเป็นปราชญ์ของพระองค์ท่านและเข้าใจในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านซึ่งมีหลัก ดังนี้   1. การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต       ที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น เราไม่จำเป็นต้องจบจากสถาบันที่ดังๆ หรือดี แต่เราสามารถมีงานทำและเลี้ยงตนเองได้ 2. คิดอย่างวิทยาศาสตร์ คือมีเหตุและมีผล  3. เดินทางสายกลาง  คือ การดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเองไม่ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายไม่เกินกำลังในการหาแต่ต้องมีเงื่อนไข  คือ 1. ต้องใฝ่รู้  2. มีคุณธรรมและจริยธรรม 3. มีความยั่งยืน สุดท้ายอ.จีระ แนะนำให้นักวิชาการออกมาช่วยกันแสดงความคิดเห็น และออกมาแถลงข่าวให้สื่อต่างชาติได้รับทราบและเข้าใจ ถึงความเป็นไปของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเพราะปัจจุบันสื่อต่างชาติยังขาดข้อมูลที่ถูกต้อง และยังได้รับข้อมูลที่ขาดความเป็นจริงในหลายเรื่องอยู่ดิฉันมีความคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งประเทศที่ต้องทำให้ทั่วโลกรับรู้ถึงพระอัจริยะภาพของพระองค์ท่านพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย ว่าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือที่ทรงพระราชทานสิ่งดีๆให้กับพสกนิกร  ทฤษฎีทุกทฤษฎีที่เกิดขึ้นในโลกนี้ถ้าไม่มีการเผยแพร่ให้ชาวโลกรู้เขาจะนำมาปฏิบัติได้อย่างไรเช่นกัน เมื่อปฏิบัติแล้วได้ผลเขาก็จะปฏิบัติต่อเนื่องและมีการบอกต่อกันไปให้คนใกล้ชิดได้ลองปฏิบัติ  ไทยเองก็ใช้ทฤษฎีต่างๆของต่างชาติมามากแล้ว เราลองใช้ทฤษฎีของคนไทยกันเองบ้างดีไหมคะและที่วิเศษกว่านั้นเป็นทฤษฎีที่เหนือหัวของพวกเราทรงคิดค้นเราควรสืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาดีกับทุกท่านแน่นอนค่ะ     เราช่วยกันเท่าที่ทำได้คนละไม้คนละมือดิฉันคิดว่าประสบความสำเร็จแน่นอน ถึงแม้เราจะไม่รู้จักสื่อต่างชาติหรือสื่อในประเทศ ถึงแม้เราจะไม่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี ของหลายๆประเทศ ตามขอบคุณค่ะ   สุภาภรณ์   สุขเกษม  MPA.3  รหัส  4903801007   

 

 

      

นส.สกัลวลี กลิ่นนุช รหัส 49038020008
IP: xxx.33.44.202
เขียนเมื่อ 
สวัสดิ์ค่ะอาจารย์ จิระ หงส์ลดารมภ์ รู้สึกดีกับการบังคับให้ฟัง 96.50 รายการดี ๆ ที่หนูไม่เคยสนใจที่จะฟัง ซึ่งเรื่องของ ดร.ทักษิณ นั้นเขาเป็นคนที่ฉลาดมากพอควรแต่ใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องขาดความเฉลียวและไม่มีทุนทางจริยธรรมซึ่ง ดร. จิระมีและเห็นความสำคัญ คอยสอนนักศึกษาเสมอ เห็นด้วยกับปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่ง คนไทยระดับรากหญ้าอย่างเกษตรกรก็ยังเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไรถ้าให้เทียบกันระหว่างทักษิณ กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่างกันตรง ระบอบของทักษิณทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็จริงแต่ไม่ยั่งยืน ฝรั่งคงไม่เข้าใจ แต่หนูคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจไม่ว่าจะเป็นระดับรากแก้วสู่รากหญ้าก็ตาม ซึ่งฝรั่งไม่ว่าชาติใดก็ตามต้องประจักได้ในไม่ช้า ว่าคนไทยทำไมถึงรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงไม่มีทฤษฎีใดวัดได้นอกจากเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ปรัชญาของในหลวงของเราปวงชนชาวไทย
ผู้ร่วมอุดมการณ์
IP: xxx.57.132.130
เขียนเมื่อ 
กราบสวัสดีอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์, อาจารย์ ยม  นาคสุข, อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด, อาจารย์ประกาย  ชลหาญ และเพื่อนๆ รปม.รุ่น 3 ทุกท่าน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระ ฯ และทีมงาน ที่มีความมุ่งมั่นอย่างสูงที่จะมาให้ความรู้กับพวกเรา รปม.รุ่น 3 เพราะทราบมาว่า อาจารย์ได้ติดภารกิจและแทบไม่ได้พักผ่อน แต่ก็ยังอยากที่จะให้ความรู้แก่พวกเรา จนได้พักผ่อนเพียง 3 ชม. อย่างไรก็ดีขอให้อาจารย์พักผ่อนบ้างนะครับเป็นห่วงสุขภาพอาจารย์เกรงว่าถ้าร่างกายไม่แข็งแรง หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ประเทศไทยจะขาดคนเก่งอย่างอาจารย์ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยไป           วันนี้ขอรายงานเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับหลังจากการเรียนกับอาจารย์จีระ ในวันเสาร์ที่ 27 ม.ค.50 ที่ผ่านมา กล่าวคือในช่วงเช้าอาจารย์จีระได้กล่าวถึงความแตกต่างกันในเรื่องความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางพื้นฐานความรู้ระหว่างเด็กในเมืองและเด็กชนบทไม่ว่าจะเป็นด้านโภชนาการ, พื้นฐานวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์ เป็นต้น          ต่อมาอาจารย์จีระก็พูดถึงเรื่องทุนมนุษย์และทุนทางปัญญาและยังหยิบเอาหนังสือของ แซม วอลตัน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ 10 ประเด็นด้วยกัน คือ1.ต้องมุ่งเน้นความสำเร็จขององค์กรและต้องมีอารมณ์ร่วมกับผลสำเร็จนั้น2.เมื่อประสบผลสำเร็จแล้วให้แบ่งปันความสำเร็จให้กับทุกคนในองค์กร โดยการยกย่อง      ผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน3.ต้องสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองและผู้ร่วมงานเกิดแรงกระตุ้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ4.การทำงานอย่าเก็บข้อมูลไว้คนเดียวให้ถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย5.ถ้างานนั้นหรือผู้ร่วมงานประสบความสำเร็จให้ชื่นชมและร่วมยินดีต่อความสำเร็จนั้น   ด้วย6.เมื่อประสบผลสำเร็จให้มีการฉลองกับผลความสำเร็จนั้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ7.ควรรับฟังความคิดเห็นของคนในองค์กร8.การทำอะไรก็แล้วแต่ควรทำให้ลูกค้าได้รับมากกว่าที่ลูกค้าพึงพอใจ9.ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินความจริง10.ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดและชอบการทำงานที่ท้าทาย          อาจารย์ยังได้กล่าวถึง Heritage : คือการไม่ลืมรากเหง้าของตนเองซึ่งอยู่ใน 8 H ‘s โดยได้ยกตัวอย่างความเป็นคนชนบท          ส่วนในช่วงบ่ายนั้นอาจารย์จีระได้เปิดเทปการสนทนาระหว่าง อาจารย์จีระ  กับ  ดร.ปุระชัย ซึ่งเป็นการคุยกันถึงความใฝ่รู้และวิธีการเรียนรู้ของดร.ปุระชัย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งอาจารย์จีระและดร.ปุระชัยนั้นมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดีเหมือนกันและได้มีการปลูกฝังให้เกิดการรักการอ่านชอบที่จะศึกษาอยู่ตลอดเวลาจวบจนมาถึงปัจจุบันและต่อไปยังอนาคตเพราะท่านทั้งสองได้กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้นั้นไม่มีวันจบสิ้นและสามารถที่จะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วย            สรุปคือตลอดทั้งวันนั้นอาจารย์จีระได้พยายามชี้ให้เห็นว่าคนเรานั้นไม่ได้มีอะไรที่ต่างกันเลย แต่สิ่งที่จะทำให้คนเกิดความแตกต่างกันได้นั้น มาจากความสนใจ ใคร่รู้ในตัวเองและความพยายามมุ่งมั่นที่จะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ สมาชิกในกลุ่ม ผู้ร่วมอุดมการณ์ 
