หนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย เล่มนี้ เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025) Edited by Joseph A. Durlak, Celene E. Domitrovich, Joseph L. Mahoney โดยผมอ่านและตีความสังเคราะห์ขึ้นใหม่ด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์หลายสำนัก ย่นย่อลงเหลือเพียง ๑๔ บท โดยสร้างชื่อบทใหม่ทั้งหมด เพื่อให้กระชับ และเหมาะสมต่อบริบทไทย ท่านที่ต้องการสาระเชิงวิชาการอย่างถ้วนถี่ ควรอ่านหนังสือต้นฉบับ
ตามในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning สังคม-อารมณ์ศึกษา (SEL – Social and Emotional Learning) เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะสำคัญ ๕ ด้านคือ (๑) เข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเอง (๒) ตั้งเป้าหมายและแสดงความรับผิดชอบ (๓) แสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (๔) สร้างและรักษาความสัมพันธ์เชิงบวก (๕) ตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม
จุดเริ่มต้นของ SEL ก่อตัวขึ้นราวๆ ค.ศ. 1994 แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากการประยุกต์ใช้และวิจัยผลที่เกิดขึ้น พร้อมกับการตกผลึกหลักการโดยทีมผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เกิดเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2015 แล้วมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สอง ที่ผมนำมาตีความสังเคราะห์ และเติมความเห็นของตนเองเข้าไปด้วย รวมทั้งขอให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสรุปบ้าง โดยผมเป็นผู้สังเคราะห์ขั้นสุดท้ายในทุกบท
เครือข่ายนักวิชาการ SEL ร่วมกันก่อตั้ง CASEL - Collaborative for Advancing Social and Emotional Learning (https://casel.org/) ซึ่งในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning บางครั้ง ให้ชื่อเต็มของ CASEL ว่า Collaborative for Academic, Social and Emotional Learning สะท้อนความเชื่อมโยงของการเรียนรู้เชิงวิชาการ กับการเรียนรู้ด้านสังคมและอารมณ์ และเสนอสมรรถนะหลัก ๕ ประการ ด้านสังคม-อารมณ์ (CASEL’s 5 Core Competencies) คือ (๑) ตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) (๒) จัดการตนเอง (Self-management) (๓) ตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness) (๔) ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship skills) และ (๕) ตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible decision-making)
รูปที่ ๑ กรอบสมรรถนะหลัก ๕ ประการ ของ CASEL กับปัจจัยเสริม ๔ ชั้น (จาก casel.org)
หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning บอกชัดเจนว่า ผลงานวิจัยให้ข้อมูลว่า เมื่อมีการเอาใจใส่ สังคม-อารมณ์ศึกษา ผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านวิชาการจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยที่ หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning มอง SEL เป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ แต่ผมเห็นต่าง
หากตั้งคำถามว่า สังคม-อารมณ์ศึกษา (SEL) คืออะไร ผมขอให้คำตอบว่า เป็นกรอบการพัฒนาและการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการมิติอารมณ์ ความสัมพันธ์ ค่านิยม และการรู้จักตนเอง เพื่อเป็น ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสูง ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีจริยธรรม มีความสุข และก่อสุขภาวะร่วม ต่อผู้เรียน ครู ครอบครัว และสังคมโดยรอบ
ขอย้ำว่า ผมมอง สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นทั้งเป้าหมาย และเป็น กลไก หรือเครื่องมือ หนุนการเรียนรู้แบบบูรณาการครบด้าน เชื่อมโยงกับ สุขภาวะ (wellbeing) ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของผู้เรียน สังคม-อารมณ์ศึกษา ต้องครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ (ผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง สังคม) และไม่เป็นเพียง “กิจกรรมเสริม” หรือ “ทักษะอ่อน” (soft skills) เท่านั้น แต่เป็นกลไกเชิงระบบ (Systemic SEL) ที่ สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นกลไก หรือเครื่องมือพลิกโฉม (Transform) การศึกษาหรือการเรียนรู้ทั้งระบบ
มีหลักฐานผลงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) บอกชัดเจนว่า สมองเรียนรู้ได้ดีเมื่อรู้สึกปลอดภัย อารมณ์และความสัมพันธ์กำหนดคุณภาพการคิด และการเรียนรู้เชิงลึกเกิดได้ยาก หากผู้เรียนเครียด หวาดกลัว หรือรู้สึกไร้คุณค่า
