GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อัศวินประลองยุทธ์

เกร็ดความรู้...
อัศวิน (knight) ที่เราเห็นสวมเกราะ กับ หมวกเฮลเม็ทครบครัน ถือแหลนยาวเฟื้อยแล้วควบม้า เข้าโรมรันต่อกันอย่างดุเดือดนั้น ถือกำเนิดขึ้นในยุคกลาง ของยุโรป คือราว ค.ศ.1000 การต่อสู้ผจญภัยของพวกเขานั้น จัดเป็นสิ่งธรรมดา ในชีวิตประจำวันครับ ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะบันทึกรายละเอียด เหตุการณ์เหล่านี้เท่าใดนัก เผอิญว่านักประวัติศาสตร์คนหนึ่งนามว่า จูเลียต บาร์เคอร์ ไปค้นพบเอกสารโบราณอายุ 500 ปี ในราชวิทยาลัยอาวุธแห่งกรุงลอนดอนเข้า เป็นเอกสารเขียนสีบนหนังสัตว์ยาวเกือบ 20 เมตร ก็ราวๆความยาวของเลนโบว์ลิ่งละครับ มันม้วนกลมไว้จึงเรียกกันว่า เวสต์มินสเตอร์รอลล์ (Westminster Roll) ข้อความในเอกสารนี้บรรยายถึงวิถีชีวิตของอัศวินในยุคกลาง เราจึงได้ทราบถึงข้อเท็จจริงหลายอย่างของพวกเขาครับ

เมื่อพันกว่าปี มาแล้ว ดินแดนยุโรปเป็นที่ อาศัยของชนเถื่อน เผ่าเล็กเผ่าน้อยกระจัด กระจาย ยังไม่มีประเทศหรอกครับ ไม่ว่าจะอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน แต่พวกเขาจะเรียกตัวเองเป็นชน แซกซอน (Saxons) บ้าง ไวกิ้ง (Viking) บ้าง ครั้นแล้วก็มีชนเถื่อนที่มีพลังกล้าแข็ง บุกรุกรานเข้ามาบนเกาะอังกฤษในราว ค.ศ.1066 พวกนี้มีชื่อว่า นอร์มัน (Norman) พูดภาษาฝรั่งเศสเป็นพื้น ขี่ม้าถือแหลนตะลุยปราบพวกที่อาศัย อยู่เดิมอย่างไร้ ความปรานีจนราบคาบ จะเรียกพวกนี้ว่าเป็นอัศวินพวกแรก ของโลกก็ว่าได้

นักสู้ นอร์มันพิชิตเกาะอังกฤษได้แล้วก็บุก ไปโจมตีอิตาลี ครอบครอง ดินแดนตะวันออกใกล้ได้ ทั้งหมด ยึดนครเยรูซาเลม แล้วจัดตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้น ตลอดชีวิตของพวกเขานั้นมีแต่การรบพุ่งต่อสู้ครับผม

เมื่อว่างจากศึก สงคราม เหล่าอัศวินนอร์มันก็จะฝึกปรือวิทยายุทธ์ใน ระหว่างกัน แล้วก็พัฒนากลายมาเป็นการประลอง ยุทธ์ ซึ่งพวกเขาจัดขึ้นเป็น ครั้งคราว เรียกว่า ตูร์นี (Tournee) ก็คล้ายกับการแข่งขันกีฬาทุกวันนี้ที่จัดเป็นทัวร์นาเมนต์นั่นแหละครับ

การ ประลองยุทธ์สมัยแรกๆนั้น ไม่มีกติกา ต่อสู้กันอย่างโหดร้าย ต่างฝ่ายต่างก็งัดกลยุทธ์ ทุกรูปแบบมาใช้ เช่นว่า ซุ่มยิงด้วยธนู สังหารม้าให้ ด่าวดิ้นแล้วจึงพิชิตนายของมัน บางทีก็ใช้วิธีกลุ้มรุมแบบหมาหมู่ ยังดีกว่าในสงครามนิดหน่อย คือไม่หมายพิฆาตคู่ต่อสู้ จนถึงตาย แต่จะจับเป็นเพื่อยึดเอาเสื้อเกราะและสมบัติต่างๆ พร้อมทั้งเรียกค่าไถ่จากครอบครัวของผู้พ่ายแพ้