  1. ร.ท.ปริญญา  รื่นเสือ
  2. ส.ท.ต่อตระกูล  ศรีลาภา
  3. นายสรศักดิ์  ขันติสมบูรณ์
  4. นายธนู  พุกชาญค้า
  5. นายนัฐพงษ์  นิลศิริ
  6. นายกิตติศักดิ์  ดวงแก้ว
  7. นายจิรพัฒน์  ศรีจั่น
  8. นายภานุพงษ์ พิศรูป
พรยุพา คัมภีรญาณนนท์
IP: xxx.19.52.58
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์  และอาจารย์ยม  นาคสุข                 จากการรับฟังวิทยุ FM 96.50    เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม  2550  ท่านอาจารย์จิระได้กล่าวถึง  ระบบทักษิโณมิคส์และเศรษฐกิจพอเพียง ว่าไม่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกัน                 ระบบทักษิโณมิคส์เป็นระบบที่คิดนอกกรอบ คิดเร็ว ทำเร็ว แต่ขาดจริยธรรมและคุณธรรม  มีผลดีในระยะสั้น แต่มีผลเสียในระยะยาวเพราะทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และญาติพี่น้องเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง   แต่  เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาสอนให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงใช้จ่ายอย่างประหยัด  ชาวต่างประเทศยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่ได้ทดแทนเศรษฐกิจแต่เป็นปรัชญาที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่อย่างยั่งยืน โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คิดว่าถ้าชาวต่างชาติซึ่งถือตนเป็นปัญญาชน ได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคงจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่  ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็น ปรัชญาที่มีแนวคิด  รัฐบาลต้องให้ความรู้เผยแพร่ให้ต่างประเทศได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งภายในและต่างประเทศต่อไป           ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาความยากจนนั้น   อาจารย์จีระย้ำว่าความยากจนกับมนุษย์นั้นเป็นของคู่กัน ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาตลอดชีวิตก็ว่าได้   เพราะสังคมไทยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขามีอยู่  แต่กลับถูกนักการเมืองเอารัดเอาเปรียบโดยการใช้อำนาจทางการเมือง บีบบังคับ   แต่เราป้องกันตนเองได้ถ้ามี  การสร้างตัวเองให้เข้มแข็ง  สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  และให้ยึดแนวคิดทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง  เท่านี้ประชาชนก็จะอยู่รอดได้ในโลกแห่งทุนนิยม                กล่าวโดยสรุปในการบริหารประเทศที่ผ่านมา   ระบบเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ล่มสลายเหมือนในขณะนี้  ที่สำคัญหลักเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับการยอมรับยกย่องมากในประเทศจีน   ในอดีตที่ผ่านมาเราใช้ ระบบทักษิโณมิกส์   มาบริหารประเทศซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหายนะของระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีแล้ว   ถ้ารัฐบาลใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่อย่างยั่งยืนมาใช้บริหารบ้านเมือง โดยให้ความรู้กับประชาชนในการใช้จ่ายอย่างประหยัด  ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง  การไม่ก่อหนี้  คิดเป็นระบบประเทศชาติ  ก็จะพัฒนาทัดเทียมกับต่างประเทศได้ พรยุพา  คัมภีรญาณนนท์   รหัสนักศึกษา  49038010034   MPA 3 Pornyupa_tew @ yahoo.co.th 
