หากพูดถึง "อิตาลี" หลายคนคงนึกถึงดินแดนแห่งศิลปะ ศูนย์กลางคริสตจักร แฟชั่นดีไซน์ และรถสปอร์ตสุดหรู แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Ferragamo, Prada, Gucci หรือแม้แต่ Ferrari และ Maserati ต่างมี DNA ความเป็นอิตาลีฝังอยู่อย่างเข้มข้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า? แบรนด์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลกเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจาก "ธุรกิจขนาดเล็กในชนบท"
อิตาลีไม่ได้พึ่งพามหาอำนาจทางธุรกิจหรือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เหมือนประเทศอื่นในยุโรป แต่กลับสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งจนติดอันดับประเทศอุตสาหกรรมอันดับที่อยู่แถวหน้าในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ได้ด้วยพลังของ SMEs โดยมีโครงสร้างการผลิตถึงร้อยละ 95 เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก มาดูกันว่า "ความลับ" หลังความสำเร็จของโมเดลนี้คืออะไร?
พลังแห่งการรวมกลุ่ม และเอกลักษณ์ของ "Third Italy"
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอิตาลีให้โดดเด่นในเวทีโลก ไม่ใช่เพียงบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่คือความแข็งแกร่งของการรวมกลุ่มทางอุตสาหกรรมของเหล่า SMEs หรือ Industrial Clusterที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือและการปรับตัวที่ฉับไว โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง "อิตาลีที่สาม” หรือ Third Italy (เป็นการแบ่งพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย อิตาลีที่หนึ่ง อิตาลีที่สอง และอิตาลีที่สาม) สำหรับ อิตาลีที่สาม คือ พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและตอนกลาง เช่น ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว อาทิ แคว้น เอมีเลีย-โรมานยา (Emilia-Romagna), ทัสคานี (Tuscany), เวเนโต (Veneto) และมาร์เค (Marche) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เติบโตด้วยธุรกิจ SMEs และเขตอุตสาหกรรมฝีมือสูง
ตั้งแต่ความประณีตของอัญมณีในเมืองวิเชนซา (Vicenza) ไปจนถึงสมรรถนะอันดุดันของซูเปอร์คาร์ในเมืองเอมีเลีย-โรมานยา (Emilia-Romagna) ความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเกิดจากระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างภาครัฐและเอกชน กลายเป็นโมเดลต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาอาศัยกันในเครือข่ายและการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
1) ความแข็งแกร่งของ Industrial Cluster (กลุ่มอุตสาหกรรม)
หัวใจสำคัญของอิตาลีคือการพัฒนาแบบการรวมกลุ่มกันเป็นเขตอุตสาหกรรม แทนที่จะต่างคนต่างอยู่ SMEs เหล่านี้จะรวมตัวกันในพื้นที่หรือวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน โดยแต่ละโรงงานจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized) และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มีลักษณะสำคัญ คือ
-
Network of SMEs: เกิดการพึ่งพาและแข่งขันไปพร้อมกัน
-
ความยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การผลิตและตอบสนองตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว
- การกระจายงาน: มีการย้ายฐานผลิตบางขั้นตอนให้พื้นที่ใกล้เคียงเพื่อคุมต้นทุน
-
ความยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การผลิตและตอบสนองตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว
2) พื้นที่ยุทธศาสตร์ "อิตาลีที่สาม” (Third Italy)
ความสำเร็จส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางที่เรียกว่า "Third Italy" พื้นที่นี้โดดเด่นด้วย:
-
International Exposure: ประชาชนมีการศึกษาสูงและมีประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศมายาวนานผ่านเมืองท่าสำคัญ
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น: การพัฒนาสินค้าเกิดจากภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
3) ส่องเมืองต้นแบบ: อัญมณี รถสปอร์ต และสิ่งทอ
-
เมืองวิเชนซา (Vicenza) อยู่ในแคว้นเวเนโต (Veneto): ศูนย์กลางการทำทองระดับโลก มีโรงงาน SMEs กว่า 7 หมื่นแห่ง และช่างฝีมือหลักหมื่นคน
- แคว้นเอมีเลีย-โรมานยา (Emilia-Romagna): แหล่งผลิตอาหารชื่อดัง (แฮม, เนยแข็ง) และเป็นฐานการผลิต Supercar อย่าง Ferrari, Lamborghini รวมถึงมอเตอร์ไซค์ Ducati
- เมืองปราโต (Prato) อยู่ในแคว้นทัสคานี (Tuscany): เมืองแห่งสิ่งทอที่จ้างงานคนถึงร้อยละ 60 ของพื้นที่ สามารถออกแบบผ้าใหม่ ๆ ได้ถึง 60,000 แบบในทุกๆ 6 เดือน!
4) แรงหนุนจากภาครัฐและเอกชน: ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจาก "นโยบายที่สอดประสานกัน" ตั้งแต่
-
ภาครัฐ: กระทรวงผลผลิต (Ministry of Productive Activities) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสนับสนุนเงินทุน วิจัย และการส่งออก
-
รัฐบาลท้องถิ่น: สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ จัดงานแสดงสินค้า และให้การศึกษาผ่านสถาบันต่าง ๆ
- ภาคเอกชนและหอการค้า: ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย เทคโนโลยี และเป็นตัวกลางเจรจาปัญหาแรงงาน
-
รัฐบาลท้องถิ่น: สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ จัดงานแสดงสินค้า และให้การศึกษาผ่านสถาบันต่าง ๆ
บทเรียนจากอิตาลีสอนให้เรารู้ว่า "ขนาดของธุรกิจไม่ใช่ข้อจำกัดของความสำเร็จ" SMEs อิตาลีพิสูจน์แล้วว่าการมีจำนวนคนงานเฉลี่ยเพียง 7 คน ก็สามารถสร้างรายได้ต่อหัวที่สูงมากและผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้ ซึ่งความสำเร็จของอิตาลีเกิดจาก 3 เสาหลัก คือ คุณภาพ (Quality) การออกแบบ (Design) และการสร้างแบรนด์ (Branding)ผสมผสานกับการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากทุกภาคส่วน หากเราสามารถนำโมเดล "Cluster" นี้มาปรับใช้ พร้อมใส่ใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนาดีไซน์ SMEs ไทยก็มีโอกาสก้าวไปสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างามเช่นกัน.....
หมายเหตุ: เนื้อหาจากข้อมูล เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential ฉบับ Super SMEs