GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

พ่อแม่ของผมกับวิชาภาษาอังกฤษ

ผมชอบภาษาอังกฤษด้วยความแค้น

วิชานี้ทำให้ผมเสียน้ำตาตอนปอห้า

เรื่องมีอยู่ว่าวันแรกที่เรียนภาษาอังกฤษตอนปอห้า คุณครูให้การบ้านคัด A-Z เลย คนอื่นเขาเรียนมาหมดแล้ว แต่เราเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนบ้านนอกต่างอำเภอ

คืนนั้นทำการบ้านไปร้องไห้ไป คิดในใจว่าจะไม่ให้วิชานี้มาทำร้ายผมได้อีก ตั้งแต่นั้นผมชอบภาษาอังกฤษด้วยความแค้น จนวิชานี้เป็นวิชาทำเกรดของผมโดยตลอดจนถึงมหาวิทยาลัย

ดูหนังฝรั่งต้องดู Soundtrack หมั่นฟังเพลงฝรั่ง เพลงไหนชอบมากๆ หาเนื้อมาอ่าน ทำให้เห็นความงดงามของภาษามากขึ้น

คิดแล้วต้องกราบขอบพระคุณพ่อแม่ที่ ท่านทั้งสองอยู่ข้างๆ ในเวลานั้น

ในการทำการบ้านภาษาอังกฤษวันนั้น ท่านทั้งช่วยทำการบ้าน ซับน้ำตา และให้กำลังใจ จนก้าวข้ามอุปสรรคมาจนได้

พ่อแม่คือพรหมของลูกแท้ๆ




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 73782
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

คะ ความแค้นในวิชาภาษาอังกิด ...กับความรักของคุณพ่อคุณแม่

น่าสนใจคะ.... ประทับใจ

แวะมายิ้มให้คุณ ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ด้วยความเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

หัวอกเีดียวกันเป๊ะ ๆ เลยค่ะ

 

แต่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะคะ  ภาษาญี่ปุ่นค่ะ แหะ ๆ

 

แค้นมากเลยค่ะ  ที่ต้องมาเรียนตอนแก่เนี่ย

 

คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามยังดีนะคะ ป.๕ เอง

 

นี่....ง่า....จบป.๕ มานานมากแล้วน่ะค่ะ

 

ยังเคยบอกเพื่อน ๆ ว่า สงสัยสมองมันจะเมมโมรี่เต็มแล้ว

 

เปลี่ยนฮาร์ดไดร์ฟก็ไม่ได้

 

ซื้อ Thumb Drive เพิ่มก็ไม่ได้

 

ก็เลยทุลักทุเลมากค่ะ กับภาษาญี่ปุ่น

 

ทุกวันนี้ก็ยังลำบากอยู่

 

แต่มีจุดที่ทำให้ฮึดอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ คล้าย ๆ กัน

 

คือมันก็แค้น ๆ นั่นเอง

 

ปกติช่างพูดค่ะ ชอบพูด (ดูออกเลยใช่ไหมคะ ฮิ ๆ)

 

ก็เลยไปแข่งพูดภาษาญี่ปุ่นในหมู่นักเรียนซะงั้น

 

นึกว่าจะใช้แอ๊คติ้งช่วย ฮิๆ

 

แต่ว่า...ง่า...พลาดค่ะ แหะ ๆ

 

พลาดด้านเทคนิค เขาบอกว่าเราไม่ใช่สุนทรพจน์

 

แต่เป็นการชวนคนเล่นเกมส์

 

หนอย....แค้นนนนนน ฮิ ๆ

 

เคยเห็นคนแก่อ้วน ๆ แค้นค้างปีไหมคะ?

 

วันนั้นจำแม่นเลยค่ะว่า  บอกตัวเองว่า

 

คอยดูนะ  ปีหน้า I'll be back.