นายพิพัฒน์ อรรถเอี่ยม
IP: xxx.183.233.11
เขียนเมื่อ 
เรียนอาจารย์ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์   และอาจารย์ยม  นาคสุข  เมื่อวันพุธที่  31  มกราคม  2550  กระผมได้ฟังรายการวิทยุทางสถานี  FM 96.5  MHz  เวลา  19.30-20.30   โดยมีอาจารย์    จีระ  หงส์ลดารมภ์  และคุณนาตยา  แวววีรคุปถ์  เป็นผู้ดำเนินรายการ  คุณนาตยาเป็นผู้ซักถาม   เรื่องราวเกี่ยวกับการวิจารย์ของสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับระบอบทักษิโณมิกส์ของรัฐบาลชุดก่อน  เปรียบเทียบกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  อาจารย์จีระเป็นผู้ตอบคำถาม  ระหว่างรับฟังอยู่ก็มีปัญหาทางด้านสัญญาณโทรศัพท์เล็กน้อยทำให้เสียเวลาไปหลายนาที   คุณนาตยาซักถามได้ดีมากอาจารย์ก็ตอบคำถามได้อย่างเฉียบคมทำให้กระผมได้ความรู้ขึ้นอีกมากมาย  จากการฟังรายการวิทยุของอาจารย์จีระ  ในวันนั้นประโยชน์ที่ได้รับได้รู้ถึงความเป็นมาทางด้านการเมืองของรัฐบาลชุดที่แล้วและได้เห็นถึงข้อดีและข้อเสีย  การบริหารระบอบทักษิโณมิกส์มีข้อดีข้อเสียอย่างไร  และทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีอย่างไร  จากการวิภาควิจารย์ของสื่อต่างชาติเกี่ยวกับระบอบทักษิโณมิกส์ว่าได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วถึง  5  ปี เพราะหลายประเทศให้การยอมรับ  เช่น  SML ,โคล้านตัว  และ  30  บาท   จริงๆ แล้วสื่อต่างชาติเข้าใจผิดหรืออาจเป็นเพราะอำนาจเงินทำให้สื่อคล้อยตาม   จุดอ่อนของระบอบทักษิโณมิกส์  มี  3  ทาง  คือ1.    ขาดคุณธรรมและจริยธรรม  คุณทักษิณมีความดีก็เยอะ  มีคดีก็แยะ2.  ดีระยะสั้นแต่ระยะยาวไปไม่ดี  คนเรามักอยากได้อะไรที่มาง่ายๆ คนไม่มีความรู้มักชอบ  คนมีความรู้จะไม่ชอบ3.  ทำอะไรไม่มองประโยชน์ของประชาชน  ผลประโยชน์อยู่ที่คนใกล้ชิด  สกัดกั้นองค์กรอิสระชอบใช้อำนาจเบ็ดเสร็จข้อดีของทักษิโณมิกส์  คือ1.    คิดเร็วทำอะไรรวดเร็ว2.    คิดนอกกรอบทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   สื่อต่างชาติวิจารย์ว่าไม่เหมาะกับการทำธุรกิจกับต่างชาติ  ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าจะดีจริง   แต่หลายประเทศก็ชื่นชมยกย่องเศรษฐกิจพอเพียง  เช่น  จีน  พม่า เวียดนาม   เพราะเป็นปรัชญาที่ทำให้โลกยั่งยืน   ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจนอยู่  สังคมไทยไม่ให้คนจนแสดงความคิดเห็น  ประชาธิปไตยเรายังไม่เปลี่ยนเพราะคนไทยยังคิดไม่เป็น  นับถือคนรวยไม่นับถือคนดี   ยกตัวอย่างประเทศอเมริกาประธานาธิบดีผิดพลาดเรื่องอีรักประชาชนก็จะหันไปพรรคการเมืองตรงกันข้าม   นักวิชาการหลายท่านออกมาแสดงความคิดเห็นได้ดี  เช่น  ดร.ธันวา  ดร.สุเมธ  และหมอประเวศน์   การที่สื่อต่างชาติวิจารย์กันแบบนี้ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะนักลงทุนต่างประเทศไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ยังคงปฏิบัติเหมือนเดิมสรุปแล้วสิ่งที่ได้รับจากการฟังวิทยุในครั้งนี้ได้รู้ถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นทฤษฎีที่ยั่งยืนเหมาะกับคนไทย  ไม่ประมาท  เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตสามารถนำไปใช้บริหารองค์กรได้และความรู้ที่ได้รับในวันนี้จะนำไปต่อยอดพัฒนาหน่วยงานของกระผมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป                         
พรพรรณ นฤมิตเศรษฐกุล
IP: xxx.157.30.8