โปรดสังเกตว่าเป้าหมายของ สังคม-อารมณ์ศึกษา ไม่ใช่เพียงสุขภาวะเชิงอารมณ์ เท่านั้น ยังเชื่อมโยงสู่ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม การอยู่ร่วมกันในสภาพที่มีความแตกต่าง และการเป็นพลเมืองที่กล้าริเริ่มกระทำการ (agency)
สังคม-อารมณ์ศึกษา ที่ส่งผลอย่างแท้จริง ต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียง คาบโฮมรูม หรือกิจกรรมพิเศษ หรือในแบบประเมินอารมณ์รายบุคคล เท่านั้น สังคม-อารมณ์ศึกษา ต้องบูรณาการอยู่ในทุกส่วนของระบบการเรียนรู้หรือการศึกษา โดยครูทุกคนคือครูสังคม-อารมณ์ศึกษา ไม่ใช่เฉพาะครูแนะแนว หรือครูด้านสังคม
ดังนั้น ครูทุกคน จึงต้องได้รับการฝึกทักษะด้านสังคม-อารมณ์ เพราะครูที่ไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ไม่อาจสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือสนามพลังบวก ให้แก่เด็กได้ หากจะให้ สังคม-อารมณ์ศึกษา มีความเข้มแข็ง ทักษะด้านสังคม-อารมณ์ ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ การคัดเลือก พัฒนา และประเมินครู
ผมขอเถียงข้อความในย่อหน้าบน ว่า โรงเรียนไทยกลุ่มจิตศึกษา แนวโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา มีระบบจัดการให้โรงเรียนเป็นสนามพลังบวก มีช่วงเวลาจิตศึกษา และมีเครื่องมือให้นักเรียนเจริญสติหลากหลายเครื่องมือ ครูที่ศึกษามาจากคณะศึกษาศาสตร์ครุศาสตร์ตามปกติ เมื่อเข้าทำงานในโรงเรียนที่มีระบบนี้ ก็สามารถปรับตัวพัฒนาทักษะด้านอารมณ์-สังคมของตนเองได้
ต้องเชื่อม สังคม-อารมณ์ศึกษา เข้ากับการเรียนรู้ฝึกฝนคุณธรรมและจริยธรรม โดยฝึกการตัดสินใจในสถานการณ์จริง ฝึกความกล้าหาญทางจริยธรรม และฝึกความรับผิดชอบต่อผลกระทบของการกระทำ
ต้องใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา แก้ไขปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษา เช่น การใช้อำนาจเหนือของครู วัฒนธรรม ครูถูกเสมอ การตีตราเด็กเรียนอ่อน การใช้การสอบเป็นเครื่องมือบังคับเด็ก สู่การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่เด็ก และแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ต้องใช้การประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้และพัฒนา ไม่ใช่เพื่อตัดสินคุณค่าหรือความเก่ง โดยใช้เครื่องมือ การสะท้อนตนเอง (Self-reflection) การเก็บข้อมูลหลักฐาน (Portfolio) การเติบโตภายใน ของตนเอง และครูเน้นให้การประเมินเชิงพัฒนา (Formative Assessment) ตามด้วยการให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) รวมทั้งฝึกให้นักเรียนประเมินเพื่อน (Peer Assessment) และให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์แก่เพื่อน (Peer Feedback) เพื่อฝึกการประเมินและให้การป้อนกลับตนเอง อันเป็นเครื่องมือของทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (AaL – Assessment as Learning) (อ้างถึงหนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ (๒๕๕๗) โดยวิจารณ์ พานิช สำนักพิมพ์สานอักษร)
สังคม-อารมณ์ศึกษา ไม่ใช่เพียงการสอนให้เป็นคนดีหรือคนมีความสุขเท่านั้น แต่เป็น 'ศาสตร์และศิลป์แห่งการถักทอหัวใจเข้ากับสมอง' เพื่อเป็นเครื่องมือทรงพลังในการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง (Deep Learning หรือ Mastery Learning)
สังคม-อารมณ์ศึกษา ทำหน้าที่เสมือนเป็น 'ตัวคูณ' ที่ทำให้ความรู้ทางวิชาการ ทักษะการงาน และความเป็นมนุษย์ บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ส่งผลลัพธ์เป็นความเก่งที่มาพร้อมกับความสุข ทั้งต่อผู้เรียน ครู และสังคม
สังคม-อารมณ์ศึกษา จึงเป็นเสมือน “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ของโรงเรียน ที่แทรกหรือบูรณาการอยู่ในทุกวิชา ทุกกิจกรรม ทั้งเพื่อพัฒนาทักษะเชิงสังคมและเชิงอารมณ์ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้องค์รวม และการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง (Deep/Mastery learning) รวมทั้งเพื่อบรรยากาศเชิงบวก ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีสุขภาวะ (Wellbeing) จากกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้
ผมขอเสนอว่า หากต้องการเห็นโรงเรียนไทย ที่ใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็น “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ของโรงเรียน ให้ไปดูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และโรงเรียนในเครือข่าย นอกจากนั้น ยังมี โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนเพลินพัฒนา และโรงเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นโรงเรียนทางเลือก
การเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการศึกษาไทยเสียทีเดียว เพียงแต่ยังไม่เป็นกระแสหลักของระบบการศึกษาส่วนที่เป็นทางการ
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ม.ค. ๖๙