 

ทำหน้าแบบ อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์ ไปด้วยในใจ

 

และก็นั่งแพลน strategy ในการแข่้งของปีต่อไป ตั้งแต่ในวันที่พลาดนั้นเลยค่ะ

 

คือวันนั้นได้ที่ ๔ น่ะค่ะ แหะ ๆ

 

ไม่มีรางวัลชมเชย  มันเลยแค้นนนน ฮิ ๆ

 

ความจริงไม่น่าเลยเนอะ  ได้แค่นั้นก็น่าจะดีใจจะตายแล้ว

 

มนุษย์เรากิเลสไม่มีที่สิ้นสุดก็อย่างนี้นี่เอง

 

แต่ก็อะนะ  ยังดีที่หัดหมุน "ทุกข์" ที่บีบคั้น ให้มันมาเป็นวิริยะ อุตสาหะ กับเขาได้บ้าง

 

ปีถัดมา  ถอดหัวใจพูดเลยค่ะ

 

แต่แปลก  เพราะพอเอาเข้าจริง ปีถัดไป  มันไม่ได้อยากชนะแล้ว

 

มันอยากพูดทดแทนบุญคุณบุพการีมากกว่า

 

เพราะเนื้อเรื่องที่พูดประมาณนั้น

 

แอบจะซึ้งน่ะค่ะ

 

ูพูดไปมีน้ำตาคลอด้วย  ไม่ได้แอ๊คติ้งแล้ว  คราวนี้ของจริง

 

แต่ก็มีแทรกขำ ๆ นะคะ  เพราะพูดไปก็ลืมบท  สะดุ้งเฮือก  คนดูขำกลิ้ง

 

มีครบทุกรสเลยค่ะ

 

พูดเสร็จก็โล่งอก  จบ ๆ เสียได้

 

นึกในใจ  ปีหน้าไม่เอาอีกแล้ว  หาเรื่องจริง ๆ เลยตู

 

ก่อนแข่้งโทร.ไปหาคุณแม่้  บอกว่าให้คุณแม่เอาใจช่วยด้วยนะ   ยังตื่นเต้นเหมือนตอนเด็ก ๆ เลย   (โทร.ไปอ้อนค่ะ)

 

ถ้าได้รางวัล จะให้คุณแม่ไปทำบุญหมดเลย (มีติดสินบนด้วย)

 

คุณแม่บอกว่าจะนั่งสมาธิให้  แล้วก็อวยชัยให้พร

 

ก่อนก้าวขึ้นเวที  ไม่ลืมบอกเทวดาเจ้าที่เจ้าทาง  และอธิษฐานถึงคุณทวด เพราะจะพูดถึงท่าน

 

คนที่พูดคนสุดท้าย  เป็นเพื่อนห้องเดียวกันค่ะ  พูดดีมาก  กินใจมาก  เรื่องราวของเธอเอง  เป็นชีวิตที่ฝ่าฟันอุปสรรคดีจริง ๆ

 

เชียร์เธอมากเลยค่ะ  มั่นใจว่าเธอจะต้องชนะเลิศแน่ ๆ  เพราะเธอพูดไม่ผิดเลย  เสียงดังฟังชัด  และดีกว่าผู้เข้าแข่งขันจากที่อื่นมาก

 

แถมเป็นคนดีอีก  ให้เราลอกการบ้านบ่อย ๆ ด้วย (อ้าว)

 

ประกาศที่ ๔ (ทีปีนี้ล่ะมีที่ ๔ ฮึ งอนดีกว่า) ก็แล้ว  ที่ ๓ ก็แล้ว ที่ ๒ ก็แล้ว  ก็เริ่มถอดใจแล้วล่ะค่ะว่า  สงสัยดวงเราคงเอาดีภาษาญี่ปุ่นไม่ได้แล้วล่ะ  เพราะที่ ๑ ต้องเป็นของเพื่อนใจดีที่ให้เราลอกการบ้านนั่นเอง  เธอนอนมาเห็น ๆ

 

เตรียมหันไปตบมือแสดงความยินดีกับเธอแล้ว  เพราะเธอนั่งข้างหลังเราในห้องประชุมใหญ่

 

ปรากฏว่า  เซนเซที่สอนภาษาญี่ปุ่นที่เป็นผู้ชายชาวญี่ปุ่น  ประกาศหัวข้อสุนทรพจน์ที่ได้รางวัลที่ ๑ มันไม่ใช่อันที่เธอพูดนี่นา  เอ๊ะ...คุ้น ๆ นี่หว่า  อ้าว....

 

เซนเซ ประกาศชื่อเรา "เฮ้ย!!"