เขียนเมื่อ 
เรียน อ.ดร.จิระ อ.ประกาย และ อ.ปิยะในตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ม.ค. 50  อ.ประกาย ได้จุดประกายให้ได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้คนทุกคนทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องมี Ability & Motivation และผู้บริหารที่ดีต้องมีบทบาทที่สำคัญ 4 เรื่อง ดังนี้ 1) Pathfinder 2) Aligning 3) Empower 4) Role model  เมื่อเข้าสู่เรื่อง Managing Changes สิ่งที่สำคัญคือ “Change before yo are forced to change” และได้พูดถึง Model for Cnange แล้ว อ.ปิยะ ได้มาต่อยอด โดยให้ทำกิจกรรมกลุ่ม โดยให้ใช้หลัก Model for Cnange โดยให้คิดว่า ถ้าองค์กรมีการเปลี่ยนแปลง จะมีวิธีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งกลุ่มได้เลือกเรื่อง เปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านธุรการ เพื่อเพิ่มผลผลิตและได้ใช้ขั้นตอน Model for Cnange เป็นแนวทางในการทำกิจกรรม  ดังนี้  1)     เหตุผลที่เลือกเรื่อง เนื่องจาก ปัจจุบันเดิมงานด้านธุรการ เป็นงานที่เป็นหน่วยงานในการจัดทำเอกสารของหน่วยงาน ซึ่งมีทั้งการจัดส่งเอกสารภายนอกและจัดทำเอกสารภายใน โดยจะมีวิธีการทำงานแบบเดิม คือ จะทำตามหน้าที่เพื่อให้งานเสร็จเท่านั้น  ดังนั้น เพื่อทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ ทุกคนในงาน จึงได้มีข้อตกลงร่วมกันที่จะพัฒนาการทำงานของพนักงานแต่ละคน เพื่อจะได้เพิ่มผลผลิตของหน่วยงานให้เร็วยิ่งขึ้น2)     วิธีิการดำเนินงาน ดังรายละเอียดในแผนงานแผนงาน คือ เปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านธุรการ เพื่อเพิ่มผลผลิตผลที่คาดหวัง คือ เพิ่มผลผลิตของพนักงาน ร้อยละ 20กิจกรรม1. วิเคราะห์กระบวนการทำงาน โดยใช้กระบวนการ SWOT ANALYSIS รวมทั้งวิเคราะห์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานธุรการทั้งภายนอกและภายในหน่วยงาน  สิ่งที่ต้องการสนับสนุน คือ บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถด้านการทำ SWOT ANALYSIS ผู้รับผิดชอบ คือ หัวหน้าและพนักงานทุกคนในหน่วยงาน กำหนดการแล้วเสร็จ  เวลา 1 เดือน ความถี่ในการติดตามผล  ทุก 1 สัปดาห์          2. จัดกระบวนการทำงานใหม่  ได้แก่ การกำหนดขั้นตอนในการทำงาน การวิเคราะห์อุปกณ์ที่จำเป็น เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์   กำหนดผู้รับผิดชอบ+หน้าที่ของพนักงานแต่ละคน เป็นต้น  สิ่งที่ต้องการสนับสนุน คือ การฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ผู้รับผิดชอบ คือ หัวหน้าและพนักงานทุกคนในหน่วยงาน กำหนดการแล้วเสร็จ 3 เดือน ความถี่ในการติดตามผล ทุก 1 สัปดาห์          3. ทดลองปฏิบัติและประเมินผล สิ่งที่ต้องการสนับสนุน  คือ หัวหน้า และ ผู้รับผิดชอบ คือ หัวหน้า และพนักงานทุกคนในหน่วยงาน กำหนดการแล้วเสร็จ 3 เดือน ความถี่ในการติดตามผลทุก 1 สัปดาห์           4. นำไปปฏิบัติจริง และ ประเมินผล ผู้รับผิดชอบ คือ หัวหน้าและบุคลาการทุกคนในหน่วยงาน 3)     สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ระบบงานผลิตและแจกจ่ายเอกสาร ระบบการทำงานของพนักงาน และระบบการประเมินผลสรุป สิ่งที่ได้รับการจากเรียนในวันนี้ คือ “Change before yo are forced to change” และ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่....ขอบพระคุณทั้ง 2 ท่านค่ะ..กลุ่ม Productivity  พรพรรณนฤมิตเศรษฐกุล, ธิติการ ชมะโชติ, วิภาวี ชมะโชติ, ประณีต น่วมเปรม และ ผลึกพร อนันตพงษ์... 
