ฟาร์มสุขเล็กๆ

          บางวัน ความรู้สึกนึกคิดก็ย้อนกลับไปหาโรงเรียน มันไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นแนวคิดที่อยากเห็นโรงเรียนปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างให้สอดคล้องกับบริบท ที่มุ่งเน้นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

          ในเมื่อเรามีผู้บริหารและคณะครู มีนักเรียนและผู้ปกครอง มีสถานที่และปัจจัยเกื้อหนุนตลอดจนมีชุมชนและผู้นำท้องถิ่น ที่คอยประสานความเข้าใจ ให้แรงสนับสนุนช่วยเหลืออยู่แล้ว

          ไม่ต้องคิดใหญ่ทำใหญ่ ค่อยๆทำเรื่องเล็กๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทุกปี

          เมื่อนโยบายลดภาระงานครูเริ่มจะเป็นรูปธรรม กับความจริงแท้แน่นอนว่า ภาระงานจะมากหรือน้อย จะเพิ่มหรือลด มิได้ขึ้นอยู่ สพฐ.หรือเขตพื้นที่เท่านั้น แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและวิธีคิดของผู้บริหารสถานศึกษา

          จึงเปิดโอกาสให้ผู้บริหารบางท่าน ในหลายๆจังหวัด เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่โรงเรียน ด้วยการปรับแหล่งเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว ที่เกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” เหนื่อยครั้งเดียวแต่ก็คุ้ม

          สามารถบูรณาการแบบผสมกลมกลืนเข้ากับการเรียนการสอน จนเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นคือ เด็กเรียนรู้คู่การปฏิบัติ มากกว่าทำไว้แค่โชว์ แต่มันมั่นคงและยั่งยืน ทำแล้วพลิกฟื้นโอกาสที่ดีงามให้กลับคืนมาสู่โรงเรียน

          กิจกรรมที่คู่ขนานไปกับการพัฒนาคุณภาพผลสัมฤทธิ์ จะสร้างแนวคิด/วิเคราะห์ สร้างประสบการณ์และทักษะชีวิต โดยสร้างสรรค์ให้อยู่นอกห้องเรียนได้ ภายใต้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและทุกคนได้ประโยชน์

          เพียงไม่กี่โครงการ ก็สามารถมัดรวมกิจกรรมเข้าด้วยกัน อาทิ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง โครงการไร่นาสวนผสม หรือ โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้

          ครูสามารถประยุกต์สาระวิชา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา และงานเกษตร จากพื้นที่ในโครงการฯเหล่านี้ และจะบังเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนในระยะยาวด้วย

          ลองนึกดู ผลงานจากสายพานการผลิตจากฟาร์มเล็กๆในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น ผัก ไข่ไก่ เห็ดและปลา ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของครูและนักเรียน มิใช่แค่การเรียนรู้ แต่สามารถสัมผัสรสชาติได้

          เรื่องนี้เข้าใจได้ว่า อาจจะยากตอนคิดริเริ่ม ต่อเมื่อลงมือจะส่งผลดีต่อคุณภาพโดยรวมของโรงเรียน

          ทุกวันนี้ ผู้บริหารและครูอาจจะเวียนวนอยู่กับความเครียดซ้ำๆ ทำเรื่องเดิมกับวิธีการเดิมๆ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมมากนัก ท้ายที่สุดก็ต้องจำยอมขึ้นสู่เวทีแห่งการตัดสิน ทั้ง RT  NT และ ONET

          ผลของการจัดการศึกษา..ไม่น่าจะมองและต้องการกันแค่ตัวเลข เราหลงใหลได้ปลื้มกับรางวัลมานานมาก  ทั้งที่คำว่า “ดีมาก” หรือ “ดีเยี่ยม”นั้น มันไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับสังคมไทยปัจจุบันและอนาคต

          เด็กจะคิดเป็นทำเป็นได้อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่แต่ในห้องเรียน และจับต้องแต่งานในกระดาษ

          ครูจะปลูกฝังให้เขารักงาน รักชุมชนท้องถิ่น และรักในงานอาชีพของพ่อแม่ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นงาน/กิจกรรม ไม่เคยฝึกทักษะอาชีพขั้นพื้นฐาน จากบทเรียนนอกตำรา

          ถึงเวลาที่ต้องยอมรับกันว่าผลผลิตส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำลังสั่งสมภาระทางสังคม พ่อแม่ต่างทุกข์ระทมที่ลูกไม่ช่วยเหลืองานบ้าน ใช้เวลาว่างไปกับโทรศัพท์และเที่ยวเตร่

          แต่ก็ยังอุตส่าห์คาดหวังว่าครูที่โรงเรียนจะนำพาความเป็นเลิศมาสู่ลูกเขา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

          ทั้งที่บ้านเด็กมีผืนดินน้อยๆอยู่ข้างบ้าน  เรื่องใกล้ตัวแท้ๆ แต่ลูกหลานก็ไม่ได้เรียนรู้และสร้างงานจากพ่อแม่ เพื่อการบริโภคในครัวเรือน  การใช้จ่ายตลอดเวลา จึงไม่อาจพึ่งพาตัวเองได้เลย

          การศึกษาไทย จึงน่าจะสร้างงานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “อาหาร”พร้อมๆกับวิชาการที่เป็นอาหารที่เสริมสร้างทางสติปัญญา บริบทของโรงเรียนและชุมชนส่วนใหญ่ก็เอื้อให้ทำได้อยู่แล้ว

          ผมเชื่อว่า ฟาร์มเล็กๆในโรงเรียน ย่อมนำมาซึ่งความสุขในการเรียนรู้และเป็นบ่อเกิดแห่ง “คุณธรรม”และจะช่วยหนุนนำให้เด็กอยู่รอดปลอดภัย ส่วนโรงเรียนก็จะสง่างามสมกับคำว่า open house

          ใครก็เข้ามาเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา มิใช่มีแต่นิทรรศการของงานบนโต๊ะและการแสดงแค่วันเดียว แต่โรงเรียนควรมีฐานการผลิตจากผลงานนักเรียน ที่ทำได้จริงตลอดทั้งปี โรงเรียนไทยต้องเป็นแบบนี้มิใช่หรือ?

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๙