อัศวินผู้ชนะนั้นจะ ได้รับเกียรติยศและ ร่ำรวย ดั่งเช่น บันทึกประวัติชีวิตของ อัศวินอังกฤษที่ชื่อ วิลเลียม มาร์แชลล์ เขาถือกำเนิดในปี ค.ศ.1147 ผู้เป็นบิดามีฐานะ ยากจน จึงส่งเขาไปพึ่งพาอาศัยอยู่ในวัง ของท่านดยุคผู้มีอำนาจแห่งฝรั่งเศส ตั้งแต่อายุ แค่ 7 ขวบ วิลเลียมได้พยายาม มุมานะ ฝึกฝนวิทยายุทธ์ จนเมื่ออายุ 17 ปี ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมประลอง ในทัวร์นาเมนต์ หลังจากชนะติดต่อกัน หลายครั้ง เขาก็โด่งดังและแต่งงานกับ เลดี้ผู้มั่งคั่ง กระทั่งที่สุดก็มีปราสาทของ ตนเองอยู่ที่แคว้นเวลส์ นี่ก็เป็นตัวอย่าง หนึ่งครับ

กาลเวลาผ่านไป สองสามศตวรรษ การประลอง ยุทธ์เริ่มปรับปรุงให้มีแบบแผนอารยะขึ้น สู้กันอย่าง สุภาพบุรุษ ไม่ลอบทำร้ายหรือกลุ้มรุม แต่เป็นแบบขี่ม้าถือแหลนเข้าปะทะกันตัวต่อตัว การต่อสู้แบบนี้ค่อนข้างรุนแรงและ เป็นอันตรายอย่างยิ่งครับ ดังนั้น อัศวินผู้กล้าจึงต้อง มีเกราะป้องกันตัว แต่ละคนจะสั่งทำเกราะเฉพาะตนที่สวมใส่ได้พอดีตัว จัดเป็นสมบัติประจำกายที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด

เชื่อมั้ยครับว่า เกราะนั้นประกอบขึ้นจากโลหะกว่า 100 แผ่น!

การ ประกอบให้เข้า กันจะใช้หมุดย้ำกว่า 280 ตัว บานพับ 18 อัน และเส้นหนัง 24 เส้นร้อยรัด เกราะชุดหนึ่งๆใช้เวลา ทำถึง 600 ชั่วโมง และราคา สูงถึง 13,000 ดอลลาร์ (เทียบค่าเงินบาทปัจจุ-บันก็ราวๆห้าแสนบาท!)

นอกจาก นี้ ยังต้องสวมหมวกเหล็ก ป้องกันศีรษะ (helmet) ซึ่งมีลักษณะต่างๆ กัน ที่นิยมมากก็คือ แบบหน้าแหลม เหมือนจะงอยปากนก เบ็ดเสร็จสิริรวม น้ำหนักเครื่อง ป้องกันตัว ที่ทำด้วยเหล็กกล้า นี้ ก็ร่วมๆ 50 กิโลกรัม หนักอึ้งเอาการ มีตำนานเล่าว่า ในปี ค.ศ.1415 อัศวินอังกฤษกับ ฝรั่งเศสต่อสู้กัน แล้วม้าศึกของฝ่าย ฝรั่งเศสติดหล่มล้มลง อัศวินฝรั่งเศส ลุกไม่ขึ้นครับ เพราะเสื้อเกราะถ่วงไว้ ก็เลยโดนสังหารเรียบร้อยโรงเรียน อังกฤษ

การประลองยุทธ์หรือทัวร์นาเมนต์ในสนามแข่งขัน จัดเป็นงานสังคมอย่างหนึ่ง ทั้งราษฎรตลอดจนขุนนางชั้นสูงแม้กระทั่งกษัตริย์ก็จะมาร่วมชุมนุมเป็นพยาน ในการต่อสู้ สนามแข่งขันนั้นเล็กกว่าสนามฟุตบอลหน่อย ผู้เข้าประลองนั้นเมื่อสวมเกราะ และหมวกแล้ว ก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ดังนั้น อัศวินแต่ละคนจะต้องมีตราเป็นสัญลักษณ์ประจำตน ติดอยู่ที่โล่หรือเกราะ

สำหรับแหลนอันเป็นอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงกันนั้น ยาวถึง 5 เมตรครับผม!

ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ที่ปลายแหลมเปี๊ยบ ดังนั้นจึงเป็นอาวุธอันตรายอย่างยิ่ง

หาก ทว่า การแพ้ชนะนั้นมิใช่อยู่ที่การเข่นฆ่าคู่ต่อสู้จนถึงแก่ความตายหรือพิกล พิการเลี้ยงไม่โต แต่อยู่ที่ว่าอัศวินผู้ใดสามารถแทงคู่ต่อสู้จนแหลนของตนหักสะบั้นได้มาก ครั้งที่สุดคือผู้ชนะ

อธิบายได้ว่า เมื่อกรรมการให้สัญญาณลงมือ ทั้งคู่ก็จะตะบึงม้าเข้าหากัน พอเข้าใกล้ก็ลดแหลน ในมือมุ่งยังบริเวณลำตัวฝ่ายตรงกันข้าม อีกมือ หนึ่งนั้นก็จะกำโล่ไว้กำบังตน (บังคับม้าด้วยขา ทั้งสอง) ใครที่แทงคู่ต่อสู้ได้จะจะ แหลนก็จะหักสะบั้นไป ถ้าหากคู่แข่งขันไม่ร่วงหล่นจาก หลังม้า หรือว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็จะต้องมาตั้งต้นสู้กันใหม่ หรือหมุนเวียนไปต่อกรกับ อัศวินในแบบพบกันหมด อัศวินที่ทำแหลนหักมากเล่มที่สุดก็เป็นผู้ชนะเลิศ

บางครั้งหากร่วง ลงมาจากหลังม้าทั้งคู่ก็อาจมาฟาดฟันกันต่อภาคพื้นดิน จะด้วยอาวุธใดก็แล้วแต่กติกาที่วางไว้ อาจเป็นดาบ เป็นโซ่ติดลูกตุ้ม ขวานศึก ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจที่ สุดในยุคอัศวินเฟื่องฟูก็คือ แม่นางประจำใจ หรือเรียกง่ายๆว่า “หวานใจ” ของอัศวินก็ได้ กล่าวคือ ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีว่า อัศวินที่แท้ จริงนั้น จะต้องมีหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเขาผูกพันยอมมอบกายถวายชีวิตให้ หวานใจผู้นี้จะมานั่งเชียร์อยู่บนอัฒจันทร์ และมอบเครื่องหมายเช่นผ้าพันคอ เพื่อให้อัศวินเอาไปผูกติดกับอาวุธ หรือผูกติดแขน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ในการต่อสู้

ส่วนอัศวินก็จะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง แม้จะดำน้ำลุยไฟ หรือไปสังหารมังกรยักษ์ (ถ้ามี) เกียรติยศชื่อเสียงที่ได้มานั้นจะมอบ ให้แก่แม่นางประจำใจของเขา เป็นการเทิดทูนบูชา

การจะได้แม่นางมาเป็น “หวานใจ” สักคนนั้น มิใช่ของง่ายนะครับ หลังจากที่เขาแจ้งความจำนง ขอให้เธอผู้นั้นมาเป็นนางประจำใจ เขาจะต้องผจญภัยหาชื่อเสียง ให้กับนางเพื่อพิสูจน์ถึงความภักดี กระทั่งเมื่อแม่นางประจักษ์แจ้งและ เห็นใจแล้ว จึงจะยอมรับเป็นหวานใจให้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): อัศวิน
หมายเลขบันทึก: 72807
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)