พรพรรณ นฤมิตเศรษฐกุล
IP: xxx.157.30.8
เขียนเมื่อ 
เรีย อ.ดร.จิระ

         รายการเวทีความคิด  เมื่อวันพุธที่ 31  มกราคม  2550  เวลา  19.30  น. ได้ออกอากาศโดยรู้สึกว่าทางสถานีวิทยุ จะมีปัญหาบางประการทำให้รายการขลุกขลักไปบ้างค่ะ

อาจารย์  ได้กล่าวถึงระบอบทักษิโนมิก  เอาไว้ว่า  เป็นระบอบมุ่งด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และเป็นระบบที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม  เพราะที่ผ่านมา ได้เกิดข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชั่น  ปัญหาแทรกแซงองค์กรอิสระ  นโยบายประชานิยมของคุณทักษิณเป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ส่งผลดีในระยะสั้น  แต่ในระยะยาวได้ก่อปัญหาไว้มากมาย เช่นโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล  ซึ่งประชาชนเห็นดีที่ได้กู้เงินมาเพื่อใช้จ่าย  ซึ่งประชาชนเองรู้ไม่เท่าัทัน ทำให้เกิดเป็นปัญหาซ้ำเติมประชาชนที่ไม่รู้ จนต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

                ข้อดีของคุณทักษิณ  คือ  การคิดนอกรอบ  คิดเร็วทำเร็ว  และรู้จังหวะในการใช้อำนาจ ทำอะไรผลประโยชน์ตกกับคนพวกพ้อง แต่สำหรับเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น  แม้ว่าจะได้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว แต่ไม่เคยคิดจะนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง  แต่กลับดำเนินนโยบายแบบประชานิยมซึ่งสวนทางกับปรัชญาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง  ที่เน้นความมีเหตุมีผล   การมีภูมิคุ้มกัน  และเดินสายกลาง

ในทัศนะของดิฉันคิดว่า  โดยข้อดีของคุณทักษิณนั้น ถ้าคุณทักษิณ มีความจริงใจต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ก็จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทันเทียมกับอารยะประเทศได้อย่างไม่ไกลเกินฝัน แต่น่าเสียดายที่คุณทักษิณใช้โอกาสที่มีอยู่อย่างขาดคุณธรรมและจริยธรรม ซำ้ร้ายยังทำให้ประเทศชาติต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเสียเอกราชให้แก่ประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 5 ล้านคน และถ้าหากคุณทักษิณ ได้ทบทวนในสิ่งที่ได้กระทำลงไป ก็จะพบสัจธรรมในเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่แม้แต่ UN เมื่อได้รู้ปัญหาที่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าว ก็ได้ประกาศที่จะเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่สมาชิกทุกประเทศได้รับถึง สัจธรรมของการคงอยู่อย่างยั่งยืน ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ พระบาทสมเด็จพระอยู่หัวฯ ของไทยที่ทรงสรรสร้างให้แก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก        ขอแสดงความนับถือ..นางสาวพรพรรณ  นฤมิตเศรษฐกุล
นายมงคล กิจสมโภชน์ รหัส 49038010032
IP: xxx.33.44.202
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ตามที่อาจารย์ ดร.จีระได้แนะนำให้นักศึกษาฟังรายการวิทยุรายการเวทีความคิดสถานีวิทยุFM 96.5 ในวันพุธที่ 31 มกราคม เวลา 19.30 – 20.30 น.ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์อาจารย์จีระโดย คุณนาตยา แวววีระคุปต์ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและระบบทักษิโณมิก ซึ่งระบบทักษิโนมิกเป็นระบบที่กระตุ้นให้คนไทยได้ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเกินตัวโดยไม่ได้นึกถึงความจำเป็นในการใช้จ่าย ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ มีกิน มีใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นระบบทักษิโนมิกจะมีจุดอ่อนคือ 1.ขาดคุณธรรม จริยธรรม จะก่อให้เกิดปัญหาการคอรัปชั่น ขัดกับทฤษฎี 8 K ของท่านอาจารย์จีระ ซึ่งเน้นในเรื่องคนเก่งต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรมด้วย 2. ระบบทักษิโนมิกนั้นดีแค่ในระยะสั้น เพราะถ้าทำในระยะยาวจะมีปัญหา เนื่องจากประชาชนต่างจังหวัดมีค่านิยมที่รอเงินจากนักการเมือง 3. ระบบทักษิโนมิกนั้นอันตรายมาก เพราะผลประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้ตกแก่ประชาชน แต่ตกแก่นักการเมืองและพวกพ้อง ประชาชนเป็นเพียงฐานอำนาจทำให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จเท่านั้