 

นั่งงงเป็นไก่ตาแตก 

 

และคงทำหน้าทุเรศพอใช้  เพราะเขาหัวเราะกันทั้งหอประชุม  อาจจะยกเว้นเพื่อนเราคนนั้น

 

เซนเซที่สอนภาษาเดินหัวเราะจากหน้าเวทีมาจูงมือเราถึงที่นั่งออกไปที่เวที  เพื่อรับโล่และรางวัล

 

เรายังทำหน้าไม่ถูกอยู่เลย  เพราะในหัวมั่นใจว่า  เพื่อนเราต้องได้  

 

ตอนนั้นมันชักจะเบลอ ๆ จำไม่ได้ว่ามีกี่รางวัล หลายอย่างเหลือเกิน ทั้งโล่ ทั้งกล่อง และซองเงินรางวัล

 

เย้...ได้ตังค์ให้แม่ทำบุญแล้ว

 

พอถ่ายรูปหมู่ตอนจบเสร็จ  รีบโทร.ไปบอกคุณแม่  คุณแม่หัวเราะชอบใจ  บอกว่าแม่นั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิให้ตลอด

 

ก็เลยคิดว่า  เป็นเพราะอานิสงส์ที่คุณแม่ส่งกำลังใจมาช่้วยนั่นเอง

 

ชนะด้วยแรงบุญ แรงกุศลแท้ ๆ

 

เพราะลำพังการพูดผิด ๆ ถูก ๆ สะดุ้งเฮือกลืมบท แถมมีน้ำตาคลออีกต่างหากนี่  คงไม่น่าจะชนะใจกรรมการแน่

 

นอกจากกรรมการญี่ปุ่นจะถูกใจกับเนื้อเรื่องเสียขนาดนั้น

 

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด

 

มารู้ทีหลังว่า  คนญี่ปุ่นเขาไม่ได้ให้คะแนนคนที่ระดับความสามารถ

 

แต่เขาดูที่ความพยายาม ความตั้งใจ

 

บางทีเขาอาจจะเห็นที่เราไม่ท้อถอยก็ได้

 

อาจจะจำได้ว่าคนนี้เคยพลาดมาเมื่อปีที่แล้ว

 

แบบฉิวเฉียด  เพราะพลาดด้านเทคนิค คือ ผิดกติกา

 

แต่้ไม่ย่อท้อ  (หน้าด้าน) มาแข่งใหม่

 

และถึงจะพูดผิด ๆ ถูก ๆ  ก็ทนสู้พูดต่อจนจบ

 

ไม่ถอดใจไปเสียก่อน

 

สรุปว่า  เรื่องที่เล่ามานี้  คล้ายกับเรื่องของคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามถึงสามประเด็นใหญ่ด้วยกันเลยค่ะ

 

เรื่องแรก  คือ เีรียนภาษาใหม่ช้ากว่าคนอื่นเขา  แล้วอาการน่าเป็นห่วง ฮี่ ๆ

 

เรื่องที่สอง  มีเหตุให้ต้องแค้น  ฮิ ๆ

 

เรื่องที่สาม ไม่ลืมพระคุณคุณแม่ที่คอยเคียงข้างให้กำลังใจลูกเสมอ  แม้นลูกจะโตเป็นนักเรียนโข่งขนาดนี้แล้วก็ตาม

 

เลยกลายมาเป็นได้ ลปรร กับคุณ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามเีสียยาว

 

ต้องขอโทษด้วยค่ะที่มาอาศัยพื้นที่

 

และขอบพระคุณค่ะที่ช่วยกรุณาจุดประกาย

 

ให้ได้นึกถึงเรื่องดี ๆ

 

และได้ขอบพระคุณคุณแม่อีกครั้ง

 

สวัสดีคุ่ะ,

 

ณัชร

 

อิอิ เก่งจัง สงสัยแป้นคงเรียนในโรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล เลยไม่มีลูกฮึดเท่าไหร่ ตอนจบใหม่ๆ ก็ยังดีๆอ่านออกเขียนได้ พูดคล่องอยู่เลย แต่ปัจจุบัน คืนคุณครูไปหมดแล้ว สงสัยต้องมาฮึดใหม่ หาหนัง soundtrack มาดูบ้าดีฝ่า เผื่อจะเก่งแบบคุณผู้ไม่ประสงค์จะออกนามบ้าง

ดีนะ...ที่คุณไมประสงค์จะออกนามยังมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้กำลังใจ

น่าทึ่งจังค่ะ แปลงความแค้น เป็นแรงผลัก

ขอบคุณเรื่องราวน่ารักๆ ค่ะ

^

ล่าสุดผมอ่านเรื่องของนักวิ่งมาราธอนที่อายุมากที่สุดในโลก อายุ ๑๐๐ ปี

เขาวิ่งเพราะสูญเสียคนที่รัก เลยเอามาเป็นแรงวิ่งมาราธอน อ่านแล้วอึ้ง ชื่นชม

เขาชื่อ Fauja Singh